Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

A Comparison of Survival Rate between Stage II and III Colon Cancer after Surgical Treatment

การเปรียบเทียบอัตรารอดชีพผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 หลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

Nuntiput Putthanachote (นันทิพัฒน์ พัฒนโชติ) 1, Narongchai Sangsa (ณรงค์ชัย สังซา) 2, Chitkhet Tomuen (ชิตเขต โตเหมือน) 3, Phaiboon Pensuwan (ไพบูลย์ เพ็ญสุวรรณ) 4, Kriengkrai Kovitangkoon (เกรียงไกร โกวิทางกูร) 5, Wongklang Kudwongsa (วงษ์กลาง กุดวงษา) 6, Pongdech Sarakran (พงษ์เดช สารการ) 7




หลักการและวัตถุประสงค์ : โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตค่อนข้างสูงซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการของโรคก่อนจึงมาพบแพทย์ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการผ่าตัดอาจจะช่วยเพิ่มอัตรารอดชีพของผู้ป่วยได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study โดยดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะที่ 2 และ 3 รายใหม่ที่ได้รับการผ่าตัดลำไส้ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ดระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ..2557 จากเวชระเบียนและดำเนินการติดตามการมีชีวิตของผู้ป่วยทุกรายจนถึงวันที่ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือวันที่สิ้นสุดการศึกษา (31 มีนาคม 2559) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่สถิติเชิงพรรณนาการวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์โดยใช้โค้งปลอดเหตุการณ์ของแคปลานและไมย์เออร์และสถิติ Log-rank test

ผลการศึกษา: พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 รายใหม่จำนวน 220 รายส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 51.36 อายุเฉลี่ย 62.49 ± 12.60 ปีรวมเป็นหน่วยศึกษา 4,138 ราย/เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพหลังผ่าตัด 30.4 เดือน มีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 101 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์   2.44   ต่อ 100 คน/เดือน ผู้ป่วยระยะที่ 2 จำนวน   79 ราย ส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพ 52.6 เดือน มีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2 และ 3 ปี ร้อยละ 87.09, 74.82, 63.95 และ 55.16 ตามลำดับ ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 จำนวน 141 ราย ส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพหลังผ่าตัด 17.8 เดือน มีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2 และ 3 ปี ร้อยละ 82.14, 78.46, 66.66  และ 38.25 ตามลำดับ

สรุป:  ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 หลังผ่าตัดส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพนานกว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 และอัตรารอดชีพปีที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 สูงกว่ามะเร็งระยะที่ 3

 

Background and Objective: Colon cancer is an aggressive disease and patients have high risk of mortality. Most of patients had abnormal symptoms of disease before they came to meet doctors. The surgical treatment of colon cancer might increase survival rate of patients. Therefore, the objective of this study was to compare survival rate of colon cancer between stage II and III after surgical treatment. 

Methods: This study was a retrospective cohort study and all data were collected from medical records. New cases of stage II and III of colorectal cancer patients who were undergone surgery at Roi Et hospital during January 1, 2013  to December 31, 2015 were included in this study. The vital status of patients was followed up until they were death or it had reaches the end of this study (March 31, 2016).  Descriptive statistics, Kaplan-Meier method and Log-rank test were used to analyze data.

Results: There were 220 new cases of patients who were newly diagnosed as stage II and III colon cancer and the majority of these patients were female (51.36 %) with mean of age at 62.49 ± 12.60 years. The total follow-up time was 4,138 person-months and the overall median survival time was 30.4 months. There were 101 cases were death and the mortality rate was 2.44 per 100 person-months. The median survival time of 79 cases with colon cancer stage II was 52.6 months and the cumulative 6-month, 1-, 2- and 3-year survival rate was 87.09%, 74.82%, 63.95% and 55.16 %, respectively. The median survival time of 141 cases with colon cancer stage III was 17.8 months with cumulative 6-month, 1-, 2- and 3-year survival rate was 82.14%, 78.46%, 66.66% and 32.25 %, respectively.

Conclusion: The median survival time of stage II colon cancer patients after surgery was longer than patients with colon cancer stage III and the cumulative 3-year survival rate of patients with colon cancer stage II was higher than patients with colon cancer stage III. 

บทนำ

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตค่อนข้างสูงโดยอุบัติการณ์โรคมะเร็งลำไส้ทั่วโลกเท่ากับ 17.2 ต่อแสนประชากร1 โดยในปี ค.. 2008 มีผู้ป่วยรายใหม่ 1.23 ล้านคน และ 608,000 ราย เสียชีวิต2  ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการสูบบุหรี่ 3,4 การดื่มแอลกอฮอล์5 การอักเสบของลำไส้ใหญ่6 การมีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคมะเร็ง7 การรับประทานเนื้อดิบอาหารรสเค็มจัดอาหารมักดอง 8, 9 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรง

          การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ที่ผ่านมาพบว่าระดับ Glasgow Prognostic Score10 ผู้ป่วยอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 65 ปีผู้ป่วยสถานภาพโสดอาชีพใช้แรงงานการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่าการเป็นมะเร็ง poorly differentiated และ undifferentiated11 การเป็น Tumor differentiation, N-status, การอุดตันของลำไส้  การผ่าตัดการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับระดับ CEA และการรักษาด้วยเคมีบำบัด12 การเป็นมะเร็งระยะที่ 3 และ 4  signet-ring cell carcinoma และ poor differentiation13  เป็นปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรง

          โรงพยาบาลร้อยเอ็ดเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้เข้ามารับการรักษาเป็นจำนวนมากข้อมูลจากหน่วยทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลร้อยเอ็ดตั้งแต่ปี พ.. 2550 ถึง 2558 พบว่ามีผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 1,093 ราย และผู้ป่วยบางรายได้รับการักษาด้วยการผ่าตัดจากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงเป็นปัญหาสำคัญเป็นโรคที่มีความรุนแรงและผู้ป่วยมีอัตราการตายสูงแต่การศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบอัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งระหว่างระยะที่ 2 และ 3 ยังมีน้อยและยังไม่เคยมีการศึกษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมาก่อนซึ่งไม่สอดคล้องกับความสำคัญและปัญหาที่เกิดขึ้นดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการเปรียบเทียบอัตรารอดชีพระหว่างผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 และ 3 หลังการผ่าตัดเพื่อที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยต่อไป

 

วิธีการศึกษา

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการศึกษา

การศึกษาแบบ retrospective cohort study โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ระยะที่ 2 และ 3 ทั้งหมดจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.. 2557 โดยเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกรายที่ผ่าตัดรหัสโรค C18.0-C18.9 และมีผลการตรวจทางพยาธิวิทยายืนยัน โดยหลักการวินิจฉัยยึดตามหลัก The International Classification of Diseases for Oncology (ICD-O 3rd) ผู้ป่วยทุกรายจะมีระยะเวลาการติดตาม ระยะเวลาการติดตามจะเริ่มตั้งแต่วันที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยยืนยันการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงและติดตามไปจนกว่าผู้ป่วยเสียชีวิตหรือจนสิ้นสุดการศึกษา (31 มีนาคม พ.. 2559) ผู้ป่วยที่ไม่สามารถติดตามได้หรือผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้พิจารณาเป็น censored การติดตามการตายและการยืนยันสาเหตุการตายได้จากการสืบค้นข้อมูลผู้ป่วยจากเวชระเบียนและข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยตัวแปรที่สนใจศึกษาได้แก่ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย  อายุ  เพศ การแพร่กระจายของมะเร็ง และข้อมูลประวัติการรักษา

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ระยะปลอดเหตุการณ์โดยใช้โค้งปลอดเหตุการณ์ของแคปลานและไมย์เออร์ การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Log-rank test การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดใช้โปรแกรม Stata Version 12.0

ข้อพิจารณาทางจริยธรรมการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ดให้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยและได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลร้อยเอ็ดและได้ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เอกสารอ้างอิงเลขที่ 004/2560 การนำเสนอข้อมูลผลการศึกษาจะเป็นการนำเสนอข้อมูลในภาพรวมโดยจะไม่มีการระบุชื่อผู้ป่วยเป็นอันขาดการบันทึกข้อมูลทั้งหมดจะใช้เป็นรูปแบบรหัสที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลของผู้ป่วยได้ เอกสารที่ใช้ในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ป่วยจะมีการทำลายทั้งหมดหลังเสร็จสิ้นงานวิจัยเพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลต่างๆของผู้ป่วยรั่วไหล

 

ผลการศึกษา

ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย

          ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 220 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 51.36 มีอายุเฉลี่ย 62.49 + 12.60 ปี สถานภาพการสมรสเป็นคู่ร้อยละ 79.09 การศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 74.09 และประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำไร่/นา/สวน) ร้อยละ 74.09 (ตารางที่ 1)

ลักษณะทางพยาธิวิทยาของผู้ป่วย

          จากจำนวนผู้ป่วย 220 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 จำนวน 79 ราย และมะเร็งระยะที่ 3 จำนวน 141 ราย ตำแหน่งการเกิดโรคของระยะที่ 2 ส่วนใหญ่เกิดบริเวณ sigmoid colon ร้อยละ 27.85 โดยเป็น colon not otherwise specified ร้อยละ 44.30 ส่วนผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่ง sigmoid colon ร้อยละ 41.13 ลักษณะ histology grading ทั้งสองระยะส่วนใหญ่เป็นชนิด well differentiated โดยระยะที่ 2 ร้อยละ 45.97 และระยะที่ 3 ร้อยละ 52.48 การ extent ของมะเร็งทั้งสองระยะส่วนใหญ่เป็นชนิด direct extension  โดยระยะที่ 2 และ 3 ร้อยละ 91.14 และ 62.98   (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ (n=220)

ตัวแปร

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

 

ชาย

107 (48.64)

หญิง

113 (51.36)

อายุ (ปี)

 

< 50

36 (16.36)

51-60

59 (26.82)

61-70

68 (30.91)

71-80

44 (20.00)

> 81

13 (5.91)

Mean ± SD

62.49 ± 12.60

ต่ำสุด: สูงสุด

32:99

สถานภาพสมรส

 

โสด

17 (7.73)

คู่

174 (79.09)

หม้าย/หย่าร้าง

29 (13.18)

ระดับการศึกษา

 

ประถมศึกษา

163 (74.09)

มัธยมศึกษาตอนต้น/ปลาย

46 (20.91)

อนุปริญญา/ปริญญาตรีหรือสูงกว่า

11 (5.00)

อาชีพ

 

เกษตรกรรม (ทำไร่/นา/สวน)

163 (74.09)

ค้าขาย/กิจการส่วนตัว

16 (7.27)

รับจ้าง/รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ

13 (5.91)

ผู้สูงอายุ/แม่บ้าน/ว่างงาน/นักบวช

28 (12.73)

 

ตารางที่ 2 ลักษณะทางพยาธิวิทยาของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตัวแปร

มะเร็งระยะที่ 2 (n=79)

จำนวน (ร้อยละ)

มะเร็งระยะที่  3 (n=141)

จำนวน (ร้อยละ)

ตำแหน่งของการเกิดโรค

 

 

Cecum

7 (8.86)

7 (4.96)

Appendix

1 (1.27)

1 (0.71)

Ascending colon

2 (2.53)

6 (4.26)

Hepatic flexure of colon

1 (1.27)

3 (2.13)

Transverse colon

4 (5.06)

5 (3.55)

Splenic flexure of colon

2 (2.53)

2 (1.42)

Descending colon

5 (6.33)

5 (3.55)

Sigmoid colon

22 (27.85)

58 (41.13)

Colon not otherwise specified

35 (44.30)

54 (38.30)

Histology grading

 

 

Well differentiated

34 (43.04)

74 (52.48)

Moderately differentiated

30 (37.97)

51 (36.17)

Poorly differentiated

5 (6.33)

8 (5.67)

Not known

15 (12.66)

8 (5.67)

Extent of cancer

 

 

Localized

4 (5.06)

21 (14.89)

Direct extension

72 (91.14)

117 (62.98)

Regional lymph nodes

3 (3.80)

3 (2.31)

 

อัตรารอดชีพผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

          ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 จำนวน   220 ราย รวมเป็นหน่วยศึกษา 4 ราย/เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพหลังผ่าตัด 30.4 เดือนมีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 101 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์   2.44 ต่อ 100 ราย/เดือน รูปที่ 1 แสดงระยะปลอดเหตุการณ์โดยรวมของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้ง 2 ระยะมีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 81.54, 69.53, 52.64, 44.16, และ 40.14 ตามลำดับ (ตารางที่ 3)

 

รูปที่ 1 แสดงระยะปลอดเหตุการณ์โดยรวมทั้งสองระยะของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตารางที่ 3 แสดงอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยรวมหลังผ่าตัด

Survival  time

Median survival

time (Months)

95% CI

Survival rate

(%)

95% CI

    6 Months

1.2

0.9-2.4

81.54

75.70-86.11

1 Year

10.1

9.4-11.2

69.53

62.78-75.31

2 Years

22.2

16.8-22.9

52.64

45.12-59.61

3 Years

35.5

34.0-NA

44.16

35.53-52.43

5 Years

36.9

NA-NA

40.14

29.38-50.65

        NA= Not applicable

 

อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 หลังผ่าตัด

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 จำนวน   79   รวมเป็นหน่วยศึกษา  1, 573 ราย/เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพหลังผ่าตัด 52.6 เดือน มีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 28 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์   1.78   ต่อ 100 ราย/เดือน มีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 87.09, 74.82, 63.95, 55.16 และ 36.77ตามลำดับข้อมูล (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4  แสดงอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 หลังผ่าตัด

Survival  time

Median survival

time (Months)

95% CI

Survival rate

(%)

95% CI

6 Months

3.9

0.3-5.9

87.09

77.33-92.84

1 Year

10.8

7.9-NA

74.82

63.67-83.15

2 Years

22.8

17.4-NA

63.95

50.99-74.33

3 Years

35.9

30.8-NA

55.16

38.05-69.33

5 Years

NA

NA-NA

36.77

9.62-65.22

NA= Not applicable

 

อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 หลังผ่าตัด

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 จำนวน 141  รวมเป็นหน่วยศึกษา 2, 565 ราย/เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพหลังผ่าตัด 17.8 เดือน มีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 73 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์   2.84   ต่อ 100 ราย/เดือน มีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 82.14, 78.46, 66.66, 38.25 และ 38.20 ตามลำดับข้อมูล (ตารางที่ 5 และรูปที่ 2)  แสดงระยะปลอดเหตุการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 หลังผ่าตัด

 

ตารางที่ 5 แสดงอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 หลังผ่าตัด

Survival  time

Median survival time (Months)

95% CI

Survival rate

(%)

95% CI

6 Months

1.1

0.9-2.4

82.14

74.73-87.56

1 Year

9.6

9.2-11.3

78.46

70.65-84.44

2 Years

17.5

15.7-22.9

66.66

57.96-73.96

3 Years

35.5

30.4-NA

38.25

28.35-48.07

5 Years

NA

NA-NA

38.20

28.20-47.09

NA= Not applicable

 

รูปที่ 2 แสดงระยะปลอดเหตุการณ์โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 (Stage II) และระยะที่ 3 (Stage III)  หลังผ่าตัด

 

วิจารณ์

            โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไส้ตรงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศต่างๆทั่วโลกปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมีหลายปัจจัยเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 และ 3 หลังการผ่าตัด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอัตรารอดชีพโดยรวมของผู้ป่วยทั้งสองระยะหลังได้รับการผ่าตัดอยู่ที่ 30.4 เดือนและมีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปีร้อยละ 81.54, 69.53, 52.64, 44.16, และ 40.14 ตามลำดับซึ่งการศึกษานี้มีความสอดคล้องกับการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นที่พบว่าอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 29.6 เดือน14  และยังมีความสอดคล้องกับการศึกษาในประเทศไทยที่พบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่มีอัตรารอดชีพ 2.43 ปี (29.16 เดือน) และมีอัตรารอดชีพ 1,  3  และ 5  ปี ร้อยละ 76.70, 39.25, 26.50 ตามลำดับ13แต่การศึกษาครั้งนี้แตกต่างจากการศึกษาที่ประเทศตุรกีที่พบว่าอัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังผ่าตัดส่วนใหญ่มีอัตรารอดชีพ 20 เดือน ซึ่งน้อยกว่าการศึกษาในครั้งนี้10 และยังมีความแตกต่างจากการศึกษาที่ประเทศจีนที่พบว่าอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยรวมอยู่ที่ 18.71 เดือน มีอัตรารอดชีพ 1, 2, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 55.95, 23.21, 12.30 และ 8.0 ตามลำดับซึ่งจะต่ำกว่าการศึกษาในครั้งนี้สาเหตุอาจจะเนื่องมาจากการศึกษาในประเทศจีนกลุ่มศึกษาส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับและอวัยวะข้างเคียงซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีระยะเวลารอดชีพและอัตรารอดชีพไม่สูงและยังแตกต่างจากการศึกษาที่ประเทศอิหร่านที่พบว่าอัตรารอดชีพ 5 ปี ร้อยละ 68.3 โดยปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ภูมิลำเนา และตำแหน่งการเกิดโรคมะเร็ง15 แตกต่างจากการศึกษาที่ประเทศศรีลังกาโดยพบว่าอัตรารอดชีพ 2 ปี 5 ปีร้อยละ 69.0 และ 52.0 ซึ่งมีอัตรารอดชีพสูงกว่าการศึกษาในครั้งนี้ 17และยังมีความแตกต่างจากการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นที่พบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังผ่าตัดมีอัตรารอดชีพ 5 ปีร้อยละ 73.017 ซึ่งสูงมาก จะเห็นว่าอัตรารอดชีพของผู้ป่วยที่ประเทศญี่ปุ่นสูงกว่าการศึกษาในประเทศไทยและจากที่อื่นๆทั้งหมดดังที่กล่าวมา

 

เมื่อทำการวิเคราะห์อัตรารอดชีพแยกออกเป็นระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ทำการพิจารณาแต่ละระยะผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าผู้ป่วยระยะที่ 2 หลังผ่าตัดส่วนใหญ่มีอัตรารอดชีพที่ 52.6 เดือนและมีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปีร้อยละ 87.09, 74.82, 63.95, 55.16 และ 36.77 ตามลำดับและผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 ที่ส่วนใหญ่มีอัตรารอดชีพที่ 17.8 เดือนและมีอัตรารอดชีพ 6 เดือน 1, 2, 3 และ 5 ปี ร้อยละ 82.14, 78.46, 66.66, 38.25 และ 38.20 ตามลำดับ จะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบอัตรารอดชีพทั้งสองระยะจะพบว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 หลังผ่าตัดมีระยะเวลารอดชีพส่วนใหญ่สูงกว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 และเมื่อพิจารณาอัตรารอดชีพ 3 ปีจะพบว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 มีอัตรารอดชีพที่สูงกว่าสาเหตุความแตกต่างระหว่างทั้งสองระยะอาจจะเกิดจากปัจจัยบางปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มเช่นการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าปัจจัยทางลักษณะทางพยาธิวิทยาและขนาดของมะเร็ง18 ผู้ป่วยสูงอายุ เพศหญิงและการเป็นมะเร็งระยะที่ 219 TNM stage, grade20 Tumor differentiation, N-status การอุดตันของลำไส้,การผ่าตัด,การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังตับ ระดับ preoperative CEA และการรักษาด้วยเคมีบำบัด12 ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อ ผู้ป่วยสูงอายุและเป็นโรคหัวใจ21  ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการศึกษาที่ประเทศไทยพบปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่ ผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 และ 4 , signet-ring cell carcinoma และ poor differentiation13  แต่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งสองระยะเป็นเพียงการศึกษาถึงอัตรารอดชีพเพื่อเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองระยะเท่านั้น สำหรับจุดแข็งของการศึกษาศึกษาครั้งคือผู้ป่วยทุกรายมีผลการตรวจทางพยาธิวิทยายืนยันผู้ป่วยทุกรายสามารถติดตามสถานภาพการมีชีวิตได้และการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการนำเสนออัตรารอดชีพโดยรวมของมะเร็งทั้งสองระยะและทำการวิเคราะห์แยกเปรียบเทียบทั้งสองระยะเพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ส่วนจุดอ่อนของการศึกษาครั้งนี้คือไม่ได้ศึกษาถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยเป็นเพียงการอธิบายเปรียบเทียบอัตรารอดชีพของมะเร็งทั้งสองระยะเท่านั้นซึ่งในการศึกษาครั้งต่อไปควรจะศึกษาถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีผลต่ออัตรารอดชีพของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งสองระยะ

สรุป

          ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 หลังผ่าตัดส่วนใหญ่มีระยะเวลารอดชีพนานกว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 และอัตรารอดชีพในปีที่ 3 ของผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 สูงกว่ามะเร็งระยะที่ 3 ส่วนอัตรารอดชีพในปีที่ 5 ของมะเร็งทั้ง 2 ระยะมีความแตกต่างกันไม่มาก

กิตติกรรมประกาศ

            คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ดที่อนุญาตให้เก็บข้อมูลผู้ป่วยและขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่หน่วยทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลร้อยเอ็ดที่สนับสนุนข้อมูลให้แก่คณะผู้วิจัยจนทำให้การทำวิจัยในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1.       Torre LA, Bray F, Siegel RL, Ferlay J, Lortet-Tieulent J, Jemal A. Global cancer statistics, 2012. CA Cancer J Clin 2015; 65: 87–108.

2.       Parkin DM. Epidemiology of cancer: global patterns and trends. Toxicol Lett  1998; 102–103: 227–34.

3.       Limburg PJ, Vierkant RA, Cerhan JR, Yang P, Lazovich D, Potter JD, et al. Cigarette smoking and colorectal cancer: long-term, subsite-specific risks in a cohort study of postmenopausal women. Clin Gastroenterol Hepatol 2003; 1: 202–10.

4.       Leufkens AM, Van Duijnhoven FJB, Siersema PD, Boshuizen HC, Vrieling A, Agudo A, et al. Cigarette smoking and colorectal cancer risk in the European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition study. Clin Gastroenterol Hepatol 2011; 9: 137–44.

5.       Akhter M, Kuriyama S, Nakaya N, Shimazu T, Ohmori K, Nishino Y, et al. Alcohol consumption is associated with an increased risk of distal colon and rectal cancer in Japanese men: the Miyagi Cohort Study. Eur J Cancer 2007; 43: 383–90.

6.       Chan AT, Ogino S, Giovannucci EL, Fuchs CS. Inflammatory markers are associated with risk of colorectal cancer and chemopreventive response to anti-inflammatory drugs. Gastroenterology 2011; 140: 799–808.

7.       Andrieu N, Launoy G, Guillois R, Ory-Paoletti C, Gignoux M. Estimation of the familial relative risk of cancer by site from a French population based family study on colorectal cancer (CCREF study). Gut 2004; 53: 1322–8.

8.       Marques-Vidal P, Ravasco P, Ermelinda Camilo M. Foodstuffs and colorectal cancer risk: a review. Clin Nutr Edinb Scotl 2006; 25: 14–36.

9.       Dahm CC, Keogh RH, Lentjes MAH, Spencer EA, Key TJ, Greenwood DC, et al. Intake of dietary fats and colorectal cancer risk: prospective findings from the UK Dietary Cohort Consortium. Cancer Epidemiol 2010; 34: 562–7.

10.     Eren T, Burcu B, Tombalak E, Ozdemir T, Leblebici M, Ozemir IA, et al. Clinical Significance of the Glasgow Prognostic Score for Survival after Colorectal Cancer Surgery. J Gastrointest Surg 2016; 20: 1231–8.

11.     Rasouli MA, Moradi G, Roshani D, Nikkhoo B, Ghaderi E, Ghaytasi B. Prognostic factors and survival of colorectal cancer in Kurdistan province, Iran: A population-based study (2009-2014). Medicine (Baltimore) 2017; 96: e5941.

12.     Zhang S, Gao F, Luo J, Yang J. Prognostic factors in survival of colorectal cancer patients with synchronous liver metastasis. Colorectal Dis 2010; 12: 754–61.

13.     Siewchaisakul P, Suwanrungruang K, Poomphakwaen K, Wiangnon S, Promthet S. Lack of Association between an XRCC1 Gene Polymorphism and Colorectal Cancer Survival in Thailand. Asian Pac J Cancer Prev 2016; 17: 2055–60.

14.     Nagata H, Ishihara S, Hata K, Murono K, Kaneko M, Yasuda K, et al. Survival and Prognostic Factors for Metachronous Peritoneal Metastasis in Patients with Colon Cancer. Ann Surg Oncol 2016; 24: 1269-80.

15.     Heidarnia MA, Monfared ED, Akbari ME, Yavari P, Amanpour F, Mohseni M. Social determinants of health and 5-year survival of colorectal cancer.  Asian Pac J Cancer Prev 2013; 14: 5111–6.

16.     Perera T, Wijesuriya RE, Suraweera PHR, Wijewardene K, Kumarage SK, Ariyaratne MHJ, et al. Prevalence of colorectal cancer and survival in patients from the Gampaha District, North Colombo region. Ceylon Med J 2008; 53: 17–21.

17.     Tamakoshi A, Nakamura K, Ukawa S, Okada E, Hirata M, Nagai A, et al. Characteristics and prognosis of Japanese colorectal cancer patients: The BioBank Japan Project. J Epidemiol 2017; 27: S36-S42.

18.     Jiang M, Tan Y, Li X, Fu J, Hu H, Ye X, et al. Clinicopathological Features and Prognostic Factors of Colorectal Neuroendocrine Neoplasms. Gastroenterol Res Pract 2017; 2017: 4206172.

19.     Ha GS, Kim YW, Choi EH, Kim IY. Factors Associated with the Lack of Adjuvant Chemotherapy Following Curative Surgery for Stage II and III Colon Cancer: A Korean National Cohort Study. Anticancer Res 2017; 37: 915–22.

20.     Mehrkhani F, Nasiri S, Donboli K, Meysamie A, Hedayat A. Prognostic factors in survival of colorectal cancer patients after surgery. Colorectal Dis Off J Assoc Coloproctology G B Irel 2009; 11: 157–61.

21.     Aquina CT, Mohile SG, Tejani MA, Becerra AZ, Xu Z, Hensley BJ, et al. The impact of age on complications, survival, and cause of death following colon cancer surgery. Br J Cancer 2017; 116: 389–97.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0