Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Treatment Outcomes of Quality of life and Nasolabial Appearance in Patients with Cleft Lip and Palate of 10-Year-Old Group

ผลลัพธ์การรักษาด้านคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่กลุ่มช่วงอายุ 10 ปี

Palakorn Surakunprapha (พลากร สุรกุลประภา) 1, Yupin Paggasang (ยุพิน ปักกะสังข์) 2, Kamonwan Jenwitheesuk (กมลวรรณ เจนวิถีสุข) 3, Poonsak Pisek (พูนศักดิ์ ภิเศก) 4, Bowornsilp Chowchuen (บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น) 5, Suteera Pradubwong (สุธีรา ประดับวงษ์) 6




หลักการและวัตถุประสงค์: ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยทีมสหวิทยาการและใช้เวลาการรักษาที่นาน ความผิดปกติส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ความสวยงามในผู้ป่วยวัยแรกรุ่น

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่กลุ่มช่วงอายุ 10 ปี ที่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจากศูนย์ตะวันฉาย โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างปี พ.ศ.2560-2562 จำนวน 30 ราย เครื่องมือคือแบบสอบถามคุณภาพชีวิต 5 ด้าน จำนวน 39 ข้อ มีค่าความเที่ยง 0.94 และภาพถ่ายผู้ป่วยหน้าตรงด้านข้างเพื่อประเมินภาพลักษณ์ 4 มิติ ให้ค่าคะแนนความสวยงาม 5 ระดับจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา: พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 53.3 มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดียวชนิดสมบูรณ์ ร้อยละ 63.3 ส่วนใหญ่พ่อแม่เป็นผู้ดูแลหลักและเรียนจบชั้นประถมศึกษาร้อยละ 73.3 รายได้ครอบครัวต่อเดือนอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30 ส่วนคุณภาพชีวิต 5 ด้าน ได้แก่ การบริการ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (4.30±0.98) ด้านการรักษาพยาบาลและค่ารักษาพยาบาล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.72±1.15),(3.70±1.14) ส่วนความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคมและผลกระทบต่อครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง (3.33±1.08), (2.81±1.46) ด้านภาพลักษณ์ของใบหน้า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสวยงามอยู่ในระดับดี ร้อยละ 53.3

สรุป: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชายและมีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดียวชนิดสมบูรณ์ ผู้ปกครองให้ความเห็นว่ามีคุณภาพชีวิตระดับดีถึงดีมาก 3 ด้าน และระดับปานกลาง 2 ด้าน ด้านภาพลักษณ์ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสวยงามอยู่ในระดับดี

 

Background and Objectives: Cleft lip and palate (CLP) requires a long term management from an interdisciplinary team since it affects the quality of life (QoL) and nasolabial appearance in patients during puberty.

Methodology: The descriptive studies in 10–year-old group of patients with CLP who received treatment care from Tawanchai Center, Srinagarind Hospital, during the Year 2017-19, a total of 30 cases. The tool was a five-aspect QoL questionnaire with39 items with a reliability of 0.94, photos of patients face in frontal and lateral sides to assess nasolabial appearance in 4 dimensions. The score of aesthetics rating scale of 5 levels from 5 raters was gathered. The data were analyzed by using percentage statistics, mean and standard deviation.

Results: It was found that 53.3% of the patients were male, 63.3 percent of the total UCLP. Most of the parents were primary caregivers and73.3 percent of the parents completed primary school. The family income per month was in the range of 5,001-10,000 baht (30percent). While the QoL in 5 aspects showed the satisfaction level as follows; the service was at the highest level (4.30 ± 0.98), medical treatment and expenses was at a high level (3.72 ± 1.15), (3.70 ± 1.14), the parents in the psychosocial dimension, and the impact on the family was moderate (3.33 ± 1.08), (2.81 ± 1.46). As for the nasolabial appearance most of them had a good average score 53.3 percent. 

Conclusion: Most of the patients were male and had UCLP. Parents had 3 aspects of good to very good QoL and 2 moderate levels. Most of them had a good to average nasal appearance.

 

บทนำ

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นความพิการแต่กำเนิดของใบหน้าและศีรษะ ที่เกิดจากพันธุกรรมและปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นภายนอกขณะมารดาตั้งครรภ์ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในหลายด้าน จากการตรวจสอบปัญหาในการดูแลผู้ป่วยของศูนย์ตะวันฉายและห้องตรวจศัลยกรรม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ พบปัญหาการขาดความรู้เรื่องการดูแลรักษา ปัญหาด้านสังคม มีคุณภาพชีวิตต่ำในด้านเศรษฐกิจ จากการขาดรายได้ในการดูแลครอบครัว1,2

จากการศึกษาในค่ายฝึกพูดเคลื่อนที่ พบว่า ผู้ดูแลหลักต้องการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและการพูด การดูแลรักษาทั่วไป การดื่ม กินอาหาร3 การศึกษาสภาวะสุขภาพช่องปาก พบว่า เด็กกลุ่มนี้มีสุขภาพช่องปากไม่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่าเด็กทั่วไป4 การดูแลเรื่องฟัน การฝึกพูด การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่เด็กกลุ่มนี้มีความต้องการ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตต่ำในด้านสุขภาพกาย จิตใจ2 จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้ปกครองของผู้ป่วย อายุ 2-12 ปี พบว่า ปัจจัยด้านความงามเป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยช่วงอายุ 8-12 ปีอย่างมาก เด็กวัยนี้เริ่มให้ความสนใจกับรูปร่างหน้าตา มีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวทางกายของเพศตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เด็กรู้สึกวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ของตน ความคิดและความสนใจจะจดจ่อกับลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น5 ส่วนด้านจิตสังคม ผู้ปกครองมีความกังวลเรื่องความเจ็บป่วย ปัญหาทางจิตสังคม สัมพันธภาพกับบุคคลอื่นของบุตรที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่6,7 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านจิตใจ การมองเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ป่วย8 และเกี่ยวเนื่องไปถึงด้านภาพลักษณ์ที่มองเห็นได้ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในภาพลักษณ์ของตนเอง ความเป็นปัจเจกบุคคล9 และการปรับตัวทางจิตสังคม10

จากการศึกษาการประเมินความงามของจมูกร่วมกับริมฝีปากหลังการผ่าตัดตกแต่ง พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน เช่น ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่และแพทย์รับรู้ความงามของจมูกร่วมกับริมฝีปากไม่แตกต่างกัน11 การประเมินของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ด้านปากแหว่งเพดานโหว่ไม่มีความแตกต่างกัน12 การศึกษาความงามของรูปจมูกของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ด้านเดียวระหว่างประเทศเวียดนามและเอสโตเนีย ไม่มีความแตกต่างกันแม้จะใช้วิธีการรักษาที่ต่างกัน13 แต่บางการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีความพึงพอใจของจมูกร่วมกับริมฝีปากน้อยอย่างมีนัยสำคัญ14 การรักษาโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ค่าคะแนนการรักษาของจมูกน้อยกว่าปาก15 ระดับความสวยงามบนใบหน้าผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่อยู่ในระดับพอใช้ถึงดี แต่มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะมีระดับความภูมิใจแห่งตนน้อยจากการมีความสวยงามบนใบหน้าที่น้อย16

มีการประเมินผลลัพธ์ของการผ่าตัดหลายวิธี อาทิ Nasolabial Yardstick17 Cleft Aesthetic Rating Scale (CARS)18 และ The Esthetic Index เป็นอีกวิธีที่ง่ายที่ใช้ในการประเมินความสวยงามของรูปจมูกจากภาพถ่าย 2 มิติ จากการเลือกส่วนรูปจมูกหน้าตรงและด้านข้าง  เพื่อประเมิน Nasal Form, Nasal Symmetry, Vermillion Border, Nasolabial Profile ใน 4 มิติ มีการให้ค่าคะแนนความสวยงาม 5 ระดับ จากผู้ประเมิน 5-7 ท่าน แล้วนำค่าคะแนนเฉลี่ยมาเทียบกับค่าคะแนนความสวยงาม19 การวัดผลลัพธ์การรักษาจึงมีความสำคัญในการประเมินความสำเร็จของการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการศึกษานี้คือ เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตและความงามของจมูกร่วมกับริมฝีปากในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพื่อนำผลที่ได้ไปพัฒนาคุณภาพในการดูแล รักษา ผ่าตัด และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยต่อไป

 

วิธีการศึกษา

เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Descriptive Retrospective Studies) ในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ช่วงอายุ 10 ปี โดยกำหนดช่วงอายุเป็นช่วงอายุ 8-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงของการจัดเตรียมร่องเหงือกเพื่อปลูกถ่ายกระดูกสันเหงือกรองรับการงอกของฟันแท้และจัดฟัน ที่เข้ารับการรักษาจากศูนย์ตะวันฉาย โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ.2560-2562 จำนวน 30 ราย เครื่องมือ คือ ก. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (ตารางที่ 1) ประกอบด้วย เพศ ภาวะโรค  ผู้ดูแล สิทธิในการรักษา การศึกษาของผู้ดูแล รายได้ครอบครัวต่อเดือน วิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ข. แบบสอบถามคุณภาพชีวิต ชื่อ THAICLEFT QoL Questionnaire20 5 ด้าน จำนวน 39 ข้อ มีค่าความเที่ยง 0.86 ประกอบด้วย 1) ด้านการรักษาพยาบาล 2) ด้านการบริการ 3) ด้านค่ารักษาพยาบาล 4) ด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคม และ 5) ด้านผลกระทบต่อครอบครัว  วิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค. ภาพถ่ายหน้าตรงและด้านข้างของผู้ป่วย เพื่อประเมินภาพลักษณ์ (Nasolabial Appearance) ความสวยงามของรูปจมูกและริมฝีปากจากภาพถ่าย 2 มิติ โดยเลือกส่วนรูปจมูก ริมฝีปากหน้าตรงและด้านข้าง ประเมิน Nasal Form, Nasal Symmetry, Vermillion Border, Nasolabial Profile ใน 4 มิติ ให้ค่าคะแนนความสวยงาม 5 ระดับ (rating scale) คือ 1=Very good, 2=Good, 3=Fair, 4= Poor, และ 5= Very poor19 จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ 4 ท่าน และไม่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ 1 ท่าน นำค่าคะแนนเฉลี่ยมาเทียบกับค่าคะแนนความสวยงาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โครงการวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE 631531

 

ผลการศึกษา

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 16 ราย ร้อยละ 53.3 มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดียวชนิดสมบูรณ์ 19 ราย ร้อยละ 63.3 พ่อแม่เป็นผู้ดูแลหลักและเรียนจบชั้นประถมศึกษา จำนวน 22 ราย ร้อยละ 73.3 ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพ 27 ราย ร้อยละ 90 รายได้ครอบครัวต่อเดือนอยู่ในช่วง 5,001-10,000 บาท 9 ราย ร้อยละ 30 (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1ข้อมูลทั่วไป (n=30)

ข้อมูล

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ 

 

   ชาย

16 (53.3)

   หญิง

14 (46.7)

ภาวะโรค  

 

   ปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดียว

19 (63.3)

   ปากแหว่งเพดานโหว่สองข้าง

11 (36.7)

ผู้ดูแล 

 

   พ่อแม่

22 (73.3)

   ปู่ย่า/ ตายาย/น้า

8 (26.7)

สิทธิในการรรักษา 

 

   บัตรทอง/ โครงการยิ้มสวยเสียงใส

27 (90.0)

   สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

3 (10.0)

การศึกษาของผู้ดูแล 

 

   ประถมศึกษา

22 (73.3)

   สูงกว่าประถมศึกษา

8 (26.7)

รายได้ครอบครัวต่อเดือน  (บาท)

 

   £ 5,000 

6 (20)

   5,001-10,000 

9 (30)

   10,001-15,000 

3 (10)

   15,001-20,000 

6 (20)

   ³ 25,000 (3) และไม่ระบุ (3)

6 (20)

 

ส่วนคุณภาพชีวิตที่จำแนกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการรักษาพยาบาล พบว่า โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.72±1.15) ด้านการบริการ โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (4.30±0.98) ด้านค่ารักษาพยาบาล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.70±1.14) ส่วนด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคมและด้านผลกระทบต่อครอบครัว และโดยรวมทั้ง 5 ด้าน พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง (3.33±1.08), (2.81±1.46) และ (3.26±=1.39) ตามลำดับ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 คุณภาพชีวิต จำแนกเป็น 5 ด้าน คือ 1) ด้านการรักษาพยาบาล 2) ด้านการบริการ 3) ด้านค่ารักษาพยาบาล 4) ด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคม และ 5) ด้านผลกระทบต่อครอบครัว (n=30)

ข้อความ

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

การแปลความหมาย

1. ด้านการรักษาพยาบาล ประกอบด้วย ความพึงพอใจด้าน

- การกินของเด็ก

- ทักษะการฝึกพูด

- การส่งเสริมพัฒนาการ

- การดูแลเรื่องฟัน

- การติดเชื้อทางเดินหายใจและหูน้ำหนวก

- การได้ยิน

- การสื่อสารเกี่ยวกับโรค

- การสื่อสารเมื่อถูกเพื่อนล้อ

3.72

1.15

มาก

2. ด้านการบริการ ประกอบด้วย ความพึงพอใจด้าน

- การช่วยประสานงานปรึกษาเมื่อมีปัญหา

- การมีส่วนร่วมในการรักษา

- การได้รับข้อมูลการรักษา

4.30

0.98

มากที่สุด

3. ด้านค่ารักษาพยาบาล ประกอบด้วย ความพึงพอใจด้าน

- ทราบสิทธิค่ารักษา

- ทราบแหล่งช่วยเหลือ

- เศรษฐกิจครอบครัวพอเพียง

- ค่าเดินทางมาโรงพยาบาล

3.70

1.14

มาก

4. ด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคม ประกอบด้วยด้าน

- ความพึงพอใจในตนเองของบุตร

- ความกังวลเรื่องเจ็บป่วย

- ความพึงพอใจในใบหน้า

- เสียงพูด

- การได้ยิน

- บุตรไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา

3.33

1.08

ปานกลาง

5. ด้านผลกระทบต่อครอบครัว ประกอบด้วย

- จำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม

- การขาดงานและสูญเสียรายได้

- มีหนี้สินเพิ่ม

- กระทบต่อเวลาทำงาน

- ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน

- ครอบครัวมีความสุขลดลง

- มีเวลาดูแลลูกคนอื่นๆ น้อยลง

- เหนื่อยล้าและหมดกำลังใจที่จะดูแล

- ญาติพี่น้องเข้าใจและช่วยเหลือ

- ความเจ็บป่วยของลูกมีผลต่อลูกคนต่อไป

- กังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูก

- สงสารลูกคนนี้กว่าคนอื่นๆ

- ความเจ็บป่วยของลูกทำให้แก้ปัญหาร่วมกัน

- ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น

- พี่น้องที่ไม่ป่วยชอบแสดงพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ

- ลูกที่ป่วยเอาแต่ใจตัวเอง

- ความเจ็บป่วยของลูกมีผลต่อสุขภาพของพ่อ-แม่

- พ่อ-แม่ ไม่มีเวลาดูแลตนเอง

- มีเวลาพักผ่อนน้อย

- มีความสุขทางเพศลดลง

2.81

1.46

ปานกลาง

รวมทุกด้าน

3.26

1.39

ปานกลาง

 

สำหรับผลการประเมินภาพลักษณ์ของใบหน้าใน 4 มิติ พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ( 1-2.5 คะแนน) จำนวน 16 ราย ร้อยละ 53.3 และมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (2.6-3.5 คะแนน) จำนวน 13 ราย ร้อยละ 43.4 (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3 ระดับ (Rating scale) ค่าเฉลี่ย และผลการประเมินภาพลักษณ์ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ช่วงอายุ 8-12 ปี (n=30 ราย) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (R1-R5)

Case No.

R1

R2

R3

R4

R5

คะแนนเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการประเมิน

1

4

2

2.25

3.75

2

2.8

0.99

ปานกลาง

2

2

1.5

1.75

2.25

1.25

1.75

0.39

ดี

3

2.75

1.75

1.5

2.5

1.5

2

0.58

ดี

4

3

2.25

4

2.75

3

3

0.63

ปานกลาง

5

2.75

1.5

3

2.25

1.75

2.25

0.63

ดี

6

3

1.5

2.25

2.5

1.75

2.2

0.59

ดี

7

2.5

1.75

3.25

2.75

1.75

2.4

0.65

ดี

8

2.5

1.5

2

1.5

1.5

1.8

0.44

ดี

9

2.5

1.75

1.75

1

1.5

1.7

0.54

ดี

10

3.25

1.5

2

1.5

1.75

2

0.72

ดี

11

3.5

1.5

3

2.5

2.25

2.55

0.75

ปานกลาง

12

2.25

1

2.25

1.5

1.75

1.75

0.53

ดี

13

2.5

2.5

2.75

3

2.25

2.6

0.28

ปานกลาง

14

3.25

2.75

4.25

3

2.5

3.15

0.67

ปานกลาง

15

3.25

2.25

3.5

2

2

2.6

0.72

ปานกลาง

16

3.25

1

2

1

2.25

1.9

0.94

ดี

17

2.5

2

2.75

1.75

1.75

2.15

0.45

ดี

18

3.5

1.75

2.75

2

2.5

2.5

0.68

ดี

19

2.75

2.5

2

2

2.75

2.4

0.37

ดี

20

4

3

4.5

4

3.25

3.75

0.61

ปานกลาง

21

4

2.75

4.5

4.5

4.25

4

0.72

แย่

22

2.25

2.5

2.75

2.5

3.5

2.7

0.48

ปานกลาง

23

2.5

1.25

2.5

2.25

3.25

2.35

0.72

ดี

24

2.5

1.25

1.75

2

1.75

1.85

0.45

ดี

25

2.75

1.5

2

1.5

2.25

2

0.53

ดี

26

3.75

2.75

3.5

2.75

3.25

3.2

0.44

ปานกลาง

27

2.75

3

3.25

2

3

2.8

0.48

ปานกลาง

28

3.25

2.5

2.5

2.25

3.25

2.75

0.46

ปานกลาง

29

3.75

2.25

3.25

3.25

3

3.1

0.54

ปานกลาง

30

2.25

3

3.5

2

3.25

2.8

0.64

ปานกลาง

 

วิจารณ์

จากข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยช่วงอายุ 10 ปี ทั้ง 30 ราย พบเพศชายมากกว่าหญิง มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ข้างซ้ายมากที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ที่มักเกิดกับเพศชายมากว่าหญิงและข้างซ้ายมากกว่าข้างขวา1 ผู้ปกครองส่วนใหญ่เรียนจบระดับประถมการศึกษา รายได้ทั้งครอบครัวต่อเดือนอยู่ในระดับต่ำ คือ 5,001-10,000 บาท

          สำหรับด้านคุณภาพชีวิต 5 ด้านนั้น ในด้านการรักษาพยาบาลที่มีความพึงพอใจและความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีข้อย่อยในเรื่องการดูแลเรื่องฟันที่มีความสำคัญในช่วงอายุนี้ ซึ่งต้องจัดเตรียมร่องเหงือกในการปลูกถ่ายกระดูกสันเหงือกเพื่อรองรับการขึ้นของฟันแท้ (canine) และจัดฟันต่อไป ซึ่งตรงกับการศึกษาที่ผ่านมาที่ผู้ป่วยมีความต้องการดูแลเรื่องฟันมากที่สุด2  การพึงพอใจในระดับมากในข้อย่อยอื่นๆ เป็นเพราะผู้ป่วยและญาติได้รับการดูแลและประสานงานการดูแลที่ครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการฝึกพูดและสื่อภาษา การตรวจหูและการได้ยิน การติดตามการรักษากับศัลยแพทย์ ซึ่งได้รับการดูแลที่ดีจากทีมสหวิทยาการ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา ว่าผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ช่วงอายุ 4-7 ปี จำนวน 93 ราย ได้รับการรักษากับทีมสหวิทยาการจำนวน 11 ทีม ติดตามการรักษากับศัลยแพทย์ตกแต่งมากที่สุด21 ในด้านการบริการที่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดนั้น เพราะได้รับการบริการ ให้คำปรึกษา ได้รับข้อมูล มีส่วนร่วมในการรักษา และช่วยประสานงานการดูแลรักษาโดยพยาบาลและทีมสายสนับสนุนศูนย์ตะวันฉาย ซึ่งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศในการดูแลเฉพาะทางปากแหว่งเพดานโหว่ ที่ได้รับการรับรองเฉพาะโรคจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล เมื่อปี พ.ศ. 2561 และยังได้รับรางวัลบริการภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2562 ประเภทพัฒนาการบริการระดับดี สำหรับด้านค่ารักษาพยาบาล ที่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากนั้น เป็นเพราะผู้ป่วยและครอบครัวได้รับสิทธิค่ารักษาจากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนค่ารักษาบางรายการที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิตะวันฉายเพื่อผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้าร่วมด้วย ด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติจิตสังคม และผลกระทบต่อครอบครัว ซึ่งมีผลกระทบในระดับปานกลาง เนื่องจากครอบครัวผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีปัญหาเรื่องเศรษฐานะ มีรายได้ทั้งครอบครัวต่อเดือนอยู่ในระดับต่ำ คือ 5,001-10,000 บาท จำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติมเพื่อมาใช้จ่ายในการรักษาและค่าเดินทาง ต้องขาดงานหรือสูญเสียรายได้ เวลาทำงานลดลง มีหนี้สิน กังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูก กลัวและไม่กล้ามีลูกคนต่อไป2, 6  ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งนี้มูลนิธิตะวันฉายฯ ได้หาแนวทางช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบเหล่านี้

          สำหรับผลการประเมินภาพลักษณ์ของใบหน้าใน 4 มิติ ซึ่งส่วนใหญ่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความสวยงามอยู่ในระดับดีและปานกลางนั้นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาว่า  ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่และแพทย์รับรู้ความงามของจมูกร่วมกับริมฝีปากไม่แตกต่างกัน11 การประเมินของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์ด้านปากแหว่งเพดานโหว่ไม่มีความแตกต่างกัน12 การศึกษาความงามของรูปจมูกของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ด้านเดียวระหว่างประเทศเวียดนามและเอสโตเนีย ไม่มีความแตกต่างกันแม้จะใช้วิธีการรักษาที่ต่างกัน13 ระดับความสวยงามบนใบหน้าผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่อยู่ในระดับพอใช้ถึงดี16 จากการเตรียมความพร้อมทางทันตกรรมจัดฟันช่วงแรกเกิดก่อนผ่าตัดเย็บ (pre-surgical orthopedic therapy) ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ด้านการผ่าตัดรักษาที่ดี ผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจ

 

สรุป

ผู้ป่วยกลุ่มอายุ 10 ปี มีผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตดีถึงดีมาก 3 ด้าน ส่วนอีก 2 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับผลของการประเมินภาพลักษณ์ที่อยู่ในระดับดีเป็นส่วนใหญ่ การดูแลที่ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น นอกจากความร่วมมือในการดูแลรักษาของทีมสหวิทยาการแล้ว จะต้องได้รับการสนับสนุนในรูปแบบของการช่วยเหลือทั้งค่าเดินทาง ค่ายาและเวชภัณฑ์และค่าผ่าตัดรักษาต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนร่วมด้วย

กิตติกรรมประกาศ

          ขอบคุณผู้ป่วยและครอบครัว เจ้าหน้าที่สายสนับสนุนศูนย์ดูแล/วิจัยผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ทีมสวิทยาการ และศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ฯ ที่ให้การสนับสนุนจนสามารถดำเนินการศึกษาจนเสร็จสิ้นด้วยดี

 

เอกสารอ้างอิง

1.    Pradubwong S, Surit P, Pongpagatip S, Pethcharat T, Chowchuen B. Evidence-triggers for care of patients with cleft lip and palate in Srinagarind Hospital: The Tawanchai Center and out-patients surgical room. J Med Assoc Thai 2016; 99(Suppl.5): 43-50.

2.    Patjanasoontorn N, Pradaubwong S, Rongbutsri S, Mongkholthawornchai S, Chowchuen B. Tawanchai Cleft Center quality of life outcomes: one of studies of patients with cleft lip and palate in Thailand and the Asia Pacific Region. J Med Assoc Thai 2012; 95(Suppl.11): S141-147.

3.    Thohinung U, Prathanee B. Caregivers’ role in caring for children with cleft lip-palate in mobile speech camp. J Med Assoc Thai 2016; 99(Suppl.5): 21-28.

4.    Pisek A, Pitiphat W, Chowchuen B, Pradubwong S. Oral health status and oral impacts on quality of life in early adolescent cleft patients. J Med Assoc Thai 2014; 97(Suppl.10): 7-16.

5.    Damiano PC, Tyler MC, Romitti PA, Momany ET, Jones MP, Canady JW, et al. Health-related quality of life among preadolescent children with oral clefts: The mother's perspective. Pediatrics 2007; 120(2): e283-90.

6.    Rod-ong D, Rongbudsri S, Maneeganondh S, Samretdee H, Pradubwong S, Patjanasoontorn N. Home and environment survey of children with CLP in Khon Kaen province. J Med Assoc Thai 2017; 100(Suppl.6): 76-83.

7.    Mitkitti R, Prathanee B. Caregivers’ feedback after enrollment in the community-based speech therapy model. J Med Assoc Thai 2016; 99(Suppl.5): 29-35.

8.    Al-Namankany A, Abrar A. Effects of cleft lip and palate on children's psychological health: A systematic review. J TaibahUniv Med Sci 2018; 13(4): 311–318.

9.    Bernstein NR, Kapp K. Adolescents with cleft palate: Body-image and psychosocial problems. Psychosomatics 1981; 22(8): 697-703. doi: 10.1016/S0033-3182(81)73469-8.

10.  Thomas PT, Turner SR, Rumsey N, Dowell T, Sandy JR. Satisfaction with facial appearance among subjects affected by a cleft. Cleft Palate Craniofac J 1997;34(3):226-31.  

11.  Parisanyodom S, Chimruang J, Worasakwutiphong S, Chowchuen B, Tansalarak R. Nasolabial esthetic evaluation in young adults with unilateral cleft lip and palate comparing among patients, laypersons, and healthcare professionals. J Med Assoc Thai 2017; 100 (Suppl.6): 84-93.

12.  Paiva TS, Andre M, Paiva WS, Camara-Mattos BS. Aesthetic evaluation of the nasolabial region in children with unilateral cleft lip and palate comparing expert versus nonexperience health professionals. Biomed Res Int 2014; 2014: 460106. doi: 10.1155/2014/460106.

13.  Nguyen VT, Nguyen T, Jagomägi T. Nasolabial aesthetics of patients with repaired unilateral cleft lip and palate: A comparison of three rating methods in two countries. J Craniomaxillofac Surg 2018; 46(8): 1385-1389.

14.  Thittiwong R, Manosudprasit M, Wangsrimongkol T, Kongsomboon S, Pitiphat W, Chowchuen B, et al. Evaluation of facial appearance among patients with repaired unilateral cleft lip and palate: Comparison of patient- and clinician-ratings of satisfaction. J Med Assoc Thai 2015; 98(Suppl.7): 68-76.

15.  Abdurrazaq TO, Micheal AO, Lanre AW, Olugbenga OM, Akin LL. Surgical outcome and complications following cleft lip and palate repair in a Teaching Hospital in Nigeria. Afr J Paediatr Surg 2013; 10(4): 345-57. doi: 10.4103/0189-6725.125447.

16.  Patjanasoontorn N, Wongniyom K, Pradubwong S, Piyavhakul N, Chowchuen B. A relationship between nasolabial appearance and self-esteem in adolescent with repaired cleft lip and cleft palate at Khon Kaen University Cleft Center. J Med Assoc Thai 2014; 97 (Suppl.10): 49-52.

17.  Mercado AM, Russell KA, Daskalogiannakis J, Hathaway RR, Semb G, Ozawa T, et al. The Americleft project: A proposed expanded nasolabial appearance yardstick for 5- to 7-year-old patients with complete unilateral cleft lip and palate (CUCLP). Cleft Palate Craniofac J2016; 53(1): 30-37.

18.  Mosmuller DGM, Mennes LM, Prahl C, Kramer GJC, Disse MA, Couwelaar GM van, et al. The development of the cleft aesthetic rating scale: A new rating scale for the assessment of nasolabial appearance in complete unilateral cleft lip and palate patients. Cleft Palate Craniofac J 2017; 54(5): 555-561.doi: 10.1597/15-274.

19.  Asher-McDade C, Roberts C, Shaw WC, Gallager C. Development of a method for rating nasolabial appearance in patients with clefts of the lip and palate.  Cleft Palate Craniofac J1991; 28(4): 385-390.

20.  Patjanasoontorn N, Pradaubwong S, Mongkolthawornchai S, Phetcharat T, Chowchuen B. Development and reliability of the THAICLEFT quality of life questionnaire for children with cleft lip/palate and families. J Med Assoc Thai 2010; 93(Suppl.4): 16-18.

21.  Pradubwong S, Pongpagatip S, Winaikosol K, Jenwiteesuk K, Surakunprapha P, Chowchuen B. Treatment outcome of 4 to 7-year-old patients with cleft lip and cleft palate in Tawanchai Center, Srinagarind Hospital. J Med Assoc Thai 2019; 99(Suppl.5): 73-78.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
Current concept in management of cholangiocarcinoma (โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma))
 
Comparative Study Between the Conventional Endoscopic Cholecystectomy of Paient with Gall Stone using the Operative Assistants and Endoscopic Cholecystectomy using the new Innovated Adjustable Telescopic Holder (การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีกล้องวิดิทัศน์ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจับถือกล้องวิดิทัศน์ (Adustable Telescopic Holder) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองกับการใช้ผู้ช่วยผ่าตัดถือกล้องวิดิทัศน์)
 
Laparoscopic Cholecystectomy (การผ่าตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0