Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Improvement Quality of Life in Patients with Cleft Lip and Palate by Home Visit Program

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่โดยโปรแกรมการเยี่ยมบ้าน

Yupin Pakkasung (ยุพิน ปักกะสังข์) 1, Waranya Sroyhin (วรัญญา สร้อยหิน) 2, Suntaree Numjaitaharn (สุนทรี น้ำ ใจทหาร) 3, Daungkaew Rod-ong (ดวงแก้ว รอดอ่อง) 4, Chanatiporn Chonprai (ชณัติพร ชลไพร) 5, Hattakorn Samretdee (หัฏฐกร สำเร็จดี) 6, Watcharapong Jaruensook (วัชรพงษ์ เจริญสุข) 7, Poonsak Pisek (พูนศักดิ์ ภิเศก) 8, Palakorn Surakunprapha (พลากร สุรกุลประภา) 9




หลักการและวัตถุประสงค์: ปากแหว่งเพดานโหว่ต้องได้รับการรักษาฟื้นฟูสภาพและติดตามผลเป็นระยะยาว เนื่องจากมีผู้ป่วยบางรายขาดการติดตามการรักษา จึงมีการเยี่ยมบ้านโดยทีมสหสาขาเพื่อประเมินปัญหาและผลลัพธ์การรักษาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยต่อไป

วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนาในผู้ป่วย 20 ราย โดยโปรแกรมเยี่ยมบ้าน 8 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ศึกษา คือแบบประเมินการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน 37 ข้อ ทักษะชีวิต 82 ข้อ และการจัดการทางสังคม 9 ส่วน ใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 45 นาที ศึกษาประวัติการรักษาผู้ป่วยใช้เวลา 1 เดือน (กุมภาพันธ์ 2563) ใช้สถิติร้อยละ และวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการศึกษา:  จากผู้ป่วย 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 12-18 ปี มีสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก 9 ราย ทุกคนได้ศึกษาตามเกณฑ์ ด้านพัฒนาทักษะชีวิต ต้องการเข้าร่วมพัฒนาทักษะการค้นหาความถนัดแนะแนวอาชีพมากที่สุด 19 ราย แต่ต้องการมีทักษะการจัดการอารมณ์และความเครียดน้อยที่สุด 9 ราย การคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับปกติ 13 ราย การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารอยู่ในระดับปกติ 10 ราย การตัดสินใจและแก้ไขปัญหาและการจัดการอารมณ์และความเครียดอยู่ในระดับปกติ 12 ราย การตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติทุกราย ด้านการจัดการทางสังคม พบปัญหาการเงินไม่เพียงพอ ไม่มีค่าเดินทาง มีหนี้สิน และไม่ทราบแหล่งช่วยเหลือ

สรุป: ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีสุขภาพดีถึงดีมาก การดำรงชีวิตการเงินไม่เพียงพอ ด้านสังคมและการเสริมสร้างพลังอำนาจอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในระดับต่ำ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

 

Background and Objective: Cleft lip and cleft palate patients require long-term treatment, rehabilitation, and follow-up. Some patients lack follow-up treatment. Therefore, a multidisciplinary home visit will be performed to assess the problems and outcomes of the treatment to improve the quality of life of the patients.

Method: A descriptive study was used following the eight-time home visit to a total of 20 patients. The participants underwent different sets of questions; 37 items for Community-Based Rehabilitation, 82 items for life skill testing, and other 9 parts for Social Diagnosis and Management Assessment. Data collection was conducted via an interview that lasted for 45 minutes and review patients’ record form. The data collection took 1 month on February, 2020. Content analysis and percentile were used for data interpretation. 

Results: Twenty patients (13 males, 7 females) age between 12-18 years old enrolled in this interview. Nine patients scored highest for physical health. All cases received standard education. Nineteen patients expressed interests in participating the aptitude skills and occupational counseling. Only 9 patients interested in the skills of emotional and stress management. Thirteen patients scored normal in analytic thinking. Ten patients scored normal in relationship building and communication. Twelve patients scored normal in decision making and problem solving. Self-awareness has the lowest score in all cases. Social management aspect reveals patients were poor and did not have the supporting resources.

Conclusion: Most participants were in good health and quite poor. The patients need the trainings on job and self—actualization.

บทนำ

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดมาจากหลายสาเหตุ มีทั้งด้านพันธุกรรมและปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า ลักษณะของปากแหว่ง คือ การแยกของริมฝีปากบนอาจไปถึงเหงือกและเพดานปากส่วนหน้า ส่วนเพดานโหว่ คือ การมีรอยแยกของเพดานอ่อนไปถึงเพดานแข็งในช่องปาก อัตราการเกิดของทารกที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทย คือ 2.491 และ 1.612 ต่อ 1,000 ราย สถิติการเข้ารับการรักษากับศูนย์ตะวันฉาย โรงพยาบาลศรีนครินทร์จากระบบภูมิสารสนเทศ พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์3

ศูนย์ตะวันฉายให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ตามแนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (Community-Based Rehabilitation; CBR) ของ World Health Organization (WHO) ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การดำรงชีวิต สังคม และการเสริมสร้างพลังอำนาจ4 และครอบคลุมทั้ง 4 มิติของกระบวนการดูแล ได้แก่ 1) ด้านภาพลักษณ์ หน้าตา รูปร่างและการทำงานของริมฝีปาก รูปร่างและการทำงานของจมูก 2) ด้านทันตกรรม การจัดเรียงตัว รูปร่างและการทำงานของฟันและสันเหงือก 3) ด้านการพูด เสียงพูดและสื่อภาษา และ 4) ด้านคุณภาพชีวิต5

การรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่จำเป็นต้องอาศัยการรักษาและติดตามผลเป็นระยะเวลายาว ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ กระทั่งคลอด จนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ขาดความต่อเนื่องในการรักษา มีการศึกษาเรื่องการสำรวจและเยี่ยมบ้านเด็กปากแหว่ง เพดานโหว่ จังหวัดขอนแก่น ช่วงอายุ 0-12 ปี ได้ประเมินคุณภาพชีวิต พบว่า ครอบครัวผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความยากจน ส่งผลต่อการรักษาและความเป็นอยู่ของผู้ป่วย6 และพบว่ามีปัญหาด้านเศรษฐกิจและมีความวิตกกังวลด้านความเจ็บป่วยของบุตร ตรงกับบทฟื้นฟูวิชาการว่าผู้ป่วยขาดการรักษาเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ7

การติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องจะส่งผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดี8 การเยี่ยมบ้านเป็นวิธีการหนึ่งในการดำเนินงานที่จะเชื่อมโยงโดยตรงกับคนที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ด้อยโอกาส รวมไปถึงผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ให้มีความสะดวกและเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและสังคมจากคลินิกหรือหน่วยงานบริการ ซึ่งจะได้รับคำแนะนำการดูแลสุขภาพ การเลี้ยงดูเด็กและอื่น ๆ การเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โปรแกรมการเยี่ยมบ้านสามารถสนับสนุนการพัฒนาเด็กให้มีสุขภาพที่ดี ช่วยให้ผู้ปกครองดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์กับครอบครัว9,10

จากการศึกษาการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด 2 ราย และผู้ป่วยเฉพาะหลังผ่าตัด 2-3 วัน จำนวน 8 ราย พบว่า การเยี่ยมบ้านเป็นการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวที่ดี ทำให้ครอบครัวผู้ป่วยมีความรู้สึกมั่นใจในการดูแลมากขึ้น11 องค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซียได้ทำการเยี่ยมบ้าน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองมีความสุขอย่างมาก Smile Train เป็นองค์กรต่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไรได้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ระดับโลก กล่าวว่าการมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่เพียงแต่เด็ก ๆ จะได้เข้ารับการผ่าตัดที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งหมดของพวกเขาด้วย12 ศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า จึงดำเนินการโครงการวิจัยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่โดยโปรแกรมการเยี่ยมบ้าน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และ เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาช่วยเหลือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว

 

วิธีการศึกษา

เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) ในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่นำร่อง จำนวน 20 ครอบครัว ในพื้นที่รับผิดชอบของสปสช. เขต 7 (ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) จังหวัดละ 5 ครอบครัว เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (proposing sampling) ที่ขาดการติดตามการรักษา มีอายุตามเกณฑ์ และมีทั้งภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความคล้ายคลึงกัน (homogeneous) จึงสามารถเป็นตัวแทนได้ โดยใช้โปรแกรมการเยี่ยมบ้านของทีมสหสาขาวิชาชีพ มีจำนวน 8 ครั้ง ใช้เครื่องมือคือ 1) แบบประเมินการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน พัฒนาจาก CBR ของ WHO โดยผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน จำนวน 37 ข้อ 2) แบบประเมินทักษะชีวิต จำนวน 82 ข้อ 3)  แบบประเมิน วินิจฉัย และจัดการทางสังคม จำนวน 9 ส่วน ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ 45 นาที พร้อมกับศึกษาประวัติการรักษาของผู้ป่วย เวลาในการดำเนินการวิจัย 1 เดือน (กุมภาพันธ์ 2563) ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติร้อยละ และข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยใช้ content analysis การศึกษานี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE631365

 

ผลการศึกษา

จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 ราย พบว่า เป็นเพศชาย ช่วงอายุ 12-15 ปี และศึกษาในระดับมัธยมตอนต้นเป็นส่วนใหญ่ จำนวน 13 ราย (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไป (n = 20)

ข้อมูล

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ                           

 

ชาย

13 (65)

หญิง

7 (35)

อายุ (ปี)

 

12-15

13 (65)

16-18

7 (35)

ระดับการศึกษา

 

มัธยมศึกษาตอนต้น

13 (65)

มัธยมศึกษาตอนปลาย

7 (35)

 

            ผลการประเมินการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน พบว่า สุขภาพของเยาวชนปากแหว่งเพดานโหว่อยู่ในระดับดีมากจำนวน 8 ราย (ร้อยละ 40)  ด้านการศึกษา พบว่า ทั้งหมดกำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษา  ด้านการดำรงชีวิต (การเงิน) เพียงพอมากที่สุดกับเพียงพอปานกลางจำนวน 6 รายเท่ากัน (ร้อยละ 30) ด้านการมีส่วนร่วมในสังคมมีส่วนร่วมอย่างมากจำนวน 9 ราย (ร้อยละ 45) ด้านเสริมสร้างพลังอำนาจในการตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลางจำนวน 6 ราย (ร้อยละ 30) 

สำหรับผลการประเมินทักษะชีวิต 9 กิจกรรม พบว่า  ต้องการเข้าร่วมพัฒนาทักษะการค้นหาความถนัดแนะแนวอาชีพอยู่ในระดับมากที่สุดจำนวน 19 ราย (ร้อยละ 95) และด้านทักษะการจัดการอารมณ์และความเครียดอยู่ในระดับน้อยที่สุดจำนวน 9 ราย (ร้อยละ 45) การคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับปกติจำนวน 13 ราย (ร้อยละ 65) การตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติทั้งหมด การสร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสารอยู่ในระดับปกติจำนวน 10 ราย (ร้อยละ 50) การตัดสินใจและแก้ไขปัญหาและการจัดการอารมณ์และความเครียดอยู่ในระดับปกติจำนวน 12 ราย (ร้อยละ 60) ดังแสดงในตารางที่ 2

และผลการประเมินวินิจฉัย จัดการทางสังคม พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ตามอัตภาพ ปัญหาที่พบคือเรื่องการเงิน ไม่มีค่าเดินทางติดตามการรักษา หรือมีค่าเดินทางแต่ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านอื่น เมื่อมาติดตามการรักษาต้องยืมเงินทุกครั้งทำให้เกิดหนี้สิน และบางครอบครัวไม่ทราบการเข้าถึงแหล่งการเงินและองค์กรช่วยเหลือในพื้นที่

 

ตารางที่ 2 ผลการประเมินการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน ทักษะชีวิต วินิจฉัย จัดการทางสังคม และผลการสำรวจความต้องการฝึกทักษะเฉพาะด้าน (n=20)

รายละเอียดข้อมูล

ผลการประเมิน

จำนวน (ร้อยละ)

1.  ด้านสุขภาพ

- ระดับดีมาก            

8 (40)

-  ระดับดี   

4 (20)

- ระดับปกติ       

6 (30)

- ระดับแย่              

2 (10)

2. ด้านการศึกษา

- ระดับมัธยมศึกษา                

20 (100)

3. ด้านการดำรงชีวิต (การเงิน)

- เพียงพอมากที่สุด                    

6 (30)

- เพียงพอมาก                           

3 (15)

- เพียงพอปานกลาง              

6 (30)

- เพียงพอน้อย                         

2 (10)

- ไม่เพียงพออย่างมาก              

3 (15)

4. ด้านสังคม (มีส่วนร่วมในสังคม)

- มีส่วนร่วมอย่างมาก

9 (45)

- มีส่วนร่วมมาก                         

3 (15)

- มีส่วนร่วมปานกลาง                  

3 (15)

- มีส่วนร่วมน้อย                       

3 (15)

- ไม่มีส่วนร่วม                    

2 (10)

5. ด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ

- ระดับมากที่สุด                       

5 (25)

- ระดับมาก                             

2 (10)

- ระดับปานกลาง                      

6 (30)

- ระดับน้อย                             

3 (15)

- ไม่มีเลย    

4 (20)

6. ด้านทักษะชีวิต 9 กิจกรรม

ค้นหาความถนัด แนะแนวอาชีพ

19 (95)

เสริมสร้างพลังใจ กำลังใจ

16 (80)

ตัดสินใจและแก้ไขปัญหา

15 (75)

สร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสาร

14 (70)

เสริมสร้างบุคลิกภาพ ความมั่นใจ

14 (70)

ตระหนักรู้ในตนเอง

13 (65)

การอ่านเขียนภาษาไทย และคำนวณ

13 (65)

เสริมสร้างการคิดวิเคราะห์

12 (60)

จัดการอารมณ์และความเครียด

9 (45)

7. การคิดวิเคราะห์

- ต่ำกว่าปกติ

5 (25)

- ปกติ

13 (65)

- สูงกว่าปกติ

2 (10)

8. การตระหนักรู่ใจตนเอง

- ต่ำกว่าปกติ

20 (100)

9. การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร

- ต่ำกว่าปกติ

6 (30)

- ปกติ

10 (50)

- สูงกว่าปกติ

4 (20)

10. การตัดสินใจและแก้ไขปัญหา

- ต่ำกว่าปกติ

4 (20)

- ปกติ

12 (60)

- สูงกว่าปกติ

4 (20)

11. การจัดการอารมณ์และความเครียด

- ต่ำกว่าปกติ

8 (40)

- ปกติ

12 (60)

 

สำหรับด้านการรักษาที่ได้รับ พบว่า มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ข้างเดียวชนิดสมบูรณ์มากที่สุด 12 ราย (ร้อยละ 60) ทั้งหมดได้รับการผ่าตัดริมฝีปากและปิดเพดานโหว่ตามช่วงอายุ ติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง 15 ราย (ร้อยละ 75) ส่วนข้อมูลสุขภาพจากการเยี่ยมบ้าน พบว่า ทั้งหมดมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และต้องการผ่าตัดตกแต่งเพิ่มเติม พูดไม่ชัด 7 ราย (ร้อยละ 35) ขาดการติดตามการรักษา 5 ราย (ร้อยละ 25) และวางแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง คือ นัดเข้าคลินิกบูรณาการ 5 ราย และเตรียมนัดผ่าตัดตกแต่งเพิ่มเติมหลังจัดฟันเสร็จทุกราย (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 การรักษาที่ได้รับ ข้อมูลสุขภาพและแนวทางการรักษาในอนาคต (n=20)

ข้อมูล

จำนวน (ร้อยละ)

ประวัติการรักษา

 

- ได้รับการผ่าตัดริมฝีปากตามช่วงอายุ

20 (100)

- ได้รับการผ่าตัดปิดเพดานโหว่ตามช่วงอายุ

20 (100)

- ติดตามการักษาอย่างต่อเนื่อง

15 (75)

ข้อมูลสุขภาพจากการเยี่ยมบ้าน

 

- มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์

20 (100)

- มีรูรั่ว

1 (5)

- พูดไม่ชัด

7 (35)

- ขาดการติดตามการรักษา

5 (25)

วางแผนการรักษาต่อเนื่อง

 

- นัดเข้าคลีนิกบูรณาการ

5 (25)

- เตรียมจัดฟัน

5 (25)

- เตรียมผ่าตัดเพิ่มเติม

20 (100)

- เตรียมนัดผ่าตัดปิดรูรั่ว

1 (5)

- นัดฝึกพูด

7 (35)

- นัดเข้าคลินิกบูรณาการ

5 (25)

 

วิจารณ์

การศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่โดยการเยี่ยมบ้านครั้งนี้ ทำให้พบว่ามีผู้ป่วยบางส่วนที่มีสุขภาพดีมากและแย่ ถึงแม้จะเป็นส่วนน้อยแต่มีความสำคัญเพราะ ศูนย์ตะวันฉาย โรงพยายบาลศรีนครินทร์ เป็นศูนย์ความเป็นเลิศในด้านการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ การเข้าถึงและคุณภาพการดูแลคือหัวใจสำคัญ กลุ่มสุขภาพที่อยู่ในระดับแย่เพราะไม่เข้ารับการบริการต่อเนื่อง ขาดแคลนค่าใช้จ่าย5,6 ส่วนด้านการศึกษาทุกคนได้เรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่ไม่เคยเข้าร่วมการอบรมเพื่อเพิ่มพูนหรือพัฒนาทักษะสำหรับประกอบอาชีพ หรือทักษะในชีวิตประจำวัน ด้านการดำรงชีวิต ผู้ป่วยมีเงินเพียงพอปานกลางและไม่เพียงพอเลยเป็นส่วนใหญ่5,6 ส่วนด้านสังคม การเคารพต่อผู้ป่วย การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านความช่วยเหลือที่ต้องการ บทบาทในการตัดสินใจสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่อยู่ในแนวโน้มที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสังคม ชุมชน โรงเรียน เพื่อนและครอบครัวให้การยอมรับและช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี9, 10   ด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ การมีสิทธิตัดสินใจ ความพอใจกับตนเอง การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และนโยบายประเทศที่เอื้อสิทธิให้กับผู้ป่วยเท่าเทียมคนธรรมดา ทำให้มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนสามารถดำรงชีวิตและพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด ส่วนทักษะชีวิตที่ต้องการค้นหาความถนัด แนะแนวอาชีพ ต้องการกำลังใจ ตัดสินใจและแก้ไขปัญหา สร้างสัมพันธภาพ ความมั่นใจ การตระหนักรู้ การอ่านเขียนภาษาไทยและคำนวณ เสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ที่ต้องการพัฒนาตนเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเยาวชนยุค 4.0 นี้จำเป็นต้องพัฒนาทักษะในการแสวงหาความรู้อย่างถูกวิธี และนำมาปรับใช้อย่างถูกต้อง เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตจะต้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการค้นหาความรู้ให้เป็น และเกิดประโยชน์สูงสุด ความคิดสร้างสรรค์ต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบหรือต่อยอดจากตำราเรียน การปฏิสัมพันธ์กับสังคมเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและทำงานร่วมกันได้ ปัจจัยดังกล่าวจะสามารถสร้างและพัฒนาเยาวชน ให้รู้จักค้นหาความรู้ต่างๆ มาปะติดปะต่อและประยุกต์เข้ากับการดำรงชีวิตได้จริง13 สำหรับการตระหนักรู้ด้วยตนเอง (self-awareness) ที่ต่ำกว่าปกตินั้น ซึ่งการตระหนักรู้ในตนเองเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต หากปราศจากการรับรู้ตนเองแล้ว ความคิด ความรู้สึก และรูปแบบพฤติกรรมจะถูกควบคุมโดยความเชื่อแบบไม่รู้ตัว อาศัยการคิดเองหรือไม่ก็ใช้สัญชาตญาณเป็นสำคัญ14  การพัฒนาความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองหรือการตระหนักรู้โดยการจัดกิจกรรมค่ายคุณค่าแห่งตน ทำให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่รู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น เด็กสามารถรับรู้คำชี้นำไปใช้ได้15 สำหรับการจัดการทางสังคม เรื่องการเงิน ไม่มีค่าเดินทางติดตามการรักษา หรือมีค่าเดินทางแต่ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านอื่น มีหนี้สิน และไม่ทราบแหล่งช่วยเหลือ ได้ให้คำแนะนำแหล่งช่วยเหลือในชุมชน เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล และมูลนิธิตะวันฉายฯ เพื่อสนับสนุนค่าเดินทาง ทุนการศึกษา อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย

การศึกษาครั้งนี้มีข้อจำกัดในเรื่องแบบสอบถามบางข้อที่ยากต่อความเข้าใจของเด็ก และพื้นที่ในการเยี่ยมแต่ละคนอยู่ไกลกันมาก วางแผนนำผลที่ได้เตรียมจัดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ในรูปแบบ ค่ายพัฒนาทักษะ15 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของเยาวชนปากแหว่งเพดานโหว่ให้เท่าเทียมเด็กปกติต่อไป

 

 

สรุป

คุณภาพชีวิตเยาวชนปากแหว่งเพดานโหว่ ด้านสุขภาพดีมากเป็นส่วนใหญ่ การศึกษาเข้าเรียนตามเกณฑ์ทุกราย การดำรงชีวิตส่วนใหญ่มีเงินเพียงพอปานกลางและไม่เพียงพอเลย ด้านสังคมมีแนวโน้มที่ดี การเสริมสร้างพลังอำนาจอยู่ในเกณฑ์ดี ทักษะชีวิตด้านตระหนักรู้ในตนเองอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาในด้านนี้เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตต่อไป

 

กิตติกรรมประกาศ

ขอบคุณทีมสหวิทยาการ เจ้าหน้าที่ศูนย์ตะวันฉายที่ร่วมออกเยี่ยมบ้าน ผู้ป่วยและครอบครัวที่ร่วมโครงการ คุณสุธีรา ประดับวงษ์ที่ให้คำปรึกษาในการสรุปงานวิจัย โดยงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่โครงการ I62-01-08 ภายใต้โครงการรูปแบบการดูแลที่สมบูรณ์แบบในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ของศูนย์ตะวันฉาย โดยศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการพระราชทานตะวันฉาย (ศูนย์ตะวันฉาย)

 

 

เอกสารอ้างอิง

1.    Chuangsuwanich A, Aojanepong C, Muangsombut S, Tongpiew P. Epidemiology of cleft lip and palate in Thailand. Ann Plast Surg 1998; 41: 7–10.

2.    Chowchuen B, Thanaviratananich S, Chichareon V, Kamolnate A, Uewichitrapochana C, Godfrey K. A Multisite Study of Oral Clefts and Associated Abnormalities in Thailand: The Epidemiologic Data. Plast Reconstr Surg Glob Open 2016 7; 3(12): e583. doi: 10.1097/GOX.0000000000000570.

3.    Pradubwong S, Lekbunyasin O, Chantachum V, Udomtanasup S, Simmalee K, Chowchuen B. Application of geographic information system (GIS) for management of cleft lip-palate care at The Tawanchai Cleft Center. J Med Assoc Thai 2010; 93 (Suppl 4): S58-62.

4.    World Health Organization. Community-Based Rehabilitation: CBR Guidelines. Malta; 2010.

5.    Patjanasoontorn N, Pradubwong S, Rongbutsri S, Mongkholthawornchai S, Chowchuen B. Tawanchai Cleft Center Quality of Life Outcomes: One of studies of patients with cleft lip and palate in Thailand and the Asia Pacific region. J Med Assoc Thai 2012; 95 (Suppl 11): S141-147.

6.    Maneeganondh S, Rod-ong D, Rongbudsri S, Theeyoung A, Pradubwong S, Patjanasoontorn N. Outcomes of home visit of children with cleft lip and palate in Khon Kaen province. J Med Assoc Thai 2018; 101 (5):53-57.

7.    Pradubwong S. Interdisciplinary care on timing of cleft lip-palate. Srinagarind Med J 2007; 22(3): S291-296.

8.    Rural health information hub. Home visiting programs [Internet]. 2014 [cited 2020 May 20]. Available from: https://www.ruralhealthinfo.org/toolkits/transportation/2/models-to-overcome-barriers/home-visiting-programs

9.    Child & family research partnership. The top 5 benefits of home visiting programs [Internet]. 2015 [cited 2020 May 20]. Available from: https://childandfamilyresearch.utexas.edu/top-5-benefits-home-visiting-programs

10. Augsornwan D, Pradubwong S, Prathumwiwattana P, Sucontaman D, Surakunprapha P. Home visit patients and family with cleft lip and palate. J Med Assoc Thai 2011; 94 (Suppl 6): S109-113.

11. Cleft Care Foundation Indonesia. Home visits service [Internet]. 2013 [cited May 15, 2020]. Available from: http://cleftcareindonesia.org/programs/home-visits-service/

12. Smile Train. Journey of smiles guatemala [Internet]. 2016 [cited May 15, 2020]. Available from: https://www.smiletrain.org/get-involved/journey-of-smiles/guatemala

13. Admission Premium. เยาวชนไทยควรปรับตัวอย่างไร กับ Thailand 4.0 [อินเตอร์เน็ต]. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 1 มิ.ย. 2563]. เข้าถึงได้จาก https://www.admissionpremium.com/content/2125

14. Aletheia Luna. 6 กิจกรรมสร้างการตระหนักรู้ในตนเอง ที่ทุกคนควรรู้ [อินเทอร์เน็ต]. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 1 มิ.ย.2563]. เข้าถึงได้จาก http://ncga.in.th/?p=2996

15. Samretdee H, Singkhornard J, Rod-ong D, Maneeganondh S, Theeyoung A, Patjanasoontorn N. Self-Esteem of patients with cleft lip and palate attending the self-esteem enhancement program camp activities. J Med Assoc Thai 2018; 94 (Suppl 5): S59-64.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Exercise in Older Adults (การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ)
 
Health Care of the Golden Age Women (การรักษาสุขภาพของสตรีวัยทอง)
 
The Internal Evaluation of Survey and Situation Assessment for Health Promotion in Public Health Education Institute, Thailand (การติดตามประเมินผลภายในโครงการสำรวจและประเมินสถานการณ์การสร้างเสริมสุขภาพของสถาบันการศึกษาสาธารณสุข ในประเทศไทย )
 
The Development of Health care Systems for the Movement Disability Patient at Sakon Nakhon Hospital (การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว ของสถานบริการเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลสกลนคร )
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Health Care Delivery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0