Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Forensic Autopsy of Gunshot Suicide: Cases Study in Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University

การชันสูตรพลิกศพทางนิติเวชที่ยิงตัวตาย : กรณีศึกษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Wirut Khunkitti (วิรุจน์ คุณกิตติ) 1, Nipha Nusri-un (นิภา นุศรีอัน ) 2




หลักการและวัตถุประสงค์ :  การยิงตัวตายเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการตายและพฤติการณ์การตายด้วย    การรวบรวมพยานหลักฐานในการชันสูตรพลิกศพและสถานที่เกิดเหตุจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงต่างๆรวมถึงพฤติการณ์ที่ตายได้   การศึกษานี้ต้องการศึกษาอุบัติการณ์ของการฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนแต่ละชนิด   พยาธิสภาพที่ตรวจพบ ได้แก่  ระยะยิง   จำนวนนัดที่ยิง    ตำแหน่งของบาดแผลทางเข้า  รวมถึงวิถีกระสุนปืนด้วย   

วิธีการศึกษา:  เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากรายงานการชันสูตรพลิกศพรายที่ตายผิดธรรมชาติของ โรงพยาบาลศรีนครินทร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ในรายที่ตำรวจระบุพฤติการณ์ที่ตาย เป็นการยิงตัวตายและผลการชันสูตรพลิกศพของนิติพยาธิแพทย์ ในระหว่างวันที่  1  มกราคม  พ.ศ. 2543  ถึง  วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557     

ผลการศึกษา : การฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนเกิดขึ้นทั้งหมด 34  ราย ในเพศชายเท่านั้น   ผู้กระทำเลือกใช้ปืนลูกโดด 27 ราย (ร้อยละ  79.4)   ตำแหน่งทางเข้าพบที่ขมับขวามากที่สุด 17 ราย (ร้อยละ 50.0)    ระยะยิงส่วนใหญ่เป็นระยะประชิด 30 ราย (ร้อยละ  88.2)   กรณียิงตัวตายที่ศีรษะตรวจพบบาดแผลทางเข้าที่ขมับข้างขวา 17 ราย (ร้อยละ 50)  โดยตรวจพบวิถีกระสุนปืน ขวาไปซ้าย  หน้าไปหลัง  และล่างขึ้นบน  รวม 14 ราย (ร้อยละ 82.3)  

สรุป:  การตรวจวิถีกระสุนปืนจำเป็นต้องกระทำให้ชัดเจนในสถานที่เกิดเหตุและพื้นที่ที่ไม่สามารถจะทำการผ่าศพตรวจทางนิติเวชได้ เนื่องจากอาจช่วยบอกพฤติการณ์การฆ่าตัวตายจากอาวุธปืนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงในระยะประชิดที่ขมับขวาครั้งเดียวและตรวจพบวิถีกระสุนปืนจากขวาไปซ้าย หน้าไปหลังและล่างขึ้นบนศีรษะ

Background and objectives:    Gunshot suicide is the unnatural death that  needs   forensic   autopsy  to  search for the  facts and also the manner of  death.  The  collection  of  evidences  from  the  forensic autopsy  and  the  scene  investigation will  provide the  manner of  death. The aims of research were to  find  out  about  the  prevalence  of  the   gunshot  suicide  according  to  type  of  gun,  lesions   found  with  other   assessments   such  as;  shooting  range,  number   of  shots,   site  of    the  entrance wounds  and  the  bullet  directions also.  

Method:  the  retrospective  descriptive    study   was   carried   out   on   the  documents   from  the  police  and  the  forensic  pathologists   of  gunshot suicide   autopsy   at   the  Srinagarind  hospital  from   January  1, 2000  to  December  31,2014.   

Results:   The cases   of gunshot   suicide   were   found  totally  34  cases  in  the   male  only.  The   handgun   was  used  at  27 cases (79.4 %).  The  entrance wound at  the  right  temporal   area  were  the  greatest   amount  at  17  cases (50.0%).  The  shooting  ranges  were  mostly   the  contact  shot  about  30 cases (88.2 %).   We   found  17 cases (50.0%) of   gunshot  suicide  at  the  right temple.  The  bullet   directions  were  from   right  to  left,   front   to  back  and   from  below  to  top  of  the   head   amounted  to  14  cases (82.3%).   

Conclusion:   The  assessment  of  the   bullet  directions   must  be  done clearly at crime scene and the area wherever complete forensic  autopsy cannot be performed  because  it  might   suggest  the  manner  of  gunshot suicide especially one contact shot at right temporal area with the bullet directions reveal from   right  to  left,   front   to  back  and   from  below  to  top  of  the   head.  

 

บทนำ

   การตายผิดธรรมชาติอาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ จากการศึกษาข้อมูลการฆ่าตัวตายโดยการเก็บรวบรวมผลการชันสูตรพลิกศพ ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ของวิรุจน์  คุณกิตติ และคณะ เมื่อช่วงพ.ศ.2538  ถึง  25421  พบว่าวิธีการที่ผู้ตายเลือกใช้ในการฆ่าตัวตายมากที่สุดคือ  การแขวนคอ  ลำดับถัดลงไปได้แก่  การยิงตัวตาย และการใช้สารพิษตามลำดับ  แม้ว่าการยิงตัวตายจะพบได้จำนวนน้อยกว่าแต่ความสำคัญของการตายด้วยวิธีนี้เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม  เนื่องจากการใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีความรุนแรงและแสดงถึงเจตนาฆ่า   ในทางกฎหมายทั้งนี้ไม่ว่ากระทำต่อตนเองหรือผู้อื่น  ซึ่งการตรวจพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุ  เช่น คราบเลือด  หัวกระสุนปืน  หรืออาวุธปืนที่ใช้กระทำ  อาจยืนยันพฤติการณ์ตายได้แต่ต้องใช้เวลานานมาก   แตกต่างจากการชันสูตรพลิกศพที่สามารถชี้ให้เห็นประเด็นทางนิติพยาธิที่สำคัญในการฆ่าตัวตายได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ในสถานที่เกิดเหตุซึ่งพบศพ   โดยเคยมีการศึกษาในประเทศไทย โดย Suwanjutha2  เมื่อปี พ.ศ. 2531 แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาเรื่องนี้ในต่างประเทศ    สถิติของการฆ่าตัวตายประเทศไทยพบได้ประมาณ 4,000 รายต่อปี    หรือ 6 รายต่อแสนประชากร3  ซึ่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์      คณะแพทยศาสตร์   มหาวิทยาลัยขอนแก่น  รับผิดชอบการผ่าชันสูตรพลิกศพที่ตายผิดธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลี่ยปีละประมาณ   500 ราย ถ้าแพทย์ทราบลักษณะที่สำคัญทางนิติพยาธิของศพที่ยิงตัวตายจะสามารถให้คำตอบพฤติการณ์ที่ตายได้อย่างรวดเร็วและอาจไม่จำเป็นต้องนำส่งศพมาผ่าพิสูจน์เพิ่มเติมด้วยซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับแพทย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลที่ไม่สามารถผ่าศพตรวจได้  ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตามหลักนิติพยาธิสภาพของศพที่ยิงตัวตายเกี่ยวกับชนิดของอาวุธปืนที่นิยมใช้ในการฆ่าตัวตายและลักษณะพยาธิสภาพต่างๆ ที่ตรวจพบกรณีฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนได้แก่  ระยะยิง   จำนวนนัดที่ยิง    ตำแหน่งของบาดแผลทางเข้า  รวมถึงวิถีกระสุนปืน   เพื่อใช้เป็นแนวทางวินิจฉัยการใช้อาวุธปืนในการฆ่าตัวตาย

 

วิธีการศึกษา

รวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากรายงานผลการชันสูตรพลิกศพของโรงพยาบาลศรีนครินทร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ตั้งแต่ 1 มกราคม  พ.ศ. 2543 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557 รวม 15  ปี  ข้อมูลที่รวบรวมมาวิเคราะห์คือ รายงานผลการชันสูตรพลิกศพของตำรวจระบุว่ายิงตัวตายและผลการชันสูตรพลิกศพของนิติพยาธิแพทย์เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่มีข้อขัดแย้งกัน  การศึกษานี้ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อ นามสกุล ที่อยู่  หรือข้อมูลส่วนตัวที่จะสามารถสืบค้นถึงผู้ตายได้และเฉพาะผู้วิจัยเท่านั้นจึงมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้และไม่มีการรายงานภาพของผู้ตาย   โดยผ่านการรับรองการวิจัยในมนุษย์ เลขที่ HE 581233 แล้ว

 

ผลการศึกษา

การเก็บข้อมูลทั้งหมดจากการชันสูตรพลิกศพยิงตัวตายรวม 15   ปี   มีจำนวนทั้งสิ้น   34   ราย   อุบัติการณ์พบเฉพาะในเพศชายเท่านั้น (ร้อยละ 100)     ส่วนใหญ่ผู้กระทำเลือกใช้อาวุธปืนกระสุนลูกโดด  27  ราย (ร้อยละ 79.4)  อาวุธปืนลูกซอง 7 ราย (ร้อยละ 20.6)   ส่วนใหญ่ผู้ตายยิงตนเองในระยะประชิด  30 ราย (ร้อยละ 88.2)  ส่วนที่เหลือยิงตนเองในระยะใกล้  4  ราย (ร้อยละ 11.8)

           ตำแหน่งที่ผู้กระทำเลือกยิงตนเองพบบ่อยตามลำดับ ได้แก่  ขมับขวา  17 ราย  (ร้อยละ 50.0)   ช่องปาก   5  ราย (ร้อยละ 14.7)  คางและหน้าอกซ้ายพบตำแหน่งละ 3  ราย (ร้อยละ 8.8)  เท่ากัน ส่วนหน้าผากพบได้ 2 ราย (ร้อยละ 5.9) นอกนั้นพบน้อย (รูปที่ 1)

 

รูปที่ 1  ตำแหน่งบาดแผลทางเข้าของกระสุนปืน

 

กรณียิงตัวตายที่ศีรษะตรวจพบบาดแผลทางเข้าปรากฏอยู่ที่ขมับข้างขวา  17  ราย (ร้อยละ 50.0)   ซึ่งส่วนใหญ่วิถีกระสุนปืนเป็น ขวาไปซ้าย  หน้าไปหลัง  และล่างขึ้นบน   รวมทั้งสิ้น   14  ราย (ร้อยละ 82.3) (รูปที่ 2)

 

รูปที่ 2 วิถีกระสุนปืนที่ปรากฏบาดแผลทางเข้าบริเวณขมับข้างขวา

 

วิจารณ์

การใช้อาวุธปืนในการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน  เช่น  ทหาร  ตำรวจ  แต่ยังพบการฆ่าตัวตายของประชาชนโดยใช้อาวุธปืนด้วย   ดังนั้นในบางประเทศการครอบครองและการใช้อาวุธปืนจึงมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ4-6

การศึกษานี้พบว่าผู้ตายเลือกใช้อาวุธปืนกระสุนลูกโดดมากกว่าปืนลูกซองในการฆ่าตัวตายประมาณ 4 เท่า  เนื่องจากอาวุธปืนกระสุนลูกโดดได้รับความนิยม   กระสุนมีอำนาจในการทะลุทะลวงสูง  และลำกล้องสั้นซึ่งสะดวกและเหมาะที่จะเลือกใช้ในการกระทำต่อตนเอง     ตำแหน่งที่ศีรษะเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยมากที่สุดที่ผู้ตายเลือกกระทำต่อตนเองโดยเฉพาะขมับข้างขวาสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา 7 เนื่องจากตำแหน่งนี้สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทันที   ดังนั้นบาดแผลทางเข้าของกระสุนปืนจึงพบเพียง 1  นัดเท่านั้น   ซึ่งโอกาสจะพบบาดแผลทางเข้ามากกว่า 1 นัด นั้นมีโอกาสที่จะสามารถพบได้เพียงร้อยละ  0.78  เช่น การใช้อาวุธปืนสงคราม9   เนื่องจากปรับการลั่นไกให้เป็นแบบอัตโนมัติได้ 

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งบาดแผลทางเข้าของกระสุนปืนจากการฆาตกรรมและยิงตัวตายยังอาจตรวจพบซ้ำกันได้ถึงร้อยละ  3810   และโอกาสตรวจพบอาวุธปืนอยู่ในมือผู้ตายในสถานที่เกิดเหตุมีเพียงประมาณร้อยละ  4   เท่านั้น11    การตรวจพบลักษณะพยาธิสภาพเหล่านี้จึงยังไม่สามารถระบุพฤติการณ์ของการตายได้ว่า ผู้ตายใช้อาวุธปืนกระทำต่อตนเองจึงต้องมีการนำส่งตรวจพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถระบุพฤติการณ์ที่ตายได้ ซึ่งใช้เวลานานมากจึงจะได้รับผลการตรวจซึ่งระยะเวลาที่นานนี้อาจส่งผลเสียต่อคดีที่เกิดขึ้นด้วย

นอกจากการตรวจพบลักษณะดังกล่าวมาแล้วในการศึกษานี้ยังพบว่า กรณีผู้ตายฆ่าตัวตายด้วยการยิงที่ศีรษะตนเองในตำแหน่งขมับข้างขวาและตรวจพบวิถีกระสุนปืนจากขวาไปซ้าย  ล่างขึ้นบน  และหน้าไปหลังนั้นสามารถทำให้แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายมั่นใจในพฤติการณ์ของการตายในเบื้องต้นได้ตั้งแต่ในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพบศพว่า การตายเป็นการฆ่าตัวตายเองโดยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะตนเอง   เนื่องจากวิถีกระสุนปืนในลักษณะนี้เป็นวิถีกระสุนปืนที่ตรวจไม่พบในการตายจากอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม   ดังนั้น การชันสูตรพลิกศพที่ตายจากบาดแผลกระสุนปืนลูกโดด  ยิงในระยะประชิด  ตำแหน่งที่ขมับขวาและพบวิถีกระสุนปืนจากขวาไปซ้าย  ล่างขึ้นบน  และหน้าไปหลัง แสดงว่าพฤติการณ์การตายมีแนวโน้มสูงอย่างมากที่จะเป็นการฆ่าตัวตายด้วยตนเอง

สรุป

การยิงตัวตายนั้นผู้ตายนิยมใช้อาวุธปืนชนิดกระสุนลูกโดด ยิงเพียงนัดเดียวโดยเลือกยิงที่ตำแหน่งขมับขวามากที่สุดโดยยิงในระยะประชิด    วิถีกระสุนปืนที่ปรากฏบนศีรษะผู้ตายสามารถช่วยบ่งชี้พฤติการณ์ของการตายได้   การตรวจพบวิถีกระสุนปืนจากขวาไปซ้าย  หน้าไปหลังและล่างขึ้นบน  แสดงว่าพฤติการณ์มีแนวโน้มสูงอย่างยิ่งที่จะเป็นการฆ่าตัวตายเอง  

 

เอกสารอ้างอิง

1.  Khunkitti W, Weingsimma T, Chaturat L. Suicide : the psychiatric problem . Journal of Mental Health of Thailand  2000; 3: 169-78.

2.  Suwanjutha T. Direction, site and the muzzle target distance of bullet in the head and neck  at close range as an indication of suicide or homicide. Forensic Sci Int 1988; 37: 223-9.

3.  Department of Mental Health  Ministry of Public Health. Report on Suicide in Thailand [Internet].2017 [cited 2017 feb 15]. Available from : http://www.dmh.go.th/report/suicide

4.  Grossman DC, Mueller BA, Riedy C, Dowd MD, Villaveces A, Prodzinski J, et al. Gun storage  practices and risk of youth suicide and unintentional firearm injuries. JAMA  2005; 293: 707-14.

5.  Wiebe DJ. Homicide and suicide risks associated with firearms in the home: a national case-control study. Ann Emerg Med 2003; 41: 771-82.

6.   Schwab CW, Richmond T, Dunfey M. Firearm injury in America. LDI Issue Brief

     2002; 8: 1-6.

7.  Thoresen S. Fatal head injuries from firearms. An autopsy study of 270 cases. Z

     Rechtsmed 1984; 93: 65-9.

8.  Druid H. Site of entrance wound and direction of  bullet  path  in firearm fatalities as  indicators of  homicide versus suicide. Forensic Sci Int 1997; 88: 147-62.

9.   Hudson P. Multishot firearm suicide. Examination of 58 cases. Am J Forensic Med Pathol 1981; 2: 239-42.

10.   Al-Alousi LM. Automatic rifle injuries: suicide by eight bullets. Report of an unusual  case and a literature review. Am J Forensic Med Pathol 1990; 11: 275-81.

11.  Krauland W. [Evaluation of fatal gunshot injuries (the weapon in the hand)]. 1984/07/01 ed, 1984.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
General Practice with the Crime Related Patients (แนวทางปฏิบัติของแพทย์ต่อผู้ป่วยคดี)
 
Murder : Postmortem Examination of Murderous cases at Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University (การฆาตกรรม: การชันสูตรพลิกศพในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
 
Medical Jurisprudence in Srinagarind Hospital (นิติเวชคลินิกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Forensic Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0