Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Efficacy and Safety of Bevacizumab Plus Chemotherapy in Patients with Metastatic Colorectal Cancer

ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบในการรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย

Lalitta Pintiyo (ลลิตตา ปินทิโย) 1, Wittawat Jitpewngarm (วิทวัส จิตต์ผิวงาม) 2, Yossapon Chuaypenchaipat (ยศพนธ์ ช่วยเพ็ญชัยภัทร) 3, Kwanjit Danwilai (ขวัญจิต ด่านวิไล) 4




วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบในการรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย

วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 ผลลัพธ์การศึกษาได้แก่ 1. ด้านประสิทธิภาพ วัดค่ามัธยฐานการมีชีวิตรอด (median-overall survival; OS) ระยะเวลาการรอดชีวิตแบบปลอดการลุกลามเพิ่มขึ้นของมะเร็ง (progression-free survival; PFS) และอัตราการตอบสนอง (response rate; RR) 2. ด้านความปลอดภัย

ผลการศึกษา : ผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 37 ราย มีผู้ป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ จำนวน 35 ราย พบว่า OS เท่ากับ 18.26 เดือน (95%CI 14.25-22.27) PFS เท่ากับ 10.17 เดือน (95%CI 8.23-12.10) และ RR พบว่าผู้ป่วยมี partial response ร้อยละ 54.28 และprogressive disease ร้อยละ 34.29 วิเคราะห์ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยในผู้ป่วยทุกราย พบว่าผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาที่ระดับความรุนแรงใด ๆ ได้แก่ โลหิตจาง ร้อยละ 81.08, เกล็ดเลือดต่ำ ร้อยละ 40.54 และเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิวต่ำ ร้อยละ 32.43 ผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อย เช่น ปลายประสาทอักเสบ ร้อยละ 70.27 เยื่อบุช่องปากอักเสบ ร้อยละ 48.65 และอ่อนล้า ร้อยละ 43.24 เป็นต้น สำหรับผลข้างเคียงที่พบบ่อยและสัมพันธ์กับการใช้ยาบีวาซิซูแมบ พบโปรตีนในปัสสาวะ ร้อยละ 21.62และพบการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วย 1 ราย หลังได้รับยาสูตรยาบีวาซิซูแมบร่วมกับเคมีบำบัด เป็นเหตุต้องหยุดการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบ

สรุป: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด พบว่า OS เท่ากับ 18.26 เดือน PFS เท่ากับ 10.17 เดือน และ overall response rate เท่ากับ ร้อยละ 54.28 ผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อย ได้แก่ โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิวต่ำ และผลต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ต่อระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อย ได้แก่ ปลายประสาทอักเสบ เยื่อบุช่องปากอักเสบและอ่อนล้า เป็นต้น

 

Objectives: To evaluate the efficacy and safety of bevacizumab plus chemotherapy in the treatment of patients with metastatic colorectal cancer

Methods: In the single-center, retrospective observational study. We collected data from medical records and electronic databases in patients with metastatic colorectal cancer who received bevacizumab plus chemotherapy during 1 October 2010 to 31 March 2017. Outcome analyses were 1) median-overall survival (OS), progression-free survival (PFS), response rate (RR) and 2) toxicity.

Results: From a total of 37 patients. Thirty-five patients are retrieved for efficacy analysis and found that bevacizumab plus chemotherapy showed OS 18.26 months (95%CI 14.25-22.27), PFS 10.17 months (95%CI 8.23-10) and RR: partial response 54.28% and progressive disease 34.29%. All patients are retrieved for safety analysis. Hematologic toxicities were anemia 81.08%, thrombocytopenia 40.54%and neutropenia 32.43%. Non-hematologic toxicities were peripheral neuropathy 70.27%, oral mucositis 48.65% and fatigue 43.24%. Common toxicities associated with bevacizumab were proteinuria (21.62%) and 1 patient discontinued bevacizumab because she had a stroke.

Conclusions: From this study, bevacizumab plus chemotherapy showed efficacy including OS 18.26 months, PFS 10.17 months and overall response rate 54.28%. The common hematologic toxicity of bevacizumab plus chemotherapy were anemia, thrombocytopenia and neutropenia and non – hematologic toxicity were neuropathy, oral mucositis and fatigue.

 

บทนำ

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงสูงเป็นอันดับ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั้งหมด และร้อยละ 40 ของผู้ป่วยรายใหม่มักพบเป็นระยะแพร่กระจาย1  ตามมาตรฐานการรักษาของ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ แนะนำการรักษามาตรฐานด้วยสูตรยาเคมีบำบัดอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง และอาจพิจารณาการใช้ยามุ่งเป้าร่วมกับยาเคมีบำบัดในการรักษาด้วย2-4 ยาบีวาซิซูแมบ (bevacizumab) เป็นหนึ่งในยามุ่งเป้าที่ใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดในการรักษาอันดับแรกในผู้ป่วยมะเร็งดังกล่าว โดยยาบีวาซิซูแมบเป็น humanized monoclonal antibody จัดอยู่ในกลุ่ม anti-vascular endothelial growth factor (VEGF) ที่ไปยับยั้งการทำงานของ VEGF ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างหลอดเลือดของเซลล์มะเร็ง2-5

จากการทบทวนวรรณกรรมมีหลายการศึกษาที่เปรียบเทียบการใช้ยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดเพิ่มมัธยฐานการมีชีวิตรอด (overall survival; OS) และเพิ่มระยะเวลาการรอดชีพแบบปลอดการลุกลามเพิ่มขึ้นของมะเร็ง (progression-free survival; PFS) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต นอกจากนี้พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดมีอัตราการตอบสนองรวม (overall response rate; ORR) สูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต6 อย่างไรก็ตามการใช้ยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดเกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว7,8 ในประเทศไทยยังมีข้อมูลจำกัดทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบในการรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย

วิธีการศึกษา

เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบศึกษาข้อมูลย้อนหลัง โดยการเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยนเรศวร วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 (IRB No. 0916/60)

กลุ่มตัวอย่าง   

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 กำหนดเกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ ผู้ป่วยอายุ ≥ 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย และได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดเป็นสูตรยาเคมีบำบัดอันดับแรก ร่วมกับมี Performance status (ECOG) 0 – 2 ผลตรวจปัสสาวะก่อนการรักษา พบโปรตีนน้อยกว่า +2 หากผู้ป่วยมีประวัติการผ่าตัด จะต้องเริ่มยาบีวาซิซูแมบหลังผ่าตัดอย่างน้อย 28 วัน กำหนดเกณฑ์คัดออก ได้แก่ ไม่มีประวัติการประเมินผลการตอบสนองต่อการรักษาและ/หรือการประเมินผลข้างเคียงหลังจากได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด โดยแพทย์หรือผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ผลลัพธ์ที่ต้องการวัด

ผลลัพธ์ของงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านประสิทธิภาพ ประกอบด้วย OS, PFS, อัตราการตอบสนอง (response rate; RR) และ 2. ผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย ได้แก่ ผลข้างเคียงจากยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดต่อระบบโลหิตวิทยาและระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โลหิตวิทยา

การเก็บข้อมูล

ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยมีการกำหนดรหัสผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย และบันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยนเรศวร

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป การวิเคราะห์ผลด้านประสิทธิภาพจะกระทำในผู้ป่วยที่ได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดอย่างน้อย 2 รอบ โดย OS, PFS ใช้สถิติ Kaplan-Meier method การวิเคราะห์ RR ใช้เกณฑ์ Response Criteria in Solid Tumours (RECIST) เวอร์ชั่น 1.19 จากผลภาพถ่ายรังสีหรือการตรวจร่างกาย หรือแพทย์บันทึกผลการตอบสนองนี้ไว้ในเวชระเบียน ผลการประเมินแบ่งเป็น complete response, partial response, stable disease, progressive disease และ ORR วิเคราะห์อัตราการตอบสนองรวมของ complete response และ partial response การวิเคราะห์ความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด กระทำในผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างน้อย 1 รอบ แบ่งเป็นผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาใช้แนวทางของ Common Terminology Criteria for Adverse Events (CTCAE) v4.010 และผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาประเมินจากการบันทึกข้อมูลในเวชระเบียนของแพทย์

ตารางที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง

ข้อมูลทั่วไป

กลุ่มตัวอย่าง

(37 ราย)

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

 

ชาย

21 (56.76)

หญิง

16 (43.24)

อายุ; ปี (พิสัย)

61.97 (40 - 80)

พื้นที่ผิวร่างกายเท่ากับ; ตารางเมตร (พิสัย)

1.63 (1.26 - 2.03)

ECOG performance status

 

0

5 (13.51)

1

32 (86.49)

การรักษาก่อนหน้าที่จะได้รับยาเคมีร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ

 

ผ่าตัด

13 (61.90)

ยาเคมีบำบัด

1 (4.76)

ผ่าตัดและยาเคมีบำบัด

7 (33.33)

อวัยวะเริ่มต้นที่เป็นมะเร็ง

 

ลำไส้ใหญ่

29 (78.38)

ลำไส้ตรง

8 (21.62)

จำนวนอวัยวะที่แพร่กระจาย

 

     1

24 (64.86)

     2

6 (16.22)

     3

7 (18.92)

อวัยวะที่แพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

 

ตับ

28 (49.12)

ปอด

12 (21.05)

อื่น ๆ

17 (29.83)

 

ข้อมูลการบริหารยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด

            ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตร FOLFOX หรือ CapeOX ร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ คิดเป็นร้อยละ 89.19 ค่ามัธยฐานระยะเวลาได้รับยาเคมีบำบัดเท่ากับ 4.85 เดือน (0.90-6.77 เดือน) และยาบีวาซิซูแมบเท่ากับ 4.01 (0.90-6.77 เดือน) (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 ข้อมูลการบริการยาเคมีบำบัดร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ

การบริหารยาเคมีบำบัดร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ

กลุ่มตัวอย่าง

(37 ราย)

จำนวน (ร้อยละ)

การบริหารยาเคมีบำบัด

สูตรยาเคมีบำบัด

FOLFOX

CapeOX

FOLFIRI

 

 

24 (64.87)

9 (24.32)

4 (10.81)

ระยะเวลาที่ได้รับยาเคมีบำบัด; เดือน (พิสัย)

 

ยาเคมีบำบัด

4.85 (0.90 - 6.77)

ยาบีวาซิซูแมบ

4.01 (0.90 - 6.77)

การเปลี่ยนแปลงระหว่างการรักษา

 

การเปลี่ยนสูตรเคมีบำบัด

8 (21.62)

การลดขนาดยาเคมีบำบัด

21 (56.75)

การเลื่อนการรักษา

23 (62.16)

สูตรยาเคมีบำบัด FOLFOX ประกอบด้วย infusional 5-Fluorouracil/Leucovorin และ oxaliplatin, CapeOX ประกอบด้วยcapecitabine และ oxaliplatin, FOLFIRI ประกอบด้วย infusional 5-Fluorouracil/Leucovorin และ irinotecan

 

ด้านประสิทธิภาพของยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด

จากผู้ป่วยจำนวน 37 ราย มีผู้ป่วย 2 ราย ไม่สามารถวิเคราะห์ด้านประสิทธิภาพได้ เนื่องจากผู้ป่วย 1 ราย ได้รับยาเคมีบำบัดเพียง 1 รอบและ 1 ราย เสียชีวิต ผลการศึกษาพบว่า OS เท่ากับ 18.26 เดือน (95% CI 14.25-22.27) PFS เท่ากับ 10.17 เดือน (95% CI 8.23-12.10) และ RR พบ partial response 19 ราย (ร้อยละ 54.28) stable disease จำนวน 4 ราย (ร้อยละ 11.43) progressive disease 12 ราย (ร้อยละ 34.29) และ ORR 19 ราย (ร้อยละ 52.28) เนื่องจากไม่พบ complete response

 

ด้านความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยา และผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อย (ตารางที่ 3 และ 4)

 

ตารางที่ 3 ผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาหลังได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงต่อ

ระบบโลหิตวิทยา

ระดับความรุนแรง  (37 ราย)

รวมทุกระดับ

จำนวน (ร้อยละ)

ระดับ 1 - 2

จำนวน (ร้อยละ)

ระดับ 3 - 4

จำนวน (ร้อยละ)

โลหิตจาง

เกล็ดเลือดต่ำ

เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิวต่ำ

เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิวต่ำร่วมกับมีไข้

30 (81.08)

15 (40.54)

12 (32.43)

2 (5.41)

28 (75.68)

15 (40.54)

6 (16.21)

0 (0)

2 (5.41)

0 (0)

6 (16.21)

2 (5.41)

 

ตารางที่ 4 ผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาหลังได้รับยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ

ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยา

กลุ่มตัวอย่าง

(37 ราย)

จำนวน (ร้อยละ)

ปลายประสาทอักเสบ

เยื่อบุช่องปากอักเสบ

อ่อนล้า

ท้องเสีย

เบื่ออาหาร

โปรตีนในปัสสาวะ

น้ำหนักลด

เส้นเลือดดำอักเสบ

ความดันโลหิตสูง

โรคหลอดเลือดสมอง

26 (70.27)

18 (48.65)

16 (43.24)

15 (40.54)

8 (21.62)

8 (21.62)

6 (16.21)

6 (16.21)

2 (5.40)

1 (2.70)

 

วิจารณ์

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาย้อนหลังถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่ได้รับการรักษาด้วยยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัด พบว่าผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพของการศึกษานี้ OS สั้นกว่าการศึกษาก่อนหน้า (18.26 เทียบกับ 23.3-25.3 เดือน)11-13 ซึ่งอาจเป็นผลจากกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้มีปัจจัยที่ส่งผลต่อ OS อาทิ ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดที่มียา irinotecan ร่วมในแผนการรักษาส่งผลเพิ่ม OS7,14  ซึ่งในงานวิจัยนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับยาดังกล่าว เพียงร้อยละ 10 รวมถึงระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัดร่วมกับยาบีวาซิซูแมบพบความสัมพันธ์แปรผันตรงกับ OS15 พบว่าการศึกษานี้ค่ามัธยฐานระยะเวลาได้รับยาเคมีบำบัดร่วมกับยาบีวาซิซูแมบประมาณ 4 เดือน แต่การศึกษาก่อนหน้าค่าเฉลี่ยประมาณ 5.5-12 เดือน7,12,13 ประวัติการรักษาผ่าตัดลำไส้ก่อนเริ่มยาเคมีบำบัดส่งผลต่อ OS ที่ยาวนานกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ผ่าตัดลำไส้12 ซึ่งในงานวิจัยนี้มีผู้ป่วยที่มีประวัติผ่าตัดลำไส้ ร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการศึกษาของ Bennouna J และคณะ12 ที่มีผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดลำไส้ก่อนที่จะเริ่มยาเคมีบำบัดร้อยละ 75 สำหรับ PFS มีแนวโน้มใกล้เคียงกับการศึกษาก่อนหน้า (10.17 เทียบกับ 9.1-10.4 เดือน)7,11-13 และ ORR มีแนวโน้มใกล้เคียงกับการศึกษาก่อนหน้า (ร้อยละ 54.28 เทียบกับ ร้อยละ 53.4-59)11,13 ซึ่งไม่เป็นทิศทางเดียวกับ OS ที่สั้นกว่าการศึกษาที่เปรียบเทียบ ทั้งนี้อาจเกิดจากการวัดอัตราการตอบสนองไม่สามารถประเมินตามมาตรฐานในการศึกษาได้ทุก 2 เดือน หรือหลังได้รับเคมีบำบัดครบภายใน 2 เดือนซึ่งอาจเป็นอคติต่อการวัดผลลัพธ์ทำให้ผลลัพธ์ PFS และ ORR ใกล้เคียงกับการศึกษาก่อนหน้า ทั้ง ๆ ที่ OS สั้นกว่าการศึกษาก่อนหน้า

 

ด้านความปลอดภัยพบว่าผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาที่เกิดบ่อยใกล้เคียงกับการศึกษาก่อนหน้า16 คือ โลหิตจางพบมากที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย ส่วนผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อย เช่น ปลายประสาทอักเสบ เยื่อบุช่องปากอักเสบ อ่อนล้า เป็นต้น และเมื่อพิจารณาถึงผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากยาบีวาซิซูแมบ ได้แก่ โปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง เกิดน้อยกว่าการศึกษาก่อนหน้า เนื่องจากรูปแบบการศึกษาเป็นแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนและอาจไม่มีการบันทึกผลข้างเคียงในเวชระเบียนทุกครั้งที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด นอกจากนี้การประเมินความรุนแรงสามารถประเมินระดับความรุนแรงได้เพียงผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาเท่านั้น และข้อจำกัดอื่นในการศึกษานี้ อาทิ จำนวนกลุ่มตัวอย่างน้อย ไม่ได้เก็บข้อมูลที่อาจเป็นปัจจัยกวน เช่น ยาที่ผู้ป่วยได้รับร่วมด้วย อาทิ ยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดเลือดออกง่ายจากยาบีวาซิซูแมบเพิ่มขึ้น เป็นต้น

          จากการศึกษาครั้งนี้ ด้านประสิทธิภาพมีแนวโน้มผลลัพธ์ทางคลินิกด้อยกว่าการศึกษาก่อนหน้าอาจนำไปใช้ประโยชน์ในการเลือกแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจายที่จะใช้ยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดเป็นสูตรยาเคมีบำบัดอันดับแรกควรพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษา อาทิ สูตรยาเคมีบำบัดที่ใช้ร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ ระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัดร่วมกับยาบีวาซิซูแมบ การรักษาผ่าตัดลำไส้ก่อนเริ่มยาเคมีบำบัด เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ทางคลินิก

สรุป

          งานวิจัยนี้เป็นรูปแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง โดยศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาบีวาซิซูแมบร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะแพร่กระจาย  พบว่าผู้ป่วยมี OS เท่ากับ 18.26 เดือน (95% CI 14.25 - 22.27) PFS เท่ากับ 10.17 เดือน (95% CI 8.23 – 12.10) และ ORR เท่ากับ 54.28% ผลข้างเคียงต่อระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อยคือ โลหิตจาง เกล็ดเลือดต่ำและเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิวต่ำ เป็นต้น ผลข้างเคียงต่อระบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อยคือ ปลายประสาทอักเสบ อ่อนล้าและท้องเสีย เป็นต้น และผลข้างเคียงที่สัมพันธ์กับยาบีวาซิซูแมบ พบการเกิดโปรตีนในปัสสาวะ

 

กิตติกรรมประกาศ

ผู้ทำการวิจัยขอขอบคุณหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเวชระเบียน รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยมะเร็งวิทยาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ให้ความอนุเคราะห์ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าเก็บข้อมูลและสืบค้นเวชระเบียนผู้ป่วย และขอบคุณคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรที่ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยนี้

 

เอกสารอ้างอิง

1.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ.2559. กรุงเทพฯ: บริษัท พรทรัพย์การพิมพ์ จำกัด; 2561.

2. National Comprehensive Cancer Network. Clinical Practice Guidelines in Oncology (NCCN Guideline) Colon Cancer version 2.2018. [Internet]. 2018 [cited Mar 20, 2018] Available from https://https://www.nccn.org/professionals/physician_gls/pdf/colon.pdf.

3. National Comprehensive Cancer Network. NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology (NCCN Guideline) Rectal Cancer version 1.2018. [Internet]. 2018 [cited Mar 20, 2018] Available from https:// https://www.nccn.org/professionals/physician_gls/pdf/rectal.pdf.

4. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง. กรุงเทพฯ: บริษัท โฆสิตการพิมพ์ จำกัด; 2558.

5. U.S. Food and Drug Administration. Avastin (Bevacizumab). [Internet]. (n.d.) [cited Mar 20, 2018] Available from https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2015/125085s312lbl.pdf.

6. Zhang G, Zhou X, Lin C. Efficacy of chemotherapy plus bevacizumab as first-line therapy in patients with metastatic colorectal cancer: a meta-analysis and up-date. Int J Clin Exp Med 2015; 8: 1434-45.

7. Hurwitz HI, Tebbutt NC, Kabbinavar F, Giantonio BJ, Guan ZZ, Mitchell L, et al. Efficacy and safety of bevacizumab in metastatic colorectal cancer: pooled analysis from seven randomized controlled trials. Oncologist 2013; 18: 1004-12.

8. Macedo LT, da Costa Lima AB, Sasse AD. Addition of bevacizumab to first-line chemotherapy in advanced colorectal cancer: a systematic review and meta-analysis, with emphasis on chemotherapy subgroups. BMC Cancer 2012; 12: 89.

9. Eisenhauer EA, Therasse P, Bogaerts J, Schwartz LH, Sargent D, Ford R, et al. New response evaluation criteria in solid tumours: revised RECIST guideline (version 1.1). Eur J Cancer 2009; 45 228-47.

10. The National Cancer Institute (NCI) of the National Institutes of Health (NIH). Common Terminology Criteria for Adverse Events (CTCAE) Version 4.0. [Internet]. 2010 [cited Mar 20, 2018] Available from from https://www.hrc.govt.nz/sites/default/files/CTCAE%20manual%20-%20DMCC.pdf.

11. Bendell JC, Bekaii-Saab TS, Cohn AL, Hurwitz HI, Kozloff M, Tezcan H, et al. Treatment patterns and clinical outcomes in patients with metastatic colorectal cancer initially treated with FOLFOX–bevacizumab or FOLFIRI–bevacizumab: results from ARIES, a bevacizumab observational cohort study.Oncologist 2012; 17: 1486–95.

12. Bennouna J, Phelip JM, André T, Asselain B, Sébastien Koné, Ducreux M. Observational cohort study of patients with metastatic colorectal cancer initiating chemotherapy in combination with bevacizumab (CONCERT). Clin Colorectal Cancer 2016; 16: 129-40.

13. Fourrier-Réglat A, Smith D, Rouyer M, Bénichou J, Guimbaud R, Bécouarn Y. Survival outcomes of bevacizumab in first-line metastatic colorectal cancer in a real-life setting: results of the ETNA cohort. Target Oncol 2014; 9: 311-19.

14. Botrel TEA, Clark LGO, Paladini L, Clark OAC. Efficacy and safety of bevacizumab plus chemotherapy compared to chemotherapy alone in previously untreated advanced or metastatic colorectal cancer: a systematic review and meta-analysis. BMC Cancer 2016; 16: 677.

15. Zhu LM, Zhao YZ,  Ju HX, Liu LY, Chen L, Liu BX, et al. Efficacy and safety of bevacizumab in chinese patients with metastatic colorectal cancer. Asian Pac J Cancer Prev 2014; 15 :6559-64.

16. Akun E, Okutur K, Seber S, Korkmaz T, Aydin K, Bozkurt M. Safety and tolerability of first-line bevacizumab in metastatic colorectal cancer. J BOUN 2012; 17: 669-76.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0