Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Risk Factors for Birth Asphyxiz In Kalasin Hospital

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

บรรพจน์ สุวรรณชาติ 1




บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล

                การขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดเป็นสาเหตุสำคัญของการตายของทารกปริกำเนิด และสาเหตุของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด  ส่วนใหญ่เกิดจากการดูแลในระหว่างการคลอด ซึ่งเป็นสาเหตุที่สามารถป้องกันได้

วัตถุประสงค์

                เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางป้องกันภาวะ ขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด

รูปแบบการศึกษา  

การศึกษาย้อนหลังแบบเปรียบเทียบ (case control study)

สถานที่ทำการศึกษา  

กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลกาฬสินธุ์

กลุ่มตัวอย่าง

                ทารกที่คลอดที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ระหว่างเดือนตุลาคม 2544  ถึง เดือนธันวาคม 2545   กลุ่มศึกษา คือ ทารกแรกเกิดคลอดที่มีคะแนน Apgar น้อยกว่า หรือเท่ากับ 7 จำนวน 159 ราย   กลุ่มควบคุม คือ ทารกที่คลอดก่อนและหลังทารกในกลุ่มศึกษา และมีคะแนน Apgar มากกว่า 7 จำนวน 318 ราย

วิธีการศึกษา

                ศึกษาปัจจัยทั่วไป(socio-economic factors)  ปัจจัยก่อนคลอด (antepartum  factors)  ปัจจัยขณะคลอด (intrapartum  factors)  ปัจจัยด้านทารก (fetal  factors) จากบันทึกเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี univariate analysis และ multiple logistic regression analysis.

ผลการศึกษา

                พบอุบัติการณ์ของ birth asphyxia เท่ากับ 36.1 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ  ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดจากการวิเคราะห์โดยวิธี   multiple logistic regression analysis.  ได้แก่ มารดามีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (OR 26.81, 95% CI  6.44, 111.61), ทารกอยู่ในท่าก้น (OR 23.19,  95% CI  2.64, 203.54),  การตรวจพบความผิดปกติของ electronic fetal monitor (OR 8.3,  95% CI  3.08, 22.34),  การมีภาวะ cephalopelvic disproportion (OR 8.10,  95% CI  2.97, 22.20),  อายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ (OR 5.30,  95% CI  1.32, 21.22),  การคลอดโดยวิธี cesarean section (OR 3.87,  95% CI  1.94, 7.68),  อายุครรภ์ 33-36 สัปดาห์ (OR 3.29,  95% CI  1.13, 9.52),  ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2500 กรัม (OR 3.17,  95% CI  1.25, 8.06),  การศึกษาระดับประถม (OR 3.09,  95% CI  1.60, 5.95)


สรุป
       

พบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด มีทั้งปัจจัยทั่วไป ปัจจัยก่อนคลอด ปัจจัยระหว่างการคลอด และปัจจัยด้านทารก การทราบปัจจัยเสี่ยงทำให้โรงพยาบาลกาฬสินธุ์สามารถนำข้อมูลไปใช้พัฒนาแนวทางป้องกัน และปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานต่อไป

Abstract

Background      

Birth  asphyxia is an important cause of perinatal death. The causes of birth asphyxia are mostly due to the  processes during labor that may be prevented to reduce birth asphyxia and mortality of  the infant

Objective            

To determine risk factors for birth asphyxia  

Study design     

Case control study

Setting 

                Obstetric and Gynecology department of Kalasin Hospital.

Subject 

Cases were 159 newborns with 1-minute Apgar score of  7 or less, Controls were 318 newborns with 1-minute  Apgar score of more than 7,deliveried before and after each case.  All babies were deliveried in Kalasin Hospital between October 2001 and December 2002.

Method

Socio-economic factors, antepartum factors, intrapartum factors, fetal factors, were analysed with univariate  analysis and multiple logistic regression analysis.

Results

The incidence of birth asphyxia  was 36.1 per 1000 live births.  Factors significantly  associated with birth asphyxia included pregnancy induced hypertension (OR 26.81,  95% CI  6.44, 111.61),   breech presentation(OR 23.19,  95% CI  2.64, 203.54),  abnormal of electronic fetal monitoring (OR 8.3,  95% CI  3.08, 22.34),  cephalopelvic disproportion(OR 8.10,  95% CI  2.97, 22.20),  gestational age 28-32 weeks(OR 5.30,  95% CI  1.32, 21.22),  Cesarean section (OR 3.87,  95% CI  1.94, 7.68),   gestational age 33-36 weeks (OR 3.29,  95% CI  1.13, 9.52) , birth weight  less than 2500 grams (OR 3.17,  95% CI  1.25,8.06),   education £ 6th grade(OR 3.09,  95% CI  1.60, 5.95).    

Conclussion

                Risk factors for birth asphyxia included socio-economic factors, antepartum factors, intrapartum factors, fetal factors. The hospital will use this information in developing interventions to reduce birth asphyxia

 

 

บทนำ

ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด (birth asphyxia) หมายถึงภาวะที่ประกอบด้วย เลือดขาดออกซิเจน  (hypoxemia)  คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (hypercapnia) และภาวะกรดจากเมตาบอลิซึม หรือจากไม่มีการระบายอากาศที่ปอด (ventilation) และการกำซาบของปอด (pulmonary perfusion) น้อยหรือมีไม่เพียงพอ หลังจากการคลอดแล้วหลาย ๆ นาที ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ  ภายในร่างกายมีเลือดและออกซิเจนหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้เซลล์อวัยวะต่างๆ สูญเสียหน้าที่หรือตายไป1  เป็นผลให้ทารกตายหรือทุพพลภาพ นำไปสู่ความสูญเสียของครอบครัวและสังคม โดยพบว่าการตายของทารกปริกำเนิดจะพบอัตราสูงในประเทศที่กำลังพัฒนา และมักเกิดจากสาเหตุที่สามารถป้องกันหรือแก้ไขได้  เช่น การบาดเจ็บจากการคลอดและการติดเชื้อ ซึ่งต่างจากในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักพบสาเหตุจากภาวะทารกคลอดกำหนดหรือพิการแต่กำเนิด ซึ่งมักเป็นภาวะป้องกันและแก้ไขได้ยาก2 จากสถิติของประเทศไทยโดยกรมอนามัยพบการตายทารกปริกำเนิด ปี 2537 และปี2538  เท่ากับ 11.7 และ 11.2 ต่อ 1000 การคลอด ตามลำดับ และมีสาเหตุจากการตายเปื่อยยุ่ย ร้อยละ 29.0 และ 28.4  จากการขาดออกซิเจนร้อยละ 23.0 และ 29.7 และจากความพิการแต่กำเนิด ร้อยละ 14.9 และ 15.2  สาเหตุส่วนใหญ่ เป็นสาเหตุที่ป้องกันได้ 3  และพบว่าอัตราการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ในประเทศไทย ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลแม่และเด็กทั่วประเทศ สำรวจปี 2543  เท่ากับ  61 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ3  ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 30 ต่อ 1000  การเกิดมีชีพ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 8       จากการศึกษาข้อมูลของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ พบอัตราตายทารกปริกำเนิดในปี  2544 และปี2545  เท่ากับ 11.3 และ 15.8 ต่อ 1000 การคลอดและอัตราการขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด เท่ากับ  40.7 และ 38.6  ต่อ  1000  การเกิดมีชีพ ตามลำดับ ซึ่งก็นับว่ามีอัตราสูงอยู่เช่นกัน   การศึกษาวิจัยครั้งนี้ต้องการหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด เพื่อที่จะใช้พัฒนาแนวทางการดูแลป้องกันรักษาต่อไป


วิธีการศึกษา

                การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ case control study ในสตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอดในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ในช่วงตั้งแต่ ตุลาคม 2544  ถึง  ธันวาคม 2545 โดยศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ซึ่งหมายถึงทารกที่มี  Apgar score แรกเกิดที่  1 นาที น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7   โดยแบ่งความรุนแรงเป็น 2  ระดับคือ ระดับรุนแรง (severe) หมายถึง คะแนน Apgar score 0-3  ระดับอ่อนหรือปานกลาง (mild to moderate)หมายถึง คะแนน Apgar  score 4 – 7 ตามนิยามของกรมอนามัย3 โดยที่กลุ่มศึกษาหมายถึงกลุ่ม ทารกแรกเกิดที่มีคะแนนApgar  score น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7 ที่  1 นาที กลุ่มควบคุม หมายถึง ทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนและหลังทารกแรกเกิดในกลุ่มศึกษารายนั้น ๆ  โดยอัตราส่วนจำนวน   ตัวอย่างระหว่างกลุ่มศึกษาต่อกลุ่มควบคุม เท่ากับ 1:2 หากกลุ่มควบคุมไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนด ให้เลือกรายถัดไป   ตัวอย่างที่ไม่เข้าเกณฑ์กำหนด (exclusion criteria)ได้แก่ อายุครรภ์ น้อยกว่า 28 สัปดาห์, ทารกตายในครรภ์(intrauterine fetal death),ทารกพิการแต่กำเนิด (congenital anomaly), น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1000 กรัม

           ศึกษาข้อมูลปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ อายุ, การศึกษา, อาชีพ, ความสูง, จำนวนครั้งการฝากครรภ์, จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์, อายุครรภ์, ความเข้มข้นของโลหิต, การส่งต่อเพื่อการรักษา (refer), ชนิดของวิธีการคลอด,ภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์, ท่าผิดปกติของทารกในครรภ์, การตรวจโดยใช้เครื่อง electronic fetal monitor ,  ภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ (pregnancy induced hypertension), ภาวะผิดส่วนระหว่างส่วนนำของทารกในครรภ์กับช่องทางคลอด (cephalopelvic disproportion), เพศของทารก, น้ำหนักทารก  

                การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ program STATA โดยวิธี univariate analysis และ multiple logistic  regression analysis คำนวนหา odd ratio(OR) และ 95% confidence interval(95%CI)


ผลการศึกษา

                จำนวนทารกแรกเกิดมีชีพ ที่คลอดตั้งแต่ 1 ตุลาคม  2544  ถึง  31 ธันวาคม  2545  จำนวนทั้งสิ้น  4,404 ราย โดยที่มีทารกแรกเกิดที่มีภาวะขาดออกซิเจนเมื่อแรกเกิดจำนวน 159 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์ ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด เท่ากับ  36.1 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ ทำการวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงโดยใช้ univariate analysis พบว่า

ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐศาสตร์ (socio- economic factors) ตารางที่ 1

  ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีน้อยสำคัญ ได้แก่ อายุ  35 – 45  ปี  (OR  2.07,  95% CI  1.18, 3.63), การศึกษาระดับประถมศึกษา (OR 3.41,  95% CI 2.12, 5.49),  อาชีพเกษตรกรรม (OR 2.19, 95% CI 1.42–3.39),  การฝากครรภ์น้อยกว่า  4  ครั้ง (OR 1.83, 95% CI  1.06–3.15),  อายุครรภ์ 28-33 สัปดาห์  (OR 12.79,  95% CI  5.06, 32.30) , อายุครรภ์ 34-36 (OR 5.49 , 95 % CI 2.89, 10.01)  ค่าความเข้มข้นของเลือด < 33 vol% (OR 1.65, 95%  CI 1.02, 2.67),  การส่งต่อเพื่อการรักษา (OR 5.46, 95 % CI 3.39, 8.81 ) 

ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนก่อนคลอด (antepartum  factors) ตารางที่ 2

                 ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญได้แก่ ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (OR 48.28,   95% CI 6.32, 368.90), ภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์  (ได้แก่  antepartum hemorrhage, premature rupture of membrane, fever, infection เป็นต้น) (OR  3.53, 95% CI 1.39, 8.93),  ทารกอยู่ในท่าก้น (OR 59.21, 95 % CI 8.56, 409.46)

ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด  (intrapartum factors) ตารางที่ 3

                 ปัจจัยที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ    ได้แก่ การไม่ได้ตรวจทารกในครรภ์โดยใช้เครื่อง  electronic fetal monitor (OR 2.96, 95% CI 1.88–4.78) ,  การตรวจพบความผิดปกติของ electronic fetal monitor (late deceleration, variable deceleration ,loss of variability) (OR12.45 ,95% CI 5.77, 26.83),การผิดสัดส่วนระหว่างส่วนนำของทารกในครรภ์กับช่องทางคลอด(cephalopelvic disproportion ) (OR 4.95,  95% CI 1.97, 12.43) , การคลอดโดยการผ่าตัด (OR 7.43 , 95% CI 4.59, 12.03) ,การช่วยคลอดโดยวิธี  vacuum extraction, forceps extraction(OR  5.69, 95% CI 2.69,  11.99)

 ปัจจัยเสี่ยงของทารก (fetal factors) ตารางที่ 4

 ปัจจัยที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ น้ำหนักทารกแรกเกิดระหว่าง  1000–2500 gm (OR 8.17, 95% CI 4.78, 13.96)

                เมื่อมีการวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงเพื่อควบคุมองค์ประกอบร่วม (confounding factor) โดยใช้วิธี multiple logistic regression analysis ( ตารางที่ 5) พบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ มารดามีภาวะความดันโลหิตสูง (OR 26.81,  95% CI  6.44,111.61), ทารกอยู่ในท่าก้น    (OR 23.19, 95% CI 2.64, 203.54), การตรวจพบความผิดปกติของ electronic fetal monitor   (OR 8.3,  95% CI 3.08,22.34), การมีภาวะcephalopelvic disproportion (OR 8.10, 95% CI 2.97,22.20) ),  อายุครรภ์ 28–32 สัปดาห์ (OR 5.30, 95% CI 1.32,21.22), การคลอดได้วิธี  cesarean section  (OR  3.87,  95% CI 1.94,7.68), อายุครรภ์  33 – 36  สัปดาห์  (OR 3.29,  95% CI  1.13,9.52), ทารกมีน้ำหนัก 1000–25000 gm (OR 3.17, 95% CI 1.25,8.06),  การศึกษาระดับประถมศึกษา  (OR 3.09, 95% CI 1.60, 5.95)  

ตารางที่ 1 ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป และข้อมูลทั่วไป ( Socio-economic factor)

 

control group

asphyxia group

Total

Odds Ratio(95%CI)

อายุ (ปี)

 

 

 

 

  17 -34

282

131

413

1

  <17

9

2

11

0.48(0.10-2.29)

   ³35

27

26

53

2.07(1.18-3.63)

การศึกษา

 

 

 

 

  มัธยมศึกษา, อนุปริญญา

142

34

176

1

  ประถมศึกษา

140

117

257

3.41(2.12-5.49)

  ปริญญาตรีขึ้นไป

36

8

44

0.91(0.40-2.08)

อาชีพ

 

 

 

 

   อื่นๆ

118

36

154

1

  เกษตรกรรม

179

121

300

2.19(1.42-3.38)

  รับราชการรัฐวิสาหกิจ

21

2

23

0.31(0.07-1.32)

ความสูง (ซม.)

 

 

 

 

  141-170

298

113

411

1

  £140

4

3

7

1.98(0.43-9.22)

จำนวนครั้งการฝากครรภ์

 

 

 

 

  ³ 4 ครั้ง

285

132

417

1

  <4 ครั้ง

33

27

60

1.83(1.06-3.15)

Gravida

 

 

 

 

   2-4

178

92

270

1

   1

139

65

204

0.92(0.63-1.34)

   ³ 5

1

2

3

3.89(0.34-44.83)

อายุ ครรภ์ (สัปดาห์)

 

 

 

 

   37-42

289

94

383

1

   28-32

7

29

36

12.78(5.06-32.29)

   33-36

18

32

50

5.49(2.89-10.40)

   ³42

4

4

8

3.09(0.75-12.66)

ความเข็มข้นของเลือด

 

 

 

 

   ³33%

240

107

347

1

   <33%

50

38

88

1.65(1.01-2.67)

การส่งต่อ

 

 

 

 

  Non refer case

276

87

363

1

  Refer  case

42

72

114

5.46(3.38-8.81)

 

ตารางที่2   ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนก่อนคลอด (Antepartum  factor) 

 

control group

Asphyxia group

Total

Odds Ratio(95%CI)

Pregnancy induced hypertension

 

 

 

 

   No PIH

317

138

455

1

   PIH

1

21

22

48.28(6.32-368.90)

Obstetric complication

 

 

 

 

   No

310

143

453

1

   Yes

8

13

21

3.52(1.39-8.93)

 Presentation

 

 

 

 

   Vertex

317

134

451

1

   Breech presentation

1

25

26

59.21(8.56-409.46)

 

ตารางที่ 3  ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด  (intrapartum factors)

 

Control group

Asphyxia group

Total

Odds Ratio(95%CI)

การตรวจ EFM

 

 

 

 

  Normal

251

71

322

1

  ไม่ได้ทำ

57

48

105

2.99(1.88-4.78)

  Abnormal

10

35

45

12.45(5.78-26.83)

ภาวะ cephalo-pelvic disproportion

 

 

 

 

  No CPD

310

141

451

1

  CPD

8

18

26

4.95(1.97-12.42)

วิธีการคลอด

 

 

 

 

  NL

193

29

222

1

  CS

101

110

211

7.43(4.59-12.03)

  VE, FE

24

20

44

5.68(2.69-12.00)

 

ตารางที่ 4 ปัจจัยเสี่ยงของทารก( Fetal  factor)

 

control group

asphyxia group

Total

Odds Ratio(95%CI)

เพศ

 

 

 

 

   หญิง

153

75

228

1

   ชาย

165

84

249

1.06(0.73-1.55)

น้ำหนักทารก (กรัม)

 

 

 

 

   2501-4000

281

83

364

1

   1001-2500

30

72

102

8.17(4.78-13.96)

   4001-4900

7

3

10

1.46(0.36-5.83)

 

ตารางที่ 5ปัจจัยเสี่ยงเมื่อวิเคราะห์วิธี Multiple logistic regression analysis 

 

Odds Ratio(95%CI)

การศึกษา

 

  ประถมศึกษา

3.09(1.60-5.95)

  ปริญญาตรีขึ้นไป

0.47(0.17-1.28)

อายุ ครรภ์

 

  28-32

5.30(1.32-21.22)

  33-36

3.29(1.14-9.54)

  ³42

3.73(0.74-18.73)

ความเข็มข้นของเลือด

 

   <33%

1.50(0.77-2.97)

วิธีการคลอด

 

   CS

3.87(1.95-7.68)

   VE, FE

2.92(0.88-9.73)

ภาวะ cephalo-pelvic disproportion

 

   CPD

8.13(2.98-22.20)

Presentation

 

   Breech presentation

23.19(2.64-203.54)

การตรวจ EFM

 

   ไม่ได้ทำ EFM

1.85(0.91-3.77)

   Abnormal EFM

8.30(3.08-22.34)

Pregnancy induced hypertension

 

   PIH

26.81(6.44-111.61)

น้ำหนักทารก

 

   <2500gm.

3.18(1.25-8.06)

   >4000gm

4.51(0.8-25.19)

    

บทวิจารณ์

          อุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ( birth asphyxia)ในการศึกษานี้เท่ากับ 36.1 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ ซึ่งต่ำกว่ารายงานของกรมอนามัย3 รายงานอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด  ในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป  โรงพยาบาลแม่และเด็กทั่วประเทศปี 2543 เท่ากับ 61 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ  และใกล้เคียงกับรายงานของสุธิต คุณประดิษฐ์4 รายงานอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด   ในโรงพยาบาลลำพูนระหว่างปี 2540-2546 เท่ากับ 34.8 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ จากรายงานของ  Milsom I5  พบ  อัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด 23 ต่อ 1000 ต่อการเกิดมีชีพ, รายงานของ Hall DR6   พบ อัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด 4.6 ต่อ 1000 การเกิดมีชีพ โดย แต่ละรายงานมีการใช้ค่าจำกัดความของ   ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด แตกต่างกัน โดยรายงานนี้  ใช้คำจำกัดความของกรมอนามัย3    ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด หมายถึงทารกแรกเกิดที่มีคะแนน Apgar Scores ที่ 1 นาที น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7  โดยให้เหตุผลเพื่อการเก็บข้อมูลในการวิจัยหาปัญหาและแก้ไขปัญหาได้ง่ายและเหมือนกันทั่วประเทศ , รายงานของ Milsom I5    ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด หมายถึง Apgar Scores ที่ 5 นาที น้อยกว่า 7 , รายงานของ  Hall DR6      ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด หมายถึง Apgar Score ที่ 5 นาที น้อยกว่า 6  และมีอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์ และน้ำหนักมากกว่า 2000 กรัม ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบ อุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ( birth asphyxia) ระหว่างรายงานต่าง ๆ  ได้

          การศึกษานี้พบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดอยู่ 9 ปัจจัย เรียงตามลำดับจากปัจจัยเสี่ยงมากไปหาน้อยโดยพิจารณาจากค่า odds ratio ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (pregnancy induced hypertension),  การตั้งครรภ์ท่าก้น (breech presentation ) , ตรวจพบความผิดปกติของ electronic fetal monitor, ภาวะ cephalopelvic disproportion, อายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์,  การผ่าตัดคลอดบุตร,  อายุครรภ์ 33-36 สัปดาห์  น้ำหนักทารกระหว่าง 1000-2500 กรัม, การศึกษาระดับประถมศึกษา  โดยที่ปัจจัยเสี่ยงที่ถูกตัดออกเมื่อมีการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (confounding factor) ได้แก่ อายุ 35-45 ปี,  อาชีพเกษตรกรรม,  การฝากครรภ์ < 4 ครั้ง,  ความเข้มข้นของเลือด < 33 vol%,  การส่งต่อเพื่อการรักษา,  ภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์,  การไม่ได้ตรวจด้วยเครื่อง electronic fetal monitor  ในระหว่างการคลอด, การช่วยคลอดโดยใช้เครื่องมือ

 จากรายงานของ สุธิต  คุณประดิษฐ์4, ปทุมมา กังวานตระกูล และคณะ7 พบว่าปัจจัยการส่งต่อเพื่อการรักษาเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ซึ่งต่างจากรายงานนี้ เมื่อคำนึงถึงองค์ประกอบร่วมแล้วไม่พบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากสาเหตุของการส่งต่อ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง, ท่าก้น, การคลอดก่อนกำหนด น่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงอยู่แล้ว

          จากรายงานของ Milsom I5, ชาญ พานิชวัฒนะ8 พบว่าการช่วยคลอดโดยใช้เครื่องมือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ซึ่งไม่พบว่าแตกต่างกัน มีนัยสำคัญในรายงานนี้ อาจเนื่องจากจำนวน case ในรายงานนี้มีจำนวนน้อยเกินไปมีเพียง 11 ราย ใน 159 ราย ในกลุ่มศึกษาและ 27 รายใน 318 รายในกลุ่มควบคุม เทียบกับรายงานของ ชาญ พานิชวัฒนะ8 มี 44 ราย ใน 151 ราย ในกลุ่มศึกษาและ 41 ราย ใน 246 ราย ในกลุ่มควบคุม

          ภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดสูงกว่ากลุ่มที่มีความดันปกติ 26.81 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีค่าความเสี่ยงสูงสุด สอดคล้องกับรายงานของ สุธิต  คุณประดิษฐ์4, Chandra S, et al9 ,    Praditsathawong S10 

                การตั้งครรภ์ท่าก้น  มีอัตราเสี่ยงที่เกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด   เป็น 25.19 เท่าของกลุ่มที่ไม่ใช้ท่าก้น สอดคล้องกับรายงานของ สุธิต  คุณประดิษฐ์4, Milsom I5, Chandra S, et al9, Praditsathawong S10, Kovavisarach E11

                การตรวจพบความผิดปกติของ electronic fetal monitor มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด   เท่ากับ 8.3 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีความผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องรายงานของ  สุธิต  คุณประดิษฐ์4, Milsom I5

                การเกิดภาวะ cephalopelvic disproportion มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด เท่ากับ 8.1 เท่า  เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีภาวะนี้   ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของศราวุฒิ ตั้งศรีสกุล 12 

การคลอดที่มีอายุครรภ์ 28-33,34-36 สัปดาห์ มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด  เท่ากับ 5.3 และ 3.2 ตามลำดับสอดคล้องกับรายงานของ    ปทุมมา กังวานตระกูล 7, ศราวุฒิ ตั้งศรีสกุล 12, MacDonald  HM, et al 13

                การคลอดโดยวิธีผ่าตัดคลอด  มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด    เท่ากับ 3.8 เท่า  ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ Milsom I5  และชาญ พานิชวัฒนะ8

          น้ำหนักทารกแรกเกิดน้อยกว่า 2500 gm มี อัตราเสี่ยงที่จะเกิด ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด   เท่ากับ 3.1 เท่า สอดคล้องกับรายงานของ  ชาญ พานิชวัฒนะ8 , ศราวุฒิ ตั้งศรีสกุล 12, Kolatat  T, et al 14

       การศึกษาระดับประถมศึกษา มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด เป็น 3.09 เท่า ของกลุ่มที่มีการศึกษาสุงกว่า ซึ่งต่างจากรายงานของชาญ พานิชวัฒนะ8 ที่ไม่พบมีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

                จากปัจจัยเสี่ยงที่พบในการวิจัยนี้ ทำให้สามารถหาแนวทางการป้องกัน หรือลดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โดยการดูแลในระหว่างฝากครรภ์ พัฒนาการให้ความรู้ การดูแลตนเองของมารดาโดยเฉพาะมารดาที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา    เนื่องจากอาจมีความเอาใจใส่ต่อตนเอง หรือลูกในครรภ์น้อยกว่ากลุ่มอื่น จึงทำให้พบว่าระดับการศึกษาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด , พัฒนาการใช้เกณฑ์เสี่ยงในการคัดกรองมารดาที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในการตั้งครรภ์ เช่น มารดาตั้งครรภ์แรก, ตั้งครรภ์แฝด, อายุมากกว่า 35 ปี , อ้วน  โดยเน้นการป้องกัน และการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดเพื่อลดอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้,  พัฒนาแนวทางการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด, พัฒนาแนวทางการดูแลมารดาคลอดก่อนกำหนด,พัฒนาทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิดฃองบุคลากรทุกระดับ, เคร่งครัดการใช้ partographในการดูแลคลอดให้มีประสิทธิภาพ , การพัฒนาการดูแลรักษาในรายที่มีความผิดปกติของ electronic fetal monitor  ให้มี early diagnosis  และ early interventionในกลุ่มนี้  และการพัฒนาทักษะในการผ่าตัดคลอดโดยเฉพาะของแพทย์ใช้ทุน

                ความหมายของภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด (birth asphyxia) มีค่อนข้างกว้าง ลึกซึ้ง และหลายแง่มุม ตัวอย่างเช่น คำนิยามที่ระบุใช้ในการจำแนกโรคและภาวะความเจ็บป่วยขององค์การอนามัยโลก ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 10 (International  Statistical Classification of Diseases and Related Heath Problems , Tenth Revision) ระบุว่าไม่สมควรให้ค่าคะแนน Apgar scores อย่างเดียวในการวินิจฉัยภาวะการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด แต่ควรใช้พยาธิสภาพที่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นผลของการขาดออกซิเจน เช่น อาการชัก หรือความผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง เป็นต้น3 และโดย ACOG (1998)  ภาวะการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด  หมายถึง15,16

Profound metabolic or mixed cademia (PH < 7.00) determine on umbilical artery blood sample

Persistent Apgar score 0-3 for  longer than 5 minute

Evident of neonatal neurological sequele such as seizure, coma, or hypotonia  or dysfunction of one or more of following system cardiovascular, gastrointestinal, hematological , pulmonary  or renal system      

จะเห็นได้ว่าคำนิยามภาวะการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ของกรมอนามัยที่ให้ โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้ในปัจจุบัน อาจต้องมีการปรับปรุงอีกในอนาคต

ข้อจำกัดของการศึกษา

          การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ retrospective study โดยทำการศึกษาจากเวชระเบียนของผู้ป่วยซึ่งบางรายงานไม่มีข้อมูลที่ต้องการ ทำให้ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการศึกษาวิจัยแบบ retrospective study


สรุป

                ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดในการศึกษานี้ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์, การตั้งครรภ์ท่าก้น, การตรวจพบความผิดปกติของ   electronic fetal monitor  ในระหว่างการคลอด, ภาวะ cephalopelvic disproportion , ทารกอายุครรภ์ 28-32,33-36 สัปดาห์, ภาวะผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง, ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2500 grams , การศึกษาระดับประถมศึกษา

                การทราบปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้สามารถเตรียมความพร้อมของการดูแลรักษาตลอดจนการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษา เพื่อเป็นการป้องกันและให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะลดอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ซึ่งจะทำให้ลดอัตราตายทารกปริกำเนิด หรือทุพพลภาพของทารกได้ต่อไป

 

กิตติกรรมประกาศ

                ขอขอบคุณ นพ.สมชัย นิจพานิช ที่อนุญาตให้ทำการศึกษา, .นพ.ภิเศก  ลุมพิกานนท์  ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้คำปรึกษา  อาจารย์ แก้วใจ เทพสุธรรมรัตน์, คุณ พูลทรัพย์ อาจศตูรที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, คุณบุญก่าย ไชยคำมิ่ง และเจ้าหน้าที่งานสูติกรรมทุกท่านที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูล    

 

เอกสารอ้างอิง

1. เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์. Perinatal Asphyxia. การดูแลระบบทางเดินหายใจในทารกแรกเกิด. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เรือนแก้ว, 2536: 1-22.

2. กำแหง จาตุรจินดา,ประทักษ์ โอประเสริฐสวัสดิ์. การตายของทารกแรกปริกำเนิด. ใน: กำแหง จาตุรจินดา, สมพล พงศ์ไทย, สมศักดิ์ ตั้งตระกูล, สมาน ภิรมย์สวัสดิ์, สุวชัย อินทรประเสริฐ์, อร่าม โรจนสกุล, บรรณาธิการ. สูติศาสตร์รามาธิบดี. กรุงเทพฯ: เมดิคอลมีเดีย,  2530: 59-74.

3. สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ. ข้อเสนอแนะการดูแลทางสูติกรรมและกุมารเวชกรรมเพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด. พิมพ์ครั้งที่3. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542 : 1-26.

4. สุธิต  คุณประดิษฐ์.  ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลลำพูน. วารสารแพทย์เขต 8  2546 ; 11: 131-43.

5. Milsom I, Ladfors L, Thiringer k, Nilelasson A, Odeback A, Thornberg E.  Influence of maternal, obstetric and fetal risk factors  on the prevalence of birth asphyxia at term in a Swedish Urban  population. Acta  Obstet Gynecol Scand 2002 ; 81: 909-17.

6. Hall DR, Smith M, Smith J. Maternal factor contributing to asphyxia neonatorum.  J Trop Pediatr 1996 ; 42: 192-5.

7. ปทุมมา  กังวานตระกูล, เมธา ทรงธรรมรัตน์, ศรีสุดา  ไทยเลิศ.  ทารกขาดออกซิเจนแรกคลอดในโรงพยาบาลอุดรธานี.  วารสารแพทย์เครือข่าย 6/2 2540 ; 7: 451-61.

8. ชาญ  พานิชวัฒนะ,  สุจินต์  ธรรมดี,  เต็มดวง  เข้มแข็ง, ประภาภรณ์ เลี้ยงเชื้อ.  ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกคลอดในโรงพยาบาลอุตรดิตถ์.  วารสารแพทย์เขต 8  2543 ; 2-3 : 53-66.

9. Chandra S, Romji  S, Thirupurum S. Perinatal  asphyxia : multivariate  analysis of risk factor in hospital births.  Indian Pediatr 1997 ; 34: 206-12.

10. Praditsathawong S, Nimitsurachat S.  Risk factors  associated with low Apgar scores of newborn at one minute.  Thai  J Obstet Gynecol 2000 ; 12: 277-82.

11.Kovavisarach E, Juntasom C. Risk factor of delivery of low Apgar scores newborn below 7 at 1 minute : a case-control study.  J med Assoc Thai  1999; 82: 660-5.

12. ศราวุฒิ  ตั้งศรีสกุล.  ปัจจัยเสียงของการคลอดทารกคะแนนแอบการ์ที่ 1 นาที เท่ากับ 7 หรือน้อยกว่าในโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี.  วารสารกรมการแพทย์  2544 ; 26: 458-65.

13. MacDonald HM, Mulligan IC, Taylor PM.  Neonatal asphyxia. I. Relationship of obstetric and neonatal complications of neonatal mortality in 38,405 consecutive deliveries.  J Pediatr  1980 ; 96: 898-902.

14. Kolatat T, Vanpragar N, Thitadilok W.  Perinatal  asphyxia : multivariate analysis of risk factor.  J Med assoc Thai  2000 ; 83: 1039-44.

15.Cunningham FG, Gant NF, Leveno KJ, Gilstrap LC, Hauth JC, Wenstram KD. Diseases and Injuries of the Fetus and Newborn .  Williams Obstetrics. 21th  ed.  New York : MC Graw-Hill, 2001: 1039-92.

16. Behrman RE,  Kliegman RM,  Jenson HB. Birth injury. Nelson Textbook of Pediatrics. 16thed.  Philadelphia: W.B.Saunders, 2000: 488-94.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Prevalence of Congenital Anomalies at Srinagarind Hospital (ความชุกของความพิการแต่กำเนิดที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Perinatal Mortality in Udonthani Provine in 1996 (การตายของทารกปริกำเนิดในจังหวัดอุดรธานี ปี พ.ศ. 2539 )
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Neonatal Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0