Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Characteristics and Survival Rate of Cholangiocarcinoma Patients in Detudom Royal Crown Prince Hospital

ลักษณะและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม

Willpong Promnoy (วิลพงษ์ พรมน้อย) 1, Phumiphat Naritphunwaphong (ภูมิพัฒน์ นริษทิ์ภูวพงษ์) 2




หลักการและวัตถุประสงค์ :    มะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งการศึกษาลักษณะของมะเร็งท่อน้ำดีที่ตรวจพบและการมีชีวิตอยู่หลังการตรวจพบส่งผลต่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษา

วิธีการศึกษา: เป็นศึกษาจากข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดีของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมโดยศึกษาย้อนหลัง (Longitudinal Analytic Study) ในช่วงระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2555 – 31 ธันวาคม 2558

ผลการศึกษา: พบว่าลักษณะของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งถุงน้ำดี  ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 67.98 วินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วย CT scan คิดเป็นร้อยละ 80.79 มีชนิดของมะเร็งท่อน้ำดีที่พบมากที่สุดคือ Intrahepatic Cholangiocarcinoma (IHC) คิดเป็นร้อยละ 67.07 รองลงมาคือ Extrahepatic Cholangiocarcinoma (EHC) คิดเป็นร้อยละ 18.90 โดยที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาได้ถึง 1.15 เท่า

สรุป : ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาได้ถึง 1.15 เท่า ในช่วงความเชื่อมั่น 95 % เท่ากับ 0.14-9.84 และมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาถึงร้อยละ 1.33

Background and objective: Cholangiocarcinoma is a major public health problem in the Northeast of Thailand. The study of the characteristics of patients diagnosed with Cholangiocarcinoma and patients’ lives after being diagnosed has affected the opportunity of treated patients to live longer than the patients without treatment.

Methods: Data collected from a retrospective study of medical records (Longitudinal analytic study) of patients diagnosed with Cholangiocarcinoma of Detudom Royal Crown Prince Hospital during the period of August 1, 2012 - December 31, 2015

Results: The study found that the characteristics of patients who had been diagnosed with Cholangiocarcinoma are most males which are 67.98% and diagnosed by CT scan of 80.79% The most common type was Intrahepatic Cholangiocarcinoma (IHC) of 67.07% while Extrahepatic Cholangiocarcinoma (EHC) was 18.90% only.  The patients who were treated have more opportunity to survive longer than patients without treatment at 1.15 times.

Conclusion: Patients who received the treatment have more opportunity to survive longer than patients without treatment at 1.15 times at the assurance period.   95% is equal to 0.14 - 9.84 and has a chance to survive more than patients without treatments of 1.33%.

 

บทนำ

                    มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ1 พบว่ามะเร็งตับพบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง รองจากมะเร็งเต้านม2 ในสหรัฐอเมริกามีอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดี 1 ต่อแสนประชากรต่อปี และการศึกษาของ Singal และคณะ3   พบอุบัติการณ์การเกิด Intrahepatic Cholangiocarcinoma เพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะในเพศหญิงที่อายุมากกว่า 60 ปี อุบัติการณ์การเกิดในฝั่งตะวันตกพบ 2 - 6 ต่อแสนประชากรต่อปี ในประเทศญี่ปุ่นพบ 5.5 ต่อแสนประชากรต่อปี ประเทศอิสราเอลพบ 7.3 ต่อ แสนประชากรต่อปี สำหรับประเทศไทยจากการศึกษาร่วมกันของหน่วยมะเร็งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลาและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2531-2534 พบอุบัติการณ์ของมะเร็งตับมากที่สุดในจังหวัดขอนแก่นในเพศชายและหญิงเป็น 94.8 และ 39.4 ต่อแสนประชากรปี ตามลำดับ และคาดว่าจะมีผู้ป่วยใหม่ราว 8,000 รายต่อปี ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับในขอนแก่นเป็นมะเร็งท่อน้ำดีร้อยละ 89 เปรียบเทียบกับร้อยละ 2 ในจังหวัดสงขลา ซึ่งพบชนิด Hepatocellular Carcinoma ถึงร้อยละ 96 และในจังหวัดกรุงเทพพบชนิด Hepatocellular Carcinoma ร้อยละ 714 นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในจังหวัดขอนแก่นพบว่าโรคนี้เกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง คือ 135.4 และ 43.0 ต่อแสนประชากรต่อปี ตามลำดับ5 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก มะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย     

                  จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ตอนใต้สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีเป็นอันดับต้นของโรคมะเร็งทั้งหมด  จากสถิติข้อมูลโรคมะเร็งที่ทำการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2555, 2556 และ 2557 พบว่ามะเร็งท่อน้ำดีพบมากเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง สาเหตุของมะเร็งชนิดนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับการรับประทานปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบสุกๆดิบๆ จะทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ (Metacercaria of Opisthorchis Viverrini) ซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีและพบว่าการรับประทานอาหารหมักดองของชาวอีสาน เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม รวมทั้งปลาส้ม จะมีสาร N-Nitrosocompound และ Nitrosamines ช่วยเร่งให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น8  การวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีอย่างถูกต้อง (definite diagnosis) จะต้องใช้การอ่านผลชิ้นเนื้อยืนยัน แต่ผู้ป่วยที่มาตรวจรักษาส่วนมากจะไม่สามารถผ่าตัดได้หรือผ่าตัดได้แต่ไม่ยอมผ่าตัด ดังนั้นการวินิจฉัยจึงใช้การวินิจฉัยจากผลอุลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทดแทนได้9 ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือผู้ป่วยไม่ยอมผ่าตัดเนื่องจากมีความเชื่อว่าการผ่าตัดมะเร็งตับไม่หายขาด ทำให้ผู้ป่วยมีอายุหลังการวินิจฉัยที่สั้น การศึกษาครั้งนี้จึงได้ทำการศึกษาลักษณะของมะเร็งที่ตรวจพบและการมีชีวิตอยู่หลังการวินิจฉัยในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม

วิธีการศึกษา

                 การศึกษาวิจัยนี้ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่มารับบริการและได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง (Longitudinal Analytic Study) มีรูปแบบวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดี (ค้นจากรหัส ICD 10 ; C221) เพื่อวิเคราะห์ความชุกในการเกิดโรคและเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตสะสมที่ 1-3 ปี ในช่วงระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2555 – 31 ธันวาคม 2558 มีจำนวนทั้งหมด 203 ราย  โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ พิสัย Cumulative incidence, Risk ratio, Risk difference, Survival rate และไคท์สแควร์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for the Social Sciences)

 

ผลการศึกษา

จากการศึกษาพบว่าลักษณะของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งถุงน้ำดี  พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 67.98 ผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุเฉลี่ย 67 ปี (mean ± SD=67.44 ± 9.86) อายุมากที่สุด 91 ปี อายุน้อยที่สุด 42 ปี ส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 61-70 ปี คิดเป็น ร้อยละ 37.44 เพศชายมีอัตราส่วนเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าเพศหญิง คิดเป็น 2 ต่อ 1 คน  ซึ่งจากการศึกษาในช่วงปี 2556-2558 อำเภอเดชอุดมมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี เป็น 38.33, 31.29, 33.99 ต่อแสนประชากรต่อปี ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยทั้ง 3 ปี พบ 34.54 ต่อแสนประชากรต่อปี ในขณะที่ประชากรเพศชายมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงกว่าเพศหญิงในทุกปี มีอัตราส่วนเพศชายต่อหญิง 2 ต่อ 1 (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 อัตราอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีต่อแสนประชากรในพื้นทีอำเภอเดชอุดม ในระหว่างปีพ.ศ. 2556-2558

ปีพ.ศ.

ประชากร ณ 31 ธ.ค.ของทุกปี*

จำนวน (อัตราอุบัติการณ์ ต่อแสนประชากรต่อปี)

ชาย

หญิง

ชาย (121)

หญิง (61)

รวม (182)

2556

87,725

87,111

47 (53.58)

20 (22.96)

67 (38.33)

2557

88,193

87,616

35 (39.69)

20 (22.83)

55 (31.29)

2558

88,586

87,974

39 (44.03)

21 (23.88)

60 (33.99)

ที่มา :ข้อมูลประชากรทะเบียนราษฎร์อำเภอเดชอุดม  (ออนไลน์)

 

ด้านข้อมูลการวินิจฉัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมที่วินิจฉัยในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2555 – 31 ธันวาคม 2558 มีจำนวน 203 ราย พบว่าเป็นผู้ป่วยที่วินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วย CT scan จำนวน 164 ราย คิดเป็นร้อยละ 80.79 ผู้ป่วยที่วินิจฉัยด้วย Ultrasound จำนวน 39 ราย คิดเป็นร้อยละ19.21  จากการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วย CT scan จำนวน 164 ราย พบว่าอาการแสดงที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุดคือ ปวดแน่นท้องร้อยละ 58.53 ตัวเหลืองตาเหลืองร้อยละ 30.49 และมีการตรวจพบโดยบังเอิญร้อยละ 10.98  ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดีที่พบมากที่สุดคือ Intrahepatic Cholangiocarcinoma (IHC) คิดเป็นร้อยละ 67.07 ซึ่งส่วนใหญ่พบเมื่อมีขนาด  5.1 -10.0 ซม. คิดเป็นร้อยละ 58.65 ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดีที่พบรองลงมาคือ Extrahepatic Cholangiocarcinoma (EHC) คิดเป็นร้อยละ 18.90 ซึ่งส่วนใหญ่พบที่ตำแหน่ง hilar คิดเป็นร้อยละ 88.89  มะเร็งท่อน้ำดีส่วนใหญ่ยังไม่แพร่กระจาย คิดเป็นร้อยละ 71.34 หากมีการแพร่กระจายแล้วพบว่ามีการแพร่กระจายไปที่ช่องท้องมากที่สุดร้อยละ 16.46 และพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโตมากกว่า 1 ซม. ร้อยละ 37.20 การประเมินการผ่าตัดจาก CT scan อย่างเดียว พบว่าสามารถผ่าตัดได้ร้อยละ 51.83 และผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการรักษา ร้อยละ 93.75

 

ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละของผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่มีชีวิตอยู่จำแนกตามการรักษา (เฉพาะผู้ป่วยที่วินิจฉัยด้วย CT scan จำนวน 164 ราย)

การรักษา

ยังมีชีวิตอยู่ (ร้อยละ)

เสียชีวิต (ร้อยละ)

RR (95% CI)

Risk difference (%)

ผ่าตัด

1 (16.67)

6 (83.33)

1.15 (0.14-9.84)

1.33

เคมีบำบัด

0 (0.00)

2 (100.00)

PTBD

0 (0.00)

1 (100.00)

รวมรักษา

1 (10.00)

9 (90.00)

ไม่รักษา

13 (8.67)

137 (91.33)

รวม

14 (8.75)

146 (91.25)

 

 

จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่วินิจฉัยด้วย CT scan จำนวน 164 รายนั้นสามารถติดตามข้อมูลการรักษาได้ 160 ราย ยังมีชีวิตอยู่ คิดเป็นร้อยละ 8.75 ในจำนวนผู้มีชีวิตอยู่ เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 16.67 ส่วนผู้ป่วยที่ไม่รักษายังมีชีวิตอยู่คิดเป็นร้อยละ 8.67 โดยที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาได้ถึง 1.15 เท่า ในช่วงความเชื่อมั่น 95 % เท่ากับ 0.14-9.84 และมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาถึงร้อยละ 1.33

วิจารณ์

                อุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีในอำเภอเดชอุดมในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558   เป็น 34.54 ต่อแสนประชากรต่อปี และพบว่าเพศชายมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงกว่าเพศหญิงในทุกปี โดยมีสัดส่วนการเกิดในเพศชายต่อหญิงเป็น 2 ต่อ 1 ส่วนอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในทวีปอเมริกาเหนือเป็น 6.5 ต่อแสนประชากรต่อปี อุบัติการณ์มะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทยพบมากที่สุดในจังหวัดขอนแก่น 85 ต่อแสนประชากรต่อปี ในภาคเหนือ ภาคกลางกลางและภาคใต้พบ 14.6, 14.4 และ 5.7 ต่อแสนประชากรต่อปี ตามลำดับ ผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 61-70 ปี  และมีแนวโน้มมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าอัตราการพบมะเร็งท่อน้ำดีในเพศชายต่อหญิงเป็น 1:2.5 ในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 60 และ 70 ปี และอายุน้อยกว่า 40 ปี พบ 1:156 มีการศึกษาพบว่าช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 70 ปี พบมากในเพศชาย7 สาเหตุที่พบมะเร็งท่อน้ำดีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเนื่องจากสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับการรับประทานปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบดิบๆ ซึ่งจะทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ (Metacercaria of Opisthorchis Viverrini) ซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีและพบว่าการรับประทานอาหารหมักดองของชาวอีสานเช่น ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม รวมทั้งปลาส้ม ซึ่งมีสาร N-Nitrosocompound และ Nitrosamines จะเร่งให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น8-12  

              ผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วย CT scan มากที่สุด และมีผู้ป่วยบางรายที่ทำแค่ Ultrasound เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่มีโรคไตเสื่อมทำให้ไม่สามารถทำ CT scan ได้ หรือผู้ป่วยไม่ต้องการทำการวินิจฉัยมากกว่านี้เนื่องจากอายุมากและไม่ต้องการเดินทางไปทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลอื่น ถ้าจะให้ได้การวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีอย่างถูกต้องจะต้องใช้การอ่านผลชิ้นเนื้อยืนยัน แต่ผู้ป่วยที่มาตรวจส่วนมากจะไม่สามารถผ่าตัดได้หรือผ่าตัดได้แต่ไม่ยอมผ่าตัด ดังนั้นจึงใช้การวินิจฉัยจากผลอุลตราซาวด์หรือเอกเรย์คอมพิวเตอร์ได้13   จากการศึกษานี้พบว่าอาการแสดงที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์มากที่สุดคือ ปวดแน่นท้องร้อยละ 58.53 ตัวเหลืองตาเหลืองร้อยละ 30.49 และตรวจพบโดยบังเอิญร้อยละ 10.98 อาการปวดท้องเป็นอาการข้างเคียงที่สำคัญจะพบในผู้ป่วยที่มะเร็งรุกรามมากแล้ว ส่วนอาการตัวเหลืองตาเหลืองพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งท่อน้ำดีชนิด EHC ส่วนมากจะพบในผู้ป่วยที่เป็นมากแล้ว  ชนิดของมะเร็งที่พบมากที่สุดคือ IHC ร้อยละ 67.07 ซึ่งส่วนใหญ่ตรวจพบก้อนมีขนาดใหญ่  5.1 -10.0 ซม. ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดีที่พบรองลงมาคือ EHC ร้อยละ 18.90 ซึ่งส่วนใหญ่พบที่ตำแหน่ง hilar ร้อยละ 88.89 และพบชนิด Combine ร้อยละ 14.03 สอดคล้องกับการศึกษาของ Luvira และคณะ14 ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น พบว่ามะเร็งท่อน้ำดีชนิด IHC ร้อยละ 58.9 เป็นชนิด perihilar  ร้อยละ 34.4 และเป็นชนิด distal ร้อยละ 6.7  ส่วนการศึกษาของ Boris และคณะ15 ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าเป็นชนิด IHC ร้อยละ 5-10  และชนิด EHC ร้อยละ 80-90 จากการศึกษาทางระบาดวิทยาของ Khan และคณะ16 พบว่าอัตราการตายของมะเร็งท่อน้ำดีชนิด IHC มีแนวโน้มมากขึ้น ส่วนอัตราการตายจากชนิด EHC มีแนวโน้มลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ  McGlynn และคณะ17 พบว่ามะเร็งท่อน้ำดีชนิด IHC  มีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นทั้ง 2 เพศ การศึกษานี้พบว่าการตรวจด้วย CT scan ส่วนใหญ่ยังไม่แพร่กระจายคิดเป็นร้อยละ 71.34 หากมีการแพร่กระจายพบว่ามีการแพร่กระจายไปที่ช่องท้องมากที่สุด รองลงมาคือ ตับ กระดูก  และปอด ตามลำดับ และพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโตมากกว่า 1 ซม. ร้อยละ 37.20 มีการศึกษาของ Adachi และคณะ18 พบว่าความแม่นยำของการตรวจต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 ซม. ด้วย CT scan  มีความถูกต้องเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น

                   ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตรวจพบเมื่อมะเร็งท่อน้ำดีมีขนาดใหญ่หรือลุกลามไปที่อื่นแล้ว ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ ส่วนมากจะทำการรักษาแบบประคับประคอง และผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดได้ก็ไม่ยอมผ่าตัด โดยพบว่าผู้ป่วยผ่าตัดได้ร้อยละ 51.83 แต่มีผู้ป่วยที่ยอมผ่าตัดเพียงร้อยละ 4.38 จากผู้ป่วยที่ตรวจพบทั้งหมด  เนื่องจากผู้ป่วยมีความเชื่อว่าการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับหรือมะเร็งท่อน้ำดีมีความรุนแรงน่ากลัว  เช่น เป็นแล้วรอตาย  รักษาไปก็ไม่หาย ผู้ป่วยมักจะแสวงหาการรักษาตามการรับรู้ประสบการณ์ของตนเองและผู้ที่ใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อประสบการณ์การรับรู้เกี่ยวกับโรคและการรักษาต่างๆ  เช่น  ญาติพี่น้อง  เพื่อนบ้าน  เพื่อนที่ทำงาน   เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งท่อน้ำดีและต้องรักษาด้วยการผ่าตัด  ผู้ป่วยจะไม่ตัดสินใจในทันที   หากแต่ขอกลับไปปรึกษากับญาติพี่น้องก่อน  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่เห็นด้วยที่จะผ่าตัด  และแนะนำให้เปลี่ยนแพทย์ผู้รักษา  เปลี่ยนสถานที่รักษา  เปลี่ยนวิธีรักษา19  การศึกษานี้พบว่าอัตราการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาได้ถึง 1.15 เท่า และมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาถึงร้อยละ 1.33  ในกลุ่มผู้ป่วยที่ผ่าตัดมีการศึกษาของ Luvira และคณะ15 พบว่าผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบ Supportive มี Median Overall Survival 4 เดือน และ 2-year survival ร้อยละ 8.1 เท่านั้น ส่วนผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบ R0 Resection เท่านั้นที่มี 4- year Survival ร้อยละ 100 จากการศึกษาของ Buettner และคณะ20 พบว่า Overall Survival เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่ผ่าตัดแบบ Palliative Procedure เป็น 8.7 เดือน กับผู้ป่วยที่ไม่ได้ผ่าตัดเป็น 7.8 เดือน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23)

สรุป

          จากการศึกษาพบข้อมูลพบว่าส่วนใหญ่พบผู้ป่วยเพศชายมากกว่าหญิง ซึ่งสาเหตุที่พบมะเร็งท่อน้ำดีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเนื่องจากสาเหตุของมะเร็งชนิดนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับการรับประทานปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบดิบๆ ซึ่งจะทำให้ได้รับตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับ (Metacercaria of Opisthorchis Viverrini) ซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีและพบว่าการรับประทานอาหารหมักดองของชาวอีสานเช่น ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม รวมทั้งปลาส้ม ซึ่งมีสาร N-Nitrosocompound และ Nitrosamines จะเร่งให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น8-12   การวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดีอย่างถูกต้องจะต้องใช้การอ่านผลชิ้นเนื้อยืนยัน เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งท่อน้ำดีและต้องรักษาด้วยการผ่าตัด  ผู้ป่วยจะไม่ตัดสินใจในทันที   หากแต่ขอกลับไปปรึกษากับญาติพี่น้องก่อน ดังนั้นการศึกษานี้พบว่าอัตราการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาได้ถึง 1.15 เท่า และมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่รักษาถึงร้อยละ 1.33 ดังนั้นพฤติกรรมในการรัประทานอาหารและการรักษาที่ถูกต้องเมื่อมีการวินิจฉัยการเป็นโรคมะเร็งท่อนำดีเป็นการลดอัตราการเสียชีวิตจากป่วยและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้

กิติกรรมประกาศ

          ขอขอบพระคุณผู้มีพระคุณในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้ให้ที่ปรึกษาที่ให้คำปรึกษา รวมไปถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ที่ให้ความร่วมมือในการทำวิจัยจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1.    สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2550 – 2557. เข้าถึงข้อมูล วันที่  11 กรกฎาคม 2559. http://service.nso.go.th/nso/web/service/service01.html                             

2.    คณะกรรมการจัดทําแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2556 – 2560. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 14 กรกฎาคม 2559. http://cca.in.th/main/index.php/cholangiocarcinoma/key-statistics

3.    Singal AK, Vauthey JN, Grady JJ, Stroehlein JR. Intra-hepatic cholangiocarcinoma--frequency and demographic patterns: thirty-year data from the M.D. Anderson Cancer Center. J Cancer Res Clin Oncol 2011; 137: 1071-8.

4.    Vatanasapt V, Martin N, Sriplung H, Chindavijak K, Sontipong S, Sriamporn H, et al. Cancer incidence in Thailand 1988-1991. Cancer Epidemiol Biomarkers  Prev 1995; 4: 475-83.

5.    Green A, Uttaravichien T, Bhudhisawasdi V, Chartbanchachai W, Elkins DB, Marieng EO, et al. Cholangiocarcinoma in north east Thailand: A hospital-based study. Trop Geogr Med 1991; 43(1-2): 193-8.

6.    American Cancer Society Statistics. Estimated New Cancer Cases and Deaths, 2007. [Accessed: April 11, 2008]. Available at http://www.cancer.org/downloads/stt/CFF2007EstCsDths07.pdf.

7.    Shaib Y, El-Serag HB. The epidemiology of cholangiocarcinoma. Semin Liver Dis 2004; 24: 115–25.

8.    Bhamarapravati N, Thammavit W, Vajrasthira S. Livers changes in hamsters infected with a liver fluke of man, Opisthorchis viverrini. Am J Trop Med Hyg  1978; 27: 787-94.

9.    Flavell DJ, Lucas SB. Promotion of N-nitrosodimethylamine initiated bile duct carcinogenesis in the hamster by the human liver fluke, Opisthorchis viverrini. Carcinogenenesis.1983; 4: 927-30.

10. Thamavit W, Bhamarapravati N, Sahaphong S, Vasrasthira S, Angsubhakorn S. Effects of Dimethylnitrosamine on Induction of cholangiocarcinoma in Opisthorchis viverrini-Infected Syrian golden Hamsters. Cancer Res 1978; 38: 4634-9.

11. Thamavit W, Kongkanunt R, Tiwwech D, Moore MA. Level of Opisthorchis infestation and carcinogen dose-dependence of cholangiocarcinoma induction in Syrian golden hamsters. Virchows Arch B 1978; 54:52-8.

12. Haswell-Elkins MR,Satarug S, Elkins DB. Opisthorchis viverrini infection in Northeast Thailand and its relationship to cholangiocarcinoma. J Gastroenterol Hepatol 1992; 7: 538-48.

13. Khan SA, Davidson BR, Goldin RD, Heaton N, Karani J, Pereira SP, et al. Guidelines for the diagnosis and treatment of cholangiocarcinoma: an update.  Gut 2012; 61: 1657-69.

14. Luvira V, Nilprapha K, Bhudhisawasdi V, Pugkhem A, Chamadol N, Kamsa-ard S. Cholangiocarcinoma Patient Outcome in Northeastern Thailand: Single-Center Prospective Study. Asian Pac J Cancer Prev  2016; 17: 401-6.

15. Bleachacz BR, Gores GJ. Cholangiocarcinoma. Clin Liver Dis 2008; 12 :  131-50.

16. Khan SA, Taylor-Robinson SD, Toledano MB, Back A, Eliott P, Thomas HC. Changing international trends in mortality rates for liver, biliary and pancreatic tumours. J Hepatol 2002; 37: 806–13.

17. McGlynn KA, Tarone RE, El-Serag HB. A comparison of trends in the incidence of hepatocellular carcinoma and intrahepatic cholangiocarcinoma in the United States. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev 2006; 15: 1198–203.

18. Adachi T, Eguchi S, Beppu T, Ueno S, Shiraishi M, Okuda K, et al. Prognostic Impact of Preoperative Lymph Node Enlargement in Intrahepatic Cholangiocarcinoma: A Multi-Institutional Study by the Kyushu Study Group of Liver Surgery.  Ann Surg Oncol 2015 ; 22: 2269-78.

19. Chusri Kuchaisit, Siriporn Mongkoltawornchai, Nuanjan Taninsurat, Sarakjit Srimongkol. Care Management for Cholangiocarcinoma Patients. Srinagarind Med J 2005; 20: 190-6.

20. Buettner S, Wilson A, Margonis GA, Gani F, Ethun CG, Poultsides GA, et al. Assessing Trends in Palliative Surgery for Extrahepatic Biliary Malignancies: A 15-Year Multicenter Study.  J Gastrointest Surg 2016; 20: 1444-52. 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Trichinosis (โรคทริคิโนสิส)
 
A comparison in Newborns of the In situ Duration, Phlebitis and Daily Needle Cost of Scalp Intravenous Uning Steel Needles vs. Intravenous Catheters (เปรียบเทียบการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณศรีษะในผู้ป่วยทารกแรกเกิดระหว่างเข็มเหล็กกับเข็มพลาสติก ต่อระยะเวลาคงอยู่การเกิดหลอดเลือดดำอักเสบและราคาของเข็มที่ใช้ต่อวัน)
 
Update Treatment for Osteoporosis (Update Treatment for Osteoporosis)
 
Solitary Pulmonary Nodule : Evaluation and Management (ก้อนเดี่ยวในปอด : การดูแลและรักษา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Medicine
 
Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0