Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Factors that Correlated to Success in Complicated Chronic Diseases Care in Elder at Chiwanan Center, Sawanpracharak Hospital

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยสูงวัยที่เข้ารับการรักษาโรคเรื้อรังซับซ้อน ที่ศูนย์ชีวนันท์โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

Aunchalee Aungsathammarat (อัญชลี อังศธรรมรัตน์) 1, Somjai Rattanasrithong (สมใจ รัตนศรีทอง) 2




หลักการและวัตถุประสงค์: จากรายงานการรักษาผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายากจำนวน 610 ราย ระหว่าง 15 พฤศจิกายน 2555 – 31 กรกฎาคม 2558 สามารถควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ 237 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.85 ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จในการควบคุมโรคในผู้ป่วยสูงวัย ที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายาก

วิธีการศึกษา :ศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) ในผู้ป่วยที่รับการรักษา ระหว่าง 1 สิงหาคม 2558 – 31 กรกฎาคม 2560 โดยศึกษาจากเวชระเบียน สัมภาษณ์ เยี่ยมบ้าน หรือสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยสุ่มตัวอย่างจากผู้เข้ารับบริการ 408 ราย

ผลการศึกษา :ผู้สูงวัยที่สุ่มศึกษา 199 ราย เป็นผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 75 ราย ความดันโลหิตสูง 63 ราย ภาวะไขมันในเลือดสูง 56 ราย และภาวะโรคอื่น ๆ 5 ราย ปัจจัยสำคัญในผู้ป่วยที่ควบคุมได้สำเร็จคือ การมีผู้ดูแลใกล้ชิด มีอัตราส่วนแต้มต่อ 5.0 (OR 5.0, 95% CI 3.2 – 7.8) ความรู้และทัศนคติของผู้ป่วยในการศึกษาข้อมูลโรคและยามีอัตราส่วนแต้มต่อ 4.7 (OR 4.7, 95% CI 2.7 – 8.0) และการเก็บรักษายาถูกต้องมีอัตราส่วนแต้มต่อ 2.5 (OR 2.5, 95%CI 1.6 - 4.0)

สรุป :ปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการควบคุมโรคได้สำเร็จ คือการมีผู้ดูแลใกล้ชิด การศึกษาภาวะของโรครวมถึงยาที่ผู้ป่วยใช้ และการเก็บรักษายาที่ถูกต้อง

 

Background and objective: Initial data from 15th November 2012 to 31st July 2015 indicated that there were 610 patients diagnosed with complicated non communicable diseases (NCDs), with 237 patients – accounting for 38.85 percent – whose NCD can be controlled to specific criteria. This study aimed to evaluate the factors leading to successful control of NCDs.

Methods: This was a descriptive study in patients treated during 1st August 2015 to 31st July 2017. Randomized studying 408 patient records and interviewing – both over the phone and in person during home visiting.

Results:  Random 199 patients there were diabetes mellitus 75 patients, hypertension 63 patients, dyslipidemia 56 patients and miscellaneous 5 patients. The three largest factors leading to successful control of NCDs were close care of the patient (OR 5.0, 95%CI 3.2 – 7.8), patient knowledge and outlook in studying the disease and medicine (OR 4.7, 95%CI 2.7 – 8.0), and proper storage of medicine (OR 2.5, 95%CI 1.6 - 4.0).

Conclusion : Three factors leading to successful control of NCDs are close care of the patient, patient’s knowledge and study in diseases and medication, and proper storage of medicine.

 

บทนำ

               สังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือผู้สูงวัยตามแนวโน้มที่สอดคล้องกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติ คาดว่าปี พ.ศ.2593 หรือ ค.ศ.2050 ผู้สูงวัยในประเทศไทยจะมีสัดส่วนเป็นประมาณร้อยละ 26.4 โดยในการคาดการณ์ประชากร1 โดยรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 300 ในช่วงเวลาดังกล่าว จากแนวโน้มที่ผู้สูงวัยมีสัดส่วนมากขึ้นในประชากรแล้วยังมีอายุยืนยาวมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ ที่เสื่อมการทำงานลงไป จะส่งผลให้เกิดภาวะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง2,3 (non communicable diseases : NCDs) สูงขึ้นมากในกลุ่มผู้สูงวัย และนอกจากความเจ็บป่วยที่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้ว ในผู้สูงวัยยังมีผลเสียอันเนื่องจากเภสัชจลนศาสตร์ เภสัชพลนศาสตร์ ของผู้สูงวัยเปลี่ยนไป เมื่อมีการใช้ยาต่าง ๆ กลไกการออกฤทธิ์ การเผาผลาญ การขับยาออกจากร่างกาย ส่งผลให้ผู้สูงวัยมีโอกาสได้รับผลอันไม่พึงประสงค์ในการใช้ยาได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการควบคุมโรคก็จะยุ่งยากมากยิ่งขึ้นด้วย

              ศูนย์ชีวนันท์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้บูรณาการบริบาลผู้ป่วยโรคเรื้อรังซับซ้อนที่รักษายาก ตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2555 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีบุคลากรของกลุ่มงานเภสัชกรรม ร่วมให้การบริบาลกับสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยมีการจัดการให้ความรู้ในเรื่องโรคและการใช้ยา การปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังซับซ้อนที่รักษายาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการออกเยี่ยมตามบ้านของผู้สูงวัย โดยเภสัชกรที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ชีวนันท์ จะทำหน้าที่ในการจ่ายยา ร่วมกับการให้คำแนะนำในการบริหารจัดการยา การเก็บรักษารวมถึงติดตามให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ประเมินผลและตรวจสอบกระบวนการต่างๆ ร่วมกับสหวิชาชีพในระหว่างเยี่ยมบ้าน จากรายงานการดำเนินงานในระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 – 31 กรกฎาคม 2558 มีผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายากจำนวน 610 ราย สามารถควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ของส่วนบริการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคไม่ติดต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 237 ราย คิดเป็นร้อยละ 38.85 เพื่อให้บริการที่ศูนย์ชีวนันท์ในผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายากมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จในการควบคุมโรคในผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายาก

 

วิธีการศึกษา

               ศึกษาในผู้สูงวัยที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังซับซ้อนตามการวินิจฉัยของอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งใช้เกณฑ์ตามการควบคุมโรคของส่วนบริการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคไม่ติดต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากไม่สามารถควบคุมโรคได้โดยการรักษาตามแผนการรักษาปกติ จะส่งตัวมารักษาที่ศูนย์ชีวนันท์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2558 – 31 กรกฎาคม 2560 ศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) โดยศึกษา จากการบันทึกแฟ้มเวชระเบียนในข้อมูลพื้นฐานของผู้สูงวัย การใช้ยา การร่วมกิจกรรม รวมถึงตรวจประเมินค่าผลของการรักษาว่าสามารถควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ การควบคุมโรคของส่วนบริการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคไม่ติดต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

-                     ภาวะเบาหวาน : ระดับ HbA1C น้อยกว่า 7 และ ระดับน้ำตาลในเลือดเมื่ออดอาหารอยู่ระหว่าง 70 – 130 mg/dL ในระยะ 3 รอบการนัดติดตามการรักษา

-                     ภาวะความดันโลหิตสูง : ระดับความดันต่ำกว่า 140/90 mmHg ในระยะ 3 รอบนัดการรักษา

-                     ภาวะไขมันในเลือดสูง : ระดับ LDL ต่ำกว่า 100 mg/dL ในระยะ 3 รอบนัดการรักษา

-                     มีการได้รับการรักษาซ้ำในแผนกผู้ป่วยใน ในรอบ 28 วัน จากสภาวะโรคเดิม

 โดยสภาวะดังกล่าวจะประกอบกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาในการส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ศูนย์ชีวนันท์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โดยการดำเนินการที่ศูนย์ชีวนันท์จะบูรณาการร่วมกับสหวิชาชีพ เน้นการให้ความรู้แก่ผู้สูงวัย และผู้ดูแลใกล้ชิด เน้นการเสริมสร้างแรงจูงใจด้านบวก การปรับทัศนคติ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงการติดตามประเมินผลโดยการเยี่ยมบ้าน โดยทีมสหวิชาชีพ ในการศึกษาครั้งนี้ กรณีไม่สามารถสัมภาษณ์ผู้สูงวัยหรือผู้ดูแลใกล้ชิดในระหว่างเยี่ยมบ้านได้ จะสัมภาษณ์ขณะมารับการรักษาตามรอบนัด สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยใช้แนวทางการซักถามแบบเดียวกัน3,4กับคำถามที่ใช้ถามในการเยี่ยมบ้าน โดยคำถามดังกล่าวตรวจสอบและปรับปรุงโดยที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อค้นหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จในการควบคุมโรคในผู้ป่วยสูงวัย ที่เป็นโรคเรื้อรังซับซ้อนรักษายาก รวมถึงการบริหารจัดการยา การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของผู้สูงวัย ผู้ดูแลใกล้ชิด จนถึงความสัมพันธ์ในชุมชน รวมถึงการค้นหาเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จากยา ความร่วมมือในการใช้ยา ตลอดจนความคลาดเคลื่อนทางยา5 และปัจจัยในการเกื้อหนุนการใช้ยา จากสมาชิกในครอบครัวร่วมด้วย ตามแนวทางการศึกษาก่อนหน้า

 

การคำนวณขนาดกลุ่มประชากรที่ศึกษา6

 

N = population size

               e = margin of error

               z = z – score

กำหนดค่าในการคำนวณดังนี้

               N = 408

               p = 30%

               q = (1-p) = 70%

               e = 5%     

               ผู้สูงวัย1: บุคคลผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

               เกณฑ์ความสำเร็จในการควบคุมโรคเรื้อรัง : ตามเกณฑ์การรักษามาตรฐานรายโรคของส่วนบริการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคไม่ติดต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

-                     ภาวะเบาหวาน : ระดับ HbA1C น้อยกว่า 7 และ ระดับน้ำตาลในเลือดเมื่ออดอาหารอยู่ระหว่าง 70 – 130 mg/dL ในระยะ 2 รอบการนัดติดตามการรักษา

-                     ภาวะความดันโลหิตสูง : ระดับความดันต่ำกว่า 140/90 mmHg ในระยะ 3 รอบนัดการรักษา

-                     ภาวะไขมันในเลือดสูง : ระดับ LDL ต่ำกว่า 100 mg/dL ในระยะ 3 รอบนัดการรักษา

-                     มีการรับการรักษาซ้ำในแผนกผู้ป่วยใน ในรอบ 28 วัน จากภาวะโรคเดิม

                โดยติดตามจากการบันทึกไว้ในเวชระเบียนตามการวินิจฉัยของแพทย์อาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ กรณีผู้ป่วยมีสภาวะโรคมากกว่า 1 จะทำการวินิจฉัยเป็นกรณีแยกรายโรค

               พฤติกรรมการใช้ยา5,7 การปฏิบัติของผู้สูงวัยในการบริโภคยาเพื่อการบำบัดโรค ได้จากการสัมภาษณ์ในขณะมารับการรักษาตามรอบนัด สัมภาษณ์ขณะลงเยี่ยมบ้านหรือจากทางโทรศัพท์

                   สุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวเลขจากระเบียนผู้ป่วย ให้ได้ตามจำนวน 199 ราย โดยการสุ่มผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ( Random number generator : thaiware.com)

การพิทักษ์สิทธิ์

               ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์ผู้สูงวัยที่ให้ข้อมูล โดยอธิบายข้อมูลที่เกี่ยวกับวิธีวิจัยประโยชน์ ตลอดจนการจัดการข้อมูลหลังการสัมภาษณ์ โดยการเผยแพร่ข้อมูลในภาพรวม ไม่มีการระบุรายบุคคล ทั้งนี้ตามที่ผู้สูงวัยและญาติให้ความยินยอม

               การศึกษาครั้งนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เลขที่35/2560 เมื่อ 28 กันยายน 2560

การวิเคราะห์ข้อมูล

- ร้อยละ และค่าเฉลี่ย

- ข้อมูลที่ได้แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่สามารถควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์  และกลุ่มที่ควบคุมโรคได้ไม่สำเร็จ นำค่าตัวแปรไปวิเคราะห์ทางสถิติ Multiple logistic regression โดยใช้โปรแกรมคำนวณ SPSS ver 22

ผลการศึกษา

               ในช่วงเวลาระหว่างการศึกษา ผู้สูงวัยที่ได้รับการส่งตัวรักษาโรคเรื้อรังซับซ้อนที่ศูนย์ชีวนันท์มีจำนวน 408 ราย จากการสุ่มกลุ่มประชากร จำนวนผู้สูงวัยที่ทำการศึกษาในครั้งนี้ 199 ราย สามารถแบ่งผู้สูงวัยเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ และกลุ่มควบคุมโรคไม่สำเร็จ ทั้งสองกลุ่มมีอายุใกล้เคียงกัน อายุเฉลี่ย 68.3 และ 67.4 ปี ตามลำดับ ทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.7 และ 59.6 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่า ในการสัมภาษณ์เชิงลึก การเยี่ยมบ้านโดยภาพรวม ได้รับการเยี่ยมบ้าน 42 ราย โดยทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนของการได้รับการเยี่ยมบ้านใกล้เคียงกัน คือกลุ่มที่ควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ ได้รับการเยี่ยมบ้านจำนวน 15ราย (ร้อยละ 20) และกลุ่มที่ควบคุมโรคไม่สำเร็จได้รับการเยี่ยมบ้าน 27 ราย (ร้อยละ 21.7)  (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 ลักษณะผู้สูงวัยที่รับการรักษาโรคเรื้อรังซับซ้อนที่รับการรักษาที่ศูนย์ชีวนันท์

กลุ่ม

เพศหญิง

(ร้อยละ)

อายุ

(เฉลี่ย-ปี)

ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือต่ำกว่า(ร้อยละ)

การเยี่ยมบ้าน

(ร้อยละ)

ควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์

44 (58.7)

68.3

50 (66.7)

15 (20)

ควบคุมโรคไม่สำเร็จ

74 (59.6)

67.4

83 (66.9)

27 (21.7)

 

พบเป็นผู้ป่วยเบาหวาน จำนวน 75 ราย ความดันโลหิตสูง 63 ราย ภาวะไขมันในเลือดสูง 56 ราย และภาวะโรคอื่น ๆ 5 ราย โดยแยกเป็นภาวะไธรอยด์เป็นพิษ 2 ราย ภาวะกรดยูริคในเลือดสูง 1 ราย ภาวะไตเสื่อม 2 ราย ผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยภาวะกรดยูริคสูงอายุรแพทย์ลงความเห็นว่าควบคุมโรคได้ ส่วนภาวะไธรอยด์เป็นพิษและภาวะไตเสื่อมยังอยู่ในระหว่างการควบคุมโรคอยู่ ลักษณะข้อมูลโดยทั่วไปของผู้ป่วยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ และกลุ่มควบคุมโรคไม่สำเร็จ (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 ผู้สูงวัยที่รับการรักษาโรคเรื้อรังซับซ้อนแยกตามรายโรค

กลุ่ม (จำนวน)

เบาหวาน

(75)

ความดันโลหิตสูง

(63)

ไขมันในเลือดสูง

(56)

อื่น ๆ

(5)

ควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์ (75)

27

26

21

1

ควบคุมโรคไม่สำเร็จ (124)

48

37

35

4

 

           ผู้สูงวัยที่ไม่ได้รับการเยี่ยมบ้านจะได้รับการสัมภาษณ์ขณะมารับการรักษาตามรอบนัด และสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ รวมถึงผู้ดูแล โดยคำถามเช่นเดียวกันกับผู้สูงวัยได้รับการเยี่ยมบ้าน และเมื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ พบว่ามีปัจจัยที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในสองกลุ่มที่แตกต่างกัน คือ การมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และผู้สูงวัยที่มีการศึกษาข้อมูลโรคและยาด้วยตนเอง การเก็บรักษายาได้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยที่มีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดในกลุ่มควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์มีถึง 70 ราย (ร้อยละ 93.3) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ควบคุมโรคไม่สำเร็จที่มีผู้ดูแล 23 ราย (ร้อยละ 18.5) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการควบคุมโรคในการศึกษาครั้งนี้ คือ การพบแพทย์ตามนัด การรับยาแทน จำนวนขนานยาที่ใช้ การซื้อยาเอง การใช้ยาสมุนไพร การเยี่ยมบ้าน รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์ชีวนันท์ ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์

ปัจจัย

Odds

ratio

95% Confidence interval

p-value

การมีผู้ดูแลใกล้ชิด

5.0

3.2 – 7.8

0.0000

ศึกษาข้อมูลโรคและยา

4.7

2.7 – 8.0

0.0000

เก็บรักษายาถูกต้อง

2.5

1.6 - 4.0

0.0001

พบแพทย์ตามนัด

1.4

0.9 – 2.0

0.1102

การรับยาแทน

1.3

0.8 – 2.0

0.3339

จำนวนขนานยา

1.3

0.7 – 2.4

0.4824

การซื้อยาเอง

1.2

0.8 – 1.8

0.2944

การใช้สมุนไพรเอง

1.2

0.6 – 2.1

0.6293

การเยี่ยมบ้าน

1.0

0.6 – 1.7

0.9336

การเข้าร่วมกิจกรรม

1.0

0.6 – 1.8

0.9332

 

             จากการศึกษาเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จากยา พบว่าในกลุ่มควบคุมโรคได้ตามเกณฑ์มีข้อมูล 3 ราย (ร้อยละ 4) โดยเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้ง 3 ราย โดยไม่มีการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และในกลุ่มควบคุมโรคไม่สำเร็จพบเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์จากยา 5 ราย (ร้อยละ 4) เช่นเดียวกัน โดยการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทั้ง 5 ราย พบมี 1 รายที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดย 3 ราย เกิดจากการรับประทานอาหารลดลงจากมื้อปกติ เนื่องจากมีการเจ็บป่วยอื่นแทรกซ้อน และในผู้ป่วยดังกล่าวมี 1 ราย ที่ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ส่วนอีก 2 ราย เกิดจากการลืมมื้อยาและรับประทานยาซ้ำซ้อน

 

วิจารณ์

               ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ปัจจัยความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยสูงวัยรับการรักษาโรคเรื้อรังซับซ้อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3 ปัจจัย ได้แก่การมีผู้ดูแลใกล้ชิด การศึกษาข้อมูลโรครวมถึงข้อมูลของยาที่รับประทานด้วยตัวผู้สูงวัยเอง และการเก็บรักษายาได้ถูกต้อง โดยปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติอันดับแรกคือ การมีผู้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า6,7 แสดงให้เห็นว่าผู้สูงวัยจะมีปัญหาในการดูแลสุขภาพอันเนื่องมาจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ และสภาพจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ็บป่วยเรื้อรัง การมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดจะทำให้คุณภาพการดูแลรักษาที่ดีกว่า และพบว่าผู้สูงวัยสามารถควบคุมโรคได้ดีกว่า มีเหตุแทรกซ้อนจากภาวะเจ็บป่วยน้อยกว่า และอีกสองปัจจัยที่สำคัญคือการศึกษาข้อมูลโรครวมถึงข้อมูลของยาที่รับประทานด้วยตัวผู้สูงวัยเอง รวมถึงการเก็บรักษายาได้ถูกต้อง เป็นส่วนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยสูงวัยเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับการศึกษาของวาสนา  นัยพัฒน์8 ที่พบว่าผู้สูงอายุในชุมชน บ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ร้อยละ 40 ขาดความรู้ในการใช้ยา และมิได้ตรวจสอบวิธีใช้ยาก่อน และมีเพียงร้อยละ 14.7 ที่มีผู้ดูแลใกล้ชิด ซึ่งสัดส่วนของการมีผู้ดูแล ยังน้อยกว่าการศึกษาครั้งนี้ที่พบว่า แม้แต่กลุ่มที่รักษาไม่สำเร็จยังมีผู้ดูแลใกล้ชิดร้อยละ 18.5 และกลุ่มที่ควบคุมโรคได้ มีผู้ดูแลใกล้ชิดถึงร้อยละ 93.3

               จากการดำเนินงานที่ศูนย์ชีวนันท์ จัดบูรณาการบริบาลผู้ป่วยสูงวัย ไม่ว่าการให้ความรู้ในภาวะโรค การปฏิบัติตัว การเก็บรักษาและบริหารจัดการยา การจัดกิจกรรมต่าง ๆ  การติดตามการรักษาโดยการเยี่ยมบ้านของสหวิชาชีพ เพื่อประเมินและให้ความรู้ต่อเนื่องทั้งผู้ป่วยสูงวัยและผู้ดูแล เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จัดให้โดยบุคลากรทางการแพทย์ แต่จากการศึกษา บ่งชี้ว่าผลการรักษาจะดีได้ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นลำดับแรก เนื่องจากการผู้สูงวัยยังต้องการความเอาใจใส่และการกระตุ้นจากผู้ดูแลใกล้ชิดในการดูแลตนเอง รวมถึงการเห็นคุณค่าในตนเอง7 ปัจจัยที่สองคือการพัฒนาความรู้ของผู้สูงวัยเอง ต้องมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ภาวะความเจ็บป่วยของตน ตลอดจนการศึกษาถึงยาที่ใช้เป็นสำคัญ เนื่องจากการที่ผู้สูงวัยจะดูแลตัวเองได้นั้นต้องมีความรู้ในโรค และเข้าใจหลักการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง5,7 และปัจจัยที่สามซึ่งเกี่ยวข้องกับเภสัชกรโดยตรง คือ การเก็บรักษายาได้ถูกต้องเป็นสิ่งที่จะต้องเน้นย้ำให้แก่ผู้สูงวัยรวมถึงผู้ดูแลใกล้ชิดให้ตระหนักและดำเนินการเก็บรักษาได้อย่างเหมาะสม3,5 จึงจะสามารถควบคุมความเจ็บป่วยเรื้อรังซับซ้อนของผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาก่อนหน้าพบว่าภาวะหลงลืมในการเก็บและการบริหารจัดการยาที่ไม่เหมาะสม พบเจอได้แม้จะได้รับความรู้อย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากความหลงลืมของผู้สูงวัยและการไม่ให้ความสำคัญของผู้ดูแล  ดังนั้นการเน้นย้ำในเรื่องการเก็บรักษาการบริหารจัดการยา ควรเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง และเป็นจุดสำคัญในการเยี่ยมบ้าน จากข้อมูลการเยี่ยมบ้านร่วมกับการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ยังพบว่ามีการซื้อยารับประทานเอง หรือการใช้สมุนไพรร่วมด้วย โดยมิได้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ สอดคล้องกันกับการศึกษาของชื่นจิตร กองแก้ว1 ที่ได้ศึกษาการใช้ยาในผู้สูงอายุภาคเหนือตอนล่าง พบมีการใช้ยาดังกล่าวร้อยละ 2.8 และมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาร้อยละ 2.4 โดยในการศึกษาครั้งนี้พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้อยละ 4 ซึ่งทั้งหมดพบในผู้ป่วยสูงวัยที่เป็นโรคเบาหวาน สาเหตุที่พบส่วนหนึ่งเกิดจากที่ผู้สูงวัยป่วยด้วยโรคอื่นซ้ำซ้อน ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงและก่อให้เกิดสภาวะเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นรวมถึงการลืมมื้อยาทำให้รับประทานยาซ้ำซ้อนจนก่อให้เกิดผลดังกล่าว7

สรุป

                   จากการศึกษาพบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการควบคุมโรคได้คือ การมีผู้ดูแลใกล้ชิด การที่ผู้สูงวัยศึกษาภาวะของโรครวมถึงยาที่ตนใช้ และมีการเก็บรักษายาที่ถูกต้อง ตอกย้ำว่าสิ่งสำคัญในการควบคุมโรคคือการดูแลของครอบครัว และความตระหนักในความเจ็บป่วยของผู้สูงวัย รวมถึงการเก็บรักษายา เป็นปัจจัยที่ต้องเน้นย้ำและส่งเสริมให้เกิดสำนึกอย่างต่อเนื่องจะทำให้สามารถควบคุมโรคได้ดี ลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมาและส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยที่เจ็บป่วยให้ดียิ่งขึ้น

ข้อจำกัดในการศึกษา

               ผู้สูงวัยส่วนหนึ่งที่ได้รับการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์อาจไม่ได้ให้คำตอบที่ใกล้เคียงข้อมูลแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้สูงวัยที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน  เนื่องจากการถามคำถามไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการสนทนาให้เหมือนกับการเยี่ยมบ้าน ข้อมูลที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง

กิตติกรรมประกาศ

               ขอขอบคุณเภสัชกรสุรพงษ์ ตุลาพันธุ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญที่ให้โอกาสได้ปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพ ณ ศูนย์ชีวนันท์  แพทย์หญิงอัปสร จรูญศักดิ์ชัย นายแพทย์เชี่ยวชาญ  นายแพทย์ปกรณ์ นาระคล นายแพทย์เชี่ยวชาญ และนางเพียรพร ยูงทอง  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการและเพื่อนร่วมงานทุกท่าน ที่ให้คำปรึกษา แนะนำในการเก็บข้อมูลและประมวลผล ผู้สูงวัยและญาติผู้ดูแลทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและร่วมให้ข้อมูลในการศึกษานี้

เอกสารอ้างอิง

1. ชื่นจิตร  กองแก้ว. การใช้ยาในผู้สูงอายุไทยเขตภาคเหนือตอนล่างประเทศไทย. นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2557.

2. Kongkaew C, Noyce PR, Ashcroft DM. Hospital admissions associated with adverse drug reactions: a systematic review of prospective observational studies. Ann Pharmacother 2008; 42: 1017–25.

3. Claydon-Platt K, Manias E, Dunning T. Development and evaluation of a screening tool to identify people with diabetes at increased risk of medication problems relating to hypoglycaemia and medication non-adherence. Contemp Nurse 2014; 48: 10–25.

4. Kongkaew C, Hann M, Mandal J, Williams SD, Metcalfe D, Noyce PR, et al. Risk factors for hospital admissions associated with adverse drug events. Pharmacotherapy 2013; 33: 827–37.

5. Hayes TL, Larimer N, Adami A, Kaye JA. Medication adherence in healthy elders: small cognitive changes make a big difference. J Aging Health 2009; 21: 567–80.

6. Calvert SB, Kramer JM, Anstrom KJ, Kaltenbach LA, Stafford JA, Allen LaPointe NM. Patient-focused intervention to improve long-term adherence to evidence-based medications: a randomized trial. Am Heart J 2012; 163: 657-65.e1.

7. Claydon-Platt K, Manias E, Dunning T. The barriers and facilitators people with diabetes from a nonEnglish speaking background experience when managing their medications: a qualitative study. J ClinNurs 2014; 23: 2234–46.

8. วาสนา นัยพัฒน์. ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาของผู้สูงอายุ ในชุมชนบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2553; 3: 2–14.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0