Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

The Level of Anti HBs Antibody Titer after Booster Dose in Medical Students

ระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหลังการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันในนักศึกษาแพทยศาสตร์

Saisamon Phondongnok (สายสมร พลดงนอก) 1, Pisaln Mairiang (พิศาล ไม้เรียง) 2, Piyathida Kuhirunyaratn (ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์) 3, Phuangphaka Sadee Nielsen (พวงผกา สาดี นิลเซน) 4, Karnchanasri Singhpoo (กาญจนศรี สิงห์ภู่) 5




หลักการและวัตถุประสงค์: วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ-บีช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงถึงร้อยละ 90–95 บุคลากรทางการแพทย์และนักศึกษาแพทย์มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จึงจำเป็นต้องได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบ-บีการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบ-บีและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ หลังได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคเข็มที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน ในนักศึกษาแพทยศาสตร์ วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) เพื่อศึกษาระดับภูมิคุ้มกันโรคหลังได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบ-บีจำนวน 1 เข็ม เป็นเวลา 1 เดือน ในนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2554 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 212 ราย วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรค โดยใช้สถิติ Multiple logistic regression ผลการศึกษา : พบว่าจากประชากรทั้งหมด 212 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.94 ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.04 เกิดในปี พ.ศ.2534 อายุเฉลี่ย 19.84± 0.43 ปี ร้อยละ 85.85 ไม่มีโรคประจำตัว และร้อยละ 76.42 จำประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้ ระดับภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบีหลังฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.85 มีระดับภูมิคุ้มกันโรคเป็นบวก โดยร้อยละ 47.64 มีระดับ Anti-HBs ≥ 100 mIU/mL การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบีพบว่าเพศ อายุ ปีที่เกิด โรคประจำตัว และประวัติการฉีดวัคซีนไม่มีผลต่อระดับภูมิคุ้มกัน สรุป: ระดับภูมิคุ้มกันโรคหลังได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบ-บีจำนวน 1 เข็ม เป็นเวลา 1 เดือน พบผู้ที่ระดับภูมิคุ้มกันโรค (Anti-HBs) ≥ 100 mIU/mL ร้อยละ 47.64 และพบว่า ปัจจัยทั้งเพศ อายุ ปีที่เกิด โรคประจำตัว และประวัติการฉีดวัคซีน ไม่มีผลต่อระดับภูมิคุ้มกันในนักศึกษาแพทย์ ดังนั้น รูปแบบการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบีที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีการตรวจคัดกรองภาวะการมีภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบ บีก่อนการฉีดวัคซีน Background and Objectives: Hepatitis B Vaccine can prevent hepatitis B viral (HBV) infection by 90-95 %. Health care workers (HCWs) and medical students are at high risk for HBV infection and need to have Hepatitis B immunization. This study aimed to investigate the level of Anti HBS antibody titer and related factors in 1 month after 1 booster dose of hepatitis B vaccine in medical students, Khon Kaen University. Methods: This study was cross-sectional descriptive study of the level of Anti HBS antibody titer in 1 month after immunization among 212 second year medical students. The data were expressed by descriptive statistics. Multiple variables were analyzed by Multiple logistic regression. Results and conclusion: Sample size was 212 medical students. 50.94% are male and 49.06% are female. 66.04% were born in 1991. Average age is 19.84 years. 85.85% didn’t have underlying diseases. 76.42% could not remember their immunization history. Anti HBS antibody titer level in 1 month after 1 booster dose of hepatitis B vaccine was positive by 60.85%. 47.64% had Anti HBS antibody titer level higher than ≥ 100 mIU/mL. The analysis of factors affecting anti HBS antibody titer level found no differences among sex, age, birth year, underlying diseases and immunization history. It was concluded that appropriate HBV vaccination model should followed by assessment of hepatitis B profile.
Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0