Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Comparison of Bactericidal Efficacy between Ethanol- and Clorox®-containing Disinfectants in Laboratories

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อแบคทีเรียของสารผสมระหว่าง Ethanol และ Clorox® ในห้องปฏิบัติการ

Phonlawat Janpiw (พลวัฒน์ จันทร์ผิว) 1




หลักการและวัตถุประสงค์: Ethanol และ Clorox® เป็นสารเคมีที่นิยมนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในห้องปฏิบัติการ แต่อย่างไรก็ตามสารเคมีทั้งสองนั้นมีข้อจำกัดบางประการ โดย Ethanol มีคุณสมบัติในการระเหยง่าย ในขณะที่ Clorox® นั้นมีฤทธิ์กัดกร่อนเมื่อใช้ที่ความเข้มข้นสูงจะทำให้ระคายเคืองต่อผู้ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายในการหาความเข้มข้นน้อยที่สุดของ Clorox® ที่ยังคงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้สูง และเพื่อศึกษาคุณสมบัติการทำงานร่วมกันของสารผสม Clorox® กับ Ethanol ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

วิธีการศึกษา: ศึกษาสารเคมี 5 สูตร คือ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสมกับ 70%Ethanol, 4%Clorox®  ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol โดยใช้วิธี disc diffusion method รวมถึงศึกษาระยะเวลาและการฆ่าเชื้อเสมือนจริง โดยใช้แบคทีเรีย 3 สายพันธุ์ คือ Staphylococcus aureus (S. aureus), Escherichia coli (E. coli) และ Bacillus cereus (B. cereus)

ผลการศึกษา: สารเคมีทั้ง 5 สูตรมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้ทั้ง 3 สายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% (p<0.05) เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น โดยสูตรฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด 2 สูตร คือ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% (p≥0.05) และสารเคมีทั้ง 5 สูตรฆ่าเชื้อได้ทั้งหมดที่นาทีที่ 0

สรุป: สารเคมีทั้ง 5 สูตรมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ โดยเลือกใช้ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol เพราะใช้ Clorox® ความเข้มข้นต่ำ ลดการเกิดเชื้อดื้อยาและลดการระคายเคืองต่อผู้ใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรแช่วัสดุอุปกรณ์ก่อนทำความสะอาด 10 นาที เพื่อให้สารเคมีฆ่าแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Background and Objective: Ethanol and Clorox® are chemicals used worldwide for disinfectant purposes in laboratories. However, there are some limitations of these chemicals; Ethanol is highly volatile, thus decreasing bactericidal activity, while Clorox® is corrosive and exposure to high concentration might cause severe irritation. In this study, we aim to determine the minimum concentration of Clorox® that still have bactericidal properties and to study the synergistic bactericidal properties of the mixture of Clorox® and Ethanol.

Methods: Five different conditions were used in this study; 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® mixed with 70%Ethanol, 4%Clorox® mixed with 70%Ethanol, and 70%Ethanol. Bactericidal activities were evaluated against three bacteria species, S. aureus, E. coli and B. cereus, by Disc Diffusion Method. The onset and duration of sterilization were also observed in a time-based manner.

Results: The results revealed that bactericidal activities of all 5 conditions were significantly different when compared with negative control (p <0.05). The combination of 2%Clorox® mixed with 70%Ethanol and 4%Clorox® mixed with 70%Ethanol showed the best bactericidal activity. This study also found that all conditions, except 70%Ethanol, showed 100% bactericidal activity at 0 minute.

Conclusion: To ensure the high bactericidal efficacy, it is necessary to treat laboratory equipment for 10 minutes before cleaning. The mixture of 2%Clorox® and 70%Ethanol might be the best choice, considering the safety of using low concentration of Clorox® and prevention of bacterial resistance by using chemical combination.

 

บทนำ

          คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีศาสตร์การเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อสร้างวิชาชีพสนับสนุนทางด้านการแพทย์ ซึ่งศาสตร์ทางด้านจุลชีววิทยาเป็นศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญจำเป็นต้องศึกษา ในการเรียนจุลชีววิทยานั้นจะมีวัสดุและอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนแบคทีเรียและมีขยะติดเชื้อเกิดขึ้น1 ถ้าไม่มีระบบจัดการที่ดี เชื้อแบคทีเรียก็จะสามารถแพร่กระจายไปสู่สิ่งแวดล้อมและอาจก่อให้เกิดโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียต่อนิสิต อาจารย์ และบุคลากรภายในคณะได้ ดังนั้น ต้องมีระบบในการจัดการกับเชื้อแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพ

          ในปัจจุบันทางคณะได้มีการจัดการกับวัสดุอุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียและขยะติดเชื้อที่เกิดขึ้น โดยนำไปทำลายเชื้อด้วยเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ (autoclave) แต่สิ่งที่ต้องฆ่าเชื้อแบคทีเรียมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำอยู่อย่างจำกัด ทำให้ไม่เพียงพอต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพื่อเป็นการช่วยลดการใช้เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ และป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรียจำเป็นต้องหาวิธีการที่จะช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

วิธีที่นิยมนำมาใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั้น คือการใช้สารเคมีมาใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย1 ซึ่งปัจจุบันทางคณะจะใช้ 70%Ethanol เช็ดโต๊ะปฏิบัติการฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลังจากเรียนเสร็จ ซึ่งราคาถูกและหาซื้อง่าย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Ethanol มีคุณสมบัติระเหยง่าย2 จึงไม่เหมาะต่อการนำมาแช่วัสดุและอุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องหาสารเคมีตัวอื่นมาช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

          สารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Clorox® เป็นสารที่นิยมนำมาใช้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์และไวรัส ได้หลากหลายชนิด มีประสิทธิภาพสูงเหมาะแก่การนำมาแช่วัสดุ อุปกรณ์ ที่มีปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียก่อนนำมาล้างแล้วนำไปใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณการใช้เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ และสามารถนำไปแช่ขยะติดเชื้อก่อนนำไปทำลายเพื่อลดการแพร่กระจายของแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม Clorox® ก็มีข้อเสีย ถ้าหากใช้ในปริมาณมากและมีความเข้มข้นสูง สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผู้ใช้3 ผู้วิจัยจึงต้องการหาสูตรที่ใช้ Clorox® มีความเข้มข้นน้อยแต่ยังให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้สูง จึงคิดนำ 70%Ethanol มาผสมเพื่อดูว่ามีการเสริมฤทธิ์กันหรือไม่ เพื่อให้ได้สูตรฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดแต่ยังเกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

          การศึกษาครั้งนี้จะศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียของสารเคมีทั้ง 5 สูตร ได้แก่ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox®  ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol โดยทดสอบดูการฆ่าในเชื้อแบคทีเรีย 3 สายพันธุ์ คือ S. aureus, E. coli  และ B. cereus เพื่อหาสูตรของสารและเวลาที่เหมาะสมต่อการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้ห้องปฏิบัติการ ลดการแพร่กระจายของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุต่อการเกิดโรคต่อไป

 

วิธีการศึกษา

            1. การเตรียมเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ทดสอบ

          นำเชื้อแบคทีเรียในตู้ -80 องศาเซลเซียสจากห้องปฏิบัติการคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ S. aureus, E. coli และ B. cereus มาเพาะเลี้ยงใน Mueller-Hinton Agar (MHA) และนำไป incubate ที่ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลาเวลา 18-24 ชั่วโมง จากนั้นนำเชื้อทั้ง 2 ชนิดไปเจือจาง โดยเขี่ยโคโลนีของแต่ละเชื้อลงใน 0.85%  sodium chloride (normal saline solution; NSS) ปรับความขุ่น ให้เทียบเท่า McFarland No. 0.5 (~1.5 x 108 CFU/ml)

            2. การเตรียมสารเคมีและน้ำกลั่น

          การเตรียมสารทดสอบ 5 สูตร ให้ใช้ Clorox® หรือ Ethanol หรือทั้ง  2 อย่าง ผสมกันโดยใช้น้ำกลั่นเป็นตัวทำละลาย โดยน้ำกลั่นไม่ต้อง sterile โดยผสมให้ได้ความเข้มข้น ดังนี้  2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol, และ 70%Ethanol และเตรียมน้ำกลั่นสำหรับเป็น negative Control  จากนั้นนำไปทำการทดสอบทันที ถ้าหากยังไม่ทำการทดสอบควรบรรจุในขวดสีชาแล้วปิดให้สนิทก่อนเพื่อป้องกันการระเหยและสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างน้อย 60 วัน

3. การหา inhibition zone ของสารเคมีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้วิธี disc diffusion method4, 5

          ทำการ swab เชื้อแบคทีเรียที่เตรียมไว้แต่ละสายพันธุ์ ลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ MHA ที่มีความหนา 4 มม. ใน sterile petri dish ทิ้งไว้ให้แห้งแล้ววาง sterile disc ในแต่ละ plate จำนวน 6 จุด ในแต่ละจุดหยดสารเคมีที่เตรียมไว้แตกต่างกัน 30 µl ดังนี้ น้ำกลั่น, 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol จากนั้นนำ plate ทั้งหมดไป incubate ที่ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 18-24 ชั่วโมงแล้วอ่านค่า inhibition zone โดยทำเช่นเดิมจำนวน 3 ครั้ง แล้วบันทึกผล

          จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่า inhibition zone ของการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แล้วทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารทั้ง 5 สูตร เพื่อให้การศึกษาน่าเชื่อถือ นำค่า inhibition zone ที่ได้ไปวิเคราะห์ในโปรแกรม SPSS หาความแปรปรวนของค่า inhibition zone ด้วย ANOVA จากนั้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแต่ละตัวในตาราง  post hoc tests และแบ่งกลุ่มความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียดูจากตาราง homogeneous subsets ที่อาศัยค่าเฉลี่ยที่ความแตกต่างของในการแบ่งกลุ่ม

4. การหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้สารเคมีแช่วัสดุและอุปกรณ์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

          การทดลองนี้ทำขึ้นเพื่อทดสอบสารเคมีทั้ง 5  สูตรก่อนนำไปใช้แช่วัสดุและอุปกรณ์ที่ปนเปื้อนแบคทีเรียก่อนล้างทำความสะอาดได้จริง โดยติดตามปริมาณเชื้อที่ลดจำนวนลงตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น โดยประยุกต์มาจากวิธี MIC มีวิธีดังนี้

          นำเชื้อแบคทีเรียที่เตรียมไว้ในแต่ละสายพันธุ์แบ่งใส่หลอด 6 หลอด หลอดละ 5 มล. จากนั้นในแต่ละหลอดเติมสารเคมีแต่ละสูตรที่เตรียมไว้ โดยหลอดที่ 1 เติมน้ำกลั่น หลอดที่ 2 เติม 2%Clorox®  หลอดที่ 3 เติม 4%Clorox®  หลอดที่ 4 เติม 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol หลอดที่ 5 เติม 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และหลอดที่ 6 เติม 70%Ethanol จำนวน 5 มล. ทำการผสมให้เข้ากันแล้วเริ่มจับเวลา ดูดสารในแต่ละหลอด 1 มล. ในนาทีที่ 0, 10, 15, 30, 45 และ 60 ใส่ลงใน plate MHA หนา 4 มม. จากนั้นทำการ spread สารให้ทั่ว plate แล้วนำ plate ทั้งหมดไป Incubate ที่ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 18-24 ชั่วโมง แล้วดูเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้น

          การรายงานผล ถ้าเชื้อแบคทีเรียไม่ขึ้นบน plate หรือขึ้นน้อยกว่า 30 โคโลนี ถือว่า สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

          ถ้าเชื้อแบคทีเรียขึ้นบน plate มากกว่า 30 โคโลนี ถือว่า ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

5. การทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนโต๊ะปฏิบัติการเสมือนจริง

          การทดลองนี้ทำขึ้นเพื่อทดสอบสารเคมีทั้ง 5  สูตรก่อนนำไปใช้ฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนโต๊ะปฏิบัติการหลังการเรียนการสอนได้จริง โดยการจำลองมีวิธีการดังนี้

          ดูดเชื้อแบคทีเรียที่เตรียมไว้ 500 µl มาลงบนแผ่นกระจกที่ sterile ขนาด 20 x 20 ซม. แล้ว swab เชื้อแบคทีเรียในแนวนอนและ swab ซ้ำในแนวตั้งให้ทั่วกระจกทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้นฉีดสารเคมีจากกระบอกฉีด 5 ครั้ง ให้ทั่วกระจกที่ทำการลงเชื้อแบคทีเรียไว้ แล้วใช้ cotton swab ขีดเส้น 2 เส้นในกระจกจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งในแนวทแยงให้ตั้งฉากกันเป็นรูปตัว X ทันที แล้วนำไป swab ใน plate MHA โดยทำครั้งละ 1 สาร จนครบ 6 สาร ดังนี้ น้ำกลั่น, 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox®ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol  จากนั้นนำ plate ทั้งหมดไป incubate ที่ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 18-24 ชั่วโมง แล้วดูเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้น

          การรายงานผล ถ้าเชื้อแบคทีเรียไม่ขึ้นบน plate หรือขึ้นน้อยกว่า 30 โคโลนี ถือว่า สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

          ถ้าเชื้อแบคทีเรียขึ้นบน plate มากกว่า 30 โคโลนี ถือว่า ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้

 

ผลการศึกษา

            1. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่า inhibition zone ของการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

            จากการทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมี 5 สูตรและน้ำกลั่นในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 3 สายพันธุ์ ในการทำการทดลอง 3 ครั้ง จะได้ค่าเฉลี่ย inhibition zone และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่า inhibition zone ของสารเคมีแต่ละสูตรในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

สารเคมี

inhibition zone (mm) (Means ± SD)

S. aureus

E. coli

B. cereus

น้ำกลั่น

0.00 ± 0.00

0.00 ± 0.00

0.00 ± 0.00

2%Clorox®

12.33 ± 0.58

13.00 ± 0.00

11.33 ± 0.00

4%Clorox®

14.33 ± 0.58

15.67 ± 0.58

15.00 ± 0.00

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

15.33 ± 0.58

22.00 ± 0.00

18.00 ± 0.00

4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

16.00 ± 0.00

23.00 ± 0.00

19.67 ± 0.58

70%Ethanol

11.67 ± 0.58

20.33 ± 0.58

15.00 ± 0.00

 

2. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตรและน้ำกลั่นในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแยกตามสายพันธุ์ เมื่อนำผลการทดลองมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตรและน้ำกลั่นในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแยกตามสายพันธุ์ โดยวิเคราะห์ค่าสถิติด้วย ANOVA พบว่า การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตร ในการฆ่าเชื้อ S. aureus ที่นัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ได้ผลการเปรียบเทียบดังนี้ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น (p< 0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้ต่ำกว่า 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p< 0.05) แต่สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้ไม่แตกต่างกันกับ 70%Ethanol (p≥0.05) ประสิทธิภาพของ 4%Clorox® สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้ต่ำกว่า 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p<0.05) สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) และสามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้ไม่แตกต่างกันกับ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p≥0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) แต่สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้ไม่แตกต่างกันกับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p≥0.05) และ ประสิทธิภาพของ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) (ตารางที่ 2)

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตร ในการฆ่าเชื้อ E. coli ที่นัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ได้ผลการเปรียบเทียบดังนี้  2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox®  ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ E. coli ได้เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น (p<0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® สามารถฆ่าเชื้อ E. coli ได้ต่ำกว่า 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol (p<0.05) ประสิทธิภาพของ 4%Clorox®  สามารถฆ่าเชื้อ E. coli ได้ต่ำกว่า 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol (p<0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ E. coli ไม่แตกต่างกันกับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p≥0.05) แต่สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) และประสิทธิภาพของ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ E. coli ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) (ตารางที่ 2)

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตร ในการฆ่าเชื้อ B. cereus ที่นัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ได้ผลการเปรียบเทียบดังนี้ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ได้เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น (p<0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ได้ต่ำกว่า 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol (p<0.05) ประสิทธิภาพของ 4%Clorox® สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ได้ต่ำกว่า 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p<0.05) แต่สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ได้ไม่แตกต่างกันกับ 70%Ethanol  (p≥0.05) ประสิทธิภาพของ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ไม่แตกต่างกันกับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol (p≥0.05) แต่สามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) และประสิทธิภาพของ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อ B. cereus ได้สูงกว่า 70%Ethanol (p<0.05) (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสารเคมีแต่ละสูตรในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแต่ละสายพันธุ์

การเปรียบเทียบ

S. aureus

E. coli

B. cereus

p-value

ผลการเปรียบเทียบ

P-value

ผลการเปรียบเทียบ

p-value

ผลการเปรียบเทียบ

น้ำกลั่นกับ 2%Clorox®

0.000

S

0.000

S

0.000

S

น้ำกลั่น กับ 4%Clorox®

0.000

S

0.000

S

0.000

S

น้ำกลั่นกับ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

0.000

S

น้ำกลั่นกับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

0.000

S

น้ำกลั่น กับ 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

0.000

S

2%Clorox® กับ 4%Clorox®

0.002

S

0.001

S

0.000

S

2%Clorox® กับ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

0.000

S

2%Clorox® กับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

0.000

S

2%Clorox® กับ 70%Ethanol

0.538

NS

0.000

S

0.000

S

4%Clorox® กับ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.171

NS

0.000

S

0.001

S

4%Clorox® กับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.010

S

0.000

S

0.000

S

4%Clorox® กับ 70%Ethanol

0.000

S

0.000

S

1.000

NS

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol กับ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

0.538

NS

0.257

NS

0.082

NS

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol กับ 70%Ethanol

0.000

S

0.021

S

0.001

S

4%Clorox® ผสม 70%Ethanol กับ 70%Ethanol

0.000

S

0.001

S

0.000

S

S = Significant difference (p< 0.05); NS = non- Significant difference (p 0.05)

 

                    จากการเปรียบเทียบของสารเคมีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้ง 3 สายพันธุ์ นำมาแยกเป็นกลุ่มโดยอาศัยค่าสถิติสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามตารางที่ 3 – 5 พบว่า กลุ่มที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีที่สุดมี 2 ตัว คือ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% p = 0.538, 0.257 และ 0.082

 

ตารางที่ 3 แสดงการจัดกลุ่มประสิทธิภาพของสารเคมีในการฆ่าเชื้อ S. aureus โดยอาศัยค่าสถิติ

สารเคมี

จำนวน

Subset for alpha = .05

กลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 2

กลุ่มที่ 3

กลุ่มที่ 4

น้ำกลั่น

3

0.000

 

 

 

2%Clorox®

3

 

12.333

 

 

4%Clorox®

3

 

 

14.333

 

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

15.333

15.333

4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

 

16.000

70%Ethanol

3

 

11.667

 

 

Sig.

 

1.000

0.538

0.171

0.538

 

ตารางที่ 4 แสดงการจัดกลุ่มประสิทธิภาพของสารเคมีในการฆ่าเชื้อ E. coli โดยอาศัยค่าสถิติ

สารเคมี

จำนวน

Subset for alpha = .05

กลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 2

กลุ่มที่ 3

กลุ่มที่ 4

กลุ่มที่ 5

น้ำกลั่น

3

0.000

 

 

 

 

2%Clorox®

3

 

13.000

 

 

 

4%Clorox®

3

 

 

15.667

 

 

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

 

 

22.000

4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

 

 

23.000

70%Ethanol

3

 

 

 

20.333

 

Sig.

 

1.000

1.000

1.000

1.000

0.257

 

ตารางที่ 5 แสดงการจัดกลุ่มประสิทธิภาพของสารเคมีในการฆ่าเชื้อ B. cereus โดยอาศัยค่าสถิติ

สารเคมี

จำนวน

Subset for alpha = .05

กลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 2

กลุ่มที่ 3

กลุ่มที่ 4

น้ำกลั่น

3

.0000

 

 

 

2%Clorox®

3

 

11.3333

 

 

4%Clorox®

3

 

 

15.0000

 

2%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

 

18.0000

4%Clorox® ผสม 70%Ethanol

3

 

 

 

19.6667

70%Ethanol

3

 

 

15.0000

 

Sig.

 

1.000

1.000

1.000

0.082


3. การหาระยะเวลาในการใช้สารเคมีแช่วัสดุและอุปกรณ์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

            จากผลการทดลอง พบว่า ประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตรสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้ง 3 สายพันธุ์ตั้งแต่นาทีที่ 0 เป็นต้นไป

 4. การทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนโต๊ะปฏิบัติการเสมือนจริง

            จากผลการทดลอง พบว่า ประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตรสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้ง 3 สายพันธุ์

 

วิจารณ์

          สารเคมีที่นิยมนำมาใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในปัจจุบันมีความหลากหลาย การเลือกนำมาใช้จะต้องเลือกตามความเหมาะสมของงานในห้องปฏิบัติการนั้นๆ ทางผู้วิจัยจึงนำ Ethanol และ Clorox® มาใช้ในการฆ่าเชื้อ เนื่องจากมีราคาถูกและปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน  ซึ่งความเข้มข้นของ Ethanol ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่ที่ร้อยละ 63–902, 6 และความเข้มข้นของ Clorox® ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่ที่ร้อยละ 1 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตามถ้าใช้ความเข้มข้นของ Clorox® สูงก็อาจเกิดการระคายเคืองและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้3

การศึกษาครั้งนี้จึงได้ทดสอบหาสูตร ส่วนผสมของสารเคมี เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดและไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้  โดยศึกษาเปรียบเทียบสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของ Ethanol และ Clorox® ทั้งหมด 5 สูตร ดังนี้ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol การเลือกใช้ 2% และ 4%Clorox® เนื่องจากมีความเข้มข้นไม่น้อยเกินไปที่จะการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไม่มากเกินไปที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน และใช้ 70%Ethanol เนื่องใช้อยู่เป็นประจำในการฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนโต๊ะปฏิบัติการหลังเสร็จจากการเรียนการสอน อีกทั้งเป็นความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุด2, 6-8 เพราะถ้าความเข้มข้นมากจะระเหยเร็วเกินไปทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียน้อยลงหรือถ้าความเข้มข้นน้อยกว่านี้ก็จะไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ อย่างไรก็ดีจึงนำสารเคมี 2 ชนิดมารวมกันเพื่อดูว่า สารเคมี 2 ชนิดนี้มีการเสริมฤทธิ์กันหรือไม่ เพื่อให้ได้สูตรส่วนสารเคมีที่จะมาใช้ฆ่าเชื้อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้แบคทีเรียในการศึกษา 3 สายพันธุ์ ได้แก่ S. aureus, E. coli และ B. cereus เนื่องจากมีรายงานการก่อโรคในโรงพยาบาลเป็นอันดับต้นๆ9 โดย S. aureus ก่อโรคฝี (boil, furuncle, impetigo) ฝีฝักบัว (carbuncle) ตากุ้งยิง (sty: styr) การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด (wound infection) เป็นต้น E. coli ก่อโรคอุจจาระร่วง โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (gastroenteritis) ติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection; UTI) และการก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในทารกแรกคลอด (neonatal meningitis) เป็นต้น และ B. cereus โรคโลหิตเป็นพิษ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การติดเชื้อบริเวณบาดแผล โรคปอดบวม เป็นต้น10, 12 อีกทั้ง 3 เชื้อนี้มีการใช้บ่อยในห้องปฏิบัติการเนื่องจากใช้เป็น Control ในการย้อมแกรม

ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้  นำสารทั้งสารเคมีทั้ง 5 สูตรมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพความสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้ง 2 สายพันธุ์ โดยนำผลการทดลองมาวิเคราะห์ค่าสถิติด้วยโปรแกรม SPSS พบว่า ประสิทธิภาพของสารเคมีทั้ง 5 สูตร ได้แก่ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 70%Ethanol สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้ง S. aureus, E. coli และ B. cereus ได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% (p<0.05) เมื่อเทียบกับน้ำกลั่น จะเห็นได้ว่า Ethanol และ Clorox® มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

          เมื่อนำมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีแต่ละสูตรในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยอาศัยค่าทางสถิติ พบว่า สูตรของสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อทั้ง 3 สายพันธุ์มากที่สุด คือ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol  โดยมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% (p≥0.05) ดังนั้นเราควรเลือกใช้  2%Clorox® ผสม 70%Ethanol เนื่องจากมีความเข้มข้นของ Clorox® ต่ำกว่าจะช่วยลดปัจจัยให้เชื้อเกิดการดื้อยาและลดการระคายเคืองต่อผู้ใช้งาน11 อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังพบความแตกต่างของ 70%Ethanol ในการฆ่าเชื้อ 2 สายพันธุ์ โดยสามารถฆ่าเชื้อ S. aureus ได้น้อยที่สุด ส่วนความความสามารถในการฆ่า E. coli นั้นมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงรองจาก 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol ซึ่งเป็นไปได้ว่า เนื่องจาก S. aureus ที่แทบจะไม่พบชั้นไขมันและไลโพโปรตีนพบได้เพียง 0-3% ในผนังเซลล์ เมื่อเปรียบเทียบกับ E. coli ที่มีผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลล์ไขมันและไลโพโปรตีน 58% ซึ่งไขมันนั้นมีคุณสมบัติในการละลายใน Ethanol จึงทำให้  E. coli ตายได้ง่าย12

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการนำสูตรสารเคมีที่ทดสอบไปใช้ให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อมากยิ่งขึ้น จึงทำการหาระยะเวลาที่ใช้ในการฆ่าเชื้อของสารเคมีทั้ง 5 สูตร โดยประยุกต์ใช้วิธี MIC พบว่าทั้ง 5 สูตรสามารถฆ่าเชื้อทั้ง 3 สายพันธุ์ได้ทันที ในนาทีที่ 0 จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 สูตรสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แต่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยควรแช่อย่างน้อย 10 นาที

          นอกจากนี้ยังนำไปทดสอบประสิทธิภาพในการใช้ฉีดพ่นฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนโต๊ะปฏิบัติการ โดยใช้วิธีการจำลองเสมือนจริง พบว่า สารเคมีทั้ง 5 สูตรมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ แต่อย่างไรก็ตาม Clorox® สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองได้ถ้าสูดดมเข้าไปจำนวนมาก ควรใช้วิธีการชุบสารเคมีแล้วเช็ดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

สรุป

            จากการศึกษาประสิทธิภาพเปรียบเทียบสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีส่วนผสมของ Ethanol และ Clorox® มีทั้งหมด 5 สูตร ดังนี้ 2%Clorox®, 4%Clorox®, 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol, 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ  70%Ethanol ในการฆ่าเชื้อ S. aureus, E. coli และ B. cereus พบว่า สูตรที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้ง 3 สายพันธุ์ มากที่สุด คือ 2%Clorox® ผสม 70%Ethanol และ 4%Clorox® ผสม 70%Ethanol โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการนำไปแช่วัสดุและอุปกรณ์ก่อนทำความสะอาดเพื่อฆ่าแบคทีเรีย คือ 10 นาที

          หากมีการศึกษาในครั้งต่อไปควรเพิ่มการศึกษายีสต์ รา รวมไปถึงไวรัสเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำสูตรสารเคมีนี้ไปใช้ในการฆ่าเชื้อได้ทุกชนิดต่อไป

กิตติกรรมประกาศ

          ขอขอบคุณคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่อนุเคราะห์วัสดุและอุปกรณ์ สถานที่ในการทำวิจัย และแบคทีเรียทีทั้ง 3 สายพันธุ์ที่ใช้ในการศึกษานี้

เอกสารอ้างอิง

1.   กำธร มาลาธรรม. หลักการควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล. ใน : พรรณทิพย์ ฉายากุล, ชิษณุ พันธุ์เจริญ, ชุษณา สวนกระต่าย และคณะ. ตำราโรคติดเชื้อ. เล่มที่ 2. กรุงเทพฯ : สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย, 2548

2.  เจษฎา นพวิญญูวงศ์, ชญานิศ ศรชัยธวัชวงศ์, จรรยา ศรีแสงจันทร์, สริน ทัดทอง และ อมรรัตน์ วิริยะโรจน์. ความคงตัวทางเคมีของแอลกอฮอล์ 70% หลังเปิดใช้. ศรีนครินทร์เวชสาร 2557; 29: 282-6.

3.  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. แนวทางการกำจัดขยะติดเชื้อไวรัสอีโบลา. [สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2560] จาก http://nih.dmsc.moph.go.th/ebola/file/EbolaDMSc_04_1_Oct_2014.pdf

4.  เมธินี ลักษมีการค้า, รุจิดา วิไลรัตน์, ธฤษิดา ปัญโญศักดิ์. ประสิทธิภาพของแอลกอฮอล์เจลและสารละลายแอลกอฮอล์ในการฆ่าเชื้อจุลชีพ. เวชสารแพทย์ทหารบก 2557; 67: 21-8.

5.  Nweze EI, Mukherjee PK, Ghannoum MA. Agar – based disk diffusion assay for susceptibility testing of dermatophytes. Journol of Clinical Microbiology 2010; 48:3750-2.

6.   Morton HE. Alcohols. In: Block SS, editor. Disinfection Sterilization and Preservation. 3rd ed. Philadelphia: Lea & Febiger, 1983: 225-39.

7.  Moore SL, Payne DN. Types of antimicrobial agents. In: Fraise AP, Lambert PA, Maillard JY, editors. Principles and Practice of Disinfection Preservation and Sterilization. 4thed. Oxford: Blackwell Publishing, 2004: 8-97.

8.  Rotter ML. Alcohols for Antisepsis of Hand and Skin. In: Ascenzi JM, editor, Handbook of Disinfectants and Antiseptics. New York: Marcel Dekker, 1996: 177-234.

9.   ศันสนีย์ กระแจะจันทร์. การสำรวจความชุกโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลมะการักษ์ พ.ศ. 2544. จุลสารชมรมควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลแห่งประเทศไทย 2544; 13: 2-11.

10. ศิริลักษณ์ ธีระภูธร, ฆนรส จ่างคำ, ปนัดดา เจิมศรี และ วันวิสาข์ ตรีบุพชาติสกุล. ประสิทธิภาพของน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราและการขจัดคราบเลือดบนเครื่องแก้ว. วารสารเทคนิคการแพทย์ 2555; 40: 4029-41.

11. ณัฐมน นิยมเดชา, ทิทยุต วงษาเนาว์, นริศรา มังกรแก้ว. เปรียบเทียบการออกฤทธิ์ของคลอเฮกซิดีนกลูโคเนตความเข้มข้น ร้อยละ 2 และร้อยละ 4 ในแอลกอฮอล์ต่อการทำลายเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ไวและดื้อต่อยาเมทิซิลินในห้องปฏิบัติการ. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด 2559; 28: 220-6.

12. นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ, ปรีชา สุวรรณพินิจ. ลักษณะและโครงสร้างละเอียดของแบคทีเรีย. จุลชีววิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แหจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541: 42-73.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Incidence of Positive Culture form Catheter Tip after Endotracheal Tube Suctioning Uning Disposable VS. Sterilized Reusable Gloves (การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเพราะเชื้อได้ผลบวกจากปลายสายดูดเสมหะจากท่อช่วยหายใจเมื่อใช้ถุงมือปราศจากเชื้อในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Enterotoxins, TSST-1 Production and Drug Semsitivity Of Staphyrococcus aureus Isolated from Hospital Staffs And Medical Student in Srinagarind Hospital (Enterotoxins, Toxic shock syndrome toxin- 1 และความไวต่อยาของเชื้อ Staphylococcus aureus ที่แยกจากบุคลากรโรงพยาบาลและนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Diarrhea due to Vibrio cholera 0139 in Srinagarind Hospital (โรคอุจจาระร่วงอย่างแรงจากเชื้อ Viabrio cholera 0139ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Ebola Virus (อีโบลา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Microbiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0