Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Nutritional Status of Surgical and Orthopedic Patients

ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและและออร์โธปิดิกส์

Tharinee Phetcharat (ธารินี เพชรรัตน์) 1, Pusda Pukdeekumjorn (พัสดา ภักดีกำจร) 2, Jitaree Tantiyasawasdikul (จิตอารีย์ ตันติยาสวัสดิกุล) 3, Bantita Jadnok (บัณฑิตา จาดนอก) 4, Sagheemas Kaewkot (ศจีมาส แก้วโคตร) 5, Ladawan Buranapiyawong (ลดาวัลย์ บูรณะปิยะวงศ์) 6, Urawadee Charoenchai (อุราวดี เจริญไชย) 7, Darawan Augsornwan (ดาราวรรณ อักษรวรรณ) 8, Palakorn Surakunprapha (พลากร สุรกุลประภา) 9




วัตถุประสงค์ : เพื่อประเมินภาวะโภชนาการในผู้ป่วยแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ ที่เข้ารับการผ่าตัด

วิธีการศึกษา : การศึกษาเชิงบรรยาย เก็บข้อมูลโดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และ 3) แบบประเมินภาวะโภชนาการ ใช้เวลาศึกษา 4 เดือน ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และร้อยละ ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ผลการศึกษา : กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดจำนวน 367 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 50.14 รับประทานอาหารธรรมดาร้อยละ 83.11 ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหารร้อยละ 35.83 ผลการคัดกรองภาวะโภชนาการพบว่า ร้อยละ 15.80 ของผู้ป่วย มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ คิดเป็น 58 คน โดยพบว่า เป็นชายร้อยละ 51.72 อายุน้อยกว่า 60 ปี ร้อยละ 65.52 โดยมีโรคระบบทางเดินอาหารร้อยละ 48.28 และผลการประเมินภาวะโภชนาการโดยใช้เครื่องมือวัด เส้นรอบกึ่งกลางแขน (MAC) ความหนาไขมันใต้ผิวหนัง (TSF) และความหนากล้ามเนื้อใต้วงแขน (MAMC) ในผู้ป่วย 58 คนนี้ พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการในระดับปานกลาง และรุนแรง ร้อยละ 49.99 และ 41.39 ตามลำดับ

สรุป : ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ร้อยละ 15.80 มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งจะมีผลให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดล่าช้า พยาบาลศัลยกรรมฯ จึงควรมีความตระหนักและพัฒนาระบบการประเมินภาวะโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยผ่าตัดทางเดินอาหาร โดยใช้วิธีการประเมินหลายๆ อย่างร่วมกัน 

Objective: To assess nutritional status of Surgical and Orthopedic Nursing Department patients who underwent surgeries.

Methods: This descriptive research was conducted by collecting data from patients underwent surgeries through 1) General information questionnaires, 2) Nutrition screening form, and 3) Nutrition status assessment and the research had done for 4 months in Surgical and Orthopedic Nursing Department of a University Hospital. Statistic was analyzed using frequency, average, and percentage.

Results : The studied subjects were 367 patients and  most of them were male 50.14% and 83.11% of patients had regular food, 35.83% had gastrointestinal disease. From nutrition screening, 15.80% of patients were at high risk of malnutrition. These comprised of 58 patients which 51.72% were male and 65.52% aged lower than 60 years old. 48.28% had gastrointestinal disease. The assessment of nutritional status measured by MAC, TSF and MAMC in 58 patients found that their malnutrition status were at moderate – severe level with percentage of 49.99 and 41.39, respectively.

Conclusions: The study showed that 15.80 percent of patients who underwent operation were at high risk of malnutrition, causing delay of post ops recovery. Thus Surgical and Orthopedic nurses should assess patient’s nutritional status, particularly in those who undergo gastrointestinal surgery. It is recommended to use various assessment tools.

 

บทนำ

          ภาวะทุพโภชนาการ (malnutrition) ในผู้ป่วยศัลยกรรมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลมีอุบัติการณ์สูงถึงร้อยละ 50 และมีอุบัติการณ์ทุพโภชนาการขั้นรุนแรง (severe malnutrition) ประมาณร้อยละ 3-12 แม้แต่ในประเทศกลุ่มรายได้สูง มีหลักฐานและเป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่าภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยศัลยกรรมมีผลเสียต่อการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อน และสาเหตุการตายของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด1

โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดรักษาในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ ในปี พ.ศ. 2556 รวมทั้งสิ้นจำนวน 6,118 ราย2 โดยได้รับการผ่าตัดคิดเป็นร้อยละ 90 จำนวน 5,506 ราย ซึ่งประกอบด้วย 5 อันดับโรคแรก คือ โรคระบบทางเดินอาหาร การบาดเจ็บของกระดูกข้อ และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง โรคหัวใจและหลอดเลือด และ โรคของกระดูกสันหลัง เป็นต้น ผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีแผลจากรอยโรคเดิมทั้งแผลปกติและแผลติดเชื้อ แผลเรื้อรังและแผลจากการผ่าตัด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกรวมทั้งแผลจากการบาดเจ็บของกระดูกข้อและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความเสี่ยงสูงด้านทุพโภชนาการ อาจจะส่งผลต่อการหายของแผลและการฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัดได้อีกทั้งพยาธิสภาพของโรคก็ส่งผลต่อภาวะโภชนาการของผู้ป่วย โภชนาการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย ช่วยในการหายของแผล เสริมภูมิคุ้มกัน และการอยู่รอดของผู้ป่วย3,4 การประเมินภาวะโภชนาการต้องมีการกระทำในทันทีหลังการได้รับบาดเจ็บ5  ดังนั้นการศึกษาภาวะโภชนาการเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการดูแลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

                    ภาวะโภชนาการมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัด หากผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดมีภาวะโภชนาการที่ดีจะทำให้การหายของแผลดีขึ้น6 ภาวะโภชนาการที่ดีช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของการรักษา ประเทศในแถบทวีปยุโรปมีแนวทางปฏิบัติในผู้ป่วยก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดจะต้องได้รับการประเมินภาวะโภชนาการและรีบทำการแก้ไขในกรณีที่มีปัญหาก่อนผ่าตัด โดยผู้ป่วยที่มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรงและต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่ จะต้องได้รับการดูแลเรื่องสารอาหารก่อน แม้ว่าจะทำให้การผ่าตัดล่าช้า โดยการให้สารอาหารในระบบทางเดินอาหาร หรือการให้ทางหลอดเลือดดำ7  ซึ่งการผ่าตัดผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการจะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากและง่ายกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ การหายของแผลช้ากว่าปกติ ภาวะติดเชื้อของแผล แผลแยก หรือแผลตัดต่อไม่ติด มีรูรั่ว8 ผลเสียต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ตลอดจนผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น หรืออาจรุนแรงจนถึงแก่กรรมในที่สุด นอกจากนั้นผู้ป่วยทางศัลยกรรมที่มารับการผ่าตัดมักมีปัญหาเรื่องน้ำหนักลด (weight loss) และมีพลังงานสำรอง (energy reserves) น้อย เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องโภชนาการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

          จากการศึกษาเปรียบเทียบเครื่องมือการประเมินภาวะโภชนาการในการทำนายระยะเวลานอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยมะเร็งต่อภาวะโภชนาการ โดยใช้เครื่องมือ ประเมินภาวะโภชนาการ Patients General Subjective Global Assessment (PG-SGA) พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะโภชนาการร้อยละ 64.609 และจากการศึกษาการประเมินภาวะโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งและผลลัพธ์ต่อการรักษา พบว่าภาวะโภชนาการเป็นปัญหาหลักในผู้ป่วยมะเร็งในประเทศกำลังพัฒนา และผู้ป่วยที่มีปัญหาทุพโภชนาการจะมีปัญหาในระหว่างการรักษาและทำให้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลนานขึ้น และส่งผลต่อพยากรณ์โรคของผู้ป่วยด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการที่ดี10 จากการ pilot study การคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วยศัลยกรรมมะเร็งศีรษะและลำคอ จำนวน 45 ราย พบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการร้อยละ 5111การศึกษาภาวะโภชนาการ ของผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังในหอผู้ป่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยการประเมินสัดส่วนร่างกาย พบว่าไขมันใต้ผิวหนังต่ำกว่าปกติร้อยละ11.9 พื้นที่กล้ามเนื้อต้นแขนต่ำกว่าปกติร้อยละ 2812  ดังนั้นหากมีการคัดกรองเพื่อทราบภาวะโภชนาการของผู้ป่วยในแผนกฯ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแนวทางการรักษาพยาบาลของทีมสหสาขา ในการให้การดูแลผู้ป่วยในแผนกฯ ด้านโภชนาการต่อไป

 

วิธีการศึกษา

เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย (descriptive research) ภาวะโภชนาการในผู้ป่วยแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ หลังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แล้ว(HE571351) ได้มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่เข้ามารับการรักษาโดยใช้สูตรในการคำนวณ คือ n = NZα22π(1-π) e2 (N-1)+ Zα22π(1-π)9 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 367 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน การวินิจฉัยโรค 2) แบบคัดกรองภาวะโภชนาการผู้ป่วยผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และ3) แบบประเมินภาวะโภชนาการซึ่งประกอบด้วย การประเมินเส้นรอบกึ่งกลางแขน (Mid Arm Circumference: MAC) ,การประเมินความหนาไขมันใต้ผิวหนัง (Triceps Skin Fold Thickness: TSF) และการประเมินความหนากล้ามเนื้อใต้แขน (Mid Arm Muscle Circumference: MAMC) โดยผู้ช่วยวิจัยซึ่งได้รับการประเมินความเที่ยงจากผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้เวลาเก็บข้อมูลเฉลี่ย 30 นาที/ราย เป็นเวลา 4 เดือน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science) สถิติที่ใช้อธิบายข้อมูลทั่วไปโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ

ผลการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวน 367 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 184 ราย (ร้อยละ 50.14) จบระดับประถมศึกษามากที่สุด 208 ราย (ร้อยละ 56.67) ใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากที่สุด 288 ราย (ร้อยละ 78.47) รับประทานอาหารธรรมดามากที่สุด 305 ราย (ร้อยละ 83.11) เข้ารับการรักษาทางศัลยกรรมด้วยโรคระบบทางเดินอาหารมากที่สุด 86 ราย (ร้อยละ 35.83) และโรคทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ในอันดับรองลงมา  ในกลุ่มนี้เป็นผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บของกระดูก ข้อ และเนื้อเยื่อ มากที่สุด 32 ราย (ร้อยละ 25.20) ผลการคัดกรองภาวะโภชนาการมีความเสี่ยงสูง (high risk) 58 ราย (ร้อยละ 15.80) (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไป จำแนกตามเพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา สิทธิการรักษา ชนิดของอาหารที่รับประทาน การวินิจฉัยโรค สุขภาพช่องปากและผลการคัดกรองภาวะโภชนาการ (n=367)

ข้อมูล

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

-           ชาย

184 (50.14)

-           หญิง

183 (49.86)

ระดับการศึกษา

-           ไม่ได้เรียน

 

10 (2.72)

-           ประถมศึกษา

-           มัธยมศึกษา

208 (84)

56.67 (22.89)

-           อื่นๆ

65 (17.72)

สิทธิการรักษา

-           ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)

 

288 (78.47)

-           เบิกได้

55 (14.99)

-           ประกันสังคม

20 (5.45)

-           อื่นๆ

4 (1.09)

ชนิดของอาหารที่รับประทาน

-           อาหารธรรมดา

 

305 (83.11)

-           อาหารอ่อน

49 (13.35)

-           อาหารเหลว

12 (3.27)

-           งดน้ำและอาหาร

1 (0.27)

การวินิจฉัยโรคทางศัลยกรรม (n=240 )

 

     1.ระบบทางเดินอาหาร

86 (35.83)

     2. โรคหัวใจและหลอดเลือด

43 (17.92)

     3. มะเร็งเต้านม

15 (6.25)

     4. นิ่วไต

11 (4.58)

     5. มะเร็งศีรษะและลำคอ

6 (2.50)

     6. Burn

6 (2.50)

     7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

5 (2.08)

     8. เนื้องอกสมอง

4 (1.67)

     9. เนื้องอกปอด

3 (1.25)

     10. Parafinoma

3 (1.25)

     11. อื่นๆ (1 โรคต่อคน)

58 (24.17)

การวินิจฉัยโรคทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ (n=127)

 

     1. การบาดเจ็บของกระดูก ข้อและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง

32 (25.20)

     2. โรคของกระดูกสันหลัง

20 (15.75)

     3. โรคเนื้องอกของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

19 (14.96)

     4. โรคที่เกิดจากความเสื่อม

15 (11.81)

     5. โรคของการบาดเจ็บทางกีฬา

15 (11.81)

     6. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อของกระดูก

14 (11.02)

     7. โรคที่เป็นจากระบบประสาท

12 (9.45)

สุขภาพช่องปาก

-           มีปัญหา

-           ไม่มีปัญหา

 

67 (300)

18.25 (81.75)

ผลการคัดกรองภาวะโภชนาการ

-           มีความเสี่ยงสูง (High risk)

 

58 (15.80)

-           มีความเสี่ยงต่ำ (Low risk)

309 (84.20)

 

ผลการประเมินผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง (High risk) พบว่า เกิดกับเพศชายมากที่สุด 30 ราย (ร้อยละ 51.72) พบอายุน้อยกว่า 60 ปี มากที่สุด 38 ราย (ร้อยละ 65.52) และพบว่าเป็นผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหารมากที่สุด 28 ราย (ร้อยละ 48.28) (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 การประเมินภาวะโภชนาการในผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงสูง (High risk) จำแนกตามเพศ ช่วงอายุ การวินิจฉัยโรค (n=58)

ข้อมูล

จำนวน  (ร้อยละ)

เพศ

     -     ชาย  

 

30 (51.72)

-           หญิง

28 (48.28)

ช่วงอายุ

-           น้อยกว่า 60 ปี

 

38 (65.52)

-           60ปีขึ้นไป

20 (34.48)

การวินิจฉัยโรค

 

     1. ระบบทางเดินอาหาร

28 (48.28)

     2. มะเร็งเต้านม

9 (15.52)

     3. เนื้องอกของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

5 (8.62)

     4. มะเร็งศีรษะและลำคอ

4 (6.90)

     5. โรคหัวใจและหลอดเลือด

2 (3.45)

     6. เนื้องอกสมอง

2 (3.45)

     7. อื่นๆ (หนึ่งโรคต่อคน)

8 (13.78)

 

ผลการประเมินภาวะโภชนาการโดยใช้เครื่องมือวัดเส้นรอบกึ่งกลางแขน (MAC) พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการอยู่ในระดับปานกลาง (moderate) 13 ราย (ร้อยละ 22.41) อยู่ในระดับสูง (severe) จำนวน 10 ราย (ร้อยละ 17.25) การประเมินภาวะโภชนาการโดยวัดความหนาไขมันใต้ผิวหนัง (TSF) พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการในระดับปานกลาง จำนวน 12 ราย (ร้อยละ 20.68) อยู่ในระดับสูง จำนวน 17 ราย (ร้อยละ 29.31) และการประเมินภาวะโภชนาการโดยวัดความหนากล้ามเนื้อใต้วงแขน (MAMC) พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการในระดับปานกลางจำนวน 10 ราย (ร้อยละ 17.25) ในระดับสูง จำนวน 14 ราย (ร้อยละ 24.14) (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 การประเมินภาวะโภชนาการจำแนกตามระดับความรุนแรงโดยการใช้เครื่องมือ MAC, TSF และ MAMC (n =58)

หัวข้อ

จำนวน (ร้อยละ)

1. MAC (เส้นรอบกึ่งกลางแขน)

      -   Normal (90-110 มิลลิเมตร)

 

18 (31.03)

-           Mild (80-89.9 มิลลิเมตร)

17 (29.31)

-           Moderate (60-79.9 มิลลิเมตร)

13 (22.41)

-           Severe (<60 มิลลิเมตร)

10 (17.25)

2. TSF (ความหนาไขมันใต้ผิวหนัง)

19 (32.76)

-           Normal (90-110 มิลลิเมตร)

-           Mild (80-89.9 มิลลิเมตร)

10 (17.25)

-           Moderate (60-79.9 มิลลิเมตร)

12 (20.68)

-           Severe (<60 มิลลิเมตร)

17 (29.31)

3. MAMC (ความหนากล้ามเนื้อใต้วงแขน)

 

-           Normal (90-110 มิลลิเมตร)

19 (32.76)

-           Mild (80-89.9 มิลลิเมตร)

15 (25.85)

-           Moderate (60-79.9 มิลลิเมตร)

10 (17.25)

-           Severe (<60 มิลลิเมตร)

14 (24.14)

 

วิจารณ์

การศึกษาภาวะโภชนาการในแผนกการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรมฯ ครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหารมากที่สุด ซึ่งกลุ่มโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบการย่อยและดูดซึมอาหารและยังได้รับการผ่าตัดทำให้การเพิ่มระยะเวลาในการงดน้ำงดอาหารเพื่อให้ระบบทางเดินอาหารได้พัก ส่งผลต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ ปวงกมล กฤษณบุตร และคณะ13 ที่ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้องในระยะเวลา 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดช่องท้อง พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ 63) การวินิจฉัยโรคหลังผ่าตัดส่วนใหญ่เป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ตับและทางเดินน้ำดี (ร้อยละ 65) และพบว่า ภาวะโภชนาการมีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดช่องท้อง จากการศึกษาของ Sun และคณะ14 จากกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงทางด้านโภชนาการก่อนผ่าตัด พบว่ามีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนอัตราการตาย และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดสูงขึ้น และสอดคล้องกับการศึกษาของปิ่นมณี เรี่ยวเดชะ และพรรณวดี พุธวัฒนะ15  ศึกษาการคัดกรองภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง พบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการและมีโอกาสเกิดการติดเชื้อหลังผ่าตัดเป็น 2.63 เท่าของผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการปกติ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าผู้ป่วยผ่าตัดช่องท้องทุกราย ควรได้รับการประเมินและส่งเสริมภาวะโภชนาการตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด

และการประเมินภาวะโภชนาการโดยอาศัยข้อมูลจากการวัดเส้นรอบกึ่งกลางแขน และความหนาไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการประเมินถึงความหนาของกล้ามเนื้อและความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อที่จะบ่งบอกถึงปริมาณไขมันและ glycogen สะสม จากการศึกษาการวัดโดยวัดเส้นรอบกึ่งกลางแขน พบว่าภาวะทุพโภชนาการในระดับ moderate 13 ราย อยู่ในระดับ severe จำนวน 10 ราย การประเมินภาวะโภชนาการโดยวัดความหนาไขมันใต้ผิวหนัง พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการในระดับ moderate จำนวน 12 ราย อยู่ในระดับ severe จำนวน 17 ราย และการประเมินภาวะโภชนาการโดยวัดความหนากล้ามเนื้อใต้วงแขน พบว่ามีภาวะทุพโภชนาการในระดับ moderate 10 ราย severe จำนวน 14 ราย ซึ่งการประเมินทั้ง 3 ชนิด ยังมีความคลาดเคลื่อนกัน สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของรังสรรค์ ภูรยานนทชัย16  ที่กล่าวว่า การประเมินด้วยวิธีดังกล่าวในผู้ป่วยวิกฤตนั้นทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากค่าที่วัดได้อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หากสมดุลของน้ำมีความผิดปกติไปหรือผู้ป่วยมีภาวะบวม ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะไฟไหม้น้ำร้อนลวกที่มีอาการบวม ทำให้การวัดโดยวิธีนี้ค่อนข้างยากเช่นกัน ประสงค์ เทียนบุญ17  ได้ประเมินภาวะทางโภชนาการ ไว้ 2 วิธีคือทางตรง (Direct method) โดยอาศัยการวัดเป็นหลักใหญ่ซึ่งง่ายและนิยมใช้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เช่น การชั่งน้ำหนัก วัดความสูง วัดเส้นรอบศีรษะ วัดเส้นรอบวงของต้นแขน และวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังเป็นต้นตรง และการประเมินทางอ้อม (Indirect method) โดยได้ข้อมูลจากการสอบถามหรือค้นหาข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำมาช่วยในการประเมินภาวะโภชนาการให้มีความแม่นยำ รวมทั้งการประเมินจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ18 ได้แก่ Hemoglobin, Albumin, C-Reactive Protein, White cell count, Glycated Hemoglobin, Sodium, Urea, Calcium and Phosphate, Magnesium และ Micronutrients ซึ่งเป็นผลการประเมินภาวะโภชนาการที่มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้น

 

สรุป

          การศึกษาภาวะโภชนาการในผู้ป่วยแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ โดยการประเมินระดับความรุนแรงของภาวะโภชนาการพบอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาวะทุพโภชนาการพบได้บ่อยในผู้ป่วยศัลยกรรมโรคระบบทางเดินอาหารที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด การประเมินภาวะโภชนาการที่ดีจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้เกิดความแม่นยำ และเป็นความสำคัญของทีมสหสาขาในการดูแลภาวะโภชนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโภชนบำบัดที่เหมาะสมส่งเสริมการหายของแผล ลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะตามมา ดังนั้นควรมีการประเมินภาวะโภชนาการในผู้ป่วยศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ทุกรายที่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด รวมทั้งในกลุ่มผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก เพื่อนำผลการประเมินนั้นมาดูแลด้านโภชนาการให้เหมาะสมกับผู้ป่วยต่อไป

 

กิตติกรรมประกาศ

          คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ 1) กลุ่มผู้ป่วยและครอบครัว 2) กลุ่มผู้ช่วยวิจัย ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3) ผู้บริหารที่อนุญาตให้ทำการศึกษา 4)คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สนับสนุนทุนในการศึกษาและ 5) นางสุธีรา ประดับวงษ์ ที่ให้คำปรึกษาในการปรับปรุงบทความจนสำเร็จด้วยดี

 

เอกสารอ้างอิง

1.       อนัน ศรีพนัสกุล. การทบทวนวรรณคดีทางการแพทย์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสนับสนุนโภชนาการผู้ป่วยก่อน และหรือหลังผ่าตัด. ศรีนครินทร์เวชสาร 2544; 16: 274–9.

2.       งานเวชระเบียนและสถิติ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สถิติผู้ป่วยโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2556 เล่มที่ 18. ขอนแก่น: โรงพยาบาล; 2556.

3.       จุมพล วิลาศรัศมี, สุเมธ ธีรรัตน์กุล, เฉลิมพงษ์ ฉัตรดอกไม้ไพร, สมพล เพิ่มพลโกศล, บรรณาธิการ. พื้นฐานศัลยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2550.  

4.       Suri MP, Patel CK, Dhingra VJ, Raibagkar SC, Mehta DR. Nutrition in burns: a practical solution to a difficult problem. Indian J Plast Surg 2006; 39: 62–4.

5.       Prins A. Nutritional management of the burn patient. South Afr J Clin Nutr 2009; 22: 9–15.

6.       Lassen K, Coolsen MM, Slim K, Carli F, de Aguilar-Nascimento JE, Schäfer M, et al. Guidelines for perioperative care for pancreaticoduodenectomy: Enhanced Recovery After Surgery (ERAS®) Society recommendations. Clin Nutr 2012; 31: 817–30.

7.       Gustafsson UO, Scott MJ, Schwenk W, Demartines N, Roulin D, Francis N, et al. Guidelines for perioperative care in elective colonic surgery: Enhanced Recovery After Surgery (ERAS®) Society recommendations. Clin Nutr 2012; 31: 783–800.

8.       Mukhopadhyay S, Paul C, Thander K, Gorai J, Purakayet M, Biswas S, et al. Assessment of nutrition in cancer patients and its effect on treatment outcome—a study from a developing country [abstract]. J Clin Oncol 2006; 24 (18 Suppl): 6125.

9.       Mendes J, Alves P, Amaral TF. Comparison of nutritional status assessment parameters in predicting length of hospital stay in cancer patients. Clin Nutr 2014; 33: 466–70.

10.     หอผู้ป่วยศัลยกรรม 3 ค โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. การคัดกรองภาวะโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ [เอกสารอัดสำเนา]. ขอนแก่น: โรงพยาบาล; 2556.

11.     วิกิพีเดีย. ศัลยศาสตร์. [ออนไลน์]. 2558 [อ้างเมื่อ 20 เมษายน 2559]. จาก https://goo.gl/uN2evR

12.     ปวงกมล กฤษณบุตร, อรพรรณ โตสิงห์, สุพร ดนัยดุษฎีกุล, เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับการ ผ่าตัดช่องท้องในระยะ 1 สัปดาห์แรก. วารสารสภาการพยาบาล 2555; 27: 39–48.

13.     Sun Z, Kong XJ, Jing X, Deng RJ, Tian ZB. Nutritional risk screening 2002 as a predictor of postoperative outcomes in patients undergoing abdominal surgery: a systematic review and meta-analysis of prospective cohort studies. PloS ONE 2015; 10: e0132857.

14.     ปิ่นมณี เรี่ยวเดชะ, พรรณวดี พุธวัฒนะ. การคัดกรองภาวะทุพโภชนาของผู้สูงอายุไทยที่เข้ารับการักษาในโรงพยาบาล. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2550; 13: 259–71.

15.     รังสรรค์ ภูรยานนทชัย. การให้โภชนบำบัดในผู้ป่วยวิกฤต. สงขลานครินทร์เวชสาร 2549; 24: 425–43.

16.     ประสงค์ เทียนบุญ. การประเมินภาวะโภชนาการ [ออนไลน์]. 2551 [อ้างเมื่อ 10 ตุลาคม 2559]. จาก https://goo.gl/6KpWFS

17.     The British Association for Parenteral and Enteral Nutrition. Nutritional assessment [online]. 2016 May 18 [cited Oct 10,2017]. Available from: https://goo.gl/kczcFU

 

 

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0