Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Factors Associated with Bacterial Septicemia among Patients in Intensive Care Unit, Roi Et Hospital, Roi Et Province

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดในผู้ป่วยผู้ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

Kriengkrai Kovitangkoon (เกรียงไกร โกวิทางกูร) 1, Narongchai Sangsa (ณรงค์ชัย สังซา ) 2, Jutalux Kaewmafai (จุธาลักษณ์ แก้วมะไฟ) 3, Pongdech Sarakran (พงษ์เดช สารการ) 4, Nuntiput Putthanachote (นันทิพัฒน์ พัฒนโชติ ) 5




หลักการและวัตถุประสงค์ : โรคติดเชื้อฉวยโอกาสในกระแสเลือดเป็นปัญหาสำคัญของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะทำให้การรักษามีความยุ่งยากและซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต

วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบ กลุ่มศึกษา กลุ่มควบคุม (case control study) โดยใช้อัตราส่วน 1:1 ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยว การวิเคราะห์ตัวแปรเชิงพหุ

ผลการศึกษา : กลุ่มศึกษา 91 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.7 อายุเฉลี่ย 57.6 + 18.9 ปี กลุ่มควบคุม 91 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 56.0 อายุเฉลี่ย 55.2 + 15.9 ปี เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด 3ลำดับแรกได้แก่ เชื้อ Staphylococcus coagulase negative ร้อยละ28.6 เชื้อ P. aeruginosa ร้อยละ 13.2 และ เชื้อ A. baumannii ร้อยละ 12.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพหุถดถอยโดยการปรับค่า ด้วย เพศ และ อายุ พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดในผู้ป่วยหอผู้ป่วยวิกฤตได้แก่ ผู้ป่วยที่นอนรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตมากกว่า 7 วัน (OR adj. = 4.4; 95 % CI: 2.30-8.50) ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน (OR adj. = 7.7; 95 % CI: 3.61-14.19) ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ (OR adj. = 4.9; 95 % CI: 1.96-12.46) และผู้ป่วยที่ใส่ endotracheal tube (OR adj. = 5.5; 95 % CI: 2.32-13.25)

สรุป: ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตเป็นเวลานาน มีภาวะแทรกซ้อนและที่ได้รับการทำหัตถการโดยการใส่เครื่องช่วยหายใจและ endotracheal tube มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด

 

Background and Objective : Nosocomial blood stream infection is a major problem in hospitals worldwide including Thailand. Infected patients are difficult to treat and have high risk of death.  This study aimed to investigate the factors associated with nosocomial bloodstream infection among patients in Intensive Care Unit.  

Methods:  A hospital-based case-control study (case: control = 1:1) was conducted. All data were collected from medical records of patients in the Intensive Care Unit in Roi Et hospital, Roi Et province between January 1, 2015 and December 31, 2015. The variables of interest were general informations and histories of treatment. Data analyses were descriptive statistics, univariate analysis and multivariate analysis by multiple logistic regressions.

Results:  From 91 cases, most of them were males, 52.7 % with the mean age 57.6 +18.9 years whereas 91 controls most of them were males, 56.0% and mean age 55.2 +15.9 years. The top three causes of bacterial septicemias were 28.6% Staphylococcus coagulase negative, 13.2 % P. aeruginosa and 12.1 % A.baumannii. After adjusted for gender and age the statistically significant for patients were admitted at Intensive Care Unit > 7 days (OR adj. = 4.4; 95 %CI: 2.30-8.50), complications (OR adj. = 7.7; 95 %CI: 3.61-14.19), underwent with ventilators (OR adj. = 4.9; 95 %CI: 1.96-12.46) and endotracheal tube (OR adj. = 5.5; 95 %CI: 2.32-13.25).

Conclusion: Admitted for more than 7 days, having complications, endotracheal intubation and having ventilators were factors associated with blood stream infections.

 

บทนำ

          โรคติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดเป็นปัญหาสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการติดเชื้อจะส่งผลให้ อวัยวะต่างๆในผู้ป่วยหลายระบบมีความผิดปกติในการทำหน้าที่ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิตต่ำ ภาวะเลือดเป็นกรด ระบบหัวใจล้มเหลว อาการเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงในการเสียชีวิต อุบัติการณ์โรคติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจากจำนวนผู้ป่วย 750 ล้านราย มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดจำนวน10,319,418 ราย โดยอุบัติการณ์ในปี ค.ศ. 1979 ถึง 2000 เพิ่มขึ้น จาก 164,000 ราย เป็น 660,000 ราย 1  ที่ประเทศเยอรมนีจากผู้ป่วยที่เข้ารับการักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตจำนวน 11,883 ราย มีผู้ป่วย 1,503 ราย ได้รับการวินิจฉัยติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรง2  ที่ประเทศกรีซระหว่างปี ค.ศ. 2003-2012 เชื้อที่เป็นสาเหตุหลักได้แก่ Coagulase-negative staphylococci  ร้อยละ 26.0 เชื้อ K.pneumoniae ร้อยละ 15.3  เชื้อ P. aeruginosa ร้อยละ 14.8 และเชื้อ A. baumannii ร้อยละ 13.23 อุบัติการณ์ทางภาคใต้ของประเทศไทย เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนมากได้แก่ เชื้อ       E. coli ร้อยละ 17.4 เชื้อ Staphylococcus aureus  ร้อยละ 15.2 เชื้อ K. pneumoniae ร้อยละ 12.3 และ เชื้อ P.aeruginosa ร้อยละ 10.3 4 ที่โรงพยาบาลศิริราชพบว่าเชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้อ Coagulase-negative staphylococci  เชื้อ K. pneumoniae และเชื้อในกลุ่ม Enterobacter spp.5

          ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการทำ central venous catheter และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต 6 การทำ double lumen catheter insertion มีความเสี่ยง 2.59 เท่า การใส่ central venous catheter มากกว่า  7 วัน มีความเสี่ยง 2.07 เท่า 7 การใส่ nasogastric tube มีความเสี่ยง 25.1 เท่า การใส่เครื่องช่วยหายใจมีความเสี่ยง 13.4 เท่า และ การใช้  H2 blockers มีความเสี่ยง 12.16 เท่า ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดได้แก่ ผู้ป่วยที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตและใช้เครื่องช่วยหายใจมีความเสี่ยง 8.63 เท่า ผู้ป่วยที่มี Simplified Acute Physiology Score (SAPS II) มากกว่า 40 มีความเสี่ยง 6.0 เท่า 8

โรงพยาบาลร้อยเอ็ดเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลย้อนหลังห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยา ระหว่างปี พ.. 2556 ถึง 2558 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่มีผลการเพาะเชื้อในกระแสเลือดให้ผลบวกเป็นจำนวนมาก โดยเชื้อก่อโรคมีทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ และผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดมีทั้งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยทั่วไปและหอผู้ป่วยวิกฤต จากการทบทวนวรรณกรรมและการศึกษาที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นผู้ป่วยในกลุ่มบอบบาง และถึงแม้การศึกษาในหลายประเทศที่แสดงให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่รายงานการศึกษาในประเทศไทยยังมีน้อย โดยเฉพาะการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยในหอวิกฤต ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต เพื่อที่จะนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการควบคุมป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อที่ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วย

วิธีการศึกษา

            การดำเนินศึกษาโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีระเบียบวิธีวิจัยดังนี้

          รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษาแบบ กลุ่มศึกษา กลุ่มควบคุม (unmatched Case control study) โดยใช้สัดส่วนกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมเป็น 1:1 โดยดำเนินการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

          ประชากรศึกษา คือ ผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ที่ส่งเลือดเพื่อตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรีย (hemoculture) ที่ห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยาคลินิก กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดยคำนวณขนาดตัวอย่างตามสูตรของ Schlesselman 1982 (unmatched case-control study) หลังจากคำนวณได้กลุ่มศึกษาทั้งหมด 91 ราย และกลุ่มควบคุม 91 ราย รวมจำนวนตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด 182 ราย โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคัดออกดังต่อไปนี้

เกณฑ์การคัดเข้า

                    กลุ่มศึกษา (case) คือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต Semi ICU-Medicine, ICU- Surgery, ICU-Medicine, ICU-Neuro, ICU หัวใจและหลอดเลือด มากกว่า 48 ชั่วโมง มีอายุมากกว่า 15 ปี และให้ผลการเพาะเชื้อแบคทีเรียจากเลือด (hemoculture) เป็นบวก โดยมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยาคลินิก

                   กลุ่มควบคุม (control) คือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตมากกว่า 48 ชั่วโมง อายุมากกว่า 15 ปี และมีการส่งเลือดเพื่อเพาะเชื้อหาแบคทีเรีย (hemoculture) ให้ผลเป็นลบ โดยทำการสุ่มจากผู้ป่วยที่ส่งตรวจเลือดเพื่อเพาะเชื้อในวันเดียวกันกับกลุ่มศึกษา

          ตัวแปรที่สนใจ

          ตัวแปรที่สนใจในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย เพศ อายุ จำนวนวันนอนโรงพยาบาล อาชีพ สถานภาพสมรส เชื้อและชนิดของเชื้อ ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ข้อมูลการทำหัตถการ  การผ่าตัด การสอดใส่สายสวนต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย การใช้เครื่องช่วยหายใจ

            การเก็บรวบรวมข้อมูล

การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำวิจัย โดยผู้วิจัยได้ทำหนังสือขออนุญาตถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยและจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยาคลินิก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และดำเนินการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยจาก     เวชระเบียนลงในแบบบันทึกข้อมูลที่กำหนดไว้ ทำการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ของข้อมูลและบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนต่อไป เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อมูลความลับของผู้ป่วยจะดำเนินการเผาทำลายทั้งหมด เพื่อป้องกันความลับของผู้ป่วยรั่วไหล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงวิเคราะห์ได้แก่ การวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยว (univariable analysis) โดยนำเสนอค่า crude odds ratio (ORC) และค่าช่วงเชื่อมั่นที่ 95% CI ส่วนการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงพหุ (multivariable analysis)โดยใช้ multiple logistic regression นำเสนอค่า adjusted odds ratio (OR adj.)  และค่าช่วงเชื่อมั่นที่ 95% CI โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ p <0.05 ใช้โปรแกรม STATA version 12.0 ในการวิเคราะห์ข้อมูล       

การศึกษาครั้งนี้ได้ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เลขที่ 003/2560

 

ผลการศึกษา

ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุม

          กลุ่มศึกษา 91 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 52.7 อายุเฉลี่ย 57.6 ± 18.9 ปี สถานภาพสมรสร้อยละ 72.5 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 64.8 มีประวัติการสูบบุหรี่ ร้อยละ 23.1 ดื่มสุราร้อยละ 20.8 และมีจำนวนวันครองเตียงมากกว่า 7 วัน ร้อยละ 71.4 กลุ่มควบคุม 91 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 56.0 อายุเฉลี่ย 55.2 ± 15.9 ปี สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 57.2 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 61.5 มีประวัติการสูบบุหรี่ร้อยละ 40.7 ดื่มสุราร้อยละ 39.5 และมีจำนวนวันครองเตียงมากกว่า 7 วัน ร้อยละ 39.5 (ตารางที่ 1)

  ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุม

ตัวแปร

กลุ่มศึกษา

จำนวน (ร้อยละ)

(n=91)

กลุ่มควบคุม

จำนวน (ร้อยละ)

(n=91)

เพศ

 

 

ชาย

48 (52.7)

51 (56.0)

หญิง

43 (47.3)

40 (44.0)

อายุ (ปี)

 

 

< 60

40 (43.9)

57 (62.6)

> 60

51 (56.1)

34 (37.4)

Mean + SD

57.6 ± 18.9

55.2 ± 15.9

Min : Max

17:89

17:83

สถานภาพสมรส

 

 

โสด

16 (17.5)

18 (19.7)

สมรส

66 (72.5)

52 (57.2)

หม้าย/หย่า ร้าง

9 (10.0)

21 (23.1)

อาชีพ

 

 

เกษตรกรรรม/ทำไร่ทำนา/สวน

59 (64.8)

56 (61.5)

รับจ้าง/ค้าขาย

5 (5.5)

6 (5.6)

รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ

11 (12.1)

18 (19.8)

แม่บ้าน/ไม่ได้ทำงาน

16 (17.6)

11 (13.1)

ประวัติการสูบบุหรี่

 

 

ไม่สูบ

70 (76.9)

54 (59.3)

สูบ

21 (23.1)

37 (40.7)

ประวัติการดื่มสุรา/เบียร์

 

 

ไม่ดื่ม

72 (79.2)

55 (60.4)

ดื่ม

19 (20.8)

36 (39.6)

จำนวนวันครองเตียง (วัน)

 

 

< 7

26 (28.6)

55 (60.4)

> 7

65 (71.4)

36 (39.6)

 เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดของกลุ่มศึกษา

          ตารางที่ 2 แสดงเชื้อที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยมากที่สุดคือเชื้อ Staphylococcus coagulase negative ร้อยละ28.6

ตารางที่ 2 ข้อมูลเชื้อที่แยกได้จากการส่งตรวจเพาะเชื้อจากเลือดในกลุ่มศึกษา

เชื้อแบคทีเรีย

จำนวน (ร้อยละ)

Staphylococcus coagulase negative

26 (28.6)

Pseudomonas aeruginosa

12 (13.2)

Acinetobacter baumannii

11 (12.1)

Escherichia coli

10 (11.0)

Klebsiella pneumoniae

8 (8.7)

Burkholderia pseudomallei

7 ()7.7

Staphylococcus aureus

7 (7.7)

Streptococcus pneumoniae

3 (3.3)

Enterococcus spp.

2 (2.2)

Proteus vulgaris

1 (1.1)

Enterobacter cloacae

1 (1.1)

Streptococcus spp.

1 (1.1)

Stenotrophomonas maltophilia

1 (1.1)

Haemophilus influenzae

1 (1.1)

 

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยว

          ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยว พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 2.1 เท่า (OR C= 2.1; 95 % CI: 1.18-3.87) ผู้ป่วยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 7 วันมีความเสี่ยง 3.8 เท่า (OR C= 3.8; 95 % CI: 2.06-7.09) ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนมีความเสี่ยง 7.2 เท่า (OR C= 7.2; 95 % CI: 3.61-14.19) ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมีความเสี่ยง 4.6 เท่า (OR C= 4.6; 95 % CI: 1.85-11.16) และผู้ป่วยที่ใส่ endotracheal tube มีความเสี่ยง 5.1 เท่า     (OR C= 5.1; 95 %CI: 2.19-11.90) (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 แสดงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดแบคทีเรียในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงเดี่ยว

ตัวแปร

กลุ่มศึกษา

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม

จำนวน (ร้อยละ)

Crude OR

95% CI

p-value

เพศ

 

 

 

 

 

ชาย

48 (52.7)

51 (56.0)

1.0

 

0.655

หญิง

43 (47.3)

40 (44.0)

1.2

0.64-2.04

 

อายุ (ปี)

 

 

 

 

 

< 60

40 (43.9)

57 (62.6)

1.0

 

0.012**

> 60

51 (56.1)

34 (37.4)

2.1

1.18-3.87

 

จำนวนวันนอน (วัน)

 

 

 

 

 

< 7

26 (28.6)

55 (60.4)

1.0

 

<0.001**

>7

65 (71.4)

36 (39.6)

3.8

2.06-7.09

 

มีภาวะแทรกซ้อน

 

 

 

 

 

ไม่มี

16 (17.6)

55 (60.4)

1.0

 

<0.001**

มี

75 (82.4)

36 (39.6)

7.2

3.61-14.19

 

ได้รับเลือดเพื่อรักษา

 

 

 

 

 

ไม่ได้รับ

59 (64.8)

67 (73.6)

1.0

 

0.200

ได้รับ

32 (35.2)

24 (26.4)

1.5

0.82-2.86

 

ได้รับการผ่าตัด

 

 

 

 

 

ไม่ได้รับ

76 (83.5)

78 (85.7)

1.0

 

0.681

ได้รับ

15 (16.5)

13 (14.3)

1.2

0.53-2.65

 

ใส่สายสวนปัสสาวะ

 

 

 

 

 

ไม่ใส่

67 (76.9)

73 (80.2)

1.0

 

0.292

ใส่

24 (23.1)

18 (19.8)

1.5

0.72-2.91

 

ใส่เครื่องช่วยหายใจ

 

 

 

 

 

ไม่ใส่

66 (72.5)

84 (92.3)

1.0

 

<0.001**

ใส่

25 (27.5)

7 (7.7)

4.6

1.85- 11.16

 

ใส่ endotracheal tube

 

 

 

 

 

ไม่ใส่

61 (67.0)

83 (91.2)

1.0

 

<0.001**

ใส่

30 (33.0)

8 (8.8)

5.1

2.19-11.90

 

 

 

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงพหุ

            ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงพหุโดยวิธีพหุถดถอย (multiple logistic regressions) โดยการปรับค่า (adjusted) ด้วย เพศ และ อายุ พบว่าผู้ป่วยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 7 วัน มีความเสี่ยง 4.4 เท่า (OR adj. = 4.4; 95 % CI: 2.30-8.50) ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน มีความเสี่ยง 7.7 เท่า (OR adj. = 7.7; 95 % CI: 3.61-14.19) ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ มีความเสี่ยง 4.9 เท่า (OR adj. = 4.9 ; 95 %CI: 1.96-12.46) และผู้ป่วยที่ใส่ endotracheal tube มีความเสี่ยง 5.5 เท่า (OR adj. = 5.5; 95 % CI: 2.32-13.25) (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4 แสดงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรเชิงพหุโดยใช้วิธีพหุถดถอย

ตัวแปร

กลุ่มศึกษา

จำนวน (ร้อยละ)

กลุ่มควบคุม

จำนวน (ร้อยละ)

ORC

OR adj.

95% CI

p-value

จำนวนวันนอน (วัน)

 

 

 

 

 

 

< 7

26 (28.6)

55 (60.4)

1.0

1.0

 

<0.001**

>7

65 (71.4)

36 (39.6)

3.8

4.4

2.30-8.50

 

มีภาวะแทรกซ้อน

 

 

 

 

 

 

ไม่มี

16 (17.6)

55 (60.4)

1.0

1.0

 

<0.001**

มี

75 (82.4)

36 (39.6)

7.2

7.7

3.78- 15.60

 

ใส่เครื่องช่วยหายใจ

 

 

 

 

 

 

ไม่ใส่

66 (72.5)

84 (92.3)

1.0

1.0

 

0.001

ใส่

25 (27.5)

7 (7.7)

4.6

4.9

1.96-12.46

 

ใส่ endotracheal tube

 

 

 

 

 

 

ไม่ใส่

61 (67.0)

83 (91.2)

1.0

1.0

 

<0.001**

ใส่

30 (33.0)

8 (8.8)

5.1

5.5

2.32-13.25

 

** ปรับค่าด้วย เพศ และ อายุ OR c= crude odd ratio, OR adj. = adjusted odd ratio, 95%CI= 95% confident interval, p-value จาก multiple logistic regression

 

วิจารณ์

          โรคติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นปัญหาสำคัญอย่างมากที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ การติดเชื้ออาจจะเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมักจะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการรักษาและมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤต เนื่องมาจากผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นผู้ป่วยที่บอบบางอ่อนไหว ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต เนื่องจากยังไม่เคยมีรายงานการวิจัยในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวในโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมาก่อน เพื่อที่จะนำความรู้ที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

          ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในกระแสเลือดในผู้ป่วยหอผู้ป่วยวิกฤติได้แก่ เชื้อ Staphylococcus coagulase negative, P. aeruginosa , A. baumannii , E. coli,  K. pneumoniae , B. Pseudomallei, Staphylococcus aureus, Streptococcus pneumoniae และ Enterococcus spp. ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในหลายประเทศ เช่น การศึกษาที่ประเทศกรีช พบว่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้แก่ เชื้อ Coagulase-negative staphylococci, K. pneumoniae , P.aeruginosa  และ A. baumannii 3  การศึกษาที่ประเทศเซอร์เบียพบว่าผู้ป่วยส่วนมากที่ติดเชื้อในกระแสเลือดมีสาเหตุมาจาก เชื้อ Coagulase-negative staphylococci, Staphylococcus aureus, และ Klebsiella species8  และการศึกษาที่ประเทศแคนาดา พบว่าผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดส่วนมากมีสาเหตุจากเชื้อ Staphylococcus aureus ร้อยละ 18.0 เชื้อ Coagulase-negative staphylococci ร้อยละ 11.0 และเชื้อ Enterococcus faecalis ร้อยละ 8.09

          จากการศึกษาในครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ได้แก่ ผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานมากกว่า 7 วัน ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ และผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ endotracheal tube ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในหลายประเทศ เช่น การศึกษาที่ประเทศแคนาดาพบว่า ผู้ป่วยที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ 2.86 เท่า9  การศึกษาที่ประเทศบราซิล พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติเป็นเวลานาน ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการติดเชื้อ10 การศึกษาที่ประเทศอิตาลีพบว่า การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง การใส่สายสวนปัสสาวะ การรับยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ11 การศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการใส่สายสวนปัสสาวะ และการใช้ยาต้านจุลชีพบางกลุ่มไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด12 การศึกษาที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย พบว่าผู้ป่วยที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำและผู้ป่วยที่หอผู้ป่วยวิกฤตมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Coagulase-negative staphylococci ในกระแสเลือด13 และการศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส พบว่าผู้ป่วยที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ P.aeruginosa ในกระแสเลือด14  ซึ่งจะเห็นได้ว่าการศึกษาครั้งนี้และจากการศึกษาที่ผ่านมามีความสอดคล้องกันในบางปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น สาเหตุเนื่องจากในแต่ละงานผู้วิจัยมีความสนใจในตัวแปรที่แตกต่างกัน สำหรับจุดแข็งของการศึกษาในการศึกษาครั้งนี้คือ กลุ่มศึกษาทุกรายมีผลการตรวจเพาะเชื้อและผลการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพจากห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิก และกลุ่มควบคุมทำการสุ่มจากผู้ป่วยที่ส่งตรวจเพาะเชื้อในเลือดในวันเดียวกันกับกลุ่มศึกษา เพื่อให้ทั้งกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันและทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพหุถดถอย (multiple logistic regressions) โดยทำการปรับค่า ด้วย เพศ และ อายุ เพื่อเป็นการควบคุมตัวแปรกวนที่อาจจะเกิดจากเพศและอายุของผู้ป่วย ส่วนจุดอ่อนของการศึกษาคือ กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะมีโรควินิจฉัยหลัก มีภาวะแทรกซ้อนและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน ผู้ป่วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่าหนึ่งชนิด หรือมีโรคป่วยร่วมมากกว่าหนึ่งชนิด ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อผลของการวิเคราะห์ข้อมูลได้

สรุป

          จากการศึกษาครั้งนี้จะเห็นว่าผู้ป่วยที่นอนรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติเป็นเวลานาน ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่ได้รับการทำหัตถการเพื่อช่วยเหลือชีวิต ซึ่งได้แก่ ใส่เครื่องช่วยหายใจ และ ใส่endotracheal tube เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัดจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจจะเกิดกับผู้ป่วย

 

กิตติกรรมประกาศ

          คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุนสนับสนุนการวิจัยจากโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจุลชีวิทยาคลินิก กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ให้การสนับสนุนข้อมูลผลการตรวจเพาะเชื้อ เพื่อให้การศึกษาในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1.       Martin GS, Mannino DM, Eaton S, Moss M. The epidemiology of sepsis in the United States from 1979 through 2000. N Engl J Med 2003; 348: 1546–54.

2.       SepNet Critical Care Trials Group. Incidence of severe sepsis and septic shock in German intensive care units: the prospective, multicentre INSEP study. Intensive Care Med 2016; 42: 1980-1989

3.       Tsitsopoulos PP, Iosifidis E, Antachopoulos C, Anestis DM, Karantani E, Karyoti A, et al. Nosocomial bloodstream infections in neurosurgery: a 10-year analysis in a center with high antimicrobial drug-resistance prevalence. Acta Neurochir 2016; 158: 1647–54.

4.       Hortiwakul T, Nagij S, Chusri S, Silpapojakul K. Nosocomial bloodstream infection in Songklanagarind Hospital: outcome and factors influencing prognosis. J Med Assoc Thai 2012; 95: 170–4.

5.       Mongkolrattanothai K, Chokephaibulkit K, Kolatat T, Vanprapar N, Chearskul S, Srihapol N, et al. Nosocomial bloodstream infection in pediatric patients: Siriraj Hospital, Bangkok; 1996-1999. J Med AssocThai 2001;  84: 160–5.

6.       Marschall J. Catheter-associated bloodstream infections: looking outside of the ICU. Am J Infect Control 2008; 36:  S172.e5-8.

7.       Wong SW, Gantner D, McGloughlin S, Leong T, Worth LJ, Klintworth G, et al. The influence of intensive care unit-acquired central line-associated bloodstream infection on in-hospital mortality: A single-center risk-adjusted analysis. Am J Infect Control 2016; 44: 587–92.

8.       Suljagi V, Cobelji M, Jankovi S, Mirovi V, Markovi L, Romi P, et al. Nosocomial bloodstream infections in ICU and non-ICU patients. Am J Infect Control 2005; 33: 333–40.

9.       Laupland KB, Kirkpatrick AW, Church DL, Ross T, Gregson DB. Intensive-care-unit-acquired bloodstream infections in a regional critically ill population. J Hosp Infect 2004; 58: 137–45.

10.     Tuon FF, Gortz LW, Rocha JL. Risk factors for pan-resistant Pseudomonas aeruginosa bacteremia and the adequacy of antibiotic therapy. Braz J Infect Dis Off Publ Braz Soc Infect Dis 2012; 16: 351–6.

11.     Tumbarello M, Repetto E, Trecarichi EM, Bernardini C, De Pascale G, Parisini A, et al. Multidrug-resistant Pseudomonas aeruginosa bloodstream infections: risk factors and mortality. Epidemiol Infect 2011; 139: 1740–9.

12.     Barron MA, Richardson K, Jeffres M, McCollister B. Risk factors and influence of carbapenem exposure on the development of carbapenem resistant Pseudomonas aeruginosa bloodstream infections and infections at sterile sites. Springer Plus 2016; 5: 755.

13.     Asaad AM, Ansar Qureshi M, Mujeeb Hasan S. Clinical significance of coagulase-negative staphylococci isolates from nosocomial bloodstream infections. Infect Dis Lond Engl 2016; 48: 356–60.

14.     Béraud G, Seguy D, Alfandari S, Lenne X, Leburgue F, Faure K, et al. Factors associated with recurrence of catheter-related bloodstream infections in home parenteral nutrition patients. Eur J Clin Microbiol Infect Dis 2012; 31: 2929–33.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Incidence of Positive Culture form Catheter Tip after Endotracheal Tube Suctioning Uning Disposable VS. Sterilized Reusable Gloves (การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเพราะเชื้อได้ผลบวกจากปลายสายดูดเสมหะจากท่อช่วยหายใจเมื่อใช้ถุงมือปราศจากเชื้อในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Enterotoxins, TSST-1 Production and Drug Semsitivity Of Staphyrococcus aureus Isolated from Hospital Staffs And Medical Student in Srinagarind Hospital (Enterotoxins, Toxic shock syndrome toxin- 1 และความไวต่อยาของเชื้อ Staphylococcus aureus ที่แยกจากบุคลากรโรงพยาบาลและนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Diarrhea due to Vibrio cholera 0139 in Srinagarind Hospital (โรคอุจจาระร่วงอย่างแรงจากเชื้อ Viabrio cholera 0139ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Ebola Virus (อีโบลา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Microbiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0