Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Knowledge and behavior of Khon Kaen University student for ear picking

ความรู้และพฤติกรรมในการแคะหูของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Putchareeporn Tunming (พัชรีภรณ์ ตันมิ่ง) 1, Khomsun Tumrongarnuntasakul (คมสันต์ ธำรงค์อนันตสกุล) 2, Narudom Suphagalin (นฤดม ศุภะกะลิน) 3, Punnya Suggsangawong (ปัญญา ศักดิ์สง่าวงษ์) 4, Phiyanard Danphornpraserd (ปิยะนารถ ด่านพรประเสริฐ) 5, Rhomthong Sinthuprasit (ร่มธง สินธุประสิทธิ์) 6, Reamchai Sitthi (เรียมใจ สิทธิ) 7, Narumon Sinsupan (นฤมล สินสุพรรณ) 8, Amornrat Ratanasiri (อมรรัตน์ รัตนสิริ) 9




หลักการและเหตุผล : จากสถิติโรงพยาบาลศรีนครินทร์ แผนก หู คอ จมูก ปีพ.ศ. 2546 พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มาด้วยปัญหาขี้หูอุดตันในรูหูและหูชั้นนอกอักเสบเฉียบพลัน และพบว่าการแคะหูเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ และส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษาถึง 1 ใน 3 คณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่านักศึกษาระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มีความรู้เกี่ยวกับการแคะหูและพฤติกรรมในการแคะหูอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะนำไปแก้ไขปัญหาต่อไป

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษา ความรู้และพฤติกรรมการแคะหูของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รูปแบบการวิจัย : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง : นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีพฤติกรรมการแคะหูมาก่อน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 250 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย : แบบสอบถามชนิดตอบเอง

การวิเคราะห์ข้อมูล : ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม และสถิติวิเคราะห์

ผลการวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง 250 คน เป็นเพศหญิง 157 คน (ร้อยละ 62.8) และอายุอยู่ระหว่าง 16-26 ปี ส่วนใหญ่เป็นนศ.คณะวิทยาการจัดการ 40 คน (16.1%) รองลงมาคือ คณะวิทยาศาสตร์ 30 คน (35.3%) และส่วนใหญ่อยู่นอกศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ 190 คน (76.0%) ส่วนความรู้นั้นพบว่า ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ความรู้ใน เรื่องหูและขี้หู 216 คน (86.4%) ผ่านเกณฑ์ความรู้เรื่องการแคะหูและอันตรายจากการแคะหู 173 คน (69.2%) และผ่านเกณฑ์ทั้งสองหัวข้อ 159 คน (63.6%) แต่ยังมีความเข้าใจผิดคิดว่าการแคะหูเป็นสิ่งจำเป็น 9 คน (61.2%) ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการแคะหูมาก่อนทุกคน และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีค่าเฉลี่ยการแคะหู 8.7 ครั้ง โดยสาเหตุส่วนใหญ่ในการแคะหูคือ เพื่อทำความสะอาดรูหู (5.3 ครั้ง) รองลงมา เพื่อระงับอาการระคายเคือง (2.4 ครั้ง) โดยวัสดุที่ใช้แคะหูมากที่สุด คือ สำลีพันก้าน(cotton bud) (7.3 ครั้ง) รองลงมาคือ นิ้วและเล็บ (1.1 ครั้ง) และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่แคะหูด้วยตนเอง (8.3 ครั้ง) เมื่อเปรียบเทียบความรู้ระหว่างนศ.นอกศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพและนศ.ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่า นศ.ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมีความรู้มากกว่านศ.นอกศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ และมีความถี่ในการแคะหูน้อยกว่าอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (0.05) และพบว่าผู้ที่มีความรู้รวมเรื่องการแคะหูและอันตรายจากการแคะหู และความรู้รวมเรื่อง หูและขี้หูเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นนศ.ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพอาจเนื่องจากนศ.ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มีความรู้และใกล้ชิดข้อมูลมากกว่านศ.นอกศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงทำให้ความถี่ในการแคะหูลดลง แต่ผู้ที่มีความรู้รวมเรื่องหูและขี้หู เพิ่มขึ้นเพียงส่วนเดียว จะมีความถี่ในการแคะหูลดลงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (0.05)

สรุปผล : นศ.ส่วนใหญ่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับการแคะหู แต่ยังมีความเข้าใจผิดว่า การแคะหูเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้ยังคงมีพฤติกรรมการแคะหูอยู่ โดยเฉพาะสำลีพันก้าน (cotton bud) เป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุด ดังนั้นในกลุ่มนศ.จึงมีปัจจัยเสี่ยงซึ่งอาจทำให้เกิดโรคขี้หูอุดตันในรูหู และหูชั้นนอกอักเสบตามมาได้

Background: The Otorhinolaryngology Outpatient Department (OPD) at Srinagarind Hospital has reported that most patients have an incorrect knowledge and behavior regarding cleaning their ears. Introduction of foreign bodies into the ear canal can result in Ear Nose throat (ENT) diseases ranging from mild (acute otitis externa, impact cerumen) to severe (tympanic membrane perforation) with possible loss of hearing. One-third of the Otolaryngology OPD cases with acute otitis externa and impact cerumen in 2003 were students. We, therefore, wanted to assess the knowledge and behavior of ear cleaning among Khon Kaen University students. Our study should yield results useful for the development of correct behavior for ear cleaning thereby decreasing the incidence of ENT diseases.

Objectives: 1) to estimate the prevalence of ear cleaning among KKU undergraduates; and, 2) to evaluate their knowledge and behaviors.

Methodology:

Design: Descriptive study

Setting: Khon Kaen University, Amphur Muang, Khon Kaen, Thailand

Population: Undergraduates at Khon Kaen University who clean their ears.

Sampling: 250 persons by accidental sampling

Tool: Self-administered questionnaire

Analysis: Descriptive and analytic statistics

Results: The sample included 250 undergraduates (63% female), ranging between 16 and 26 years of age, from the 16 Faculties. Knowledge was studied in two parts: 1) “ears and ear wax” and 2) “ear cleaning and its possible complications”. Most (86%) of the respondents had an adequate knowledge as determined by an ENT specialist. In part 1. “ears and ear wax and part 2 ear cleaning and its possible complications” 69 and 64 percent had passing scores. All of the respondents had poked their ears an average 9 times the previous month: 5 times for cleaning and 3 times to decrease irritation. Devices introduced into the ear canal included cotton buds (7 times) and fingertips/fingernails (1 time). Most respondents did their own ears (8 times). There was a correlation between knowledge in parts I or parts I and II and the avoidance of intrusions into the ear. However, an increase in the knowledge of part I alone had no significant impact on the number of intrusions into the ear canal.

Conclusion: Most respondents had an adequate knowledge of the dangers of introducing objects into the ear canal, but still think that it is necessary. Health education should include an explanation of the mechanism by which the ear rids itself of wax, the possible complications and correct methods for cleaning ears without introducing foreign objects. People’s belief about the necessity for ear cleaning might then be changed and the behavior altogether reduced

. . . Full text.
Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Genomic structure and expression analysis of the spastic paraplegia gene, SPG7
 
The problems of seeking continuous medical care of patients with paralysis in Nonmuang village T.sila A.muang Khon Kaen (ปัญหาการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยอัมพาต ณ หมู่บ้านโนนม่วง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น)
 
Health Service Utilization of the Patients under the Social Security Scheme, Newly Registered in 2004 at Srinagarind Hospital (การใช้บริการของผู้ป่วยประกันสังคมรายใหม่ สังกัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ปี 2547)
 
Sickness Absence among Nursing Staff of Srinagarind Hospital (การหยุดงานเนื่องจากการเจ็บป่วยของบุคลากรงานบริการการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Community Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0