Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Factors Associated with Medication Adherence in Schizophrenic Patients at Dong Luang Hospital

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภท โรงพยาบาลดงหลวง

Jeerasak Huaisai (จีรศักดิ์ ห้วยทราย) 1, Somchai Suriyakrai (สมชาย สุริยะไกร) 2




หลักการและวัตถุประสงค์: การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยจิตเภทมีความสำคัญมากในการรักษาและควบคุมอาการผู้ป่วย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความร่วมมือในการใช้ยาและปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภท

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ในผู้ป่วยนอกคลินิกจิตเภท โรงพยาบาลดงหลวง จำนวน 100 รายในช่วง ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม  ถึง 31 ธันวาคม 2560 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบวัดความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภทโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วย (MMAS 8–Items) 2) แบบบันทึกการนับเม็ดยา 3) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและ 4) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สอบถามถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกแบบไบนารี (binary logistic regression)

ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดีในการรักษาด้วยยาคิดเป็นร้อยละ 62 โดยประเมินจากแบบวัด MMAS 8-Items ร่วมกับการนับเม็ดยา และผลการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติก พบว่าปัจจัยที่มีผลในการทำนายความร่วมมือในการใช้ยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มี 2 ปัจจัย คือ การหยั่งรู้ตน และทัศนคติต่อการใช้ยา โดยมีสัมประสิทธิ์การทำนายร้อยละ 22

สรุป: ผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่ในโรงพยาบาลดงหลวง (ร้อยละ 62) มีความร่วมมือในการใช้ยาที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาและพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยา คือ การหยั่งรู้ตน และทัศนคติต่อการใช้ยา

Background and Objective: Good compliance of oral antipsychotic medication is crucial in the treatment and symptom control of schizophrenic patients. This study aimed to evaluate medication adherence and factors influencing medication adherence in schizophrenic patients.

Methods: This was a cross-sectional descriptive study performed in 100 schizophrenic patients attended at the outpatient clinic, Dong Luang Hospital during 1 July and 31 December 2017. Research instruments included 1) Morisky medication adherence scale (MMAS 8–Items) 2) pill counting form 3) data collection form and 4) semi-structure interview form and questionnaire for factors affecting medication adherence. The data were analyzed by descriptive statistics and binary logistic regression.

Results: The results showed that 62 participants (62%) reported high levels of medication adherence by MMAS 8–Item and the pill count. Logistic regression analysis revealed 2 factors associated with medication adherence which were self-insight and attitudes toward medication. The coefficient of determination was 22%.

Conclusion: Most schizophrenic patients at Dong Luang Hospital (62%) had a good medication adherence. Self-insight and Attitudes toward medication were the factors associated with medication adherence.

 

บทนำ

โรคจิตเภทเป็นโรคเจ็บป่วยเรื้อรังส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพในระยะยาว1 ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเป็นวิธีการแรกที่ใช้ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยจิตเภทมีความร่วมมือในการรักษาร้อยละ 40-902 และลดลงตามระยะเวลาเจ็บป่วยที่นานขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยามีหลายปัจจัย ได้แก่ ทัศนคติต่อการใช้ยา3 ครอบครัว4 การศึกษา รายได้ การหยั่งรู้ความเจ็บป่วย5 อาการข้างเคียงจากยา ความเบื่อหน่ายขาดแรงจูงใจในการรักษา ทัศนคติทางสังคม ความพึงพอใจ6 ทัศนคติต่อการรักษา การอาศัยอยู่กับครอบครัว การถูกตีตราจากสังคม (social stigma) ความกลัวและการถูกบังคับ (fear and coercion)7 การประเมินความร่วมมือในการใช้ยาในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้การสัมภาษณ์ผู้ป่วยโดยควรใช้วิธีการวัดความร่วมมือในการใช้ยามากกว่า 1 วิธีเป็นการวัดความร่วมมือในการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพและพบว่าการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและการนับเม็ดยามีความแตกต่างของผลการประเมินวัดความร่วมมือในการใช้ยาร้อยละ 408 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความร่วมมือการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภทและปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนากลไก วิธีการเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเภทเกิดความร่วมมือในการใช้ยา

วิธีการศึกษา

โครงการวิจัยนี้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น (HE602165) เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional descriptive study) โดยมีเกณฑ์คัดผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาคือ 1) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท 2) ผู้ป่วยมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 3) รักษาด้วยยารูปแบบเม็ดเป็นยาหลัก 4) อาการทางจิตสงบสามารถพูดคุยรู้เรื่องตอบคำถามได้ ส่วนเกณฑ์การคัดออก คือ เป็นผู้ป่วยที่มีโรคทางสมองร่วมด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่

1) แบบวัดความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภทโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วย (Morisky medication adherence scale-MMAS 8-Items)9 ประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับความผิดพลาดของการรับประทานยาโดยมีตัวเลือกการตอบใช่หรือไม่ใช่ 7 ข้อและความรู้สึกในการรับประทานยา 1 ข้อตัวเลือกเป็นความรู้สึก 5 ระดับคือรู้สึกประจำ รู้สึกบ่อยครั้ง รู้สึกนานๆ ครั้ง รู้สึกน้อยครั้ง และไม่เคยรู้สึก คะแนนรวมเท่ากับ 8 จัดคะแนนเป็น 3 ระดับคือสูง (8 คะแนน) ปานกลาง (6-7.8 คะแนน) และต่ำ (น้อยกว่า 6 คะแนน)

2) แบบบันทึกการนับเม็ดยา หากคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 ผู้ป่วยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความร่วมมือในการใช้ยาแต่ถ้าคะแนนน้อยกว่าร้อยละ 80 หรือมากกว่าร้อยละ 100 ผู้ป่วยจะถูกจัดในกลุ่มที่ไม่มีความร่วมมือในการใช้ยา 3) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 4) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสอบถามถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยา เก็บข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจากเวชระเบียนและออกเยี่ยมบ้านเพื่อประเมินความร่วมมือการใช้ยาของผู้ป่วยโดยการสัมภาษณ์และการประเมินด้วยวิธีนับเม็ดยาที่ใช้ไปในผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลดงหลวง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม  ถึง 31 ธันวาคม 2560 วิเคราะห์ความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาโดยใช้การวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกแบบไบนารี (binary logistic regression)

ผลการศึกษา

ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

          มีผู้ป่วยจิตเภทเข้าร่วมการศึกษาจำนวน 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 78 ราย มีอายุเฉลี่ย 38.81 ปี สถานภาพโสด (ร้อยละ 81.00)  จบการศึกษาระดับประถม (ร้อยละ 59.00) ไม่ได้ประกอบอาชีพ (ร้อยละ 55.00)  มีระยะเวลาการเจ็บป่วยตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 71.00) (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (n=100)

ข้อมูลส่วนบุคคล

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

 

ชาย

78 (78.00)

หญิง

22 (22.00)

อายุ (ปี)

 

18-20

1 (1.00)

21-40

55 (55.00)

41-60

44 (44.00)

อายุเฉลี่ย (ปี) 38.81±12.36

 

สถานภาพสมรส

 

โสด

81 (81.00)

หม้าย/หย่า/แยกกันอยู่

19 (19.00)

ระดับการศึกษา

 

ประถมศึกษา

59 (59.00)

มัธยมศึกษาตอนต้น

41 (41.00)

อาชีพ

 

ไม่ได้ประกอบอาชีพ

55 (55.00)

ประกอบอาชีพ

45 (45.00)

ระดับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว

 

น้อยกว่า 10,000 บาทต่อปี

54 (54.00)

มากกว่าหรือเท่ากับ 10,000 บาทต่อปี

46 (46.00)

ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิต

 

น้อยกว่า 5 ปี

29 (29.00)

5 ปี ขึ้นไป

71 (71.00)

ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตโดยเฉลี่ย (ปี) 8.69±5.51

 

 

ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภทประเมินโดย MMAS 8–Items ร่วมกับการนับเม็ดยา

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความร่วมมือในการรักษาด้วยยาที่ดีคิดเป็นร้อยละ 62.00 และกลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการรับประทานยาต่ำ (ร้อยละ 38.00) (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ระดับของความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภทจากการสัมภาษณ์ ร่วมกับการนับเม็ดยา (n = 100)

 

morisky medication adherence

scale ≥ 6 คะแนน

morisky medication adherence

scale < 6 คะแนน

นับเม็ดยา ≥ 80%

62

7

นับเม็ดยา  < 80%, > 100%

17

14

 

การหยั่งรู้ตนเอง การให้ความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท

การหยั่งรู้ตนเองด้านความเจ็บป่วยทางจิต จากเนื้อหาความคิดที่แสดงออกระหว่างการสัมภาษณ์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเข้าใจการเจ็บป่วยทางจิตในระดับดี ยอมรับการรักษาจำนวน 90 ราย และกลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจการเจ็บป่วยทางจิตในระดับต่ำคือ ผู้ป่วยแสดงการรับรู้และยอมรับว่าป่วยอย่างไม่ชัดเจน มีอาการขึ้นๆ ลงๆ เช่น มีอาการหลงผิด ความคิดสับสน อาการระแวงและอาการแยกตัวจากสังคม ผู้ป่วยยอมรักษาโดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาอาการวิตกกังวล ตึงเครียด นอนไม่หลับ จำนวน 10 ราย (ตารางที่ 3)

ทัศนคติต่อการใช้ยา

จากการวัดทัศนคติต่อการใช้ยารักษาของกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบประเมินทัศนคติต่อการใช้ยา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้ยาในเกณฑ์ดี จำนวน 91 คน (ร้อยละ 91.00) (ตารางที่ 3)

การสนับสนุนจากครอบครัวในการรับประทานยา

พบว่ากลุ่มตัวอย่างรับประทานยาด้วยตนเอง จำนวน 69 ราย ญาติจัดยาให้รับประทานยา จำนวน 31 ราย (ตารางที่ 3)

ระดับของความพึงพอใจต่อบริการ

พบว่ากลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อบริการของบุคลากรคือพึงพอใจมากคิดเป็นร้อยละ 45.00 ระดับดีร้อยละ 46.00 (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3 จำนวน และร้อยละของปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภท (n = 100)

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการรักษาด้วยยา

จำนวน (ร้อยละ)

การหยั่งรู้ตนเองด้านความเจ็บป่วยทางจิต

 

ความเข้าใจการเจ็บป่วยทางจิตในระดับดี

90 (90.00)

ความเข้าใจการเจ็บป่วยทางจิตในระดับต่ำ

10 (10.00)

ทัศนคติต่อการใช้ยา

 

ทัศนคติต่อการใช้ยาในเกณฑ์ดี

91 (91.00)

ทัศนคติต่อการใช้ยาในเกณฑ์ต่ำ

9 (9.00)

การสนับสนุนจากครอบครัวในการรับประทานยา

 

รับประทานยาด้วยตนเอง

69 (69.00)

ญาติจัดยาให้รับประทาน

31 (31.00)

ความพึงพอใจต่อบริการของบุคคลากรของโรงพยาบาล

 

ดีมาก

45 (45.00)

ดี

46 (46.00)

 

ตารางที่ 4 ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทโดยการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกแบบไบนารี

ปัจจัยที่ศึกษา

B

S.E.

Wald

df

p-value

Exp(B)

ระยะเวลาเจ็บป่วย

-.022

.044

.239

1

.625

.976

ทัศนคติต่อการใช้ยา

2.607

1.148

5.160

1

.009*

13.563

การหยั่งรู้ตน

2.795

1.119

6.242

1

.003*

16.365

อาการไม่พึงประสงค์

.889

.534

2.768

1

.096

2.433

 

 

 

 

 

 

 

*Binary logistic regression analysis (p <0.05)

 

การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท

ในการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกแบบไบนารีเพื่อหาปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท ในขั้นตอนแรกจะทำการเลือกตัวแปรอายุ เพศ ระดับการศึกษา การใช้สารเสพติด การใช้แอลกอฮอล์  ระยะเวลาการเจ็บป่วย จำนวนขนานยาที่ใช้ทั้งหมดต่อวัน อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ทัศนคติต่อการรักษา ทัศนคติต่อการใช้ยา การหยั่งรู้ตน การสนับสนุนจากครอบครัว ความพึงพอใจต่อบุคลากรที่รักษาวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกแบบ Univariate analysis ที่ระดับนัยสำคัญ (p <0.25) เพื่อนำตัวแปรอิสระเข้าสู่สมการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกแบบไบนารี จากการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกแบบ Univariate analysis ปัจจัยที่มีค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.25) ได้แก่ ระยะเวลาเจ็บป่วย การหยั่งรู้ตน ทัศนคติต่อการใช้ยา และอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยานำทั้ง 4 ปัจจัยวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติคแบบไบนารีพบว่า การหยั่งรู้ตน (p =.009) และทัศนคติต่อการใช้ยา (p<003) มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญ สามารถทำนายความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภทได้ร้อยละ 22.00 ดังแสดงในตารางที่ 4 ดังนั้นตัวแปรทั้ง 2 จึงเป็นตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการรักษาด้วยยาในผู้ป่วยจิตเภท

วิจารณ์

              ความร่วมมือในการใช้ยาโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วยโดยวิธี MMAS 8–Items ร่วมกับการนับเม็ดยาคือ ร้อยละ 62 ส่วนใหญ่มีการใช้ยาถูกต้องสอดคล้องกับการศึกษาของ Garavan และคณะ10 ที่ศึกษาความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 70 รายโดยใช้การสัมภาษณ์ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาเพียงอย่างเดียวพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 80 มีความร่วมมือในการใช้ยาและทัศนคติต่อการใช้ยาเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรักษาด้วยยา ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยจิตเภทมีความร่วมมือในการใช้ยาต่ำกว่าการศึกษาครั้งนี้ได้แก่การศึกษาของ Remington และคณะ11 ที่ศึกษาความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 52 รายใช้การสัมภาษณ์ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาพบว่าผู้ป่วยจิตเภทมีความร่วมมือในการใช้ยาร้อยละ 48 และอายุ ระยะเวลาเจ็บป่วย การสนับสนุนจากครอบครัว ความพึงพอใจต่อบุคคลากรที่รักษาเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรักษา และการศึกษาของ Donohoe และคณะ12 ที่ศึกษาความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 32 รายใช้การสัมภาษณ์ประเมินความร่วมมือในการใช้ยา พบว่าผู้ป่วยจิตเภทมีความร่วมมือในการใช้ยาร้อยละ 34.37 และทัศนคติต่อการใช้ยา การหยั่งรู้ตน อาการไม่พึงประสงค์จากยาเป็นปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการใช้ยา ผลการศึกษาครั้งนี้แตกต่างจากการศึกษาที่ผ่านมาเพราะความแตกต่างของ ลักษณะเฉพาะของกลุ่มตัวอย่าง จำนวนกลุ่มตัวอย่าง และวิธีการวัดความร่วมมือในการใช้ยา  การศึกษาครั้งนี้พบว่าความร่วมมือจากการนับเม็ดยาที่บ้านผู้ป่วยต่ำกว่าการประเมินโดยการสัมภาษณ์ร้อยละ 10 เพราะการนับเม็ดยาเป็นการสะท้อนข้อมูลการใช้ยาที่แท้จริงของผู้ป่วยส่วนการประเมินโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบคำถามและทักษะการสัมภาษณ์8 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประเมินความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทไม่ควรใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพราะไม่มีวิธีการใดที่ใช้ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาได้ถูกต้องและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการใช้ยารักษาของผู้ป่วยจิตเภทมี 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการใช้ยาคือ การหยั่งรู้ตนและทัศนคติต่อการใช้ยารักษาสอดคล้องกับการศึกษาของ Donohoe และคณะ12 และ Tsang และคณะ7 ที่ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 86 ราย พบว่าทัศนคติของสังคม การหยั่งรู้ตน และทัศนคติต่อการใช้ยาเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ปัจจัยด้าน ทัศนคติต่อการรักษา การสนับสนุนจากครอบครัว ความพึงพอใจต่อบุคคลากรที่รักษาไม่พบความสัมพันธ์ต่อความร่วมมือในการใช้ยาซึ่งแตกต่างจากการศึกษาของ Remington และคณะ11 จากการศึกษาครั้งนี้การให้คำแนะนำแบบสั้น (Motivational Brief Advice) ให้ความรู้เรื่องโรคจิตเภทและยารักษาให้แก่ผู้ป่วยโดยอาจจัดรูปแบบการให้คำแนะนำแบบสั้น แบบกลุ่มเพื่อประหยัดเวลาและกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้าใจประโยชน์ของการรับประทานยาให้ต่อเนื่องเป็นระยะ

สรุป

ความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเภทโรงพยาบาลดงหลวงอยู่ในเกณฑ์ดีและปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการใช้ยาได้แก่ การหยั่งรู้ตน  และทัศนคติต่อการใช้ยาในการรักษาดังนั้นควรมีกิจกรรมการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยเข้าใจความสำคัญของยาในการรักษาโรค

กิตติกรรมประกาศ

          การศึกษานี้ขอขอบคุณกลุ่มตัวอย่างและครอบครัวที่อนุญาตให้ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์และเก็บข้อมูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดงหลวงที่อนุญาตให้เก็บรวบรวมข้อมูล และเพื่อนร่วมงานให้ความช่วยเหลือ ท้ายที่สุดครอบครัวที่ได้ให้กำลังใจจนทำให้การวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1.    Boontoch K, Sricamsuk S, Arunpongpaisal S. Social support in patients with schizophrenia. J Psychiatr Assoc Thailand 2013; 58: 91.

2.    Cramer J, Rosenheck R. Compliance with medication regimens for mental and physical disorders. Psychiatr Serv 1998; 49: 196-200.

3.    Chunseng S. Factors Relating to Medication Adherence in Schizophrenia at Uttaradit Hospital. Master of Nursing Science (Mental Health and Psychiatric Nursing), Khon Kaen University; 2005.

4.    Limpattanasiri J. Factors affecting medication adherence among schizophrenic patients. Master of Nursing Science (Psychiatric-Mental Health Nursing), Mahidol University; 2004.

5.    Ninchaikowit T, Kanjanatanalert N. Positive and negative syndrome scale. 2 nd ed. Bangkok : [n.p.]; 2007.

6.    Kongsakon R, Jareonsettasin T. Reliability and Validity of a New Measure of Patient Satisfaction. J Psychiatr Assoc Thailand 2013; 45: 155-63.

7.    Tsang H, Fung K, Corrigan P. Psychosocial and socio-demographic correlates of medication compliance among people with schizophrenia. J Behav Ther and Exp Psychiatry 2009; 40: 3-14.

8.    Farmer K. Methods for measuring and monitoring medication regimen adherence in clinical trials and clinical practice. Clin Ther 1999; 21: 1074-87.

9.    Puengdokmai P, Charoenkitkarn V, Pinyopasahul W, Sriprasong S, Dumavibhat C. Factor influencing medication adherence in hypertensive patients without complication. Princess of Naradhiwas University Journal. 2016; 8: 16-26.

10. Garavan J, Browne S, Gervin M, Lane A, Lakin C. Compliance with neuroleptic medication in outpatients with schizophrenia;relationship to subjective response to neuroleptics;attitudes to medication and insight. Compr Psychiatry 1998; 39: 215-9.

11. Remington G, Kwon J, Collins A, Laporte D, Mann S, Christensen B. The use of electronic monitoring to evaluate antipsychotic compliance in outpatients with schizophrenia. Schizophr Res 2007; 90: 229-37.

12. Donohoe O, Owens N, Donnell OC, Burke T, Moore L, Tobin A, et al. Predictors of compliance with neuroleptic medication among inpatients with schizophrenia: a discriminant function analysis. Eur Psychiatry 2001; 16: 293-8.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0