Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Risk factors for death among newborns with respiratory distress Syndrome at Kalasin hospital

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกแรกคลอดที่มีภาวะการหายใจลำบากในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

Somchai Nichpanit (สมชัย นิจพานิช) 1




หลักการและเหตุผล  :  ปัจจุบันอัตราการตายของทารกปริกำเนิด เป็นปัญหาที่สำคัญของ การสาธารณสุขของประเทศไทย  ทำให้อัตราตายรวมสูงขึ้น พบว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากทารกคลอดก่อนกำหนด ที่มีภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress syndrome) การทราบปัจจัยเสี่ยงของการตายในทารกเหล่านี้จะสามารถนำมาหาแนวทางการป้องกันและลดอัตราการตายต่อไป

วัตถุประสงค์ : ศึกษาปัจจัยเสี่ยง ต่อการเสียชีวิตของทารกที่มีภาวะ respiratory distress syndrome  ของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

รูปแบบการศึกษา :        การศึกษาย้อนหลังแบบเปรียบเทียบ( case - control study)

สถานที่ศึกษา  :        กลุ่มงานกุมารเวชกรรม  โรงพยาบาลกาฬสินธุ์

กลุ่มตัวอย่าง :     ทารกที่มีภาวะ respiratory distress syndrome  ของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2545  ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2547 จำนวน 148 ราย

วิธีการศึกษา :     ศึกษา ปัจจัยทั่วไป (socio-economic factors)  ปัจจัยภาวะแทรกซ้อนก่อนคลอด

( antepartum factors)   ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด (intrapartum factors)  และปัจจัยเสี่ยงของทารก (fetal factors) จากบันทึกเวชระเบียน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี  univariate analysis และ multiple logistic regression  analysis โดยใช้สถิติ odds ratio และ 95% confidence Interval.

ผลการศึกษา :       ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกที่มีภาวะ respiratory distress syndrome จากการวิเคราะห์โดยวิธี multiple logistics regression analysis  ได้แก่ อายุครรภ์ น้อยกว่า30 สัปดาห์  (OR 12.10 ,

 95% CI 3.04-48.20 ), ทารกท่าก้น (OR 5.17 , 95%CI  1.02 –13.17) , ทารกมีAPGAR score ที่ 5 นาที  น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7 (OR 4.05, 95%CI  1.27 – 23.51)

สรุป :        ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารก ที่มีภาวะ respiratory distress syndrome ได้แก่  อายุครรภ์ น้อยกว่า30 สัปดาห์, ทารกท่าก้น, ทารกมี APGAR score ที่ 5 นาที  น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7

 

Background:      At present, perinatal mortality rate is one of the major public health problem of Thailand. This could contribute to the high overall mortality rate. Many studies revealed  that main cause of perinatal mortality was respiratory distress syndrome( RDS ) in preterm infants. Identification of risk factors for death among newborns with RDS might be  helpful in developing strategies to prevent this type of death.

 Objective:   To determine risk factors for death among newborns with respiratory distress syndrome at Kalasin hospital.

Study design:  Case – control  study.

Setting:        NICU, department of Pediatrics, Kalasin hospital.

Subject:       148 newborns with respiratory distress syndrome  who were hospitalized in Kalasin hospital from january 2002 to december 2004.

Method:     Data on socio-economic factors, antepartum factors, intrapartum and fetal factors were compared between newborns who died(cases) and survived(controls) by  univariate and multiple logistic regression analysis, odds ratio and 95% confidence interval were applied to evaluate there risk factors.        

Results:        Risk factors for death in newborns with the respiratory distress syndrome     included less than  30 weeks of gestational age (OR  12.10, 95% CI  3.04 - 48.20),   breech presentation (OR 5.17, 95% CI  1.02 – 13.17) and less than or equal to 7 in 5   minute APGAR score (OR    4.05, 95% CI  1.27 – 23.51).  

Conclusion:  Risk factors for death in newborns with respiratory distress syndrome   include  gestational age < 30 weeks, breech presentation and APGAR score at 5     minute less than or equal to 7. 

  Key word:  Respiratory distress syndrome, Risk factor, death, Kalasin hospital.

 

 

บทนำ

อัตราการตายของทารกปริกำเนิด เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ทำให้อัตราตายรวมสูงขึ้น ศึกษาในหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า มักเกิดจาก สภาวะของมารดารวมถึงการดูแลในขณะตั้งครรภ์และระหว่างการคลอด ตลอดจนสภาวะของทารกที่เกี่ยวข้องกับอายุครรภ์  การบริบาลและการให้การดูแลทารกแรกเกิดซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เกิดจาก ทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress syndrome, RDS) อัตราการตายในทารกกลุ่มนี้ของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ยังสูง  สิ่งที่สำคัญคือการศึกษา เพื่อวางแผน  ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง   กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกคลอดก่อนกำหนด (RDS in preterm infants )  เป็นความผิดปกติของปอดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในเด็กทารกเกิดก่อนกำหนด ทารกยิ่งมีอายุครรภ์น้อยยิ่งพบความผิดปกติของภาวะนี้มากขึ้น  โดยพบ 60% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์   30% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์  28 - 34 สัปดาห์  และ น้อยกว่า 5% ในอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์  จากการศึกษาในประเทศไทย (รพ.จุฬาลงกรณ์) พบRDSในทารก อายุครรภ์ 28-29สัปดาห์ ร้อยละ 76 และลดต่ำลงเป็นร้อยละ44 ในทารกอายุครรภ์ 30-31 สัปดาห์ 1 สาเหตุของโรคเกิดจาก การขาดสารลดแรงดึงผิวของ alveoli (surfactant) 2  ทำให้เกิด  alveolar collapse , small lung volume และ  decreased  lung compliance3 ส่วนใหญ่พบในทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อย แต่อาจพบในทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจน ในมารดาตกเลือด หรือ มีโรคเบาหวาน4,5  เป็นผลให้ทารกเกิดความเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้  ในแผนพัฒนาสุขภาพ ฉบับที่ 9  ปี พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2549 ของกระทรวงสาธารณสุข  ตั้งเป้าอัตราการตายปริกำเนิดไว้น้อยกว่า 9:1000 การเกิดทั้งหมดของทารก อัตราการตายของประเทศปี พ.ศ. 2545  =  9.15 : 1000  การเกิดทั้งหมดของทารก(จังหวัดกาฬสินธุ์ = 8.59 : 1000 ), พ.ศ. 2546 =  8.35:1000  (จังหวัดกาฬสินธุ์ =8.89 : 1000 ) ในภาพรวมแม้จะมีการพัฒนาความรู้  ทักษะ และเครื่องมือในการดูแลผู้ป่วย เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการตายของทารก  จำนวนผู้ป่วย RDS  ที่มีจำนวนมาก จึงยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญของ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จึงทำการศึกษาเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วย RDS  โดยดูปัจจัยเสี่ยงทั่วไป  ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์  ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด  และปัจจัยทารก เพื่อใช้ในการพัฒนาหาแนวทางป้องกันและดูแลผู้ป่วย RDS ต่อไป

 

วิธีการศึกษา

การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ case- control  study ในทารกที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น respiratory distress syndrome   ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2545  ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2547 จำนวน 148 ราย  เป็นกลุ่มที่เสียชีวิต 75 ราย  รอดชีวิต 73 ราย ในทารกที่มีอายุครรภ์มากกว่า 22 สัปดาห์, ไม่มีความพิการแต่กำเนิด และเสียชีวิตหลังคลอดภายใน 28 วัน โดยได้รับการวินิจฉัย ภาวะ respiratory distress syndrome จากอาการทางคลินิกและภาพรังสีทรวงอก ทำการศึกษาปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ ปัจจัยเสี่ยงทั่วไปและข้อมูลทั่วไป(socio-economic factors) ได้แก่ อายุ, อาชีพ, จำนวนครั้งของการฝากครรภ์,จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์, การส่งต่อ( refer ), ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ (antepartum factors) ได้แก่ ประวัติเสพสารเสพติด, เบาหวาน, โรคติดเชื้อ human immunodeficiency virus (HIV), premature rupture of membrane(PROM), มารดาได้รับ corticosteroid ก่อนคลอดทารก, antepartum hemorrhage, prolapsed cord และ breech presentation, ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอดได้แก่ เพศ, น้ำหนักแรกคลอด, APGAR score ที่ 1, 5 นาที, การใช้เครื่องช่วยหายใจ, อุณหภูมิของทารกแรกรับ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ program STATA โดยวิธี univariate analysis และ multiple logistic regression analysis คำนวณหา odds ratio (OR) และ 95% confidential interval (95% CI)       

 

ผลการศึกษา

ทารกที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น respiratory distress syndrome   ของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์  ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2545  ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2547 จำนวน 148 ราย  เป็นกลุ่มที่เสียชีวิต 75 ราย  รอดชีวิต 73 ราย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงโดย โดยวิธี univariate analysis  พบว่า

ปัจจัยทั่วไป (socio-economic factors)     ดังแสดงในตารางที่ 1

ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ อายุมารดามากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี (OR 11.15  95% CI 1.38 – 89.03 )

                ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์( Antepartum factors) ดังแสดงในตารางที่ 2

               ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ antepartum  hemorrhage (OR 6.33               95% CI 1.76 –22.78 ), breech presentation(OR 2.96  95% CI 1.30 –  6.76 )        

               ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด (intrapartum factors)  ดังแสดงในตารางที่ 3

               ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ  mode of delivery (breech vagina)                (OR 9.49  95% CI 1.77 –  16.73 )        

   ปัจจัยเสี่ยงของทารก (fetal factors)

              ปัจจัยเสี่ยงที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ  APGAR score ที่  1 นาที  7   (OR 5.75  95%   CI 2.78 –  11.89 ),  APGAR Score ที่  5 นาที  7  (OR 10.69  95% CI 4.29 –  26.37 ) , การใช้เครื่องช่วยหายใจ (OR 82.2  95% CI  28.60 –  271.99)           

เมื่อมีการวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงเพื่อควบคุมองค์ประกอบโดยวิธี  multiple logistic regression analysis พบว่าการต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นปัจจัยเดียวที่มีนัยสำคัญของการตาย (OR 61.83 95% CI  18.59 – 205.65)  แต่ถ้าไม่นำเอาการใช้เครื่องช่วยหายใจเข้าในmodel  พบปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิต ของผู้ป่วย respiratory distress syndrome  อย่างมีนัยสำคัญ( ตารางที่ 5 ) ได้แก่  อายุครรภ์

ของทารก < 30 สัปดาห์  (OR 12.10  95% CI  30.09 –  98.20 ) , breech presentation  (OR 5.42  95% CI 1.02 –  13.17 ), APGAR score ที่  5 นาที น้อยกว่าหรือเท่ากับ 7  (OR 3.38  95% CI 1.23 – 23.50)

 

บทวิจารณ์

จากการศึกษานี้พบว่าปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการตายมากที่สุดของทารกที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น

respiratory distress syndrome คือ ทารกอายุครรภ์น้อยกว่า 30 สัปดาห์   ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของโรงพยาบาลรามาธิบดี ทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1000 กรัม เสียชีวิตร้อยละ 56  ทารกน้ำหนักตัว 1000 - 1499 กรัม เสียชีวิตร้อยละ 17 6  และจากการรวบรวมของ Michael และคณะ ทารกที่มีภาวะ respiratory distress syndrome ในสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ.1987 – 1995 พบว่า มีอัตราตาย ในกลุ่มครรภ์ทารกอายุครรภ์น้อยกว่า  30 สัปดาห์   ร้อยละ 6.12 และในกลุ่มครรภ์ทารกอายุครรภ์มากกว่า  30 สัปดาห์   ร้อยละ 0.08 7  ซึ่งการคลอดก่อนกำหนดทำให้ขาดสารลดแรงตึงผิวในถุงลม โดยสารนี้เริ่มสร้างในอายุครรภ์ 22 – 24 สัปดาห์  และสร้างมากขึ้น เมื่ออายุครรภ์ 32 – 34 สัปดาห์ 8   อายุครรภ์มีผลต่ออัตราการรอดชีวิต9  มีรายงานว่า อัตราการรอดชีวิตใน อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ ร้อยละ50 – 60 และอายุครรภ์ มากกว่า 28 สัปดาห์ มากกว่าร้อยละ 9010  ดังนั้นการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีการศึกษากันอย่างแพร่หลายในเรื่องการใช้ corticosteroids ในการรักษาทารกที่มีภาวะ respiratory distress syndrome เพื่อลดอุบัติการณ์และภาวะแทรกซ้อนของ respiratory distress syndrome 11-12  โดยการใช้ beta-methamethasone 12 mg หรือ dexamethasone 6 mg ในช่วง 24 ช.ม. ยาจะออกฤทธิ์ได้ผลดีในช่วงอายุครรภ์ 28 – 34 สัปดาห์ ตั้งแต่ 24 ช.ม.แรกจนถึง 7 วัน 13          มีรายงานการรักษาลดการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยการใช้ยา salbutamol ในรูปแบบกินได้ผลดี การทำให้การคลอดช้าลง 1 สัปดาห์ ระหว่างอายุครรภ์ 23 – 26 สัปดาห์ ทำให้อัตรารอดชีวิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 ต่อวัน 14

อีกปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตคือ ภาวะ birth asphyxia โดย APGAR score ที่  5 นาทีน้อยกว่า

   หรือเท่ากับ 7 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษา ปัจจัยเสี่ยงต่อการตายในผู้ป่วย respiratory distress  syndrome15  ต่างจากการศึกษาของ Horbarและคณะ ที่พบว่าทารกน้ำหนักตัวน้อย APGAR score    

5 นาที ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราตาย16    ภาวะ birth asphyxia ทำให้ปอดและอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ขาดออกซิเจน มีผลต่อการสร้างสารลดแรงตึงผิว  alveolar leak  อาจเกิดความดันโลหิตต่ำ เกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้  ตรงกับการศึกษาหลายฉบับที่มี   รายงานว่า APGAR Score ที่  1 นาทีไม่มีความสัมพันธ์กับ neonatal death และ APGAR Score ที่   5 นาทีมีความสัมพันธ์กับ   neonatal death อย่างมีนัยสำคัญ11,17-19  การป้องกันการเกิด asphyxia โดยการดูแลมารดาระหว่างตั้งครรภ์  การคลอด  และการแก้ไขทารกอย่างถูกต้องเหมาะสม จะช่วยลดปัญหานี้ลงได้20     อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีผลต่อการตาย คือ การตั้งครรภ์ทารกท่าก้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนเป็น 25.19 เท่าของกลุ่มที่ไม่ใช่ท่าก้น 21   ดังนั้นในการฝากครรภ์ควรให้ความสำคัญการวินิจฉัยทารกท่าก้นและให้การดูแลเหมาะสมทั้งในระยะก่อนและระหว่างคลอด

         การใช้ปริมาณออกซิเจนและ เครื่องช่วยหายใจอย่างเหมาะสมจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและ

อัตราตายได้  การใช้ early continuous positive airway pressure(CPAP) จะสามารถลด FiO2 สูงสุดให้ต่ำลง ลดเวลาการให้ ออกซิเจนและลดอุบัติการณ์การใช้ท่อช่วยหายใจ การเกิด bronchopulmonary dysplasia(BPD ) ลดได้ 22-25 

         RH Perelman et al 26 กล่าวว่า อัตราตายของผู้ป่วย respiratory distress syndrome มีความสัมพันธ์

กับทารกเพศชายมากกว่าเพศหญิง   แต่จากการศึกษานี้ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องเพศ 

         การศึกษาครั้งนี้ อุณหภูมิร่างกายที่ต่ำของทารก ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่จากการศึกษาของ Silverman และคณะตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1958 พบว่า อุณหภูมิกายต่ำมีอัตราการรอดชีวิตต่ำลงไปด้วย 27

         การใช้สารลดแรงตึงผิวในทารกเกิดก่อนกำหนดที่มี respiratory distress syndrome ทำให้อัตราตายในทารกกลุ่มนี้ลดลง28,29  โดยเฉพาะในมารดาได้ steroid ก่อนคลอดร่วมด้วย 30 การใช้สารลดแรงตึงผิวแบบ rescue treatment ถ้าเริ่มให้เร็ว ภายใน 2 ช.ม.หลังคลอด พบว่าสามารถลดการเกิด pneumothorax , pulmonary interstitial emphysema  และอัตราตายของทารก 31

 

ตารางที่ 1 ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป และข้อมูลทั่วไป ( Socio-economic factor)

 

 

Death group (%)

Control group (%)

 Total (%)

Odds Ratio (95%CI)

กลุ่มอายุ

17-34

61(81.3)

68(93.2)

129(87.2)

-

 

< 17

4(5.3)

4(5.5)

8(5.4)

1.11 (.27-4.65 )

 

35ขึ้นไป

10(13.3)

1(1.4)

11(7.4)

11.15(1.39-89.63)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

การศึกษา

มัธยม-อนุปริญญา

25(37.9)

29(51.8)

54(44.3)

-

 

ประถมศึกษา

39(59.1)

26(46.4)

65(53.3)

1.74(.843-3.61)

 

ป.ตรีขึ้นไป

2(3.0)

1(1.8)

3(2.5)

2.32(.20-27.14)

Total

 

66(100)

56(100)

122(100)

 

อาชีพ

รับราชการ,รัฐวิสาหกิจ

3(4.5)

1(1.8)

4(3.3)

-

 

นักเรียน

4(6.1)

1(1.8)

5(4.1)

1.33 (.06-31.12 )

 

เกษตรกรรมและอื่นๆ

59(89.4)

54(96.4)

113(92.6)

.36 (.04 -3.61)

Total

 

66(100)

56(100)

122(100)

 

จำนวนครั้งการฝากครรภ์

4

32(42.7)

54(74.0)

86(58.1)

-

 

3

43(57.3)

19(26.0)

62(41.9)

1.04(.65 -1.66 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

จำนวนการตั้งครรภ์

2-4

40(53.3)

39(53.4)

79(53.4)

-

 

1

35(46.7)

34(46.6)

69(46.6)

1.00 (.53-1.91 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

อายุครรภ์

> 32

13(17.3)

35(47.9)

48(32.4)

-

 

<30

47(62.7)

7(9.6)

54(36.5)

18.08(6.53 -50.02)

 

30 - 32

15(20.0)

31(42.5)

46(31.1)

1.30 (.54-3.16 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

REFER ลูก

Non refer case

61(81.3)

63(86.3)

124(83.8)

-

 

Refer case

14(18.7)

10(13.7)

24(16.2)

1.45(.60 -3.50 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

 

ตารางที่ 2 ปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ ( antepartum factor )      

 

 

Death group(%)

Control group(%)

Total(%)

Odds Ratio(95%CI)

maternal diabetes

no

75(100)

71(97.3)

146(98.6)

-

 

yes

0(0)

2(2.7)

2(1.4)

-

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

มารดาติดสารเสพติด

no

75(100)

71(97.3)

146(98.6)

-

 

yes

0(0)

2(2.7)

2(1.4)

-

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

maternal HIV

no

72(96.0)

73(100)

145(98.0)

-

 

yes

3(4.0)

0(0)

3(2.0)

-

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

PROM

no

62(82.7)

54(74.0)

116(78.4)

-

 

yes

13(17.3)

19(26.0)

32(21.6)

.60(.27-1.32)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

มารดาได้ Dexamethasone

no

55(73.3)

45(61.6)

100(67.6)

-

 

yes

20(26.7)

28(38.4)

48(32.4)

.58 (.29 -1.17 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

Antepartum  hemorrhage*

no

59(78.7)

70(95.9)

129(87.2)

-

 

yes

16(21.3)

3(4.1)

19(12.8)

6.33(1.76-22.78)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

multiple pregnancy

no

46(61.3)

45(61.6)

91(61.5)

-

 

yes

29(38.7)

28(38.4)

57(38.5)

1.01 (.52 -1.96 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

pre eclamsia

no

70(93.3)

69(94.5)

139(93.9)

-

 

yes

5(6.7)

4(5.5)

9(6.1)

1.23 (.317 -4.78 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

breech presentation*

no

51(68.0)

63(86.3)

114(77.0)

-

 

yes

24(32.0)

10(13.7)

34(23.0)

2.96 (1.30-6.76 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

หมายเหตุ  PROM = premature rupture of membrane  

              HIV= human immunodeficiency virus

 

ตารางที่ 3 ปัจจัยเสี่ยงระหว่างการคลอด

 

 

Death group(%)

Control group(%)

Total(%)

Odds Ratio(95%CI)

onset of labor*

spontaneous

61(81.3)

68(93.2)

129(87.2)

-

 

abortion

9(12.0)

0(0)

9(6.1)

-

 

elective c/s

4(5.3)

5(6.8)

9(6.1)

.89  (.23-3.47 )

 

induced

1(1.3)

0(0)

1(0.7)

-

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

Mode of delivery*

normal labor

41(54.7)

42(57.5)

83(56.1)

-

 

BBA

4(5.3)

5(6.8)

9(6.1)

.82(.21  - 3.26 )

 

breech vagina

13(17.3)

3(4.1)

16(10.8)

4.44(1.18  - 16.73 )

 

C/S

17(22.7)

23(31.5)

40(27.0)

.76(.35  -   1.62)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

หมายเหตุ   BBA = birth before admission และ C/S = cesarean section

 

ตารางที่ 4 ปัจจัยเสี่ยงของทารก ( fetal factor )

 

 

Death group(%)

Control group(%)

Total(%)

Odds Ratio(95%CI)

SEX

ชาย

37(49.3)

40(54.8)

77(52.0)

-

 

หญิง

38(50.7)

33(45.2)

71(48.0)

1.24 (.65 -2.38)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

น้ำหนักแรกคลอด

2000

4(5.3)

2(2.7)

6(4.1)

-

 

< 1500

59(78.7)

24(32.9)

83(56.1)

1.2 2(.21 -7.16 )

 

1500-1999

12(16.0)

47(64.4)

59(39.9)

.13(.02 -.78 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

Appropiate of GA.

AGA

36(48.0)

30(41.1)

66(44.6)

-

 

SGA

39(52.0)

43(58.9)

82(55.4)

.76(.39 -1.44 )

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

APGAR score ที่ 1 นาที

> 7

18(25.0)

46(65.7)

64(45.1)

-

 

7

54(75.0)

24(34.3)

78(54.9)

5.75(2.78 -11.89 )

Total

 

72(100)

70(100)

142(100)

 

APGAR score ที่ 5 นาที

> 7

33(45.8)

63(90.0)

96(67.6)

-

 

7

39(54.2)

7(10.0)

46(32.4)

10.64(4.29-26.37 )

Total

 

72(100)

70(100)

142(100)

 

เวลาคลอด

ในเวลา

31(41.3)

28(39.4)

59(40.4)

-

 

นอกเวลา

44(58.7)

43(60.6)

87(59.6)

.92 (.48-1.79 )

Total

 

75(100)

71(100)

146(100)

 

การเครื่องช่วยหายใจ

ไม่ได้ใช้

5(6.7)

63(86.3)

68(45.9)

-

 

ใช้ 1-24 ชม.

14(18.7)

2(2.7)

16(10.8)

88.2(15.49 -502.04 )

 

ใช้ภายใน 1 ชม

45(60.0)

3(4.1)

48(32.4)

189(42.95 -831.59 )

 

ใช้หลัง 24 ชม.

11(14.7)

5(6.8)

16(10.8)

27.72(6.87-111.88)

Total

 

75(100)

73(100)

148(100)

 

FiO2Max

< 60%

1(1.4)

2(18.2)

3(3.7)

-

 

60-80%

5(7.1)

1(9.1)

6(7.4)

10(.40-250.42)

 

> 80%

64(91.4)

8(72.7)

72(88.9)

16(1.30-196.97)

Total

 

70(100)

11(100)

81(100)

 

F1O2MIN2

< 60%

11(15.7)

6(60.0)

17(21.3)

-

 

60-80%

2(2.9)

1(10.0)

3(3.8)

1.09 (.08 -14.66 )

 

>  80%

57(81.4)

3(30.0)

60(75.0)

10.36 (2.25-47.801)

Total

 

70(100)

10(100)

80(100)

 

PIP_MAX2

< 20 cm

49(70.0)

10(100)

59(73.8)

-

 

20-25 cm

11(15.7)

0(0)

11(13.8)

-

 

> 25 cm

10(14.3)

0(0)

10(12.5)

-

Total

 

70(100)

10(100)

80(100)

 

PEEP_MX2

3 cm

13(18.6)

3(30.0)

16(20.0)

-

 

4cm

57(81.4)

7(70.0)

50(62.5)

1.88(.43-8.26)

Total

 

70(100)

10(100)

80(100)

 

อัตราการหายใจ

 50

               3(4.3)

1(10.0)

4(5.0)

-

 

> 50ครั้ง

67(95.7)

9(90.0)

76(95.0)

2.48 (.23 -26.48 )

Total

 

70(100)

10(100)

80(100)

 

ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ

< 5วัน

45(64.3)

3(30.0)

48(60.0)

-

 

5-10วัน

8(11.4)

3(30.0)

11(13.8)

.18(.03 -1.04 )

 

> 10วัน

17(24.3)

4(40.0)

21(26.3)

.28 (.06-1.40)

Total

 

70(100)

10(100)

80(100)

 

หมายเหตุ  GA= gestational age

 

ตารางที่ 5 ปัจจัยเสี่ยงต่อการตายของทารกที่มีภาวะ RDS เมื่อ วิเคราะห์ ด้วย Multiple logistic regression

 

Odds Ratio

[95%CI]

อายุ (<17 ปี)

1.84

.23-14.89

อายุ (35 ปีขึ้นไป)

1.84

.14 -24.10

อายุครรภ์(<30 สัปดาห์)

12.10

3.04-48.20

อายุครรภ์(30-32สัปดาห์)

1.03

.31-3.44

Antepartum hemorrhage

1.99

.29 -13.38

Breech presentation

5.83

1.02 -33.17

Mode of delivery (BBA)

.313

.00 -47.87

Mode of delivery (breech vagina)

.24

.02-2.96

Mode of delivery (C/S)

.34

.087-1.37

น้ำหนักแรกเกิด(<1500 กรัม)

.33

.03 -3.4

น้ำหนักแรกเกิด(1500-1999 กรัม)

.12

.01 -1.15

APGAR score ที่1นาที(7)

2.05

.59 -7.08

APGAR score ที่5นาที(7)

5.385

1.23 -23.51

 

 

สรุป

         ปัจจัยเสี่ยงของการเสียชีวิตของผู้ป่วย respiratory distress syndrome       ในการศึกษานี้ได้แก่

อายุครรภ์น้อยกว่า 30 สัปดาห์  breech presentation   birth asphysia (APGAR score ที่ 5 นาที น้อยกว่า 7)  การใช้เครื่องช่วยหายใจ  การทราบปัจจัยเสี่ยง ใช้เป็นประเด็นสำคัญในการหาแนวทางการป้องกันและดูแล  การคลอดก่อนกำหนดโดยใช้ corticosteroids  จัดทีม resuscitation ที่มีประสิทธิภาพ   early  etection of breech presentation ของผู้มารดาขณะฝากครรภ์การป้องกันและดูแลการเกิดภาวะ birth asphyxia ทั้งในระยะคลอดและหลังคลอด โดยมีการดูแลร่วมกันระหว่างสูติแพทย์ กุมารแพทย์ และทีมผู้ให้การรักษา อย่างถูกต้องเหมาะสม  

 

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ ศ.นพ.ภิเศก  ลุมพิกานนท์  ภาควิชาสูติ-นรีเวชวิทยา  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.นพ.สุนทร  ฮ้อเผ่าพันธุ์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  ที่ให้คำปรึกษา   อาจารย์ แก้วใจ เทพสุธรรมรัตน์,  คุณพูลทรัพย์  อาจศตูร ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล , ขอบคุณเจ้าหน้าที่งานกุมารเวชกรรม ที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูล 

 

เอกสารอ้างอิง

1.        พิมลรัตน์ ไทยธรรมยานนท์. Idiopathic Respiratory Distress      Syndrome(IRDS),Advance Neonatal Mechanic Ventilation and    Neonatal Respiratory Intensive Care. การประชุมวิชาการประจำปี 2543 ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย 2000 : 44-56.

2.        Avery ME,Mead J. Surface properties in relation to atelectasis and     hyaline membrane disease. Am J Dis Child  1959;97 :517-31.

3.        สุนทร  ฮ้อเผ่าพันธุ์ : Respiratory Distress in the Newborn ,  ปัญหาโรคเด็กที่พบบ่อย. โรงพยาบาลเด็ก 2532 : 73-8.

4.        Usher R.The Respiratory Distress Syndrome of Prematurity.    Pediatr Clin North Am 1961; 8: 525-39.

5.        Rudolp Aj, Desmond MM,  Pineda  RG. Clinical diagnosis of    Respiratory difficulty in newborn. Pediatr Clin North Am 1966;13: 699-92.

6.        สาธิต  โหตระกิตย์ . การดูแลทารกแรกเกิดที่น้ำหนักตัวน้อยมาก.กุมารเวชปฏิบัติก้าวหน้า.  โรงพยาบาลรามาธิบดี ;1-12.

7.        Micheal H. Malloy, Daniel H. Freeman. Respiratoty Distress Syndrome Mortality In   the United States, 1987 – 1995.J Perinato 2000 ;20 : 414-20.

8.        ประพุทธ ศิริปุณย์ : ตำรา กุมารเวชศาสตร์ เล่ม 2. โรงพยาบาลรามาธิบดี;1-81.

9.        Gilstrip III LC, Hauth JC, Bell RE .Survival and short-term    Morbidity of the premature neonate. Obstet Gynecol 1985;65 :37-41.

10.     Copper RL, Goldenberg RL, Creasy RK . A multicenter    Study of preterm birth weight and gestational age – specific   Neonatal mortality . Am Obstet Gynecol 1993; 168:78-84.

11.     Richardson  DK, Gary  JE, McCormick  MC, et al. Score for   neonatal acute physiology : a physiology severity index for    neonatal intensive care.  Pediatrics  1993; 9:617-23.

12.     Liggins  GC, Howie RN: A controlled trial  of antepartum     glucocorticoid  treatment for prevention of RDS in premature    infants.  Pediatrics 1972;50:515-28.

13.     Piyamongkol Wirawit,Preterm Labour Management- an Evidence –Update.    J Med Assoc Thai ; 87: 154-7.

14.     Finnstrom O,Olausson PO, Sedin G, Serenius F, Svenningsen N,    Thiringger K, et al. The Swedish national prospective study on extremely     Low birth weight(ELBW) infants. Incidence, mortality, morbidity and      Survival in relation to level of care. Acta Paediatr 1997;86:503-11.

15.     วิบูลย์ กาญจนพัฒนกุล, สุนทร ฮ้อเผ่าพันธ์, อุไรวรรณ  โชติเกียรติ, วราภรณ์  แสงทวีสิน.    ปัจจัยเสี่ยงต่อการตายในผู้ป่วย Respiratory Distress Syndrome. กุมารเวชสาร 2545; 1:15-24.

16.     Hobar JD,Badger GJ, Lewit EM, et al. Hospital and patient characteristics     associated with variation in 28-day mortality rate for very low birth weight infants.   Pediatrics 1997;99: 149 – 56.

17.     Maier  RF, Rey  M,  Metze  BC,  Obladen  M. Comparison of    mortality risk : a score for very low birth weight infants.  Arch Dis Child  1997 ;76:146-51

18.     Shenan AT, Miligan JE, Hoskins EM. Perinatal factors associated    with death or handicap in very preterm infants. Am J Obstet      Gynecol  1985; 151: 231-8.

19.     Msall ME, Buck GM, Rogers BT,et al.Multivariate risks among  extremely premature infants.  J Perinato 1994;15 : 41-7.

20.     เกรียงศักดิ์  จีระแพทย์:การดูแลระบบทางเดินหายใจในทารกแรกเกิด.กรุงเทพ .   เมดิคอลมีเดีย,2530: 148-83.

21.     บรรพจน์ สุวรรณชาติ . Risk factors for Birth Asphyxia In Kalasin hospital.ศรีนครินทร์เวชสาร.Srinagarind Med J 2004;19:233-40.

22.     Kamper J, Ringsted C : Early treatment of IRDs using binasal   CPAP, Acta Paediatr 1990;79:581-94.

23.     Kamper J, Wulff  K, Lasen C, Kindequist S : Early  treatment    With nasal CPAP in VLBW infants. Acta Paediatr 1993;   82:193-205.

24.     Gitterman  MK, Fusch  C, Gitterman  AR, Regazgoni BM,    Moessinger AC : Early nasal CPAP treatment reduces the need   For intubation in VLBW infants. Eur J Pediatr  1997;156:384-98.

25.     Avery ME, Tooley WH, Kelly JB, et al: Is chronic lung disease   In low birth weight infants preventable? A survey of eight centers.  Pediatrics  1987;79:26-38.

26.     RH Perelman, M Palta, R Kirby and PM Farrell : Discordance between    Male and female deaths due to the respiratory distress syndrome.       Pediatrics. 1986 Aug;78:238-44.  

27.     Silverman W, Ferrig  J, Berger  A. The influence of the thermal   environment upon the survical of newly born premature infants.    Pediatrics  1958;22:275-88.

28.     Horbar J, Wright E, Onstad L. Decreasing mortality associated   with the introduction of surfactant  therapy : an observational   study  of neonates weighting 601 to 1300 grams at birth. The    member of national institute of Child Health and Human    Development Neonatal Research Network. Pediatrics 1993;92:191-6.

29.     Schwartz R, Luby A,Scanlon J, Kellogg R. Effects of surfactant    on morbidity, mortality and  resource use in newborn infants    weighting 500-1500 grams. N Eng J Med 1994;330:1476-80.

30.     Jobe A, Mitchell B, Gunkel J. Beneficial effects of the combined    use of prenatal corticosteroids and postnatal surfactant on preterm     infants. Am J Obstet Gynecol 1993; 168:508 -13.

31.     สันติ ปุณณะหิตานนท์. Respiratory management for Infants with IRDS.Update   Neonatal Care and Workshop in Neonatal Care. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า    กรุงเทพ 2545: 189 – 203.

 

 

 

       

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Pediatric Pain Service in Srinagarind Hospital (การบริการระงับปวดในผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Prune Belly Syndrome (กลุ่มอาการ Prune Belly)
 
Screening Test for Infection in Childern with SLE by C – reactive Protein Level (การตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อในผู้ป่วยเด็กโรคลูปัสจากระดับ C-reactive protein ในเลือด)
 
Clinical and laboratory manifestation of SLE in children (ลักษณะทางคลิกนิกและผลตรวจทางห้องปฎิบัติการในเด็กโรคลูปัส)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pediatrics
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0