Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Intussusception in Infancy and Children at Srinagarind Hospital

ภาวะลำไส้กลืนกันของผู้ป่วยทารกและเด็กในโรงพยาบาลศรีนครินทร์

Monthon Mekanantawat (มณฑล เมฆอนันต์ธวัช) 1, Vinai Tantiyasavadgul (วินัย ตันติยาสวัสดิกุล) 2, Suchat Areemit (สุชาติ อารีมิตร) 3, Surachai Jungmankong (สุรชัย จึงมั่นคง) 4




หลักการและเหตุผล : ภาวะลำไส้กลืนกันเป็นภาวะฉุกเฉินทางกุมารศัลยศาสตร์ และเป็นสาเหตุของลำไส้อุดตันที่พบบ่อยที่สุดในเด็กโรงพยาบาลศรีนครินทร์สามารถให้การรักษาผู้ป่วยตลอดทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตามลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยอาจเป็นข้อจำกัดในการรักษา การศึกษาลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย และขั้นตอนการรักษา จะช่วยให้เข้าใจแนวทางการรักษาโดยองค์รวม และสามารถป้องกันข้อแทรกซ้อนต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

วัตถุประสงค์ :  เพื่อศึกษาการรักษาภาวะลำไส้กลืนกันในทารกและเด็ก โดยพิจารณาลักษณะอาการ อาการแสดง แนวทางการรักษา และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อภาวะแทรกซ้อนของลำไส้

รูปแบบการศึกษา : เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยการรวบรวมข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยภาวะลำไส้กลืนกันที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2534 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2548

ผลการศึกษา :  ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้กลืนกัน ทั้งหมดจำนวน 73 คน อัตราส่วนเพศ ชาย:หญิง เป็น 1.8 : 1  มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 13 ปี อายุไม่เกิน 1 ปี 90.4%  มีค่ามัธยฐานที่อายุ 6 เดือน เป็นผู้ป่วยระบบส่งต่อ 41% ช่วงเดือนที่มีความชุกของโรคมากที่สุด คือระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม อาการผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด คือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด 67.1% รองลงมา คือ อาเจียน และปวดท้อง 46.5% และ 38.4% ตามลำดับ โดยมีค่ามัธยฐานของระยะเวลาของอาการผิดปกติก่อนมาโรงพยาบาล ที่ 24 ชั่วโมง การตรวจร่างกาย พบความผิดปกติจากการตรวจพบมูกเลือดในทวารหนักมากที่สุด 65.2% รองลงมา คือท้องอืด 63.2% และคลำก้อนลำไส้ได้ 56.7%  การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงพบก้อนลำไส้ 94.1% ของผู้ที่รับการตรวจ การรักษาภาวะลำไส้กลืนกันด้วยวิธี hydrostatic reduction ด้วยสารแบเรียมประสบความสำเร็จ 44.4% ผู้ป่วย57 รายได้รับการรักษาโดยผ่าตัด(78.1%) ซึ่งมี 2 วิธี คือ manual reduction  61.6% และ intestinal resection and primary anastomosis 15.1% ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบ คือ ลำไส้แตกทะลุและตายจากการขาดเลือด 10.9%  ส่วนภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาพบ 8.22%  ระยะเวลาการนอนรักษาในโรงพยาบาล ของผู้ป่วยที่รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด และผ่าตัดมีค่ามัธยฐานที่ 3 และ 6 วันตามลำดับ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อลำไส้ คือ ระยะเวลาที่เริ่มผิดปกติก่อนมาโรงพยาบาลมากกว่า 24 ชั่วโมง  และประวัติการมีไข้  

บทสรุป : การวินิจฉัยภาวะลำไส้กลืนกันในผู้ป่วยเด็กควรพิจารณาอาการ 3 อย่างคือ ปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือด ประกอบกับการตรวจคลำก้อนลำไส้ หากยังไม่แน่ใจควรตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ควรพิจารณาเลือกการรักษาด้วย hydrostatic reduction ในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการผิดปกติภายใน 24 ชั่วโมงและไม่มีอาการแทรกซ้อน การผ่าตัดยังคงเป็นการรักษาหลัก เพราะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มี pathologic leading point และกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนของลำไส้ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดข้อแทรกซ้อนของลำไส้ คือ ประวัติการมีไข้ และระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมากกว่า 24 ชั่วโมง จึงควรเพิ่มความเอาใจใส่ต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้

คำสำคัญ  : ลำไส้กลืนกัน, ปัจจัยเสี่ยง

 

Background :  Intussusception is the most common cause of  intestinal obstruction in pediatric surgery. Srinagarind hospital is a tertiary teaching hospital, in which the one-stop medical service is available.  Clinical features, however, may be the limitation in diagnosis and treatment. Analysis of clinical features and therapeutic process can make us understand our situation and prevent these patients from serious complications. 

Objective : To review the management of intussusception in  infant and children. The clinical features, investigation and treatment are considered. To analyze the risk factors of serious bowel complications in intussusception.

Study Design : Retrospective descriptive study from medical records of pediatric intussusception patients (age below 15 years),who admitted at Srinagarind hospital during January 1991 and December 2005.  

Results :  Medical record of 73 pediatric patients of intussusception were analyzed. Males were more than females in the ratio 1.8 : 1, the ages varied from 1 month to 13 years. Majority (90.4%) were less than 1 year old. The median age is 6 months. The 41% of patients were from referral system. The highest annual occurrence was June and July. Commonest presentation were mucous bloody stool (67.1%), vomiting (46.5%) and abdominal pain (38.4%), which all presented in 24-hour median time. The most obvious signs were bloody mucus per rectum (65.2%), abdominal distension (63.2%) and palpable abdominal mass 56.7%. Intussusception was clearly detected by ultrasonography 94.1%.  Reduction of intussusception was succeeded by barium hydrostatic enema 44.4%, in which highest success rate (55.7%) within 24-hour presentation but completely failed after 48-hour. Surgical exploration was performed in 57 patients (78.1%). The 61.6% of them were succeeded by manual reduction. For the rest 15.1% were converted to intestinal resection and primary anastomosis, due to serious bowel complications (10.9%-perforation and infarction). Over all surgical and medical complication rate was 8.22%. Period of hospital stay of successful hydrostatic reduction (median 3 days) was less than surgical treatment (median 6 days). The significant risk factors of serious bowel complications were clinical presentation more than 24 hours, and history of fever prior to admission.

Conclusions : Diagnosis of pediatric intussusception should consider the 3 commonest presentation : abdominal pain, vomiting, mucous bloody sool, and include palpable abdominal mass on examination. Ultrasonography is a useful investigation in suspicious cases. The hydrostatic barium reduction is acceptable to the uncomplicated early presentation cases. Even thought surgical rate is reduced in intussusception, surgery is still the main treatment especially in case with pathological leading point and bowel complications. All patients with high risk of serious bowel complication should be under supervision and active management.

Key words : intussusception, risk factor

 

. . . Full text.
Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
Current concept in management of cholangiocarcinoma (โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma))
 
Comparative Study Between the Conventional Endoscopic Cholecystectomy of Paient with Gall Stone using the Operative Assistants and Endoscopic Cholecystectomy using the new Innovated Adjustable Telescopic Holder (การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีกล้องวิดิทัศน์ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจับถือกล้องวิดิทัศน์ (Adustable Telescopic Holder) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองกับการใช้ผู้ช่วยผ่าตัดถือกล้องวิดิทัศน์)
 
Laparoscopic Cholecystectomy (การผ่าตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0