Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Prevalence of Maxillofacial Injuries in Pathumthani Hospital: An 8-year Retrospective Study

ความชุกของการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลปทุมธานี การศึกษาย้อนหลังระยะเวลา 8 ปี






หลักการและวัตถุประสงค์: การบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า เป็นผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพร่างกายและอารมณ์ เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา  การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อมูลทางระบาดวิทยาการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการบาดเจ็บ

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าที่มารับการรักษา ณ โรงพยาบาล ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2552 ถึง 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 419 ราย มีการวิเคราะห์หาข้อมูลความถี่ร้อยละและความสัมพันธ์โดยใช้ไคสแคว์

ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 28.53 ±11.3 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 16-30 ปี (ร้อยละ57.8)  พบเพศชายมากกว่าหญิงในอัตราส่วน 5:1 สาเหตุจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์(ร้อยละ62.5) พบการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรล่างมากที่สุด (ร้อยละ 67.5) การรักษาส่วนมากเป็นการผ่าตัดใส่แผ่นโลหะยึดกระดูกขากรรไกร (ร้อยละ79.2) พบว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่ดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับลักษณะการบาดเจ็บ การบาดเจ็บร่วมของอวัยวะอื่น ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลและค่ารักษาพยาบาล

สรุป: การบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้าพบบ่อยในเพศชาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ กระดูกส่วนที่พบการบาดเจ็บมากที่สุดคือกระดูกขากรรไกรล่างการรณรงค์งดการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บและค่าใช้จ่ายในการรักษาได้

Background and Objective: There are a tendency that Maxillofacial injuries capable to affects habits of patients in the way that sufficient to leads in both physique and mentality, including a subsequence of economic issues. Research aims to investigate relations between epidemiology of maxillofacial injuries as well as association of alcoholic consumption with a trauma.

Method: This retrospective study analyzed medical records of 419 maxillofacial trauma cases which were treated at Pathumthani hospital between 1stJanuary 2009 and 31st  December 2016.  The data was analyzed by using percentage and significance of risks determined using chi square test.

Results: The most common of the injury sample was age between 16-30 years (57.8%) mean 28.53 year (SD 11.3) ratio between male: female are 5:1, 62.5% of them injured by a motorcycle accident. Mandible was common site of fracture (67.5%). The main operations of treatments were open reduction and internal fixation (79.2%).  The factors related to alcohol consuming are patterns of fractures,injuries in other system, length of stay in hospital and cost of treatment.

Conclusions:  Maxillofacial injuries were a common occurrence in male teenagers. The majority constituent was a motorcycle accident,meanwhile mandible was a greatest spot of fracture.  To prevent consuming alcohol tends to decrease severity of injuries and expense in treatment.

 

บทนำ

          การบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้า (maxillofacial injury) หมายถึง การบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อนและการแตกหักของกระดูกนับตั้งแต่บริเวณขอบบนของกระดูกฟรอนทัลไปถึงบริเวณขอบล่างของกระดูกขากรรไกรล่าง พื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดเสี่ยงที่จะบาดเจ็บได้ง่ายเนื่องจากมีโอกาสจะโดนกระทบกระเทือนได้โดยตรง และเมื่อมีการบาดเจ็บขึ้นแล้วอาจจะเกิดสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินเกิดความพิการ และมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร การมองเห็น ใบหน้าผิดรูป เป็นต้น

      

          มีรายงานการศึกษาข้อมูลการบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในด้านอุบัติการณ์ วิธีการรักษา ความสัมพันธ์ของการบาดเจ็บกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆการศึกษาในพื้นที่แต่ละแห่งสะท้อนถึงลักษณะและปัจจัยที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่อาจแตกต่างกันไป เช่นสาเหตุการบาดเจ็บในประเทศ สหรัฐอเมริกา1 ออสเตรเลีย2 เกาหลีใต้3 ส่วนใหญ่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย ในออสเตรีย4 เกิดจากการเล่นกีฬาขณะที่การศึกษาในประเทศ จีน5  อินเดีย6 อียิปต์7  พบว่าสาเหตุหลักเกิดจากอุบัติเหตุจราจรเช่นเดียวกับในประเทศไทย8-10 แต่มีสิ่งที่เหมือนกันในทุกการศึกษาคือกลุ่มผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเพศชาย

          การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยาของการบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลปทุมธานีและหาความสัมพันธ์ทางสถิติของปัจจัยที่เกี่ยวกับการบาดเจ็บกับการดื่มแอลกอฮอล์

 

วิธีการศึกษา

           เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่กลุ่มงานทันตกรรมโรงพยาบาลปทุมธานีให้การรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าประกอบด้วยส่วนของกระดูก mandible maxilla และ zygomaticโดยไม่รวมถึงการบาดเจ็บของฟันและเป้าฟัน (dentoalveolar injuries) ช่วงเวลาการศึกษาเริ่มจาก วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ประกอบด้วยข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วย สาเหตุลักษณะการบาดเจ็บ วิธีการรักษา ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในรักษา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้จำนวนร้อยละ แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการรักษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของการดื่มแอลกอฮอล์กับการบาดเจ็บโดยใช้ Chi-square test และดูความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05)

ผลการศึกษา

          จากการศึกษาทางสถิติการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลปทุมธานีพบว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจำนวน 419 ราย อายุเฉลี่ย  28.53 ± 11.3 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 350 ราย (ร้อยละ 83.5) ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 16-30 ปี 242 ราย (ร้อยละ 57.8) (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1  ข้อมูลอายุและเพศของกลุ่มตัวอย่าง (419 ราย)

อายุ (ปี)

เพศ

จำนวน (ร้อยละ)

ชาย

หญิง

0-15

20

8

28 (6.7)

16-30

205

37

242 (57.8)

31-45

97

19

116 (27.6)

46-60

25

4

29 (6.9)

>60

3

1

4 (1)

รวม

350

69

419 (100)

 

ลักษณะการบาดเจ็บการบาดเจ็บที่กระดูกขากรรไกรล่าง (mandible) ตำแหน่งเดียวพบมากที่สุด 283 ราย(ร้อยละ67.5) สาเหตุการบาดเจ็บ เกิดจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์มากที่สุด 273 ราย (ร้อยละ65.2) รองลงมาคือจากการถูกทำร้ายร่างกาย 78 ราย (ร้อยละ18.6) การตกจากที่สูงและพลัดตกหกล้ม 33 ราย (ร้อยละ7.9)  (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2  ข้อมูลตำแหน่งที่บาดเจ็บและสาเหตุการบาดเจ็บ

 

ตำแหน่งที่บาดเจ็บ

สาเหตุ

 

จำนวน (ร้อยละ)

อุบัติเหตุจากจักรยานยนต์

อุบัติเหตุรถยนต์

ตกจากที่สูง พลัดตกหกล้ม

โดนทำร้าย

สาเหตุอื่นๆ

Mandible

171

16

26

62

8

283 (67.5)

Maxilla

17

2

3

2

1

25 (6)

Zygomatic

26

3

1

5

0

35 (8.4)

Mandible & Maxilla

9

0

2

3

1

15 (3.6)

Mandible & Zygomatic

11

0

1

2

0

14 (3.3)

Maxilla & Zygomatic

18

0

0

2

0

20 (4.8)

Multiple facial Fracture*

21

3

0

2

1

27 (6.4)

รวม

273

24

33

78

11

419

*Multiple Facial Fracture: คือการบาดเจ็บในกระดูกมากกว่า 2 ตำแหน่ง เช่น Fracture Mandible, Maxilla, Zygomatic หรือ Nasoorbitoethmoidal fracture

 

เมื่อดูในรายละเอียดแต่ละส่วน พบว่าที่ Mandible ตำแหน่งที่มีการแตกหักมากที่สุดคือ Symphysis 211 ราย(ร้อยละ50.8) ในส่วนของ Maxilla คือ Lefort I 44 ราย (ร้อยละ 51.1) และของ Zygomatic คือส่วน body 77ราย (ร้อยละ72) (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 ข้อมูลตำแหน่งการแตกหักของกระดูก

กระดูก

ตำแหน่ง

จำนวน (ร้อยละ)

 

 

Mandible

Symphysis

211 (50.8)

Body

57 (13.7)

Angle

109 (26.2)

Condyle

33 (8.1)

Coronoid

3 (0.7)

Ramus

2 (0.5)

 

Maxilla

 

Lefort I

44 (51.1)

Lefort II

17 (19.8)

Lefort III

2 (2.3)

Vertical Fracture of maxilla

23 (26.8)

 

Zygomatic

Body

77 (72)

Arch

3 (2.8)

Floor orbit

25 (23.3)

Supra orbital rim

2 (1.9)

 

          ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน 385 ราย (ร้อยละ91.9)  มีระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลอยู่ในช่วง 4-6 วันเป็นส่วนใหญ่ 174 ราย (ร้อยละ41.5) การรักษาส่วนใหญ่ใช้วิธีการผ่าตัดแบบ Open reduction and Internal fixation with plate & screw 332 ราย (ร้อยละ79.2) (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4  แสดงระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลและวิธีการผ่าตัด

ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาล (วัน)

วิธีผ่าตัด

จำนวน (ร้อยละ)

Open reduction

Close reduction

1-3

64

53

117 (27.9)

4-6

159

15

174 (41.5)

7-9

59

9

68 (16.2)

>9

50

10

60 (14.3)

รวม

332

87

419 (100)

 

          ในส่วนของข้อมูลด้านค่ารักษาพยาบาลและสิทธิการรักษาของผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดปทุมธานี 247 ราย (ร้อยละ59) ค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ช่วง 15,000-30,000 บาทต่อคน 216 ราย (ร้อยละ51.6) กลุ่มผู้ป่วยในมีค่ารักษาเฉลี่ยต่อคน 35,080 บาท กลุ่มผู้ป่วยนอกมีค่ารักษาเฉลี่ยต่อคน 1094.67 บาท ผลรวมค่ารักษาพยาบาลในแต่ละปีพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557-2559 ผลรวมค่ารักษา 1,626,537,  2,240,123  และ 2,707,586 บาท ตามลำดับ

          ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (ตารางที่ 5) พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้แก่ ตำแหน่งการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า (p £ 0.032) การบาดเจ็บร่วมกับอวัยวะส่วนอื่น (p £ 0.043) ค่ารักษาพยาบาล (p £ 0.003) ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาล (p £ 0.019) 

 

ตารางที่ 5 แสดงความสัมพันธ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับปัจจัยที่ศึกษา

ปัจจัย

ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จำนวน (ร้อยละ)

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

จำนวน (ร้อยละ)

p-value

เพศ

 

 

.155

-      ชาย

303 (86.6)

47 (13.4)

 

-   หญิง

64 (92.8)

5 (7.2)

 

อายุ (ปี)

 

 

.092

-   0-15

27 (96.4)

1 (3.6)

 

-   16-30

214 (88.4)

28 (11.6)

 

-   31-45

101 (87.1)

15 (12.9)

 

-   >45

25 (75.8)

8 (24.2)

 

สาเหตุ

 

 

.094

-   อุบัติเหตุจราจร

255 (85.9)

42 (14.1)

 

-   อุบัติเหตุอื่นๆ

112 (91.8)

10 (8.2)

 

ตำแหน่งการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้า

 

 

.032*

-   มีการแตกหักของกระดูกหนึ่งตำแหน่ง

306 (89.2)

37 (10.8)

 

-   มีการแตกหักของกระดูกสองตำแหน่งขึ้นไป

61 (80.3)

15 (19.7)

 

การบาดเจ็บของอวัยวะอื่นร่วม

 

 

.043*

-   ไม่มีการบาดเจ็บของระบบอื่นร่วม

256 (89.8)

29 (20.8)

 

-   มีการบาดเจ็บของระบบอื่นร่วม

111 (82.8)

23 (17.2)

 

ค่ารักษาพยาบาล(บาท)

 

 

.003*

-   0-15,000

202 (93.5)

14 (6.5)

 

-   15,001-30,000

52 (81.2)

13 (19.1)

 

-   30,001-45,000

-   >45,000

55 (80.9)

58 (81.7)

12 (18.8)

13 (18.3)

 

วิธีการผ่าตัด

 

 

.421

-   Open reduction with internal fixation

293 (88.3)

39 (11.7)

 

-   Close reduction

74 (85.1)

13 (14.9)

 

ระยะเวลาที่พักรักษาในโรงพยาบาล(วัน)

 

 

.019*

-   1-3

103 (88)

14 (12)

 

-   4-6

160 (92)

14 (8)

 

-   7-9

58 (85.3)

10 (14.7)

 

-   >9

46 (76.7)

14 (23.3)

 

 

วิจารณ์

          จาการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยบาดเจ็บบริเวณกระดูกใบหน้าและขากรรไกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 350 ราย (ร้อยละ83.5) ช่วงอายุวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้นสอดคล้องกับการศึกษาทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ส่วนผู้ป่วยเพศหญิง 69 ราย (ร้อยละ16.5) อายุเฉลี่ย 28.6 ปี

          สาเหตุของการบาดเจ็บส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ เป็นผลมาจากจักรยานยนต์เป็นพาหนะที่นิยมใช้และมีปริมาณมากในท้องถนนคล้ายกับการศึกษาในเนเธอร์แลนด์ของ van Den Bergh และคณะ11 ที่พบว่าบาดเจ็บส่วนใหญ่มาจากการขี่จักรยานซึ่งเป็นพาหนะที่นิยมในประเทศนั้นสาเหตุการบาดเจ็บอันดับสองได้แก่การถูกทำร้ายร่างกาย ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 63 ราย (ร้อยละ 80.7) ต่างจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาของ Allareddy และคณะ1 และในเกาหลีใต้ของ Hwang และ You12  ที่การทำร้ายร่างกายเป็นสาเหตุการบาดเจ็บอันดับหนึ่งและอายุเฉลี่ยของผู้บาดเจ็บสูงกว่าอาจเนื่องมาจากความแตกต่างทางพฤติกรรมของประชากรในแต่ละพื้นที่นอกจากนี้ในส่วนของผู้ถูกทำร้ายร่างกายที่เป็นผู้หญิงพบว่ามีสาเหตุจากความรุนแรงภายในครอบครัว 15 ราย (ร้อยละ 19.23) สาเหตุอันดับสามเกิดจากการตกจากที่สูงหรือพลัดตกหกล้ม พบในเพศชาย 25 ราย (ร้อยละ 75.8) อายุเฉลี่ย 32.24 ปี มักจะเกิดเหตุขณะทำงานต่างจากการศึกษาของ Roccia และคณะ13 ที่กลุ่มผู้ป่วยอายุเฉลี่ย 51.5 ปีพบในเพศชายและเกิดเหตุขณะทำกิจวัตรประจำวัน

          อวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บพบบริเวณขากรรไกรล่างตำแหน่งเดียว (Mandible) มากที่สุด 283 ราย(ร้อยละ 67.5) และตำแหน่งที่มีการแตกหักมากที่สุดของขากรรไกรล่างคือบริเวณ Symphysis 211 ราย (ร้อยละ50.8) สอดคล้องกับการศึกษาของณรงค์ศักดิ์ บุญเฉลียว10 และขนิษฐา เจนวณิชสถาพร8 และเมื่อดูจากสาเหตุการบาดเจ็บพบว่าการโดนทำร้ายร่างกายจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่บริเวณขากรรไกรล่างมากที่สุด(ร้อยละ79.4) ตามมาด้วยการตกจากที่สูงและพลัดตกหกล้ม (ร้อยละ78.7) และจากอุบัติเหตุจราจร (ร้อยละ62.9)

          วิธีการรักษาส่วนใหญ่ใช้วิธีผ่าตัดใส่แผ่นโลหะยึดกระดูก (open reduction and internal fixation with plate screw) 332 ราย (ร้อยละ79.2)เ หมือนกับการศึกษาของ Boonkasem และคณะ14 ในปี พ.ศ. 2558 แต่ต่างจากรายงานของเพียรชัย เธียรโชติ และ ไพศาล กังวลกิจ9 ในปี พ.ศ. 2538-2543 ที่ในช่วงเวลานั้นการรักษาส่วนใหญ่นิยมใช้วิธี close reduction มากกว่า ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยส่วนใหญ่มีวันนอนอยู่ในช่วง 4-6 วัน 174ราย (ร้อยละ41.5) ตามมาด้วย  1-3 วัน 117 ราย (ร้อยละ27.9) ใกล้เคียงกับรายงานของ van Hout และคณะ15 ที่พบว่าร้อยละ 59 ของผู้ป่วยใช้เวลารักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า 4 วัน

          สิทธิการรักษาของผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสิทธิการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องชำระค่ารักษา เป็นผู้ป่วยในเขตจังหวัดปทุมธานีเอง 247 ราย (ร้อยละ59) เป็นผู้ป่วยจากต่างจังหวัด 58 ราย (ร้อยละ13.7) มีผู้ป่วยต่างด้าวมารับการรักษา 22 ราย (ร้อยละ5.3) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มมารับการรักษามากขึ้นโดยในช่วงปี พ.ศ. 2552-2557 มีจำนวน 9 ราย ในขณะที่ช่วงปี พ.ศ. 2558- 2559 มีจำนวน 13 ราย  พบว่าค่ารักษารวมในแต่ละปีมีแนวโน้มสูงขึ้น อันเป็นผลจากค่ายาค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์และค่าบริการทางการแพทย์มีการปรับราคาสูงขึ้น

          จากการหาความสัมพันธ์ทางสถิติของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรุนแรงของการบาดเจ็บในส่วนของการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกรและใบหน้ามากกว่าสองตำแหน่งขึ้นไปและการที่มีอวัยวะอื่นบาดเจ็บร่วมด้วย รวมถึงสัมพันธ์กับค่ารักษาพยาบาลและระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลสอดคล้องกับรายงานของ O’Meara และคณะ16 ที่พบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับความจำเป็นในการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บและระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาล

 

สรุป

          จากผลการศึกษาพบว่า การบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าพบบ่อยในกลุ่มเพศชายช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุการจราจร ตำแหน่งที่พบการบาดเจ็บมากที่สุดคือกระดูกขากรรไกรล่าง วิธีรักษาส่วนใหญ่ใช้การผ่าตัดใส่แผ่นโลหะยึดกระดูก ในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรุนแรงของการบาดเจ็บ ระยะเวลาพักรักษาในโรงพยาบาลและค่ารักษาพยาบาล  ดังนั้นการรณรงค์ไม่ดื่มสุราขณะขับขี่จะช่วยลดการสูญเสียจากการบาดเจ็บนี้ได้

 

กิตติกรรมประกาศ

          ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปทุมธานีในส่วนของกลุ่มงานทันตกรรมที่ได้ช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วย ส่วนของกลุ่มงานสารสนเทศและเวชระเบียนที่ให้ความช่วยเหลือในการรวบรวมข้อมูลและทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้การศึกษาครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี

 

เอกสารอ้างอิง

1.    Allareddy V, Allareddy V, Nalliah RP. Epidemiology of facial fracture injuries. J Oral Maxillofac Surg 2011; 69: 2613-8.

2.    Oberdan W, Finn B. Mandibular fractures in Far North Queensland: an ethnic comparison. ANZ J Surg 2007; 77: 73-9.

3.    Lee JH, Cho BK, Park WJ. A 4-year retrospective study of facial fractures on Jeju, Korea. J Craniomaxillofac Surg 2010; 38: 192-6.

4.    Gassner R, Tuli T, Hachl O, Rudisch A, Ulmer H. Cranio-maxillofacial trauma: a 10 year review of  9,543 cases with 21,067 injuries. J Craniomaxillofac Surg 2003; 31: 51-61.

5.    Mijiti A, Ling W, Tuerdi M, Maimaiti A, Tuerxun J, Tao YZ, et al. Epidemiological analysis of maxillofacial fractures treated at a university hospital, Xinjiang, China: A 5-year retrospective study. J Craniomaxillofac Surg 2014; 42 :227-33.

6.    Subhashraj K, Nandakumar N, Ravindran C. Review of maxillofacial injuries in Chennai, India: a study of 2748 cases. Br J Oral Maxillofac Surg 2007; 45: 637-9.

7.    Mabrouk A, Helal H, Mohamed AR, Mahmoud N. Incidence, etiology, and patterns of maxillofacial fractures in ain-shams university, cairo, egypt: a 4-year retrospective study. Craniomaxillofac Trauma Reconstr 2014; 7: 224-32.

8.    ขนิษฐา  เจนวฌิชสถาพร . การศึกษาผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้า 4,755 ราย ณ โรงพยาบาล สุราษฎร์ธานี. วารสารศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชี่ยล 2551; 22: 106-15.

9.    เพียรชัย  เธียรโชติ, ไพศาล  กังวลกิจ  การบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลชลบุรี : การศึกษาผู้ป่วย 2,478  ราย. วารสารศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชี่ยล 2546; 17: 99-106.

10. ณรงค์ศักดิ์  บุญเฉลียว. การศึกษาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและใบหน้าในโรงพยาบาลสุรินทร์ : การศึกษาผู้ป่วย 2,997 ราย. วารสารศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชี่ยล 2548; 19: 75-9.

11. van den Bergh B, Karagozoglu KH, Heymans MW, Forouzanfar T. Aetiology and incidence of maxillofacial trauma in Amsterdam: a retrospective analysis of 579 patients. J Craniomaxillofac Surg. 2012; 40: e165-9.

12. Hwang K, You SH. Analysis of facial bone fractures: An 11-year study of 2,094 patients. Indian J Plast Surg 2010; 43: 42-8.

13. Roccia F, Boffano P, Bianchi FA, Zavattero E. Maxillofacial Fractures due to Falls: does Fall Modality Determine the Pattern of Injury? J Oral Maxillofac Res 2014; 5: e5.

14. Boonkasem S, Rojanaworarit C, Kansorn S, Punkabut S. Incidence and etiology of maxillofacial trauma : A retrospective analysis of patients attending a provincial hospital in northern Thailand. Journal of Public Health and Development  2015; 13: 57-71.

15. van Hout WM, Van Cann EM, Abbink JH, Koole R. An epidemiological study of maxillofacial fractures requiring surgical treatment at a tertiary trauma centre between 2005 and 2010. Br J Oral Maxillofac Surg 2013; 51: 416-20.

16. O'Meara C, Witherspoon R, Hapangama N, Hyam DM. Alcohol and interpersonal violence may increase the severity of facial fracture. Br J Oral Maxillofac Surg 2012; 50: 36-40.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Clinical Nursing Guideline For Helping Severe Traumatic Patients’ Families. (แนวทางการพยาบาลในการช่วยเหลือญาติผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง)
 
Advanced Cardiovascular Life Support 2010 (การกู้ชีวิตสำหรับผู้ใหญ่ )
 
Effectiveness of Fast Track System Development in Head Injury Patients (ประสิทธิผลของการพัฒนาระบบทางด่วนพิเศษในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ)
 
Inter-rater Reliability of Triage of Patients among Outpatient Department, Accident and Emergency Department Nurses and Emergency Physicians in Srinagarind Hospital (ความสอดคล้องในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยฉุกเฉินระหว่างพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอก พยาบาลแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน และแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Emergency Medicine
 
Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0