Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Relationships between Teaching Quality, Continuity of Care, and Perceived Readiness for Hospital Discharge in Patients with Hip Replacement

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

Apichat Kardosod (อภิชาติ กาศโอสถ) 1, Wanchai Lertwatthanawilat (วันชัย เลิศวัฒนวิลาส ) 2, Lunchana Jumpathong (ลัญชนา จำปาทอง ) 3, Sompit Karndumri (สมพิศ การดำริห์ ) 4, Sujitha Arthithong (สุจิตรา อาทิตย์ทอง) 5, Srisuda Chaiwan (ศรีสุดา ชัยวรรณ์ ) 6




หลักการและวัตถุประสงค์ของการวิจัย: การจำหน่ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ลดโอกาสกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม พยาบาลทราบแนวทางในการวางแผนการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม

วิธีการศึกษา: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงหาความสัมพันธ์กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 97 ราย รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่าย ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2562 ถึงเดือน กรกฎาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

ผลการศึกษา: พบว่าคุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับดี ( =191.05, SD=18.28) การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับสูง ( =107.17, SD=9.98) และการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับสูง ( =166.82, SD=16.40) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีความสัมพันธ์กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล (r = .705, p<.01; และ r = .218, p<.01) ตามลำดับ

สรุป: ผลการศึกษานี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ตลอดจนส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการจำหน่าย

 

Background and Objective: Better readiness  for hospital discharge  should reduce likelihood of hip replacement patients  later re-admission. This research studied the relationships between teaching quality,  continuity of care, and  perceived hospital discharge readiness in hip replacement patients to assist with  more appropriate guidelines for discharge planning.

Methodology: This was a descriptive cross-sectional survey study.  Ninety-seven hip arthroplasty  patients  treated at a  tertiary hospital in  Northern  Thailand participated.  Data were collected from October 2019 to July 2020 using a teaching quality questionnaire, a continuity of care questionnaire and a perceived hospital discharge readiness questionnaire. Data were analyzed  using Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient.

Results: The results showed that teaching quality was at good level ( =166.82, SD=16.40), continuity of care at high level ( =191.05, SD=18.28), and perceived readiness for hospital discharge was at high level ( =107.17, SD=9.98). The relationships between teaching quality and continuity of care were positively and significantly related to perceived  readiness for hospital discharge. (r = .705, p< 0.01; r = .218, p<.01, respectively).

Conclusion: The results of this study  should provide essential information to prepare the patients for hip replacement, as  well as contributing to  continuing  patient care after discharge.

 

บทนำ

ปัญหาความผิดปกติของข้อสะโพก และการได้รับการผ่าตัดของประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี1 ประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยข้อสะโพกหักจำนวนถึง 2.9 คนต่อพันประชากรต่อปี และต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในปี ค.ศ.2010 จำนวนถึง 4.7 ล้านคน 2 ประเทศไทยพบการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมถึง 2 หมื่นรายต่อปี ซึ่งถือเป็นการผ่าตัด 1 ใน 10 อันดับแรก3 จากการรายงานของกรมการแพทย์ปี พ.ศ. 2560 พบผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2556 ถึง ปี พ.ศ. 2560 จำนวนถึง 234 ราย และเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาข้อสะโพกสูญเสียหน้าที่จำนวนถึง 137 รายคิดเป็นร้อยละ 59 ของผู้ป่วยทั้งหมด3ภายหลังการผ่าตัดมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหากผู้ป่วย และญาติขาดความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลภาวะแทรกซ้อนภายหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเกิดขึ้นได้ 2 ช่วงระยะเวลาคือ 1) ระหว่างการผ่าตัดอันตรายต่อเส้นเลือด และเส้นประสาทส่วนปลายเกิดอาการอ่อนแรงของขาข้างที่ได้รับการผ่าตัด4 และ 2) ระยะหลังการผ่าตัด เกิดข้อสะโพกเลื่อนหลุดหลวม แม้ว่าจะป้องกันได้จากความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย5 ก็ตามทั้งนี้คาร์พินเทอโร และคณะ4 พบความเสี่ยงจากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยบกพร่องภายหลังจากการการผ่าตัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาข้างที่ได้รับการผ่าตัดจากความจำเป็นของการจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลา เกิดความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง กลายเป็นบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงตามมาได้สูง6การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จนกระทั่งจำหน่ายจากโรงพยาบาล จึงมีความสัมพันธ์กับการสอนก่อนจำหน่าย และการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องเพราะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นสภาพภายหลังการผ่าตัดได้เร็วที่สุด ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น7 ประกอบด้วย 1) ทางด้านจิตใจ เพื่อให้เกิดคลายความวิตกกังวลและ 2) ทางด้านร่างกาย เพื่อให้เกิดความพร้อมในวันผ่าตัด และหลังผ่าตัดลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นต้น8

 

ความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แสดงถึงการรับรู้ที่ผู้ป่วยจะสามารถแสดงพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม”การศึกษาของ Weiss และคณะ8 พบว่า ความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยจะสามารถจัดการกับภาวะทางด้านสุขภาพของตนเองได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด และช่วยลดอุบัติการณ์ของการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำ8 ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพตามกระบวนการและการวางแผนประกอบด้วยองค์ประกอบความสำคัญ9 ได้แก่ 1) ประเมินผู้ป่วยถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ต่างกันทั้งศักยภาพของผู้ป่วยและครอบครัว วิถีชีวิต และการสนับสนุนของชุมชน 2) วางแผนปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล และออกแบบกิจกรรมตามปัญหาของผู้ป่วยแต่ละบุคคล และ 3) ติดตามผลลัพธ์ภายหลังการจำหน่าย เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนในการจำหน่ายครั้งต่อไปตามทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน10กระบวนการเปลี่ยนผ่านภาวะสุขภาพ และการเจ็บป่วย เป็นกระบวนการข้ามผ่านขั้นตอนของการเจ็บป่วยเข้าสู่ภาวะสุขภาพปกติ ถ้าผู้ป่วยมีความเข้าใจ และทราบเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้กระบวนการข้ามผ่านจากภาวะการเจ็บป่วยสู่ภาวะปกติได้ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ง่ายขึ้นส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพ11 ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านจากการรับเข้าไว้รักษาในโรงพยาบาลกระทั่งการส่งต่อการดูแลรักษาที่บ้าน12  ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวข้องในความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกับผู้ที่มีการเจ็บป่วยสู่การดูแลตนเองที่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางด้านจิตใจตามมา8 จากการศึกษาวิจัย และการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ขาดความรู้ และมีความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการดูแลตนเองภายหลังจากการผ่าตัด13ร่วมกับความสามารถของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยภายหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมขาดประสบการณ์ การศึกษาของมานี หาทรัพย์, มงคลชัย หาทรัพย์ และทัศนีย์ นะแส14 พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล ยังมีข้อจำกัดในการดูแลตนเองระดับความรู้ทั้งของผู้ป่วยและผู้ดูแลยังต้องการได้รับการตอบสนองในระดับสูงถึงร้อยละ 75 และความสามารถในการปฏิบัติการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 57.63 งานวิจัยให้ข้อเสนอแนะข้อจำกัดทางด้านการสอน และการเตรียมความพร้อมก่อนการจำหน่ายของผู้ป่วยเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ต้องมีการเตรียมและวางแผนการจำหน่ายตั้งแต่วันแรกที่รับผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จนถึงวันที่จำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดข้อสะโพกเลื่อนหลุดตามมาได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาของ Weiss และคณะ 8 พบว่าการเตรียมการสอนที่ดีจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพร้อมในการดูแลตนเองในระหว่างที่กลับไปรักษาต่อที่บ้าน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบเป็นแนวทางสำหรับการพยาบาล และการพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติประจำหอผู้ป่วยในการดูแลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพต่อไป ดั้งนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

 

กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา

กรอบแนวคิดการเปลี่ยนผ่าน (transitional theory) เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมก่อนการจำหน่ายจากโรงพยาบาล ตามปัจจัย 4 ประการ8 คือ 1) ปัจจัยด้านธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่าน 2) ปัจจัยด้านเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่าน 3) ปัจจัยด้านรูปแบบการตอบสนองและ 4) ปัจจัยความเกี่ยวข้องกับการให้การรักษาพยาบาล ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้ง 4 ปัจจัยดังกล่าวนี้ มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ถึงความพร้อมสำหรับการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

 

วิธีการศึกษา

        เป็นการศึกษาแบบพรรณนาเชิงหาความสัมพันธ์ (descriptive correlational research) ประชากรในการศึกษาคือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปทั้งเพศชาย และเพศหญิงได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ตามคุณสมบัติที่กำหนดคือ 1)ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน หรือทั้งหมด 2) อายุ 40 ปีขึ้นไป 3) แพทย์มีแผนการจำหน่ายจากโรงพยาบาล 4) มีสติสัมปชัญญะ และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้

การคำนวณกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรPower analysis สำหรับสถิติสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณ (multiple regression) กำหนด power test เท่ากับ 0.08 และค่า alpha 0.05 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง (moderate effect size) คำนวณจากตัวแปรอิสระ 3 ตัวแปรในการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้จำนวน 77 ราย ผู้วิจัยป้องกันการสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง (drop-out rate) จึงเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ20 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างเพิ่มอีกจำนวน 20 ราย รวมทั้งหมดเป็น 97 ราย

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะคำถามเป็นแบบเลือกตอบคำถามปลายปิดจำนวน 12ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ แหล่งที่มาของรายได้ ความพอเพียงของรายได้กับค่าใช้จ่าย ลักษณะการพักอาศัย สิทธิการรักษา และโรคประจำตัวอื่น ๆ

2) แบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย พัฒนาโดย Weiss และคณะ8แปลเป็นภาษาไทยโดย Srirat และ Panuthai15 ผู้วิจัยขออนุญาตใช้ประกอบด้วยคำถาม 24 ข้อข้อ 1-6 จำนวน 2 ข้อย่อย ประกอบด้วยเนื้อหาการสอนและทักษะการสอน คำถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 11 ระดับ กำหนดเกณฑ์ให้คะแนนตั้งแต่ 0-10 คะแนน 0 คะแนน ไม่พบเหตุการณ์นั้นเลย และ 10 คะแนน พบเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างมากการแบ่งระดับคะแนนจากการหาอันตรภาคชั้นคือ 0-80 คะแนน คุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับต่ำ 81-160 คะแนนระดับปานกลางและ 161-240 คะแนน ระดับดี

           3) แบบสอบถามการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องพัฒนามาจากฮาดจิสตาโปเลส แปลเป็นภาษาไทยโดยศิริรัตน์ ศรีประสงค์ และคณะ15 ผู้วิจัยขออนุญาตใช้ ซึ่งข้อคำถาม 27 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน 1 คะแนนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และ 5 คะแนน เห็นด้วยอย่างยิ่งแบ่งระดับคะแนนจากการหาอันตรภาคชั้นคือ 27 – 63 คะแนนได้รับการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับต่ำ 64 – 100 คะแนนระดับปานกลางและ101 - 135 คะแนน ระดับสูง

        4) แบบสอบถามการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลพัฒนาโดย Weiss และคณะ 8แปลเป็นภาษาไทยโดยแสงเดือน กันทะขู้ และคณะ15ผู้วิจัยขออนุญาตใช้ ซึ่งข้อคำถาม 23 ข้อ คำถามด้านลบ 2 ข้อ ด้านบวก 23 ข้อ ประกอบด้วย 4 ส่วน คือสภาพร่างกายและจิตใจความรู้ในการดูแลตนเอง ความสามารถในการเผชิญกับปัญหา และความหวังในการได้รับการช่วยเหลือคำถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 11 ระดับกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนตั้งแต่ 0 -10 คะแนน 0 คะแนนไม่พบเหตุการณ์นั้นเลย และ 10 คะแนน พบเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างมาก แบ่งระดับคะแนนจากการหาอันตรภาคชั้นคือ 0-73 คะแนน การรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับต่ำ 74-147 คะแนน ระดับปานกลาง และ 148-220 คะแนนระดับสูง

 

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

1. แบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องและการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา ซึ่งมีค่าเท่ากับ .91, .87, และ .87 ตามลำดับ ผู้วิจัยไม่ได้ปรับเปลี่ยนของโครงสร้างเนื้อหาใด ๆ จึงไม่ทำการทดสอบความตรงของเนื้อหา (content validity index [CVI]) ซ้ำ

2. แบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องและการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (reliability) ทดสอบกับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 รายค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ .87, .95, และ .83 ตามลำดับ

ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม

โครงการวิจัยผ่านการรับรองจริยธรรมวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในมนุษย์คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (COA No.134/2019; IRB No.129/ 62) ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างตามหลักเกณฑ์คำประกาศของเฮลซิงกิ (declaration of Helsinki)และแนวทางการปฏิบัติการวิจัยที่ดี (ICH guidelines clinical practice)

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยทำหนังสือผ่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองทั้งนี้ได้ให้กลุ่มตัวอย่างมีอิสระในการตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย กรณีกลุ่มตัวอย่างยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างลงชื่อยินยอมและให้ตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง กรณีที่มองคำถามไม่ชัดเจน ผู้วิจัยเป็นผู้อ่านข้อคำถามและให้กลุ่มตัวอย่างตอบคำถาม ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลประมาณ 30 นาที หลังจากตอบแบบสอบถามเป็นที่เรียบร้อยแล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหาความสัมพันธ์โดยทดสอบด้วยสถิติ Kolmogorov-Smirnov test พบว่าการแจกแจงเป็นโค้งปกติจึงใช้สถิติPearson’s Product Moment Correlation Coefficients

 

ผลการศึกษา

ข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจำนวน97 ราย พบเป็นเพศหญิงร้อยละ 58.8 อายุเฉลี่ย 65 ปี ช่วงอายุ 60 – 69 ปี เฉลี่ยร้อยละ 51.2 การศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาร้อยละ 39.2 สถานภาพสมรสร้อยละ 86.6 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 93.8 ไม่ได้ประกอบอาชีพร้อยละ 23.7 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 40.2 ซึ่งมีความเพียงพอต่อการใช้จ่ายร้อยละ 97.9 แหล่งที่มาของรายได้ส่วนใหญ่เกิดจากการประกอบอาชีพร้อยละ 47.4 พักอาศัยอยู่กับบุคคลในครอบครัวร้อยละ 46.4 มีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1-2 โรคร้อยละ 85.6 ใช้สิทธิการรักษาเบิกได้จากรัฐบาลร้อยละ 56.7 รับประทานยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว จำนวน 1-2 ตัว เป็นยารักษาโรคเบาหวาน และโรคความความดันโลหิตสูง ร้อยละ 95.9 และได้รับการออกกำลังกาย ร้อยละ 95.9 กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับดี ( =191.05, SD=18.28) การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับสูง ( =107.17, SD=9.98)การรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับสูง (=166.82, SD=16.40) (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละของคุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องและการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนการจำหน่ายจากโรงพยาบาล จำแนกโดยรวมและรายด้าน (n=97)

ตัวแปร

พิสัย

SD

Mean

ระดับ

คุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย

- เนื้อหาการสอน

- ทักษะการสอน

 

70-120

60-120

 

96.86

94.18

 

10.32

9.63

 

96.86

94.18

 

คะแนนรวม

142-240

191.05

18.28

95.52

ระดับดี

การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง

- การรับรู้ถึงการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องก่อนจำหน่าย

- การรับรู้ถึงการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องภายหลังจำหน่าย

 

27-65

 

34-70

 

51.97

 

55.19

 

5.85

 

5.05

 

38.00

 

36.00

 

คะแนนรวม

65-135

107.17

9.98

70

ระดับสูง

การรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่าย

- สภาพร่างกายและจิตใจ

- ความรู้ในการดูแลตนเอง

- ความสามารถในการเผชิญกับปัญหา

- ความหวังในการได้รับการช่วยเหลือ

 

14-51

35-70

31-60

27-50

 

36.25

53.37

46.95

37.87

 

4.24

7.16

6.06

4.59

 

37.00

35.00

29.00

23.00

 

คะแนนรวม

120-221

166.82

16.40

106.75

ระดับสูง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องพบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้สึกถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (r = .705, p<.01; และ r = .218, p<.01) (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง คุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล และการประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม (n=97)

ตัวแปร

ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล

ระดับความสัมพันธ์

คุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย

การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง

r = .705 **

r = .218 **

ระดับสูง

ระดับต่ำ

** p< .01, r = Pearson’s Product Moment Correlation

วิจารณ์

คุณภาพการสอนอยู่ในระดับดี คือ กลุ่มตัวอย่างได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสอนเพื่อการปฏิบัติการดูแลตนเองจากพยาบาลในระหว่างที่เข้าพักรักษาตัว และก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การพิจารณารายด้านพบว่า เนื้อหาที่ใช้ในการสอน และทักษะด้านการสอนกลุ่มตัวอย่างได้รับคำแนะนำด้วยคุณภาพที่ดีตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้ความสอดคล้องกับการจำหน่ายจากโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับการศึกษาของ Kunthakhu และ Watthanakitkrileart 16 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการจำหน่ายในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิ พบว่าคุณภาพการสอนที่ดี เนื้อหาที่ใช้สำหรับการสอนผู้ป่วยและครอบครัวครอบคลุมการส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพทางด้านร่างกายในระหว่างที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและหลังจำหน่าย มีความสัมพันธ์กับความพร้อมก่อนจำหน่าย และการศึกษาการรับรู้ของผู้ป่วยที่ได้รับการสอนก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล8 พบว่าการได้ข้อมูลเชิงเนื้อหาที่มีคุณภาพดี มีความครบถ้วน เป็นข้อมูลที่เป็นโยชน์สำหรับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับการจำหน่ายจากโรงพยาบาล นอกจากนี้การศึกษาในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน15 พบว่า เนื้อหาการสอนที่มีคุณภาพดีจะสามารถลดโอกาสของการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำดังนั้นคุณภาพการสอนที่มีประสิทธิภาพ เนื้อหาการสอนที่ครอบคลุมมีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล สามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำ หรือลดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ภายหลังการผ่าตัดได้

การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับสูงเกี่ยวเนื่องกับระบบการส่งต่อการดูแลของโรงพยาบาลในระดับตติยภูมิสู่โรงพยาบาลเครือข่ายที่ชัดเจนในการติดตามอาการของผู้ป่วย โดยเน้นการบันทึกการส่งต่อที่ครอบคลุมปัญหาในระหว่างการดูแลส่งต่อกลับ และการเยี่ยมบ้าน แม้ว่าการประสานการดูแลต่อเนื่องจะมีค่าเฉลี่ยที่น้อยกว่าการประสานการดูแลก่อนจำหน่าย เนื่องจากพบว่ามีข้อจำกัดในการติดตาม หรือการดูแลของเจ้าหน้าที่ทางด้านสุขภาพหลาย ๆ ด้าน เช่น ความรู้ความสามารถเฉพาะด้านหรือขาดผู้ดูแลรับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีการดูแลผู้ป่วย พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการการเชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่อง การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพเพื่อให้เกิดการดูแลอย่างถูกต้อง17 ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ต่อการรับรู้ถึงความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลสูงขึ้น

การรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับสูงโดยพยาบาลประจำการเป็นผู้ดำเนินการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวอย่างเฉพาะเจาะจง ตลอดจนการได้รับการผ่าตัด รวมทั้งการปฏิบัติตัวภายหลังการผ่าตัด และการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดระหว่างที่เข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีการประเมินปัญหา ความต้องการได้รับการช่วยเหลือจากผู้ป่วยครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ความรู้ในการดูแลตนเองที่โรงพยาบาลและที่บ้านสอดคล้องกับการศึกษาการรับรู้ถึงความพร้อมในการจำหน่ายในโรงพยาบาลของมหาลัยประเทศไอร์แลนด์ 18พบว่าการที่กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้ถึงความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลจากการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเองอย่างครบถ้วนตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนการจำหน่ายในระดับสูง18 ดังนั้นคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่าย ผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของตัวแปร ทั้ง 3 ด้านในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลมีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากได้รับการบริหารจัดการที่ดีการจำหน่ายผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมก็จะมีประสิทธิภาพต่อไป

ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้

1. การศึกษาเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับพยาบาล หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการให้การพยาบาลเพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

          2. การเลือกการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยและญาติในแต่ละราย พยาบาลต้องมีการตรวจประเมินประสิทธิภาพของการสอน ประกอบด้วย ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการปฏิบัติการดูแลตนเอง

ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาครั้งต่อไป

          ควรมีการศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง หรือการวิจัยเชิงทดลองเกี่ยวกับผลของการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง ต่อการรับรู้ถึงความพร้อมในการจำหน่ายผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก

 

กิตติกรรมประกาศ

            ขอขอบคุณมูลนิธิดร.วรรณวิไล ที่สนับสนุนทุนส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยทางการพยาบาล เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1.    Kremers HM, Larson DR, Crowson CS, Kremers WK, Washington RE, Steiner CA, Jiranek WA, Berry DJ. Prevalence of total hip and knee replacement in the United States. The Journal of bone and joint surgery. American volume. 2015;97(17):1386.doi: 10.2106/JBJS.N.01141.

2.    Department of medical service. Annual report of BLQS. [internet]. 2019 [cited March 23, 2019]; Available at: http://www.dms.moph.go.th/dmsweb/publish/publish31052018020553.pdf. (in Thai).

3.    Medical records and statistics section. Statistics of hip arthroplasty 2014-2519. [internet]. (2019) [cited March 26, 2019]; Available at: http://www.med.cmu.ac.th/home/tdefault.php. (in Thai).

4.    Carpintero P, Caeiro JR, Carpintero R, Morales A, Silva S, Mesa M. Complications of hip fractures: a review. World J Orthop 2014; 5(4): 402-411. doi: 10.5312/wjo.v5.i4.402.

5.    Wallace G, Judge A, Prieto-Alhambra D, de Vries F, Arden NK, Cooper C. The effect of body mass index on the risk of post-operative complications during the 6 months following total hip replacement or total knee replacement surgery. Osteoarthritis  Cartilage 2014; 22(7): 918-927. doi: 10.1016/j.joca.2014.04.013.

6.    Larson CM, Clohisy JC, Beaulé PE, Kelly BT, Giveans MR, Stone RM, Samuelson KM. Intraoperative and early postoperative complications after hip arthroscopic surgery: a prospective multicenter trial utilizing a validated grading scheme. Am J Sports Med 2016; 44(9): 2292-2298. doi: 10.1177/0363546516650885.

7.    Chaisit Y,Paiboonrungrot P. Compartment syndrome: concept and nursing practice. J Nursing Divis 2013; 39(3): 65-74.

8.    Weiss ME, Piacentine LB, Lokken L, Ancona J, Archer J, Gresser S, et al. Perceived readiness for hospital discharge in adult medical-surgical patients. Clin Nurse Spec 2007; 21(1): 31-42. doi: 10.1097/00002800-200701000-00008.

9.    Galvin EC, Wills T, Coffey A. Readiness for hospital discharge: a concept analysis. J Adv Nurs 2017; 73(11): 2547-57. doi: 10.1111/jan.13324.

10. Chick N, Melesis AI. Transition: A nursing concern. In: Chinn PL, (Ed.). Nursingresearch methodology; 1986.

11. Wilson SA. The transition to nursing home life: a comparison of planned and unplanned admissions. J Adv Nurs 1997; 26(5): 864-71. doi: 10.1046/j.1365-2648.1997.00636.x.

12. Weiss ME, Piacentine LB. Psychometric properties of the readiness for hospital discharge scale. J Nurs Meas 2006; 14(3): 163-180. doi: 10.1891/jnm-v14i3a002.

13. Makkabphalanon K, Suppawach P. Elderly care post total hip arthroplasty. Science and Technology Silpakron University 2019; 3(6): 57-66.

14. Hasap M, Hasap M, Nasae T. Knowledge and capabilities of primary caregivers in providing quality care for elderly patient with post-operative hip fracture, Songklanagrind hospital. Songklanagrind J  Nurs 2014; 34(2): 53-66.

15. Srirat C, Panuthai S. Factors related to readiness for hospital discharge among hospitalized patients in tertiary hospital. Ramathibodi Nurs J 2017; 23(1): 99-112.

16. Kunthakhu S, Watthanakitkrileart D, Pongthavornkamol K, Dumavibhat C. Factors influencing readiness for hospital discharge in acute myocardial infraction patients. J Nurs Sci 2009; 27(2): 83-91.

17. Coffey A, McCarthy GM. Older people’s perception of their readiness for discharge and postdischarge use of community support and services. Int J Older People Nurs 2013; 8(2): 104-115. doi: 10.1111/j.1748-3743.2012.00316.x.

18. Donald F, Martin Misener R, Carter N, Donald EE, Kaasalainen S, Wickson Griffiths A, et al. A systematic review of the effectiveness of advanced practice nurses in long term care. J Adv Nurs 2013; 69(10): 2148-2161. doi: https://doi.org/10.1111/jan.12140.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
Current concept in management of cholangiocarcinoma (โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma))
 
Comparative Study Between the Conventional Endoscopic Cholecystectomy of Paient with Gall Stone using the Operative Assistants and Endoscopic Cholecystectomy using the new Innovated Adjustable Telescopic Holder (การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีกล้องวิดิทัศน์ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจับถือกล้องวิดิทัศน์ (Adustable Telescopic Holder) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองกับการใช้ผู้ช่วยผ่าตัดถือกล้องวิดิทัศน์)
 
Laparoscopic Cholecystectomy (การผ่าตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0