Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Effects of the Self-Efficacy Enhancing Program on the Practice Behavior of Caregivers for the Older Patients with Mild Traumatic Brain Injury after Discharge and Post-concussion Syndrome

ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงหลังจำหน่ายกลับบ้านและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ

Supapon Rooplor (สุภาภรณ์ รูปหล่อ) 1, Mayuree Leethong-in (มยุรี ลี่ทองอิน) 2, Sirimart Piyawattanapong (สิริมาศ ปิยะวัฒนพงศ์) 3




หลักการและวัตถุประสงค์ : ผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงหลังจำหน่ายกลับบ้านมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นผู้ดูแลจึงมีบทบาทสำคัญ การศึกษานี้     จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงหลังจำหน่ายกลับบ้านและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่มวัดผลหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2 จำนวน 56 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มเท่ากันคือกลุ่มละ 28 ราย  กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่  1) แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 48 ชั่วโมง และ 2) แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Mann-Whitney U test

ผลการศึกษา: ในช่วง 48 ชั่วโมงและ 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บพบว่า คะแนนพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05) และผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองมีกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บแตกต่างจากของกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05)

สรุป:โปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนทำให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงหลังจำหน่ายกลับบ้านเพิ่มขึ้นและลดการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ 

 

Background and Objective: The older patients with mild traumatic brain injury (mTBI) after being discharged, have a higher mortality rate. The caregiver plays an important role. The purposes of this study were to examine the effects of the self-efficacy enhancing program on the practice behavior of caregivers for the older patients with mTBI after discharge and post-concussion syndrome.

Methods: The study was a quasi-experimental research two groups posttest design. The fifty-six participants who were caregivers for the older patients with mTBI at Accident and Emergency Ward 2 which divided into a control group and intervention group equally. The experimental group received the self-efficacy enhancing program while the control group received a usual care program. The instruments used were 1) the practice behavior of caregivers and post-concussion syndrome in the older patients during 48 hours questionnaire and 2) the practice behavior of caregivers and post-concussion syndrome in the older patients during 2 weeks questionnaire. Data were analyzed using Independent t-test, and Mann-Whitney U test.

Results: The results for 48 hours and 2 weeks after brain injury showed that the experimental group gained scores on the practice behavior of caregivers higher than those of control group at level of significance (p <.05). Also, it was indicated that the older patients with mTBI in the experimental group had post-concussion syndrome differences from those who were in the control group at level significant (p <.05).

Conclusions: The program can be used to increase caregivers’behavior in caring of the older with mTBI in order and reduced the post-concussion syndrome after discharged.

 

 

บทนำ

          สมองบาดเจ็บไม่รุนแรง (mild traumatic brain injury: mTBI) มีแนวโน้มพบเพิ่มขึ้นในประชากรผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง1,2 ดังสถิติปี พ.ศ. 2561 จำนวนผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2โรงพยาบาลศรีนครินทร์เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2559 มากกว่า 2 เท่า จาก 84 เป็น 218 ราย3การดูแลผู้สูงอายุที่มีสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ต้องดูแลที่โรงพยาบาลในช่วง 24 ชั่วโมงแรก หากไม่พบความผิดปกติจึงจำหน่ายกลับบ้าน พร้อมกับให้คำแนะนำผู้ดูแลเกี่ยวกับการสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบนำผู้สูงอายุมาโรงพยาบาล โดยมีเอกสารให้ผู้ดูแลอ่านทบทวน 1 แผ่น  หลังจากที่มีการให้คำแนะนำก่อนจำหน่ายผู้สูงอายุกลับบ้าน

        หลังจำหน่ายกลับบ้าน กลุ่มอาการภายหลังจากสมองบาดเจ็บ (post-concussion syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่สามารถเกิดในผู้ป่วยหลังสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง4 มีทั้งกลุ่มอาการทางด้านร่างกาย อาทิ อาการปวดศีรษะ  อาการที่เป็นผลกระทบด้านจิตใจและอารมณ์ และผลกระทบเกี่ยวกับความผิดปกติด้านการนอน5,6  ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุและครอบครัวทั้งในด้านร่างกาย1,2 ด้านจิตใจจิตสังคมและด้านเศรษฐกิจ7

             จากการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสูงอายุเนื้อสมองลดลงประมาณร้อยละ 308 ลักษณะเนื้อสมองที่ฝ่อเล็กเมื่อได้รับแรงกระแทกเส้นเลือดที่อยู่บนผิวของสมองเกิดการฉีกขาดได้ง่าย จึงเกิดเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา8-10 เลือดที่ออกมาสะสมต้องมีปริมาณมากพอจึงแสดงอาการระบบประสาทจากภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง จึงเป็นเหตุให้การแสดงอาการของผู้สูงอายุต้องใช้เวลานานกว่าจะมาพบแพทย์8,9 ซึ่งเป็นช่วงหลังจำหน่ายผู้สูงอายุที่มีสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงกลับบ้าน อีกทั้งลักษณะจำเพาะของผู้สูงอายุมีอาการที่ ไม่ตรงไปตรงมา การมีโรคร่วม การได้รับยาหลายชนิดและการตอบสนองต่อการรักษาของร่างกายที่ลดลง11 ทำให้ผู้สูงอายุเพิ่มโอกาสเกิดความรุนแรงได้มากกว่าวัยอื่นถึง 3 เท่า12,13 และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น2,14

        ด้วยข้อจำกัดด้านการรู้คิดที่ลดลง2 และพลังสำรองถดถอย11 ของผู้สูงอายุผู้ดูแลจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการดูแล ผู้ดูแลต้องมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตอาการผิดปกติและการเฝ้าระวังภาวะเลือดออกในสมองตามคำแนะนำเพื่อให้เกิดการดูแลที่เหมาะสม15หากผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจะทำให้ผู้สูงอายุฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้13 บทบาท ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลจึงมีความสำคัญต่อการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โดยเฉพาะช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บที่มีอัตราเสียชีวิตสูงสุด2 ไปจนถึงช่วงหลังสมองบาดเจ็บ 2 สัปดาห์16 อย่างไรก็ตามการที่ผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบฉุกเฉินส่วนใหญ่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่กระชั้น  จากการศึกษาปรากฎการณ์พบว่า ผู้ดูแลมีความไม่มั่นใจในพฤติกรรมการดูแลที่ถูกต้อง หลังจำหน่ายกลับบ้าน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์      จากแนวคิดของ Bandura17 เชื่อว่าเมื่อบุคคลมีความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้น บุคคลจะทำพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงนั้นได้ ดังนั้นหากผู้ดูแลได้รับการส่งเสริมการรับรู้ความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตน18 ด้วยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ การฟื้นฟูสภาพร่างกาย การวางแผนการจำหน่าย19 อาจช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บที่ไม่รุนแรงได้

        แม้จะมีการศึกษาพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง โดยใช้แนวคิดการวางแผนการจำหน่าย โดยมีการติดตามเยี่ยมอาการและการกระตุ้นเตือนหลังจำหน่ายในช่วง 24, 48  และ 72 ชั่วโมงแรกหลังสมองบาดเจ็บ แต่เป็นการศึกษาในแผนกฉุกเฉินที่ผู้บาดเจ็บไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซึ่งถือเป็นผู้ป่วยบาดเจ็บสมองไม่รุนแรงมีความเสี่ยงระดับต่ำที่สามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ และส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่19 นอกจากนี้ยังไม่พบการศึกษาติดตามพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล  และหลังสมองบาดเจ็บ 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจำหน่ายกลับบ้าน ที่พบการศึกษาว่ามีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด2 ไปจนถึงระยะ 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บที่ต้องเฝ้าระวังการเกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา16 ร่วมกับการศึกษาการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ ผู้วิจัยจึงพัฒนาโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนจากแนวคิดทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Self-Efficacy) ของ Bandura17 โดยมีความเชื่อว่า ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ การใช้ตัวแบบ  การใช้คำพูดชักจูง และการกระตุ้นทางอารมณ์ จะทำให้ผู้ดูแลมีความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงได้เหมาะสม ดังนั้นการศึกษานี้จึงต้องการศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมและกลุ่มที่ได้รับการดูแลการพยาบาลตามปกติ ในช่วง 48 ชั่วโมง และ 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บ

 

วิธีการศึกษา

          การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลหลังการทดลอง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงพฤษภาคม 2563  และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น HE621511กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงโดยเกณฑ์คัดเข้าเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่ได้รับค่าตอบแทนการดูแล สื่อสารเข้าใจภาษาไทย มีโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยผู้สูงอายุมีคุณสมบัติคัดเข้าได้แก่ อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าไม่มีการบาดเจ็บอย่างอื่นที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ไม่เคยมีประวัติโรคทางระบบประสาทสมอง โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน การทรงตัว การได้ยิน และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ สำหรับเกณฑ์การคัดออก คือ ผู้ดูแลเข้าร่วมกิจกรรมไม่ครบ 3 ครั้ง ไม่สามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์ไม่สามารถดูแลใน 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บหรือผู้สูงอายุนอนรักษาในโรงพยาบาลเกิน 48 ชั่วโมง ย้ายหอผู้ป่วย หรือเสียชีวิต

ขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จของ Polit และ Beck20 ประมาณค่าอิทธิพลจากงานวิจัยที่ผ่านมา19 และเพิ่มจำนวนป้องกันการสูญหายร้อยละ 10 ดังนั้นได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 56 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 28 ราย ผู้วิจัยได้ควบคุม internal validity ด้วยการคำนึงถึง maturation ของผู้ดูแล ความตรงและความเที่ยงของแบบสอบถามที่ผ่านเกณฑ์การยอมรับ  และลดอคติในการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการจับฉลากเข้ากลุ่มควบคุมก่อน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากตัวแปรแทรกซ้อนระหว่างดำเนินการวิจัย และดำเนินจับฉลากเข้ากลุ่มทดลอง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไปของผู้สูงอายุและผู้ดูแล ส่วนที่ 2 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 48 ชั่วโมง  ที่ผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรม และแนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ2  โดยส่วน 2.1 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลจำนวน 22  ข้อ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การดูแลเพื่อเฝ้าระวังอาการผิดปกติ การสังเกตติดตามอาการเปลี่ยนแปลง และการดูแลเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แบบสัมภาษณ์ให้ค่า 2 ค่า ได้แก่ ไม่ปฏิบัติ และปฏิบัติ ส่วนที่ 2.2 แบบสอบถามกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 48 ชั่วโมง  เป็นข้อคำถามอาการผิดปกติ “ไม่มี” หรือ“มี”  ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เวียนศีรษะ ไวต่อแสง เป็นต้น   ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านค่า CVI เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่น KR 20 เท่ากับ .90 และค่า Interrater reliability เท่ากับ .97  และส่วนที่ 3 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 2 สัปดาห์ ผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรมและแนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ2  โดยส่วนที่ 3.1 แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลจำนวน 15 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับความถี่ในการปฏิบัติ และส่วนที่ 3.2 แบบสอบถามกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 2 สัปดาห์   เป็นข้อคำถามอาการผิดปกติ “ไม่มี” หรือ “มี”  ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เวียนศีรษะ ไวต่อแสง เป็นต้น  ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านค่า CVI เท่ากับ 0.93 ค่าความเชื่อมั่น KR 21 เท่ากับ .95 และค่า Interrater reliability เท่ากับ .91

            โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดของ Bandura17 ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วยกิจกรรม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 กิจกรรมให้ความรู้ผ่านสื่อคู่มือสำหรับผู้ดูแล ครั้งที่ 2 ก่อนจำหน่ายกลับบ้าน ทบทวนความรู้เนื้อหาการประเมินระดับความรู้สึกตัวการดูแลขณะอยู่โรงพยาบาลและหลังจำหน่ายกลับบ้าน อาการผิดปกติ และการติดต่อสื่อสาร และครั้งที่ 3 การโทรศัพท์ทบทวนความรู้การดูแล โปรแกรมนี้ได้รับการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน

          การประเมินตัวแปรในการศึกษาโดยผู้ช่วยวิจัยที่ผ่านการอบรมจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ และไม่ได้ปฏิบัติงานหอผู้ป่วยที่ศึกษา ผ่านการทดสอบความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน 2 ครั้งได้แก่ หลังสมองบาดเจ็บ 48 ชั่วโมงและ 2 สัปดาห์  โดยใช้เวลาประเมินครั้งละประมาณ 10-15 นาที

การเก็บรวบรวมข้อมูล

          หลังได้รับอนุมัติให้ทำการศึกษาจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวหน้างานบริการพยาบาล หัวหน้าแผนกการพยาบาลอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หัวหน้าหอผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2 และหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ ผู้วิจัยพบกลุ่มตัวอย่างแนะนำตัวและสร้างสัมพันธภาพ แจ้งวัตถุประสงค์รวมถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อกลุ่มตัวอย่างยินยอมและลงชื่อยินยอมการเข้าร่วมวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มควบคุมผู้ดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงได้รับการให้ความรู้และคำแนะนำในการดูแลตามการพยาบาลปกติ โดยเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำหอผู้ป่วย จากนั้นนัดหมายกลุ่มตัวอย่างในการติดตามสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงทางโทรศัพท์  ในช่วง 48 ชั่วโมงและ 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บโดยผู้ช่วยวิจัยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีสำหรับกลุ่มทดลองแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะอยู่โรงพยาบาลผู้วิจัยให้ความรู้เกี่ยวกับสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงในผู้สูงอายุ ประกอบดูวีดิทัศน์ส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแล ผู้ดูแลฝึกทักษะการประเมินระดับความรู้สึกตัว ผู้วิจัยชื่นชมให้กำลังใจ เปิดโอกาสซักถามข้อสงสัยพร้อมมอบคู่มือและปฏิทินการตรวจสอบการปฏิบัติ 2 ) ระยะก่อนจำหน่ายกลับบ้าน ผู้วิจัยทบทวนความรู้เนื้อหาในคู่มือและปฏิทินตรวจสอบการปฏิบัติ พร้อมกับให้กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติทักษะการประเมินระดับความรู้สึกตัว แนะนำการดูแลขณะอยู่โรงพยาบาลและหลังจำหน่ายกลับบ้าน อาการผิดปกติสำคัญที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล การใช้ช่องทางติดต่อสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมงและนัดหมายกลุ่มตัวอย่างในการติดตามทางโทรศัพท์ อีก 2 ครั้งในช่วง 48 ชั่วโมงและ 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บและ 3) ระยะหลังสมองบาดเจ็บ 48 ชั่วโมง ผู้ช่วยวิจัยโทรศัพท์สัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลใน 48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บ จากนั้นผู้วิจัยโทรศัพท์ติดตามและกระตุ้นเตือน รับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย ให้คำแนะนำและการปฏิบัติตัวในช่วง 48 ชั่วโมงหลังสมองบาดเจ็บใช้ระยะเวลา 10 - 15 นาที 4)  ระยะหลังสมองบาดเจ็บ 2 สัปดาห์ ผู้ช่วยวิจัยโทรศัพท์สัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลใน 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บ ใช้ระยะเวลา 10 - 15 นาที กล่าวขอบคุณและแจ้งข้อมูลสิ้นสุดโปรแกรม

การวิเคราะห์ข้อมูล

          ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 23.0 ทดสอบการกระจายตัวของข้อมูลเป็นโค้งปกติด้วยสถิติ Shapiro-Wilk รายงานข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ทดสอบความแตกต่างของข้อมูลส่วนบุคคลเปรียบเทียบกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยสถิติ Chi-square test, Fisher’s exact test และสถิติ independent T-test ทดสอบความแตกต่างของพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแล ในช่วง 48 ชั่วโมงหลังสมองบาดเจ็บพบว่าข้อมูลมีการกระจายเป็น normality ทดสอบด้วยสถิติ Independent t-test  ในช่วง 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บใช้สถิติ Mann- Whitney U test เปรียบเทียบการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บด้วยสถิติ Fisher’s exact test และ Chi-square กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05        

 

ผลการศึกษา

          1. ข้อมูลทั่วไป ก่อนการศึกษา ข้อมูลส่วนบุคคลอาสาสมัครผู้ดูแลทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อาสาสมัครผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 24-59 ปี สถานภาพคู่  จบการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี ทำอาชีพค้าขาย เกษตรกรรม/รับจ้าง รายได้เฉลี่ย 5,000-15,000 บาทต่อเดือน มีความสัมพันธ์เป็นบุตร และไม่มีประสบการณ์การดูแล (ตารางที่ 1) ส่วนอาสาสมัครผู้สูงอายุ     มีจำนวนเพศชายเพศหญิงใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 60-79 ปี ระดับการศึกษาประถมศึกษา ไม่ได้ประกอบอาชีพ สาเหตุของสมองบาดเจ็บจากการลื่น/สะดุด/หกล้ม เป็นโรคความดันโลหิตสูง    ไม่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุ ความสามารถการได้ยิน และการนอนหลับปกติ ไม่มีประวัติดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และนอนชั้นล่างของบ้าน (ตารางที่ 2)

2. การเปรียบเทียบผลการทดลอง พบว่าระดับพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลของกลุ่มทดลองในช่วง 48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บ  ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลระดับสูง (ร้อยละ 82.1) ในขณะที่ผู้ดูแลของกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลระดับต่ำ (ร้อยละ 71.4) ส่วนในช่วง 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บพบว่า ผู้ดูแลของกลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลระดับสูง (ร้อยละ 96.4) ในขณะที่ผู้ดูแลของกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลระดับปานกลาง (ร้อยละ 53.6)

          ผลเปรียบเทียบค่าคะแนนพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลและกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลในช่วง 48 ชั่วโมงหลังสมองบาดเจ็บกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย ( 20.92 ± 1.41) มากกว่ากลุ่มควบคุม(12.42 ± 4.27) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) (ตารางที่ 3) พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลในช่วง 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บกลุ่มทดลองมีค่ามัยธฐาน (Median = 75.00, IQR = 6.00) มากกว่ากลุ่มควบคุม (Median = 51.50, IQR = 13.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mann-Whitney U = 23.50, p<0.001) (ตารางที่ 4) ผลเปรียบเทียบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ในช่วง 48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บกลุ่มทดลองมีการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.010)(ตารางที่ 5)ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บกลุ่มทดลองมีการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ( 2= 12.12, p <0.001) (ตารางที่ 6)

ตารางที่ 1       จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลทั่วไปของอาสาสมัครผู้ดูแล

ผู้สูงอายุ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ข้อมูลทั่วไป

กลุ่มทดลอง  (n=28)

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม (n=28)จำนวน (ร้อยละ)

p-value

เพศ1: หญิง

18 (64.3)

17 (60.7)

.783

อายุ2(ปี)   (Mean ± S.D.)

49.81 ± 14.43

51.89 ± 14.35

.585

     24-59

19 (67.9)

20 (71.4)

 

สถานภาพสมรส3 : คู่

17 (60.7)

16(57.1)

.863

ระดับการศึกษา3 : ปริญญาตรี

13 (46.4)

9 (32.1)

.171

อาชีพ3 : ค้าขาย/เกษตรกรรม/รับจ้าง

13 (46.4)

18 (64.3)

.307

รายได้เฉลี่ยของครอบครัว/เดือน1: 5,000 – 15,000 บาท

8 (28.6)

7 (25.0)

.986

ความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ1: บุตร

18 (64.3)

15 (53.6)

.428

ประสบการณ์การดูแล2: ไม่มี

26 (92.9)

25 (89.3)

1.000

1 = Chi-square, 2 = Independent t-test, 3 = Fisher’s exact test

 

ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลทั่วไปและข้อมูล การรักษาขอาสาสมัครผู้สูงอายุ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ข้อมูลทั่วไป

กลุ่มทดลอง  (n=28)

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม (n=28)

จำนวน (ร้อยละ)

p-value

เพศ1: หญิง

15 (53.6)

17 (60.7)

.587

อายุ2 (ปี) (Mean + S.D.)

73.54±9.89

73.39 ± 9.02

.892

60-69

10 (35.7)

10 (35.7)

 

70-79

10 (35.7)

10 (35.7)

 

ระดับการศึกษา1: ประถมศึกษา

13 (46.4)

17 (60.7)

.521

อาชีพ3: ไม่ได้ประกอบอาชีพ

12 (42.9)

(42.9)

.172

สาเหตุของสมองบาดเจ็บ3 : ลื่น/สะดุด/หกล้ม

21  (75.0)

20 (71.4)

.348

โรคประจำตัว3: โรคความดันโลหิตสูง

15 (53.6)

16 (57.1)

1.000

ประวัติด้านอุบัติเหตุ 1  : ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุใด ๆ

15 (53.6)

12 (42.9)

.422

ความสามารถในการได้ยิน3: ปกติ

24 (85.7)

27 (96.4)

.352

การนอนหลับ1: ปกติ

23 (82.1)

21 (75.0)

.515

ประวัติดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์1: ไม่ดื่ม

14 (50.0)

14 (50.0)

1.000

บริเวณห้องนอน1: ชั้นล่าง

23 (82.1)

23 (82.1)

1.000

1 = Chi-square, 2 = Independent t-test, 3 = Fisher’s exact test

 

ตารางที่ 3  เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลในช่วง 48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Independent t-test

พฤติกรรมการดูแล

กลุ่มทดลอง

(n=28)

กลุ่มควบคุม

(n=28)

p -value

mean ± SD

mean ±SD

พฤติกรรมการดูแลภาพรวม

20.92 ± 1.41

12.42 ±4.27

9.99

< .001

การดูแลเพื่อเฝ้าระวังอาการผิดปกติ

7.82 ± 1.18

5.10±1.44

7.66

< .001

การสังเกตติดตามอาการเปลี่ยนแปลง

9.75 ± 0.51

5.46 ± 2.79

7.97

< .001

การดูแลเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

3.35 ± 0.78

1.85 ± 0.97

6.37

< .001

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 4 เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลในช่วง 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บ ระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Mann-Whitney U test

พฤติกรรมการดูแล

กลุ่มทดลอง

(n=28)

กลุ่มควบคุม

(n=28)

Mann -Whitney U

p -value

Median

IQR

Median

IQR

พฤติกรรมการดูแลภาพรวม

75.00

6.00

51.50

13.25

23.50

<.001

การสังเกตติดตามอาการเปลี่ยนแปลง

43.00

2.00

30.00

8.25

15.50

<.001

การดูแลเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

25.00

3.00

17.50

5.75

122.00

<.001

 

ตารางที่ 5 เปรียบเทียบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่ว48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Fisher’s exact test (n=28)

ข้อมูล

กลุ่มทดลอง

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม

จำนวน (ร้อยละ)

p -value

อาการผิดปกติ

 

 

.010

ไม่มี

28 (100)

21 (75.0)

 

มี

0 (0.0)

7 (25.0)

 

        อาการปวดศีรษะ

0 (0.0)

5 (17.9)

 

        อาการหงุดหงิดง่าย

0 (0.0)

2 (7.1)

 

 

ตารางที่ 6   เปรียบเทียบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ ในช่วง 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยสถิติ Chi-square (n=28)

ข้อมูล

กลุ่มทดลอง

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม

จำนวน (ร้อยละ)

2

p-value

อาการผิดปกติ

 

 

12.12

< .001

ไม่มี

27 (96.4)

16 (57.1)

 

 

มี

1 (3.6)

12 (42.9)

 

 

         อาการนอนไม่หลับ

0 (0.0)

7 (25.0)

 

 

         อาการปวดศีรษะ

1 (3.6)

3 (10.7)

 

 

         อาการหงุดหงิดง่าย

0 (0.0)

3 (10.7)

 

 

 

วิจารณ์

 

          ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงใน 48 ชั่วโมง และ 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บ มากกว่าผู้ดูแลที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เนื่องจากรูปแบบการดำเนินกิจกรรมเป็นการสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนให้กับผู้ดูแลโดยผ่านแหล่งสนับสนุนตามทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะแห่งตน 4 แหล่ง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ดูแลในการแสดงพฤติกรรมให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ หลังจากผู้ดูแลได้รับความรู้ผ่านสื่อคู่มือและวีดิทัศน์ ได้มี ทักษะในการดูแลที่ถูกต้องเป็นรายบุคคล มีการสาธิตย้อนกลับรวมถึงการแก้ไขปัญหาที่พบขณะปฏิบัติเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข  ทำให้ผู้ดูแลมีประสบการณ์ตรงและประสบความสำเร็จในการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ทำให้ผู้ดูแลนำทักษะไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องที่บ้าน     2) การใช้ตัวแบบผ่านสื่อวีดิทัศน์เป็นการเรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบที่ประสบความสำเร็จในการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงเมื่อจำหน่ายกลับบ้าน ปัญหาและวิธีการจัดการ 3) การใช้คำพูดชักจูง เป็นการให้ความรู้และคำแนะนำในการดูแลผ่านสื่อคู่มือวีดิทัศน์ขณะสาธิตและฝึกทักษะการประเมินระดับความรู้สึกตัวที่เข้าใจง่าย  การสื่อสารเพื่อการทบทวน ให้กำลังใจและการเปิดโอกาสพูดคุยซักถามทั้งก่อนและหลังจำหน่ายกลับบ้าน 4) การกระตุ้นทางอารมณ์ ผู้วิจัยสร้างสัมพันธภาพกับผู้ดูแลและจัดสถานที่ให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดความพร้อมของร่างกาย ช่วยลดความเครียดหรือความวิตกกังวล เกิดความมั่นใจในการฝึกทักษะและมีความพร้อมในการดูแล  จากแหล่งสนับสนุนทั้ง 4  ส่งผลให้ผู้ดูแลมีความเชื่อมั่นในสมรรถนะแห่งตนเพิ่มขึ้น จึงมีพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงในระดับสูง และมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าผู้ดูแลที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

          สอดคล้องกับงานวิจัยของ เสาวนุช สมศรี และคณะ19 ที่พบว่า การวางแผนจำหน่ายผู้บาดเจ็บสมองระดับเล็กน้อย ด้วยการสร้างความพร้อมก่อนการจำหน่าย  มีขั้นตอนช่วยเหลือให้ผู้ดูแลมีความรู้ ทักษะและมีความมั่นใจในการกลับไปดูแลผู้บาดเจ็บสมองระดับเล็กน้อยที่บ้าน ด้วยการใช้สื่อวีดีทัศน์ประสบการณ์ผู้ดูแล คู่มือการดูแล การเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยและช่องทางการติดต่อสอบถาม ส่งผลต่อคะแนนการปฏิบัติของผู้ดูแลผู้บาดเจ็บสมองระดับเล็กน้อยหลังจำหน่ายกลับบ้านที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการศึกษาของ Firmawati และคณะ18 ซึ่งพบว่าผู้ดูแลที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนโดยการให้สุขศึกษามีความมั่นใจและมีพฤติกรรมการดูแลมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับโปรแกรม

การเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บของผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรง ในช่วง 48 ชั่วโมงและ 2 สัปดาห์ หลังสมองบาดเจ็บ กลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นผลมาจาก กลุ่มทดลองได้รับคำแนะนำการดูแลเพื่อเฝ้าระวังอาการผิดปกติ ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ด้วยการงดทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง งดการออกกำลังกาย ดูแลให้ผู้สูงอายุพักเป็นส่วนใหญ่ มีการดูแลด้านจิตใจ ทำให้ผู้สูงอายุ ไม่พบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บ จากข้อมูลระดับพฤติกรรมการดูแลจะเห็นได้ว่า กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลในระดับสูงด้านการดูแลเพื่อเฝ้าระวังอาการผิดปกติ การสังเกตติดตามอาการเปลี่ยนแปลง และการดูแลเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ตรงกันข้ามกลุ่มควบคุมที่มีพฤติกรรมการดูแลอยู่ในระดับต่ำ ด้วยพฤติกรรมการดูแลที่ไม่ครอบคลุมอาจทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มควบคุมพบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในช่วง 48 ชั่วโมง หลังสมองบาดเจ็บ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถพบได้ทันทีหรือพบในช่วง 7 วันหลังสมองบาดเจ็บ21,22เช่นเดียวกับอาการหงุดหงิดง่าย5,6 ที่มักพบในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 372 ขณะที่ช่วง 2 สัปดาห์หลังสมองบาดเจ็บ กลุ่มควบคุมพบกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ได้แก่ การนอนไม่หลับ สอดคล้องกับการศึกษาของ Bramley และคณะ23 ที่พบว่าอัตราการรบกวนการนอนหลับจะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนแรกเช่นกันนอกจากนี้กลุ่มควบคุมพบผู้สูงอายุมีการหกล้มซ้ำภายในบริเวณบ้าน 3 ราย และผู้ดูแลมีการสอบถามว่าสามารถ “ย่างไฟ” หลังจำหน่ายกลับบ้านได้หรือไม่ รวมทั้งการไม่มาพบแพทย์ตามนัดพบร้อยละ 28.57 ขณะที่กลุ่มทดลองมีเพียงร้อยละ 11.11

จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ดูแล ที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตน ผ่านการให้ความรู้ ส่งเสริมทักษะ สร้างความมั่นใจ       มีพฤติกรรมการดูแลที่ส่งผลทำให้กลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บในผู้สูงอายุลดลง เช่นเดียวกับการศึกษากลุ่มผู้ดูแลผู้บาดเจ็บศีรษะเล็กน้อยในประเทศไทยที่พบว่า ผู้ดูแลที่ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลเรื่องการพักผ่อนที่เพียงพอ การดูแลทางด้านร่างกายเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง พร้อมกับการดูแลด้านจิตใจ ทำให้เกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บของผู้ที่สมองบาดเจ็บไม่รุนแรงนั้นลดลง24

 

สรุป

          โปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนทำให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมการดูแลผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงหลังจำหน่ายกลับบ้าน และสามารถลดการเกิดกลุ่มอาการภายหลังสมองบาดเจ็บได้นาน 2 สัปดาห์

 

ข้อเสนอแนะ

      ควรนำโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตนประยุกต์ใช้ในการวางแผนจำหน่ายโดยให้ผู้ดูแลมีส่วนร่วมในรูปแอปพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อการปรึกษา และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของโปรแกรมในผู้สูงอายุสมองบาดเจ็บไม่รุนแรงทั้งกลุ่มที่มีโรคร่วม หรือมีประวัติการหกล้มในระยะยาวต่อไป    

 ข้อจำกัดของการศึกษา

           การศึกษานี้เป็นการศึกษา post-test  design only ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลัง  ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถใช้เพื่อการอ้างอิงในผู้สูงอายุและผู้ดูแลที่ไปรับบริการสถานพยาบาลในพื้นที่อื่นได้ นอกจากนี้ระหว่างการศึกษากลุ่มตัวอย่างอาจได้รับความรู้ การปฏิบัติการดูแลด้วยวิธีการอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการวิจัยตามมาได้

 กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนวัยแรงงานที่ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยครั้งนี้

 
 

เอกสารอ้างอิง

1.   Stein DM, Kozar RA, Livingston DH, Luchette F, Adams SD, Agrawal V, et al. Geriatric traumatic brain injury—what we know and what we don’t. J Trauma Acute Care Surg 2018; 85(4): 788–798.

2.   Mcintyre A, Janzen S, Teasell R. Traumatic brain injury in older adults: A review. Top Geriatr Rehabil 2014; 30(30): 230–236.

3.   งานเวชระเบียนและสถิติ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สถิติผู้ป่วยโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น 2561. ขอนแก่น, 2562.

4.   Cnossen MC, Van Der Naalt J, Spikman JM, Nieboer D, Yue JK, Winkler EA, et al. Prediction of persistent post-concussion symptoms after mild traumatic brain injury.

J Neurotrauma 2018; 35(22): 2691–2698.

5.   Broshek DK, De Marco AP, Freeman JR. A review of post-concussion syndrome and psychological factors associated with concussion. Brain Inj 2015; 29(2): 228–237.

6.   Ontario Neurotrauma Foundation. Guideline for concussion/mild traumatic brain injury & amp; persistent symptoms [Internet]. 2018 [cited Aug 20, 2019]. Available from: https://braininjuryguidelines.org/concussion/fileadmin/media/adult-concussion-guidelines-3rd-edition.pdf.

7.   รุ่งนภา เขียวชะอ่ำ. ผลกระทบภายหลังการเจ็บที่สมอง.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี 2559; 27(1): 103-111.

8.   รพีพร โรจน์แสงเรือง. การรักษาผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บ. ใน: วีรศักดิ์ เมืองไพศาล,บรรณาธิการ. การจัดการภาวะฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ภาพพิมพ์, 2560: 31-42.

9.   Yamagami K, Kurogi R, Kurogi A, Nishimura K, Onozuka D, Ren N, et al. The influence of age on the outcomes of traumatic brain injury: findings from a japanese nationwide survey (J-ASPECT Study-Traumatic Brain Injury). World Neurosurg 2019; 130:e 26–46.

10. วีรศักดิ์ เมืองไพศาล. ภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ. ใน: วีรศักดิ์ เมืองไพศาล, บรรณาธิการ. การจัดการภาวะฉุกเฉินสำหรับผู้สูงอายุ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ภาพพิมพ์, 2560: 134-166.

11. ปณิตา ลิมปะวัฒนะ. กลุ่มอาการสูงอายุ. ใน: ปณิตา ลิมปะวัฒนะ, บรรณาธิการ. กลุ่มอาการสูงอายุและประเด็นทางสุขภาพที่น่าสนใจ. พิมพ์ครั้งที่ 2. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, 2561: 1-12.

12. Cuthbert JP, Harrison-Felix C, Corrigan JD, Kreider S, Bell JM, Coronado VG, et al. Epidemiology of adults receiving acute inpatient rehabilitation for a primary diagnosis of traumatic brain injury in the United States. J Head Trauma Rehabil 2015; 30(2): 122–135.

13. รพีพร โรจน์แสงเรือง. อุบัติเหตุในผู้สูงอายุ. ใน: ธาวิณี ไตรณรงค์สกุล, ไชยพร ยุกเซ็น, รพีพร โรจน์แสงเรือง, บรรณาธิการ. คู่มือการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ. กรุงเทพฯ: ช่อระกาการพิมพ์, 2556: 169-178.

14. Gardner RC, Dams-O’Connor K, Morrissey MR, Manley G. Geriatric traumatic brain injury: epidemiology, outcomes, knowledge gaps, and future directions. J Neurotrauma 2018; 35: 889–906.

15. ราชวิทยาลัยประสาทศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติกรณีสมองบาดเจ็บ. กรุงเทพฯ: พรอสเพอรัส พลัส; 2562.

16. Hickey JV, KS M. Craniocerebral injuries. In: Hickey JV, editor. The clinical practice of neurological and neurosurgical nursing. 7th ed. Philadelphia: William & Wilkins; 2014: 343–381.

17. Bandura A. Self – efficacy the exercise of control. 11th ed. New York: W. H. Freeman and Company; 1997.

18. Firmawati E, Songwathana P, Kitrungrote L. Effect of self-efficacy enhancing education program on family caregivers’ competencies in caring for patients with mild traumatic brain injury in Yogyakarta, Indonesia. Nurse Media J Nurs 2014; 4(2): 767–783.

19. เสาวนุช สมศรี, อัจฉรา สุคนธสรรพ์, สุภารัตน์ วังศรีคูณ. ผลของการวางแผนการจำหน่ายผู้บาดเจ็บสมองระดับเล็กน้อยจากแผนกฉุกเฉินต่อความรู้และการปฏิบัติของผู้ดูแล. พยาบาลสาร 2560; 44: 86–98.

20. Polit FD, Beck TC. Nursing research generating and assessing evidence for nursing practice. 10th ed. Philadelphia: Lippincott William & Wilkins; 2017.

21. Dwyer B. Posttraumatic headache. Semin Neurol 2018; 38(6): 619–626.

22. Lavigne G, Khoury S, Chauny JM, Desautels A. Pain and sleep in post-concussion/mild traumatic brain injury. Pain 2015; 156(4): S75–85.

23. Bramley H, Hong J, Zacko C, Royer C, Silvis M. Mild traumatic brain injury and post-concussion syndrome. Sports Med Arthrosc 2016; 24(3): 123–129.

24. พนิตนาฏ ลัม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, ดิลก ตันทองทิพย์. ผลของโปรแกรมการดูแลอย่างต่อเนื่องต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลและกลุ่มอาการหลังการบาดเจ็บของผู้บาดเจ็บศีรษะเล็กน้อย. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2562; 25: 58-73.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Obesity and Insulin Resistance in Adolescents (ภาวะอ้วนเกินและภาวะดื้อต่ออินซูลินในวัยรุ่น)
 
Efficacy of Monopolar Radiofrequency Device on Cellulite Treatment (การศึกษาประสิทธิภาพของการรักษาเซลลูไลท์ด้วยเครื่องมือคลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว )
 
E - san Food Consumption of Elderly Patients with Bone and Joint Fracture Conditions in Udon Thani Hospital, Udon Thani Province (การบริโภคอาหารอีสานของผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกระดูกและข้อหักในโรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี)
 
Effect of Health Education Program in Childhood Prevention of Hand Foot Mouth Disease by the Application of Health Belief Model and Social Support of Caregivers and Child’s Parents in Child Care Center at Muang District, Khon Kaen Province (ผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการป้องกันโรคมือเท้าปากในวัยเด็กโดยการประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลเด็กและผู้ปกครองเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Health Policy
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0