Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Survival rate and Factors Affecting on Survival of Colorectal Cancer Patients after Surgery at Roi Et Hospital

อัตรารอดชีพและปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงหลังได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

Supattra Kumdinpitak (สุภัทรา ขุมดินพิทักษ์) 1




หลักการและวัตถุประสงค์ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่มีความรุนแรงผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก การรักษาด้วยการผ่าตัดลำไส้เป็นวิธีการที่สามารถช่วยเพิ่มระยะเวลารอดชีพของผู้ป่วยได้นานขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตรารอดชีพและปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษาครั้งนี้เป็น Retrospective cohort study เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม  พ.ศ. 2560 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติเชิงพรรณนา Kaplan Meier survival curve Log rank test  และ Cox proportional hazard model โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ p<0.05

ผลการศึกษา ผู้ป่วย 354 ราย มีค่ามัธยฐานการรอดชีพโดยรวมอยู่ที่ 11.84 ปี (95%CI: 3.50 to 17.12) มีอัตรารอดชีพ 1,3 และ 5 ปี ร้อยละ 90.11, 77.40 และ 69.21 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดได้แก่ การผ่าตัดแบบ palliative surgery (Adj.- HR= 5.15; 95%CI: 1.59-9.24), การกลับมาเป็นซ้ำของโรค (Adj.HR= 4.89; 95%CI: 1.53-8.50), ลักษณะทางเซลล์วิทยา, การเป็นมะเร็ง stage II (Adj.HR= 8.01; 95%CI: 1.07-59.81), stage III (Adj.HR= 11.83; 95%CI: 2.98-59.91), stage IV (Adj.HR= 6.42; 95%CI: 2.41-46.15) การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับ (Adj.HR= 3.14; 95%CI: 1.88-9.17), และปอด (Adj.HR = 2.67; 95%CI: 1.19-5.98)

สรุป ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดจำนวน 354 รายมีค่ามัธยฐานการรอดชีพโดยรวมอยู่ที่ 11.84 ปี โดยปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดได้แก่ การผ่าตัดแบบ palliative surgery, การกลับมาเป็นซ้ำของโรค, ลักษณะทางเซลล์วิทยา, ระยะของการเป็นมะเร็ง และการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับและปอด

 

Background and Objective: Colorectal is a serious disease because patients are high risk of death. Colorectal cancer treatment by surgery can help to improve survival time of patients. The objective of this study was to study the survival rate and factors affecting on survival of colorectal cancer patients after surgical treatment at Roi Et hospital.

Methods: This study design was retrospective cohort study. All collection was retrieved from medical records of colorectal cancer patients after surgical treatment at Roi Et hospital between January 1, 2015 and December 31, 2017. Data analyses were used descriptive statistics, Kaplan-Meier survival curve, Log rank test and Cox proportional hazard model. The statistically significance was set at p<0.05.

Results: Of 354 patients with colorectal cancer with surgical treatment has overall survival median survival time was 11.84 years (95%CI: 3.50 to 17.12) .The cumulative 1, 3, and 5-years survival rates respectively were 90.11%, 77.40 and 69.21.  The factors affecting on survival postoperative were palliative surgery (Adj. HR= 5.15; 95%CI: 1.59-9.24), recurrence of disease (Adj. HR= 4.89; 95%CI: 1.53-8.50) ,histology grading ,cancer stage II (Adj. HR = 8.01; 95%CI: 1.07-59.81), stage III (Adj. HR= 11.83; 95%CI: 2.98-59.91), stage IV (Adj. HR= 6.42; 95%CI: 2.41-46.15), cancer metastasis to liver (Adj. HR= 3.14; 95%CI: 1.88-9.17), and lung (Adj. HR = 2.67; 95%CI: 1.19-5.98).

Conclusion: Of 354 colorectal cancer patients after surgery treatment were found out that overall median survival time was 11.84 years. The factors affecting on survival of patients were palliative surgery, histology grading, stage of cancer, and cancer metastasis to liver and lung.

บทนำ

อุบัติการณ์ของมะเร็งและอัตราการเสียชีวิตของมะเร็งทั่วโลกจากการรายงานโดย GLOBOCAN 2020 พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 19.3 ล้านราย และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเกือบ 10.0 ล้านราย   ในปี พ.ศ. 2563 พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ประมาณ 2.3 ล้านคน ร้อยละ 11.7 รองลงมาคือปอดร้อยละ 11.4 ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงร้อยละ 10.0  ต่อมลูกหมากร้อยละ 7.3 และกระเพาะอาหารร้อยละ 5.6 โดยพบว่ามะเร็งปอดยังคงเป็นสาเหตุสำคัญมีผู้เสียชีวิตร้อยละ18 รองลงมาคือมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงร้อยละ 9.4 และมะเร็งตับร้อยละ 8.3 อุบัติการณ์โดยรวมในประเทศกำลังพัฒนาสูงกว่า 2 เท่าถึง 3 เท่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว คาดว่าในปี พ.ศ. 2583 ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็ง 28.4 ล้านราย โดยประเทศกำลังพัฒนาจะมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ถึง 95 ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 ถึง 56 1 โรคมะเร็งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเพิ่มอายุขัยในทุกประเทศทั่วโลก ตามการประมาณการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2562 มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 1 หรือ 2 ของประชาชนที่มีอายุก่อน 70 ​​ปี 2 โดยรวมแล้วอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งและมีการตายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงอายุและจำนวนของประชากรที่เพิ่มขึ้น 3, 4

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (colorectal cancer) มีอุบัติการณ์สูงในประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมสูง 5, 6  อัตราอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศโดยพบมากในยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกาเหนือ ฮังการี นอร์เวย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และอเมริกาใต้  7, 8  มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1.9 ล้านราย และผู้เสียชีวิต 935,000 รายในปี ค.ศ. 2020 คิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้เสียชีวิต โดยรวมแล้วอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงอยู่ในอันดับที่ 3 และมีอัตราการเสียชีวิตในอันดับที่ 2 การที่อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยการดำเนินชีวิตและอาหาร เช่น การเปลี่ยนบริโภคอาหารจากสัตว์เพิ่มขึ้นและการใช้ชีวิตอยู่ประจำวันเปลี่ยนไป การออกกำลังกายลดลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง9  ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การสูบบุหรี่ และการบริโภคเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูป ในขณะที่การบริโภคธัญพืชไม่ขัดสี อาหารที่มีเส้นใยเพียงพอ แคลเซียม ไฟเบอร์ ผลิตภัณฑ์นม วิตามินดี โฟเลต ผลไม้ และผัก สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้  10-12  อาหารมีอิทธิพลต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ผ่านกลไกหลายอย่าง ซึ่งอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและการอักเสบและเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ในลำไส้ 13

  ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดจะส่งผลให้มีอัตรารอดชีพที่แตกต่างกัน การศึกษาของ Benitez Majano และคณะ 14  พบว่าอัตรารอดชีพ 3 ปีของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงหลังผ่าตัดที่สหราชอาณาจักรอยู่ที่ร้อยละ 63.9 เดนมาร์กร้อยละ 65.7 นอร์เวย์ร้อยละ 69.5และสวีเดนร้อยละ72.1 โดยพบว่าอัตรารอดชีพ 3 ปีของผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 ของเดนมาร์กอยู่ที่ร้อยละ 91.2 ส่วนระยะที่ 4 อยู่ที่ร้อยละ 23.5 ส่วนปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพจากการศึกษาที่ผ่านมาของ Junior และคณะ15 พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพคือผู้ป่วยอายุ 50-74 ปี (HR=1.24, 95%CI:1.02-1.51) และ75 ปี (HR=3.02, 95%CI:2.42-3.78) และผู้ที่เริ่มการรักษา >60 วันหลังการวินิจฉัย (HR=1.22, 95%CI:1.04-1.43) การศึกษาของ Lee และคณะ16  พบว่าผู้ป่วยสูงอายุ  60 ปี (HR = 1.93, p = 0.005), distant cancer (HR = 4.69, p < 0.010), การเป็นมะเร็งที่ตำแหน่ง transverse colon และ splenic flexure of colon (HR = 2.44, p = 0.009) และการศึกษาของ Leong และคณะ 17  พบว่า ผู้ป่วยอายุ 70 ​​ปีขึ้นไป (HR = 2.54, 95% CI: 1.43 – 4.49) regional stage เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่า localized stage 3.08 เท่า (HR = 3.08, 95% CI: 2.08 – 4.56) สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น distant metastasis มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 7.12 เท่า เมื่อเทียบกับ regional stage (HR = 7.12, 95% CI: 4.82 – 10.51)

    โรงพยาบาลร้อยเอ็ดเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาด 820 เตียง ในแต่ละปีมีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงและเข้ารับการผ่าตัดเป็นจำนวนมาก ข้อมูลหน่วยทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลร้อยเอ็ด (Cancer Registry of Roi Et Hospital) ระหว่างปี พ.ศ. 2559 ถึง 2563 พบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงเป็นโรคที่พบบ่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาพบมีหลายระยะโดยผู้ป่วยบางรายได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษา ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขทั่วโลก เป็นโรคที่มีความรุนแรง ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง มีอัตรารอดชีพค่อนข้างต่ำ เป็นปัญหาสำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด และผู้ป่วยมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการผ่าตัดและอัตราการรอดชีพของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงในจังหวัดร้อยเอ็ดยังมีน้อยไม่สอดคล้องกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาอัตรารอดชีพและปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด เพื่อที่จะนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อไป

วิธีการศึกษา

รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study โดยติดตามข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงหลังจากได้รับการผ่าตัด โดยใช้ข้อมูลประวัติการรักษาในอดีตและติดตามไปจนกระทั่งทราบสถานะสุดท้ายของการมีชีวิตหรือจนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลาศึกษา 31ตุลาคม 2564  โดยประชากรเป้าหมาย ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 จำนวน 1,215 ราย ส่วนประชากรศึกษา (study subjects) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม  พ.ศ. 2560 และติดตามผลการรักษาทุกราย (354 ราย) จนกระทั้งทราบสถานะสุดท้ายของการมีชีวิตหรือจนถึงวันที่สิ้นสุดการศึกษา 31ตุลาคม 2564

การเก็บรวมรวมข้อมูล บันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษา ข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย จากเวชระเบียนลงในแบบฟอร์มที่กำหนด การจัดกลุ่มและลงรหัสตำแหน่งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่รหัส C18.0-C18.9 มะเร็งลำไส้ตรงรหัส C20.0–C20.9 โดยยึดตามหลัก International Classification of Diseases for Oncology, 3rd edition (ICD-O 3rd) 18  การติดตามผู้ป่วย (Follow-up) ผู้ป่วยทุกรายจะมีระยะเวลาการติดตาม โดยการติดตามจะเริ่มจากวันที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยยืนยันการป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จากนั้นดำเนินการติดตามผู้ป่วยไปเรื่อยๆจนกว่าผู้ป่วยเสียชีวิต หรือจนสิ้นสุดการศึกษา (31ตุลาคม 2564) ผู้ป่วยที่ไม่สามารถติดตามสถานการมีชีวิตได้ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ให้พิจารณาเป็น Censored โดยการติดตามการตายและการยืนยันสาเหตุการตายได้จากการสืบค้นข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยและข้อมูลทะเบียนราษฎร

การคำนวณขนาดตัวอย่าง เนื่องจาการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงทุกราย (354 ราย)ที่เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นกรณีที่ทราบประชากรแล้วการคำนวณขนาดตัวอย่างจึงเป็นการคำนวณอำนาจการทดสอบจากสูตรการคำนวณหาขนาดตัวอย่างกรณีปัจจัย 2 ปัจจัยที่ศึกษามีความสัมพันธ์กัน ของ Schmoor และคณะ 19 จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่ออัตรารอดชีพผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือการผ่าตัด ดังนั้นในการพิจารณาอำนาจการทดสอบที่ระดับความเชื่อมั่น (α=0.05) ค่า ความเสี่ยงต่อการตายของ resection margin  (R1)( ) มีค่าเท่ากับ 2.28 ความน่าจะเป็นของข้อมูลที่สมบูรณ์ ( ) เท่ากับ 0.99 ค่าความชุกของลักษณะ resection margin  (p) เท่ากับ 0.551 และค่าสหสัมพันธ์   (  )  เท่ากับ 0.43 แทนค่าในสูตรจะได้อำนาจทดสอบเท่ากับ 0.999 ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้จึงใช้ขนาดตัวอย่างจำนวน 354 ราย ที่มีอำนาจการทดสอบเท่ากับ 99.9 ซึ่งเพียงพอที่จะพบความแตกต่างที่มีอยู่จริงทางด้านการแพทย์

ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย อายุ เพศ ข้อมูลผลตรวจตำแหน่งการเกิดโรค การผ่าตัด การส่องกล้องก่อนผ่าตัด ระยะเวลารอคอย  ชนิดของการผ่าตัด จำนวนครั้งของการผ่าตัด การกลับมาเป็นซ้ำของโรคหลังผ่าตัด ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา การแพร่กระจายของมะเร็ง โดยตัวแปรทุกตัวที่ใช้ในการวิเคราะห์ดำเนินการจัดให้เป็นตัวแปรกลุ่ม (categorical variables) การเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยย้อนหลัง ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวแปรต่างๆที่สนใจลงในแบบคัดลอกข้อมูลที่ได้เตรียมไว้ หลังจากนั้นทำการบันทึกข้อมูลลงไว้ในคอมพิวเตอร์ ทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเพื่อเป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไป

ข้อพิจารณาทางจริยธรรมการวิจัย การศึกษาครั้งนี้ได้ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เอกสารอ้างอิงเลขที่ RE037/2564 การนำเสนอข้อมูลจะเป็นการนำเสนอในภาพรวมไม่ระบุหรือเจาะจงเป็นรายบุคคล การบันทึกข้อมูลจะใช้เป็นรูปแบบรหัสที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ป่วยได้ ข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดจะต้องเก็บไว้เป็นความลับ จะไม่นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

 

สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล

สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ใช้ในการอธิบายคุณลักษณะทั่วๆไปกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์โดยใช้โค้งปลอดเหตุการณ์ของแคปลานและไมย์เออร์ (Kaplan-Meier survival curve) การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Log rank test  โดยระดับนัยสำคัญ p<0.05 สถิติเชิงอนุมาน (inference statistics) ได้แก่ การวิเคราะห์ตัวแปรเดี่ยว (univariable analysis) โดยใช้ในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย โดยใช้สมการ Cox proportional hazard model โดยนำเสนอเป็นค่า Crude Hazard ration (HR crude) และ 95% CI โดยกำหนดระดับนัยสำคัญ p< 0.05  และการวิเคราะห์แบบตัวแปรพหุ (multivariable analysis) โดยใช้ในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีผลต่ออัตรารอดชีพโดยคำนึงถึงผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วยโดยใช้สมการ Cox proportional hazard regression โดยนำเสนอเป็นค่า Adjusted Hazard ratio (Adj. HR) ที่ระดับช่วงเชื่อมั่น 95% CI โดยกำหนดระดับนัยสำคัญ p< 0.05

 

ผลการศึกษา

1.ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดจำนวน 354 ราย ส่วนมากเป็นเพศชายร้อยละ 51.69 มีอายุเฉลี่ย 63.03 ปี (S.D.=11.39) ตำแหน่งการเกิดโรคเป็นสำไส้ใหญ่  (Colon) ร้อยละ 53.95 เป็น ลำไส้ตรง( Rectum) ร้อยละ 46.04 (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย (n=354)

2.ข้อมูลการรักษาผ่าตัด

ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินจำนวน 122 ราย (ร้อยละ 34.46) ทำ biopsy ก่อนผ่าตัดร้อยละ 59.89 ระยะรอคอยในการผ่าตัด < 2 สัปดาห์ร้อยละ 74.49 ผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ร้อยละ 97.74 ผ่า right hemicolectomy ร้อยละ 25.42 การผ่าตัด curative surgery ร้อยละ 93.22 (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ข้อมูลการรักษาผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (n=354)

 

3.ลักษณะทางพยาธิวิทยาและระยะของโรคของผู้ป่วย

ผลการตรวจทางพยาธิวิทยาพบว่าส่วนมากผู้ป่วยมี histology type เป็นชนิด adenocarcinomaร้อยละ 92.94 histology grading เป็น moderately differentiated ร้อยละ 61.30 ส่วนมากเป็นมะเร็ง stage III ร้อยละ 43.79  มี lymphovascular or neuroinvasion Positive ร้อยละ 57.91 และส่วนมากไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็ง 82.49 (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 ลักษณะทางพยาธิวิทยาของผู้ป่วยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัด (n=354)

*Multiple sites: lung and liver 3 cases, peritoneum  and liver 2 cases

4.อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงหลังได้รับการผ่าตัด  

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดจำนวน  354 รายรวมเป็นหน่วยศึกษา 3,103 person -year มีผู้ป่วยเสียชีวิต  191 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์   61.55  ต่อ 1,000 person- year (95%CI: 53.12 to 70.92) ค่ามัธยฐานการรอดชีพโดยรวมอยู่ที่ 11.84 ปี (95%CI: 3.50 to 17.12) มีอัตรารอดชีพ 1, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 90.11, 77.40 และ 69.21 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาแยกตามตำแหน่งพบว่าค่ามัธยฐานการรอดชีพของมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ 13.89 ปี (95%CI:4.00-16.52) มีอัตรารอดชีพ 1,3 และ 5 ปี ร้อยละ 90.05, 77.49 และ 66.87 ตามลำดับ ส่วนมะเร็งสำไส้ตรงพบว่าค่ามัธยฐานการรอดชีพอยู่ที่ 9.26 ปี มีอัตรารอดชีพ 1,3 และ 5 ปี ร้อยละ 90.18, 77.30 และ 66.87 ตามลำดับ (ตารางที่ 4) โดยรูปที่ 1 แสดงระยะปลอดเหตุการณ์โดยรวมของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงหลังได้รับการผ่าตัด รูปที่ 2-3 แสดงระยะปลอดเหตุการณ์ของชนิดของการผ่าตัด และระยะของโรค พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Log-rank test p <0.001)

  

       ตารางที่ 4 อัตรารอดชีพผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัด

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
Current concept in management of cholangiocarcinoma (โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma))
 
Comparative Study Between the Conventional Endoscopic Cholecystectomy of Paient with Gall Stone using the Operative Assistants and Endoscopic Cholecystectomy using the new Innovated Adjustable Telescopic Holder (การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีกล้องวิดิทัศน์ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจับถือกล้องวิดิทัศน์ (Adustable Telescopic Holder) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองกับการใช้ผู้ช่วยผ่าตัดถือกล้องวิดิทัศน์)
 
Laparoscopic Cholecystectomy (การผ่าตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0