Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Reported Adverse Drug Reaction of Oral Sildenafil in the Treatment of Pulmonary Arterial Hypertension in the Pediatrics with Congenital Heart Disease

รายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาซิลดีนาฟิลชนิดรับประทานในการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงในผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

Wannabhorn Srimanee (วรรณภรณ์ ศรีมณี) 1, Seehapong Petcharat (สีหะพงษ์ เพชรรัตน์) 2, Yupaporn Prechagoon (ยุพาพร ปรีชากุล) 3




หลักการและวัตถุประสงค์: ปัจจุบันยาซิลดีนาฟิลเป็นยาที่ใช้รักษาภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยเด็ก แต่คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยยังไม่อนุมัติให้ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดจากการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กไทยที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้รับยาซิลดีนาฟิลในช่วงเดือนมกราคม 2552 ถึงธันวาคม 2557 ณ โรงพยาบาลศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยทำการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย เก็บรวบรวมอาการไม่พึงประสงค์ ระยะเวลาที่ได้รับยาและขนาดยาที่ได้รับ

ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 112 ราย ที่เข้าร่วมการศึกษา โดยพบว่า 8 ราย (ร้อยละ7.1) ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา จำนวน 8 เหตุการณ์ ได้แก่ ปวดศีรษะ จำนวน 5 ราย และเลือดกำเดาไหลจำนวน 3 ราย

สรุป: การใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่มีภาวะมีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดดูจะมีความปลอดภัย ปวดศีรษะและเลือดกำเดาไหลเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ไม่พบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง

 

Background and Objective: Sildenafil has been used off-label for treatment pulmonary arterial hypertension associated with congenital heart disease (APAH-CHD) in pediatric patients but it is not approved by United States Food and Drug Administration (USFDA) and Thai Food and Drug Administration in the pediatric population. Thus, this study aimed to investigate the adverse drug reactions of Sildenafil for the treatment of APAH-CHD in Thai pediatric patients.

Methods: This study was a retrospective study in children under 18 years old with APAH-CHD who receiving Sildenafil treatment at Queen Sirikit Heart Center of the Northeast, Khon Khan university during January 2009 to December 2014. Adverse drug reactions, duration of treatment and dosing of Sildenafil data were collected by chart review.

Results: There were 112 patients included in the study. There were 8 patients (7.1%) with 8 adverse drug events reported during the treatment period, headache in 5 patients and epistaxis in 3 patients.

Conclusions: The use of Sildenafil seems to be safe in the treatment of APAH-CHD in children under 18 years old. The headache and epistaxis were the common ADRs of Sildenafil in children less than 18 years old. No serious adverse drug reactions were reported.

 

หลักการและวัตถุประสงค์: ปัจจุบันยาซิลดีนาฟิลเป็นยาที่ใช้รักษาภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยเด็ก แต่คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยยังไม่อนุมัติให้ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เกิดจากการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้รับยาซิลดีนาฟิลในช่วงเดือนมกราคม 2552 ถึงธันวาคม 2557 ณ โรงพยาบาลศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยทำการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วย เก็บรวบรวมอาการไม่พึงประสงค์ ระยะเวลาที่ได้รับยาและขนาดยาที่ได้รับ

ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 112 รายที่เข้าร่วมการศึกษา โดยพบว่า 8 ราย (ร้อยละ7.1) ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา จำนวน 8 เหตุการณ์ ได้แก่ ปวดศีรษะ จำนวน 5 ราย และเลือดกำเดาไหลจำนวน 3 ราย

สรุป: การใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดดูจะมีความปลอดภัย ปวดศีรษะและเลือดกำเดาไหลเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาซิลดีนาฟิล ส่วนรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงไม่พบ

Background and objective: Sildenafil has been used off-label for treatment pulmonary arterial hypertension associated with congenital heart disease (APAH-CHD) in pediatric patients but it is not approved by United States Food and Drug Administration (USFDA) and Thai Food and Drug Administration in the pediatric population. Thus, this study aimed to investigate the adverse drug reactions of sildenafil for the treatment of APAH-CHD in pediatric patients.

Methods: This study was a retrospective study in children under 18 years old with APAH-CHD who receiving sildenafil treatment at Queen Sirikit Heart Center of the Northeast, Khon Khan University during January 2009 to December 2014. Adverse drug reactions, duration of treatment and dosing of sildenafil data were collected by chart review.

Results: There were 112 patients included in the study. There were 8 patients (7.1%) with 8 adverse drug events reported during the treatment period, headache in 5 patients and epistaxis in 3 patients.

Conclusions: The use of sildenafil seems to be safe in the treatment of APAH-CHD in children under 18 years old. The common ADRs were headache and epistaxis without any serious adverse event reported.

บทนำ

            ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (Pulmonary arterial hypertension; PAH) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease: CHD) 1 รายงานในต่างประเทศพบอุบัติการณ์การเกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี 2.2 ต่อล้านคนต่อปีและมีความชุก 15.6 ต่อล้านคนต่อปี2 ภาวะนี้แม้จะพบได้น้อยแต่มีผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อผลการรักษา คุณภาพชีวิตและอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

            ยาซิลดีนาฟิล (Sildenafil) เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งต่อเอ็นไซม์ phosphodiesterase type 5 (PDE-5) ยาตัวนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) และของยุโรป (European Medicines Agency; EMA) ให้ใช้รักษาภาวะ PAH ในผู้ใหญ่เท่านั้นยังไม่อนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยเด็ก3 อย่างไรก็ตามมีการใช้ยาซิลดีนาฟิลในทางคลินิกเพื่อการรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Pulmonary Arterial Hypertension in the Pediatrics with Congenital Heart Disease; APAH-CHD)

            การใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะPAH นั้นมีข้อมูลจากการศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมและปกปิดสองทางในผู้ป่วยอายุ 1-17 ปี เป็นเวลา 16 สัปดาห์ ชื่อว่า STARTS-1 รายงานว่าอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยคือ ปวดศีรษะ ไข้ การติดเชื้อของงทางเดินหายใจส่วนบน อาการอาเจียน และท้องเสีย รายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง 7 เหตุการณ์ โดย 2 เหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการรักษา ได้แก่ stridor และventricular มีผู้ป่วย 2 รายต้องหยุดการรักษาเพราะมีน้ำหนักลดและเกิดอาการ stridor4

            ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กเพิ่มมากขึ้นหลังจากผลจากการศึกษาที่ชื่อ STARTS-2 ซึ่งเป็นการศึกษาที่ทำต่อจากการศึกษา STARTS-1 โดยผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้ขนาดสูงเป็นเวลา 3 ปีของแต่ละกลุ่มน้ำหนัก มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่ได้ขนาดยาที่ต่ำกว่าโดยอัตราการเสียชีวิตสัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับและอัตราการรอดชีวิตที่ 3 ปี ของทั้ง 3 กลุ่มขนาดยาอยู่ที่ร้อยละ 94  93 และ 88 ตามลำดับ และ hazard ratios ของการเสียชีวิตระหว่างกลุ่มที่ได้รับขนาดยาสูงกับขนาดยาต่ำเท่ากับ 3.95 (95% CI 1.46–10.65) กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาขนาดต่ำ ขนาดกลาง และขนาดสูงมีอัตราการตายร้อยละ 9 (5ใน55) ร้อยละ 14 (10 ใน74) และร้อยละ 20 (20 ใน 100) ตามลำดับ5 สืบเนื่องจากผลของการศึกษา STARTS-2 นี้เอง ทำให้ ในปี ค.ศ. 2012 ทาง US FDA ออกมาแจ้งว่าไม่แนะนำการใช้ยาตัวนี้ในผู้ป่วยเด็กอายุ 1-17 ปีและ EMA ได้กำหนดขนาดยาที่ใช้ในผู้ป่วยเด็กตามน้ำหนักและแจ้งเตือนไม่แนะนำให้ใช้ในขนาดสูง แต่ต่อมาเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2014 ทางUS FDA ก็ได้ออกคำเตือนเพิ่มเติมจากของปี ค.ศ. 2012 ว่ายาตัวนี้ไม่ได้เป็นข้อห้ามใช้ (contraindication) ในผู้ป่วยเด็ก หากมีความจำเป็นต้องใช้ก็ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ 6,7

            จากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการใช้ยาซิลดีนาฟิลในเด็กเพื่อรักษาภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงดังที่กล่าวมาและปัจจุบันในประเทศไทยก็มีการใช้ยาตัวนี้ในทางคลินิกเพื่อการรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่เกิดจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความปลอดภัยในการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กไทยที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

วิธีการศึกษา

            การศึกษานี้ทำการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด มีอายุน้อยกว่า 18 ปี และเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในช่วงเดือนมกราคม 2009 ถึงธันวาคม 2014 โดยคัดเลือกผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยรหัส ICD10 (International Classification of Diseases and Related Health Problem 10th Revision) รหัส I26-I28 ซึ่งคือโรคหัวใจเกี่ยวเนื่องกับปอดและโรคการไหลเวียนโลหิตของปอดและรหัส Q20-Q28 คือโรครูปผิดปกติแต่กำเนิดของระบบไหลเวียนโลหิต โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วยเข้า ดังนี้1.ได้รับการรักษาด้วยยาซิลดีนาฟิลแบบรับประทาน 2. อายุน้อยกว่า 18 ปี  ส่วนผู้ป่วยที่ไม่สามารถติดตามข้อมูลในเวชระเบียนได้และมีข้อมูลไม่สมบูรณ์จะถูกคัดออกจากการศึกษา            

            อาการไม่พึงประสงค์จะเก็บรวบรวมจากข้อมูลที่ระบุไว้ในเวชระเบียนซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะถูกประเมินอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดระหว่างใช้ยาจากการซักประวัติระหว่างการตรวจร่างกาย ค่าทางห้องปฏิบัติการ ใช้สถิติเชิงพรรณนาในวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและอาการไม่พึงประสงค์ที่พบโดยตัวแปรแบบกลุ่ม (nominal scale) เช่น เพศ แสดงเป็นร้อยละ ตัวแปร interval หรือ ratio scale เช่น ขนาดยา อายุ แสดงเป็นค่าเฉลี่ย (mean) กับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การศึกษานี้ได้รับการพิจารณาและผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE581167

ผลการศึกษา

            จากการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยจำนวน 161 ราย มีผู้ป่วยผ่านเกณฑ์จำนวน 112 ราย ร้อยละ 73 เป็นเพศหญิงและร้อยละ 74 ได้รับการผ่าตัดแก้ไขภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแล้ว อายุเฉลี่ยเท่ากับ 68.1±54.6 เดือน (ช่วงระหว่าง 0.1-202.2) ขนาดยาเฉลี่ยเท่ากับ 1.1±0.3 มก./กก./วัน ระยะเวลาได้รับยาเฉลี่ยเท่ากับ 2.0 ±1.4 ปี คุณลักษณะของผู้ป่วยแสดงดังตารางที่ 1

            จากการศึกษาพบอาการไม่พึงประสงค์ 8 เหตุการณ์ในผู้ป่วย 8 รายโดยเป็นเพศหญิงร้อยละ 50 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 123.3±59.2 เดือน (ช่วงระหว่าง 0.1-174.2) ระยะเวลาได้รับยาเฉลี่ยเท่ากับ 8.3±8.6 เดือน (ช่วงระหว่าง 0.7-25.0) คุณลักษณะของผู้ป่วย 8 ราย (ตารางที่ 2)  มีผู้ป่วยจำนวน 4 ราย ที่ได้รับยาขนาดต่ำกว่า 1 มก./กก./วัน (ลำดับที่ 1, 2, 4, และ 6) และมีผู้ป่วยจำนวน 1 รายที่ได้รับขนาดยาเกิน 2 มก./กก./วัน (ลำดับที่ 3) อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ 5 ราย (ร้อยละ 4.5) และเลือดกำเดาไหล 3 ราย (ร้อยละ 2.7) (ตารางที่ 3)  ผู้ป่วยที่เกิดเลือดกำเดาไหลสามารถใช้ยาต่อไปได้ ผู้ป่วยที่เกิดอาการปวดศีรษะนั้นต้องทำการหยุดยาไป 2 ราย (ลำดับที่ 6 และ 8) แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยลำดับที่ 6 ได้รับยาอีกครั้งในเวลาต่อมา ส่วนผู้ป่วยลำดับที่ 8 นั้นติดตามไม่ได้

ตารางที่ 1 คุณลักษณะของผู้ป่วย APAH-CHD ในการศึกษา (N=112)

ลักษณะ

จำนวน(ร้อยละ)

เพศ

    ชาย

    หญิง

 

39 (34.8)

73 (65.2)

อายุ, เดือน

(ช่วงระหว่าง)

68.1±54.6

(0.1-202.2)

ขนาดยา, มก./กก./วัน

 (ช่วงระหว่าง)

1.1± 0.3

 (0.4-2.8)

ระยะเวลาได้รับยา, ปี

 (ช่วงระหว่าง)

2.0±1.4

 (0.0-6.2)

ได้รับการผ่าตัดแก้ไขภาวะCHD

83 (74)

CHD = congenital heart disease, APAH-CHD= pulmonary arterial hypertension associated with congenital heart disease

 

ตารางที่ 2 คุณลักษณะของผู้ป่วย 8 รายที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (N=8)

ลักษณะ

จำนวน(ร้อยละ)

เพศ

   ชาย

   หญิง

 

4 (50)

4 (50)

อายุ, เดือน

(ช่วงระหว่าง)

123.3±59.2

(0.1-174.2)

ระยะเวลาได้รับยา, เดือน

(ช่วงระหว่าง)

8.3±8.6

(0.7-25.0)

ได้รับการผ่าตัดแก้ไข CHD

4 (50)

CHD = congenital heart disease

 

ตารางที่ 3 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ จำแนกตาม อายุ เพศ ขนาดยาที่ได้รับ ระยะเวลาที่ได้รับยา (N=8)

ลำดับที่

อายุ

(เดือน)

เพศ

ผ่าตัดแก้ไขภาวะ CHD

ขนาดยา

(มก./กก./วัน)

ระยะเวลาที่ได้รับยา

(เดือน)

อาการไม่พึงประสงค์ /การจัดการ

1

69.6

F

YES

0.8

8.7

เลือดกำเดาไหลไม่หยุดจนต้องไปพบแพทย์ / ยังคงใช้ยาต่อไป

2

0.1

M

YES

0.9

25.0

เลือดกำเดาไหลต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง / ใช้ยาต่อไป

3

127.4

F

NO

2.8

0.7

เลือดกำเดาไหล / ใช้ยาต่อ

4

174.2

M

YES

0.8

2.5

ปวดศีรษะ/ ใช้ยาต่อ

5

146.7

F

NO

1.3

8.7

ปวดศีรษะ/ ใช้ยาต่อ

6

160.0

M

YES

0.6

1.2

ปวดศีรษะหลังจากทานยา/ หยุดใช้ยาแต่กลับมาให้ต่อหลังจากนั้น 6 เดือน

7

160.5

F

NO

1.8

16.5

ปวดศีรษะเป็นบางครั้ง/ ลดขนาดยาจากวันละ 2 ครั้งเหลือวันละ 1 ครั้ง

8

147.6

M

NO

1.1

2.8

ปวดศีรษะเมื่อทานยา/หยุดใช้ยา

ADRs=Adverse drug reactions, CHD= Congenital heart disease, F=Female, M=Male

 

วิจารณ์

            อาการไม่พึงประสงค์ที่พบจากการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ปวดศีรษะและเลือดกำเดาไหล ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการศึกษาของ STARTS-1 ที่รายงานว่าพบอาการปวดศีรษะจากการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กจำนวนร้อยละ 13 เช่นเดียวกับการศึกษาของ Goldberg และคณะ รายงานอาการปวดศีรษะร้อยละ 33 อาการหน้าแดง (flushing) ร้อยละ 19 ไม่พบอาการมองเห็นหรือได้ยินผิดปกติและภาวะแข็งตัวขององคชาติ (priapism)8

            ประสิทธิภาพของยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็กรายงานจากการศึกษาแบบ pilot, open-label พบว่ายามีผลช่วยเพิ่มระยะทางในการเดิน 6 นาที รายงานอุบัติการณ์ปวดศีรษะ เลือดกำเดาไหล และหน้าแดง มีค่าต่ำ ซึ่งผลการศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกับในผู้ใหญ่9  โดยการศึกษาแบบสุ่มในผู้ใหญ่พบการศึกษาอาการไม่พึงประสงค์ ได้แก่ ปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย หน้าแดง และเลือดกำเดาไหล10 อาการปวดศีรษะและเลือดกำเดาไหลนั้นจัดเป็นอาการทางระบบประสาทและระบบหายใจ ตามลำดับ ซึ่งอาการปวดศีรษะสามารถอธิบายได้ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของยาซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งแบบ selective แต่ไม่ได้จำเพาะเจาะจง (specific) ต่อตัวรับเอนไซม์ PDE-5 ดังนั้นจึงอาจจะมีผลยับยั้งต่อเอนไซม์ PDE-6 และ 11 ได้ด้วย ตัวรับเอนไซม์ 2 ชนิดนี้มีอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางและการยับยั้งนี้ทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการขยายตัว เพิ่มเลือดไหลเวียนในระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ ยาซิลดีนาฟิลสามารถทำให้เกิดอาการไมเกรนกำเริบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรน11 อาการปวดศีรษะนี้จัดเป็นอาการไม่พึงประสงค์ type A เพราะเกิดจากกลไกการออกฤทธิ์ของยา สามารถคาดเดาได้ มีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและขนาดของยาที่ผู้ป่วยได้รับ12  ส่วนอาการเลือดกำเดาไหลเกิดจากการที่ยาออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ PDE-5 ทำให้เพิ่มปริมาณของ cyclic guanosine monophosphate (cGMP) และเพิ่มการทำงานของไนตริกออกไซด์ ในการยับยั้งการจับกลุ่มของเกร็ดเลือด13,14 ในการศึกษานี้มีผู้ป่วยจำนวน 3 ราย ที่รายงานอาการไม่พึงประสงค์เลือดกำเดาไหลแต่พบว่าไม่มีผู้ใดได้รับยาต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดร่วมด้วย  ดังนั้นการใช้ยาซิลดีนาฟิลร่วมกับยาต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดหรือยาต้านวิตามินเคจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด

            การศึกษานี้พบว่าการรายงานอาการไม่พึงประสงค์นั้นอาจจะมีปัจจัยของอายุเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีจากผู้ป่วยทั้งหมด 8 ราย มีผู้ป่วยจำนวน 6 รายที่มีอายุมากกว่า 10 ปี จะเห็นว่าเด็กโตจะสามารถรับรู้และบอกอาการไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าเด็กเล็ก ผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยมากๆอาจจะไม่สามารถแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้

            สำหรับขนาดยาซิลดีนาฟิลในเด็กนั้นยังคงไม่ชัดเจน15 ทางฝั่งยุโรปนั้น EMA แนะนำขนาดยาที่ใช้ในเด็กขึ้นกับน้ำหนัก หากน้ำหนักน้อยกว่า 20 กิโลกรัม แนะนำ 10 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา หากน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม แนะนำ 20 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา ขนาดยาในเด็กที่น้ำหนักน้อยกว่า 8 กิโลกรัมยังไม่มีกำหนดไว้แต่ทั้งนี้จากแนวทางปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงในประเทศไทย ปี พ.ศ.2556 ระบุขนาดยาที่แนะนำคือ 1-2 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 3 เวลา16 ส่วนข้อมูลจากหนังสือ The British National Formulary (BNF) ระบุขนาดยาซิลดีนาฟิลสำหรับเด็กอายุ 1 เดือน-18ปี คือ เริ่มที่ขนาด 0.25-0.5 มก./กก. ทุก 4-8 ชั่วโมง  เพิ่มขนาดได้สูงสุดถึง 2 มก./กก. ทุก 6 ชั่วโมง17 การศึกษานี้พบว่ามีการใช้ยาซิลดีนาฟิลที่ขนาดเฉลี่ย 1.1±0.3 มก./กก./วัน (ช่วงระหว่าง 0.4-2.8) ซึ่งตรงตามที่แนวทางของประเทศไทยแนะนำ อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยจำนวน 1 ราย ที่ได้รับขนาดยามากกว่า 2 มก./กก./วัน ซึ่งผู้ป่วยรายนี้น้ำหนัก 21 กิโลกรัมและได้รับยาขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา คิดเป็นขนาดต่อวันเท่ากับ 2.8 มก./กก./วัน

            ข้อจำกัดของการศึกษานี้คือรูปแบบการศึกษาเป็นการศึกษาย้อนหลังทำให้มีรายงานอุบัติการณ์อาการไม่พึงประสงค์ที่ต่ำ ทั้งนี้เพราะมีการรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง (under report) อย่างไรก็ตามการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของการใช้ยาซิลดีนาฟิลในผู้ป่วยเด็ก APAH-CHD ในระยะยาว อาการไม่พึงประสงค์ที่รายงานในการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการดูแลเฝ้าระวังในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาซิลดีนาฟิลทุกช่วงอายุ แพทย์และเภสัชกรต้องมีการสอบถามอาการไม่พึงประสงค์ที่เจอในการศึกษานี้และให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้ปกครองในการเฝ้าระวังและรายงานการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ดังที่เจอในการศึกษานี้ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบ

 

สรุป

            จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาซิลดีนาฟิลในการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงที่สัมพันธ์กับภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ดูจะมีความปลอดภัย อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ ได้แก่ ปวดศีรษะและเลือดกำเดาไหล ไม่พบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง สำคัญมากที่แพทย์และเภสัชกรจะต้องมีการสอบถาม ค้นหา และให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยา          

เอกสารอ้างอิง

1.     Limsuwanna A, Khowsathip P, editors. Pediatric pulmonary hypertension. Bangkok: bangkok medical publisher L.P.; 2010.

2.     Van Loon RLE, Roofthooft MTR, Hillege HL, ten Harkel ADJ, van Osch-Gevers M, Delhaas T, et al. Pediatric pulmonary hypertension in The Netherlands: epidemiology and characterization during the period 1991 to 2005. Circulation 2011; 124: 1755–64.

3.     U.S.Food and Drug Administration. REVATIO (sildenafil) label. [cited Feb 5, 2015]. Available from:http://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2014/021845s011,022473s004,0203109s002lbl.pdf

4.     Barst RJ, Ivy DD, Gaitan G, Szatmari A, Rudzinski A, Garcia AE, et al. A randomized, double-blind, placebo-controlled, dose-ranging study of oral sildenafil citrate in treatment-naive children with pulmonary arterial hypertension. Circulation 2012; 125: 324–34.

5.     Barst RJ, Beghetti M, Pulido T, Layton G, Konourina I, Zhang M, et al. STARTS-2: long-term survival with oral sildenafil monotherapy in treatment-naive pediatric pulmonary arterial hypertension. Circulation 2014; 129: 1914–23.

6.     U.S. Food and Drug Administration. FDA drug safety communication: FDA recommends against use of Revatio (sildenafil) in children with pulmonary hypertension [8-30-2012]. [cited Feb5, 2015]. Available from:http://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm317123.htm.

7.     FDA drug safety communication: FDA clarifies warning about pediatric use of Revatio (sildenafil) for pulmonary arterial hypertension[3-31-2014]. [cited Feb5,2015]. Available from:http://www.fda.gov/Drugs/DrugSafety/ucm390876.htm

8.     Goldberg DJ, French B, McBride MG, Marino BS, Mirarchi N, Hanna BD, et al. Impact of oral sildenafil on exercise performance in children and young adults after the fontan operation: a randomized, double-blind, placebo controlled, crossover trial. Circulation 2011; 123: 1185-93.

9.     Humpl T, Reyes JT, Holtby H, Stephens D, Adatia I. Beneficial effect of oral sildenafil therapy on childhood pulmonary arterial hypertension: twelve-month clinical trial of a single-drug, open-label, pilot study. Circulation 2005; 111: 3274–80.

10.  Galiè N, Ghofrani HA, Torbicki A, Barst RJ, Rubin LJ, Badesch D, et al. Sildenafil citrate therapy for pulmonary arterial hypertension. N Engl J Med 2005; 353: 2148–57.

11.  Ferrari A. Headache: One of the most common and troublesome adverse reactions to drugs. Curr Drug Safety 2006; 1: 43–58.

12.  Ferrari A, Spaccapelo F, Gallesi D, Sternieri E. Focus on headache as an adverse reaction to drugs. J Headache Pain 2009; 10: 235–9.

13.  Rondina MT, Weyrich AS. Targeting Phosphodiesterases in Anti-platelet Therapy. Handb Exp Pharmacol 2012; 210: 225-38.

14.  Gresele P, Momi S, Falcinelli E. Anti-platelet therapy: phosphodiesterase inhibitors. Br J Clin Pharmacol 2011; 72: 634-46.

15.  European Medicines Agency. Assessment report for Revatio. International non-proprietary name: sildenafil. Procedure No. EMEA/H/C/000638/II/0028.London, UK: European Medicines Agency; 2011 [cited Feb5ม 2015]. Available from: http://www.ema.europa.eu/docs/en_GB/document_library/EPAR_-_Assessment_Report_-_Variation/human/000638/WC500107804.pdf.

16.  The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage of His Majesty the King. Guideline for diagnosis and treatment of pulmonary hypertension 2013. 2nd ed. Bangkok: Colour Harmony Co.Ltd.; 2013.

17.  Joint Formulary Committee. British National Formulary for Children. 2011–2012. London: British Medical Association and Royal Pharmaceutical Society of Great Britain; 2011.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0