Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Warfarin using Knowledge and International Normalized Ratio Goal Control in Outpatients of Queen Sirikit Heart Center of the Northeast

ความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินและการควบคุมค่า International normalized ratio เป้าหมาย ของผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Pattavee Loharattanakong (ปฐวี โลหะรัตนากร) 1, Ploypilin Ritthiboon (พลอยไพลิน ฤทธิบุญ) 2, Yuwatida Hongrinya (ยุวธิดา หงส์ริญญา) 3, Maneepimai Chaichun (มณีพิมาย ไชยชุน) 4, Suthep Taksinachanekij (สุเทพ ทักษิณาเจนกิจ) 5, Verawan Uchaipichat (วีรวรรณ อุชายภิชาติ) 6




หลักการและวัตถุประสงค์: ความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่มีผลต่อการควบคุมค่าการแข็งตัวของเลือด (International Normalized Ratio; INR) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อ (i) ประเมินความรู้และความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟาริน (ii) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรู้ในการใช้ยา และ (iii) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในการใช้ยาและการควบคุมค่า INR

 วิธีการศึกษา: เป็นแบบภาคตัดขวางโดยสุ่มตัวอย่างในผู้ป่วยนอกที่ได้รับยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มาติดตามการรักษาในวันพฤหัสบดีในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 การประเมินความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินใช้แบบสัมภาษณ์ที่ดัดแปลงจาก Warfarin Knowledge Assessment Questionnaire ส่วนการควบคุม INR ประเมินจากค่า Percent time in therapeutic range (%TTR)

ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยทั้งหมด  206 ราย พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยคือ 13.6± 2.4 คะแนนจาก 18 คะแนน  โดยมีผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ร้อยละ 72.8  มิติคำถามที่ผู้ป่วยตอบถูกน้อยที่สุด คือ มิติข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน  และมิติความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของเป้าหมายค่า  INR พบว่าปัจจัยอายุ และระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับคะแนนความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ผู้ป่วยมี %TTR เฉลี่ยร้อยละ 40.2  โดยคะแนนความรู้มีความสัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์ %TTR อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.882)    

สรุป: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟาริน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยยังมีความรู้ต่ำในบางมิติ จึงควรหาแนวทางในการเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟารินในมิติดังกล่าวต่อไป

 

Background and Objectives: Warfarin using knowledge is one of the factors that may affect to International Normalized Ratio (INR) control.  This study aims to (i) assess warfarin using knowledge, (ii) investigate the factors that may affect the warfarin using knowledge, and (iii) investigate the association between warfarin knowledge and INR control of outpatients who visit warfarin clinic, Queen Sirikit  Heart Center of the Northeast

Methods: Using the questionnaire modified from Warfarin Knowledge Assessment Questionnaire (WKA), this cross-sectional study randomly evaluated warfarin using knowledge in outpatients who visit warfarin clinic, Queen Sirikit Heart Center of the Northeast on Thursday during October 2013 to January 2014.  INR values were retrospectively reviewed from medical records of the past 2 years.  To assess INR control, they were calculated as the percent time in therapeutic range (%TTR). 

Results: Of 206 patients interviewed, the mean ± SD of their warfarin using knowledge was 13.6 ± 2.4 from 18 scores.  Patients with the “passing” scores were 72.8%.  The knowledge with the least correct answer were the domain of regulation about taking food, and the domain of comprehension and awareness of importance of INR goal and recognizing the INR goal. Patient’s age and education level were statistically associated with patient warfarin using knowledge (p<0.05).  We found that patients have the average %TTR of 40.2%.  However, it is not statistically associated with warfarin using knowledge (p = 0.882).  

Conclusions: Most patients have passing scores for the warfarin knowledge assessment. However, the knowledge of some domains is still in poor level, including the domain of food-drug interaction, and the awareness and recognizing of the INR goal.  The improvement of patient warfarin knowledge in some particular domains is suggested.

 

 

บทนำ

ยาวาร์ฟารินเป็นยากันเลือดเป็นลิ่มชนิดรับประทานที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันและรักษาลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (deep vein thrombosis) ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดตันในปอด (pulmonary embolism)  ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม (prosthetic heart valve replacement) และผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) 1 การติดตามผลการรักษาและอาการไม่พึงประสงค์จากยาวาร์ฟาริน ประเมินจากค่า International normalized  ratio (INR)     โดยค่า INR เป้าหมายขึ้นอยู่กับข้อบ่งใช้ของยา1    เนื่องจากยาวาร์ฟารินเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ และมีปัจจัยหลายประการที่มีผลก่อให้เกิดความแปรปรวนของเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ของยา1    ดังนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินควรได้รับการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้การให้ความรู้และข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน   ปัจจุบันมีรายงานการวิจัยพบว่าความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับการควบคุมค่า  INR  ให้อยู่ในช่วงเป้าหมาย2, 3  ถึงแม้ว่าปัจจุบันการติดตามการรักษาจะมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น เช่นมี การจัดตั้งคลินิกยาวาร์ฟาริน เพื่อติดตามการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับยาพร้อมทั้งให้ความรู้และข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยโดยบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามรายงานการวิจัยหลายฉบับเมื่อวัดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟารินพบว่าผู้ป่วยยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาอยู่ในระดับที่ต่ำ 2, 4-8 คลินิกยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เพื่อติดตามการรักษาและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินอย่างเป็นรูปแบบจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีการศึกษาเพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาของผู้ป่วยที่มารับบริการที่คลินิกดังกล่าว การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟาริน ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟาริน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินกับการควบคุมค่า INR ของผู้ป่วยนอกที่มารับบริการที่คลินิกยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

วิธีการศึกษา

เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟาริน ร่วมกับการเก็บข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยย้อนหลัง 2 ปีเพื่อประเมินประสิทธิภาพการควบคุมค่า INR ให้อยู่ในช่วงเป้าหมาย  การศึกษาได้สุ่มตัวอย่างโดยเลือกกลุ่มผู้ป่วยนอกที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ที่มาติดตามการรักษาตามนัดในวันพฤหัสบดี ในช่วงวันที่  15 ตุลาคม พ.ศ.2556 ถึงวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ที่คลินิกยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การคำนวณหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมโดยใช้สูตรคำนวณขนาดตัวอย่างสำหรับการประมาณค่าสัดส่วนเมื่อประชากรมีขนาดใหญ่หรือไม่จำกัด

เมื่อให้ Z = 1.96

โดย     n คือ จำนวนของขนาดตัวอย่าง

P คือ ค่าสัดส่วนของตัวอย่างที่ผู้วิจัยสนใจ

Q หรือ 1- p คือ ค่าสัดส่วนของตัวอย่างที่ผู้วิจัยไม่สนใจ

e คือ สัดส่วนความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้นได้  (โดยกำหนดให้มีความแม่นยำอยู่ในช่วง ±5%, e= 0.05)

จากการการศึกษาเบื้องต้นที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ พบว่าผู้ป่วยที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาวาฟาร์รินผ่านเกณฑ์คิดเป็นสัดส่วน 75% ดังนั้นจึงแทนค่า p = 0.75

 

เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ป่วยเข้ารับการศึกษา (Inclusion criteria)  ได้แก่ (i) ผู้ป่วยนอกที่ได้รับยาวาร์ฟารินมาเป็นเวลาอย่างน้อย  2 ปี และติดตามการรักษาที่คลินิกยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  (ii) ผู้ป่วยอายุ 20 ปีขึ้นไป และ (iii) ผู้ป่วยยินยอมเข้าร่วมการศึกษา   ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ป่วยออกจากการศึกษา (Exclusion criteria) คือ ผู้ป่วยที่ปฏิเสธเข้าร่วมการศึกษา  และผู้ป่วยที่ไม่สามารถหาแฟ้มประวัติได้  โดยงานวิจัยนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เลขที่ HE561357) โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยทุกคนสมัครใจเข้าร่วมการศึกษาและเซ็นหนังสือยินยอมเข้าร่วมงานวิจัย

เครื่องมือที่ใช้เพื่อประเมินความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน คือ  แบบสัมภาษณ์ที่ดัดแปลงจากแบบสอบถาม Warfarin Knowledge Assessment Questionnaire (WKA)8  ซึ่งประกอบด้วยคำถาม จำนวน 18 ข้อ ครอบคลุมประเด็นความรู้ที่เกี่ยวข้องในการใช้ยาวาร์ฟารินทั้งหมด 8 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1: ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโดยใช้ยาวาร์ฟารินและประโยชน์ของยาวาร์ฟาริน มิติที่ 2: ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยา   มิติที่ 3: ข้อควรระวังในการใช้ยาร่วมกับยาอื่น สมุนไพรหรืออาหารเสริม มิติที่ 4: ข้อปฏิบัติตัวขณะใช้ยา  มิติที่ 5: ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน มิติที่ 6: อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาวาร์ฟาริน   มิติที่ 7: ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ท่านอื่น  มิติที่ 8: ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญของค่า INR และทราบค่า INR เป้าหมายที่เหมาะสม ซึ่งแบบสัมภาษณ์ได้ถูกตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาโดยผู้ปฏิบัติงานที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคหัวใจและหลอดเลือด 1 ท่าน เภสัชกร 1 ท่าน และพยาบาล 1 ท่าน

       

การวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยในการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยใช้แบบสัมภาษณ์มีเกณฑ์ประเมิน คือ จากคำถามจำนวน 18 ข้อ คิดเป็น 18 คะแนน ถ้าผู้ป่วยตอบคำถามได้คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 13 คะแนนคือ “ผ่าน”  น้อยกว่า  13 คะแนน คือ “ไม่ผ่าน” การประเมินความรู้  การประเมินการควบคุมค่า INR จะทำการบันทึกค่า INR ของผู้ป่วยย้อนหลัง 2 ปี และคำนวณเป็น Percent time in therapeutic range (%TTR) โดยคำนวณจากสูตร:  [(จำนวนค่า INR ที่อยู่ในช่วงการรักษา/จำนวนค่า INR ทั้งหมดที่สังเกต) x 100]  ผู้ป่วยที่มี  %TTR  มากกว่าหรือเท่ากับ 60 ถือว่า “ผ่านเกณฑ์” การควบคุมค่า INR และผู้ป่วยที่มี  %TTR   น้อยกว่า  60 ถือว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์” 

การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยใช้สถิติเชิงพรรณนา รายงานในรูปของความถี่ ร้อยละ หรือค่าเฉลี่ย ± ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย กับความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินใช้สถิติ Pearson Chi-Square โดยใช้โปรแกรม SPSS Statistic version 19.0 ส่วนการหาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วย รวมถึงปัจจัยอื่นๆได้แก่ อายุ จำนวนยาที่ใช้ร่วม ข้อบ่งใช้ในการใช้ยาวาร์ฟาริน ขนาดยาวาร์ฟารินที่ได้รับ จำนวนโรคร่วม และประสบการณ์การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา กับการควบคุมค่า INR ใช้การวิเคราะห์ถดถอยแบบลอจิสติค (Logistic regression analysis) โดยใช้โปรแกรม STATA statistic version 10.0 การวิเคราะห์กำหนดระดับนับสำคัญทางสถิติที่ p <0.05

 

ผลการศึกษา

จากการศึกษาในผู้ป่วยนอกที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าติดตามการรักษาตามนัดในวันพฤหัสบดี ช่วงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2556 - 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ได้มีการสัมภาษณ์ความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยในการใช้ยาวาร์ฟาริน จำนวน 206 ราย ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยแสดงในตารางที่ 1 ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีจำนวน 127 ราย (ร้อยละ 61.7) ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี จำนวน 157 ราย (ร้อยละ 76.2)  อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 49 ราย (ร้อยละ 23.8) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับประถมศึกษาจำนวน 164 ราย (ร้อยละ 79.6) ระยะเวลาที่ใช้ยาอย่างน้อย 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 118 ราย (ร้อยละ 57.3) และมากกว่า 5 ปี จำนวน 88 ราย (ร้อยละ 42.7) ข้อบ่งใช้ยาวาร์ฟารินส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (heart valve replacement) จำนวน 189 ราย (ร้อยละ 91.8) โดยมีค่า INR เป้าหมายในช่วง 2-3 จำนวน 82 ราย (ร้อยละ 39.81) ในช่วง 2.5-3.5 จำนวน 124 ราย (ร้อยละ 60.19) ผู้ป่วยจำนวน 154 ราย มีโรคร่วมอื่น เช่นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน (ร้อยละ 25.2) จำนวนผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นร่วมกับยาวาร์ฟารินน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ชนิด มีจำนวน 190 ราย (ร้อยละ 92.2) ผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นร่วมมากกว่า 5 ชนิด จำนวน 16 ราย (ร้อยละ 7.8) ขนาดยาวาร์ฟารินต่ออาทิตย์ที่ได้รับส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 16 ถึง 30 มิลลิกรัม จำนวน 94 ราย (ร้อยละ 45.6) ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ยาวันละครั้ง จำนวน 134 ราย (ร้อยละ 65.0) และรูปแบบอื่นๆ จำนวน  72 ราย (ร้อยละ 35.0) ผู้ป่วยจำนวน 109 ราย (ร้อยละ 52.9) เคยเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาวาร์ฟาริน

การประเมินความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยทั้งหมด 206 ราย  พบว่าคะแนนความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมด เท่ากับ 13.6 ± 2.4 คะแนน (ค่าเฉลี่ย ± ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากคะแนนเต็มทั้งหมด 18 คะแนน  ซึ่งผู้ป่วยที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ (คะแนน ≥13) จำนวน 150 ราย (ร้อยละ 72.8)  ส่วนผู้ป่วยที่มีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ (คะแนน <13) จำนวน 56  ราย (ร้อยละ 27.2)  ผลการศึกษาการประเมินความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยโดยแบ่งตามข้อคำถาม (ตารางที่ 2) พบว่าข้อที่ผู้ป่วยตอบถูก 3 อันดับแรกได้แก่ ข้อ 9: คุณรับประทานยาตามขนาดที่แพทย์สั่งหรือไม่ ข้อ 18: คุณควรรับประทานยาวาร์ฟารินในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน และข้อ 12: ถ้าคุณจะไปพบทันตแพทย์เพื่อทำฟันหรือพบเภสัชกรที่ร้านยาเมื่อไม่สบาย คุณจะต้องบอกทันตแพทย์หรือเภสัชกรเสมอว่าช่วงนี้คุณกำลังรับประทานยาวาร์ฟารินอยู่ คิดเป็นร้อยละของผู้ป่วยที่ตอบถูกเท่ากับ 99.5, 99.0 และ 97.1 ตามลำดับ ส่วนข้อที่ผู้ป่วยตอบถูกน้อยที่สุด 3 อันดับได้แก่ ข้อ 11: ขณะที่คุณรับประทานยาวาร์ฟาริน ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอาหาร เช่น การรับประทานผักใบเขียวต่างๆ หรืออาหารเสริมต่างๆ ข้อ 13: ขณะที่คุณรับประทานยาวาร์ฟาริน คุณสามารถรับประทานผักใบเขียวได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณเท่าเดิมทุกวันและข้อ 3: คุณทราบค่าเป้าหมายของค่าการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม (INR) ของตนหรือไม่ ถ้าทราบโปรดระบุ คิดเป็นร้อยละของผู้ป่วยที่ตอบถูกเท่ากับ 49.0, 47.1 และ 26.7 ตามลำดับ

ตารางที่ 1  ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษา

ข้อมูลพื้นฐาน

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

 

ชาย

79 (38.4)

หญิง

127 (61.7)

อายุ

 

น้อยกว่า 60 ปี

157 (76.2)

60 ปีขึ้นไป

49 (23.8)

ระดับการศึกษา

 

ประถมศึกษา

164 (79.6)

อื่นๆ

42 (20.4)

ค่า INR เป้าหมาย

 

2.0 ถึง 3.0

82 (39.8)

2.5 ถึง 3.5

124 (60.2)

ระยะเวลาที่ได้รับยาวาร์ฟาริน

 

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี

118 (57.3)

มากกว่า 5 ปี

88 (42.7)

ข้อบ่งใช้

 

Atrial fibrillation

14 (6.8)

Valve replacement

189 (91.8)

อื่นๆ

3 (1.5)

โรคที่เป็นร่วม

 

มีโรคร่วม

52 (25.2)

ไม่มีโรคร่วม

154 (74.8)

ยาที่ใช้ร่วม

 

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ชนิด

190 (92.2)

มากกว่า 5 ชนิด

16 (7.8)

ขนาดของยาวาร์ฟารินที่ได้รับต่อสัปดาห์

 

0 ถึง 15 มิลลิกรัม

63 (30.6)

16 ถึง 30 มิลลิกรัม

94 (45.6)

31 ถึง 45 มิลลิกรัม

41 (19.9)

46 ถึง 60 มิลลิกรัม

8 (3.9)

60 มิลลิกรัมขึ้นไป

0

รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟาริน

 

ขนาดเดียวกันวันละครั้ง

134 (65.1)

อื่นๆ

72 (35.0)

ประสบการณ์การเกิดผลข้างเคียงจากยาวาร์ฟาริน

 

เคย

109 (52.9)

ไม่เคย

97 (47.1)

การผ่านเกณฑ์ %TTR

 

ผ่าน

44 (21.4)

ไม่ผ่าน

162 (78.6)

 

ตารางที่ 2 ร้อยละของผู้ป่วยที่ตอบคำถามถูกในแต่ละข้อคำถาม

ข้อที่

คำถาม

ร้อยละของผู้ป่วยที่ตอบคำถามถูก

1

ประโยชน์ในการรับประทานยาวาร์ฟารินคือป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

90.8

2

ปัญหาที่พบได้บ่อยในการรับประทานยาวาร์ฟารินคือเลือดออกผิดปกติ

87.9

3

คุณทราบค่าเป้าหมายของค่าการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม(INR)ของตนหรือไม่ ถ้าทราบโปรดระบุ

26.7

4

การรักษาระดับค่าการแข็งตัวของเลือดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาวาร์ฟาริน

58.7

5

คุณสามารถรับประทานยา ยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมชนิดต่างๆได้ ในช่วงที่คุณรับประทานยาวาร์ฟารินอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

84.0

6

คุณควรระมัดระวังไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ หกล้ม หรือการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ ในช่วงที่คุณรับประทานยาวาร์ฟารินอยู่

95.1

7

ถ้าคุณลืมรับประทานยาวาร์ฟาริน คุณสามารถรับประทานยาเป็นสองเท่าในวันถัดไปได้

80.6

8

คุณเคยลืมกินยาหรือไม่

50.0

9

คุณรับประทานยาตามขนาดที่แพทย์สั่งหรือไม่

99.5

10

ถ้าคุณมีอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาวาร์ฟาริน เช่น เลือดออกจมูกหรือจ้ำเลือด คุณสามารถปรับลดขนาดยาลงตามตามที่คุณเห็นว่าสมควรได้ โดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใช่หรือไม่

92.2

11

ขณะที่คุณรับประทานยาวาร์ฟาริน ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอาหาร เช่น การรับประทานผักใบเขียวต่างๆ หรืออาหารเสริมต่างๆ

49.0

12

ถ้าคุณจะไปพบทันตแพทย์เพื่อทำฟันหรือพบเภสัชกรที่ร้านยาเมื่อไม่สบาย คุณจะต้องบอกทันตแพทย์หรือเภสัชกรเสมอว่าช่วงนี้คุณกำลังรับประทานยาวาร์ฟารินอยู่

97.1

13

ขณะที่คุณรับประทานยาวาร์ฟาริน คุณสามารถรับประทานผักใบเขียวได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณเท่าเดิมทุกวัน

47.1

14

เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี ค่าการแข็งตัวของเลือด(INR)ของคุณควรมีค่าน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

49.5

15

เมื่อมีปัญหาเลือดออกผิดปกติ หรือมีจ้ำเลือด คุณจำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ

96.1

16

สมุนไพรบางชนิดมีผลต่อการเสริมฤทธิ์ หรือต่อต้านการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟาริน 

72.8

17

คุณเคยใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมโดยไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบหรือไม่

84.5

18

คุณควรรับประทานยาวาร์ฟารินในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน

99.0

 

เมื่อพิจารณาผลการศึกษาการประเมินความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยตามมิติคำถาม (ตารางที่ 3)  พบว่ามิติที่ผู้ป่วยมีความรู้มากที่สุดสามอันดับแรก  คือ มิติที่ 7: ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ท่านอื่น มิติที่ 4: ข้อปฏิบัติตัวขณะใช้ยา และมิติที่ 6: อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาวาร์ฟาริน จำนวนผู้ป่วยที่ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ 97.1, 95.2 และ 92.1 ตามลำดับ  ส่วนมิติที่ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินน้อยที่สุด 2 อันดับ  คือ มิติที่ 5: ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน และมิติที่ 8: เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของค่าเป้าหมายของค่าการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม และทราบค่า INR     จำนวนผู้ป่วยที่ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ 48.1 และ 45.0 ตามลำดับ

ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยร้อยละของผู้ป่วยที่ตอบคำถามถูกในแต่ละมิติ

มิติ

ข้อคำถามที่เกี่ยวข้อง

ค่าเฉลี่ยของร้อยละผู้ป่วยที่ตอบคำถามถูก

(ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด)

1. ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโดยใช้ยา       วาร์ฟารินและประโยชน์ของยาวาร์ฟาริน

1

90.8

2. ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยา

7, 8, 9, 18

82.3

(50.0, 99.5)

3. ข้อควรระวังในการใช้ยาอื่นสมุนไพรหรืออาหารเสริม

5, 16, 17

80.4

(72.8, 84.3)

4. ข้อปฏิบัติตัวขณะใช้ยา

6

95.2

5. ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน

11, 13

48.1

(47.1, 49.0)

6. อาการไม่พึ่งประสงค์จากการใช้ยาวาร์ฟาริน

2, 10, 15

92.1

(87.9, 96.1)

7. ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ท่านอื่น

12

97.1

8. เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของค่าเป้าหมายของค่าการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม(INR) และทราบค่า INR

3, 4, 14

45.0

(26.7, 58.7)

 

ผลการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยของอายุ และระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วย (ตารางที่ 4) ส่วนปัจจัยอื่นๆได้แก่ เพศ ค่า INR เป้าหมาย ระยะเวลาที่ได้รับยาวาร์ฟาริน โรคที่เป็นร่วม ยาที่ใช้ร่วม รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟาริน และประสบการณ์การเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาวาร์ฟารินไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วย โดยร้อยละของผู้ที่คะแนนความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี เท่ากับ 40.1 ซึ่งต่ำกว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 61.2) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.010) อย่างไรก็ตามร้อยละของผู้ที่คะแนนความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์ในกลุ่มที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาเท่ากับ 50.6 ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่จบการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา (ร้อยละ 23.8) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.002) (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4 ปัจจัยที่มีผลกับระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน

ปัจจัย

ความรู้ผู้ป่วยในการใช้ยาวาร์ฟาริน

p-value*

ไม่ผ่านเกณฑ์

จำนวน (ร้อยละ)

ผ่านเกณฑ์

จำนวน (ร้อยละ)

เพศ

ชาย

38 (48.1)

41 (51.9)

0.501

หญิง

55 (43.3)

72 (56.7)

อายุ

น้อยกว่า 60 ปี

63 (40.1)

94 (59.9)

0.010

60 ปีขึ้นไป

30 (61.2)

19 (38.8)

ระดับการศึกษา

ประถมศึกษา

83 (50.6)

81 (49.4)

0.002

สูงกว่าประถมศึกษา

10 (23.8)

32 (76.2)

ค่า INR เป้าหมาย

2.0 ถึง 3.0

41 (50.0)

41 (50.0)

0.255

2.5 ถึง 3.5

52 (41.9)

72 (58.1)

ระยะเวลาที่ได้รับยาวาร์ฟาริน

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี

58 (49.2)

60 (50.8)

0.181

มากกว่า 5 ปี

35 (39.8)

53 (60.2)

โรคที่เป็นร่วม

มีโรคร่วม

67 (43.5)

87 (56.5)

0.416

ไม่มีโรคร่วม

26 (50.0)

27 (50.0)

ยาที่ใช้ร่วม

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ชนิด

80 (40.3)

107 (51.9)

0.146

มากกว่า 5 ชนิด

10 (4.9)

6 (2.9)

รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟาริน

ขนาดเดียวกันวันละครั้ง

61 (45.5)

73 (54.5)

0.882

อื่นๆ**

32 (44.4)

40 (55.6)

ประสบการณ์การเกิดเลือดออกมากผิดปกติจากยาวาร์ฟาริน

เคย

51 (46.8)

58 (53.2)

0.615

ไม่เคย

42 (43.3)

55 (56.7)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*คำนวณจาก Pearson Chi-square

**วันเว้นวัน  หรือรับประทานยาเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ต่อสัปดาห์

 

จากการเก็บข้อมูล INR ของผู้ป่วยสองปีย้อนหลัง จำนวนค่า INR มีค่าเฉลี่ยประมาณ 6 ค่าต่อผู้ป่วยหนึ่งราย  เมื่อพิจารณาการควบคุมค่า INR ของผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนวณจาก  %TTR พบว่าผู้ป่วยทั้งหมดมี %TTR เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 40.2  โดยมีค่า %TTR สูงสุดและต่ำสุด คือร้อยละ 100 และ 0  ตามลำดับ  เมื่อพิจารณาการผ่านเกณฑ์การควบคุมค่า INR (%TTR ≥60)   พบว่า  มีผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน  44 ราย (ร้อยละ 21.4) และผู้ป่วยที่ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวน 162 ราย (ร้อยละ 78.6)  ผลการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินและปัจจัยอื่นๆ กับค่า %TTR แสดงดังตารางที่ 5 พบว่าคะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินมีความสัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์ %TTR อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted Odds ratio 1.06; 95% CI  = 0 .44 - 2.58; p = 0.882)     อย่างไรก็ตามพบว่า  รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟาริน และค่า INR เป้าหมาย มีความสัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์ของ %TTR   โดยผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินแบบขนาดเดียวกันวันละครั้งมีแนวโน้มในการควบคุมค่า INR ได้ดีกว่า ผู้ป่วยที่มีรูปแบบการใช้ยาวาร์ฟารินแบบอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted Odds ratio 2.45; 95%CI = 1.07 - 5.59; p = 0.033)  ส่วนค่า INR  เป้าหมายพบว่า  ผู้ป่วยที่มีค่า INR   เป้าหมายในช่วง 2-3 มีแนวโน้มในการควบคุมค่า INR ได้ดีกว่าผู้ป่วยที่เป้าหมายค่า INR  ในช่วง 2.5-3.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted Odds ratio 4.05; 95%CI = 1.85 – 8.90; p <0.001 

 

ตารางที่ 5 ความสัมพันธ์ของการผ่านเกณฑ์ความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟารินและปัจจัยอื่นๆ กับการควบคุมค่า   INR

ปัจจัย

Adjusted

Odds ratio

ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95

การผ่านเกณฑ์ความรู้ในการใช้ยาวาร์ฟาริน

ไม่ผ่าน

1.06

1

0.44

2.58

ผ่าน

เพศ

ชาย

0.63

1

0.27

1.42

หญิง

อายุผู้ป่วย

น้อยกว่า 60 ปี

1

0.64

0.26

1.62

60 ปีขึ้นไป

ระดับการศึกษา

ประถมศึกษา

1

1.05

0.41

2.69

อื่นๆ

ค่า INR เป้าหมาย

2.0 ถึง 3.0

4.05*

1

1.85

8.90

2.5 ถึง 3.5

ระยะเวลาที่ได้รับยาวาร์ฟาริน

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี

1.30

1

0.59

2.84

มากกว่า 5 ปี

ข้อบ่งใช้

Atrial fibrillation

0.26

0.71

1

0.01

0.05

5.14

9.77

Valve replacement

อื่นๆ

โรคที่เป็นร่วม

มีโรคร่วม

1.12

1

0.48

2.59

ไม่มีโรคร่วม

ยาที่ใช้ร่วม

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5ชนิด

1.19

0.24

5.90

มากกว่า 5ชนิด

รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟาริน

ขนาดเดียวกันวันละครั้ง

2.45*

1

1.07

5.59

อื่นๆ

ประสบการณ์การเกิดผลข้างเคียงจาก

ยาวาร์ฟาริน

เคย

0.83

1

0.39

1.75

ไม่เคย

*p <0.05

 

วิจารณ์

          จากการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในผู้ป่วยทั้งหมด 206 ราย พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วย เท่ากับ 13.6 คะแนนจาก 18 คะแนนคิดเป็นคะแนนร้อยละ 75 ถึงแม้ว่าผู้ป่วยทุกคนจะเคยได้รับความรู้และข้อแนะนำการปฏิบัติตัวในการใช้ยาวาร์ฟารินจากบุคลากรทางการแพทย์ในคลินิกยาวาร์ฟาริน แล้วก็ตามพบว่า ยังคงมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 27 ที่ตอบคำถามถูกน้อยกว่า 13 ข้อจากข้อคำถาม 18 ข้อ (คิดเป็นคะแนนน้อยกว่าร้อยละ 72) ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับการศึกษาของ Kim และคณะ ที่ประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินโดยใช้แบบสอบถาม Warfarin Knowledge Assessment Questionaire (WKA) เช่นกัน โดยการศึกษาดังกล่าวพบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 67 และผู้ป่วยร้อยละ 39 ยังมีคะแนนความรู้น้อยกว่าร้อยละ 708 ส่วนข้อมูลจากการศึกษาอื่นพบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยอยู่ในช่วงร้อยละ 40 ถึงร้อยละ 782, 7, 9, 10  และผู้ป่วยที่มีความรู้ความเข้าใจการใช้ยาวาร์ฟารินในระดับต่ำอยู่ในช่วงร้อยละ 34 ถึงร้อยละ 636, 9, 10 การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยบางรายที่เข้ารับการติดตามที่คลินิกยาวาร์ฟาริน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินไม่เพียงพอ ดังนั้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาในทุกครั้งที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดจึงยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการใช้ยา จากการศึกษาของ Kim และคณะ 8  พบว่าผู้ป่วยที่มีความรู้ความเข้าใจดีเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินจะมีความร่วมมือในการใช้ยาและการรักษาด้วยยาวาร์ฟารินมีประสิทธิผลสูงกว่ากลุ่มที่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินไม่เพียงพอ

เมื่อมองภาพรวมในแต่ละมิติ พบว่าผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการรักษาและประโยชน์ของยาวาร์ฟาริน ข้อปฏิบัติตัวขณะใช้ยา อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และข้อปฏิบัติตัวเมื่อไปพบบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามพบว่ามิติที่ผู้ป่วยมีความรู้ต่ำโดยมีค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยที่ตอบคำถามถูกน้อยกว่าร้อยละ 50 คือ  ความเข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญและทราบค่าเป้าหมายของค่าการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสม และ ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาส่วนใหญ่ที่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความรู้ต่ำในเรื่องอาหารที่มีวิตามินเคสูงเช่น ผักใบเขียวที่อาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟาริน7-9 อนึ่งความรู้ความเข้าใจของวิตามินเคในอาหารและผลรบกวนการออกฤทธิ์ของยาวาร์ฟารินเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งต่อการควบคุมค่า INR พบว่าการเปลี่ยนแปลงระดับวิตามินเคแม้เพียงเล็กน้อยเช่น 25-150 ไมโครกรัมต่อวันอาจมีผลลดระดับ INR ของผู้ป่วยได้11, 12 ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์จึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้ในมิติดังกล่าวแก่ผู้ป่วยมากขึ้น

จากผลการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน  พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วย ได้แก่ ปัจจัยด้านอายุและระดับการศึกษา  ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาอื่นๆ2, 10, 13, 14  ที่พบว่า อายุที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วย จะส่งผลให้คะแนนความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินลดลง   ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความสามารถในการจดจำของผู้สูงอายุที่ลดลง  จึงอาจส่งผลต่อคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน   ส่วนปัจจัยด้านระดับการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษา มีโอกาสที่คะแนนความรู้ความเข้าใจผ่านเกณฑ์มากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาอื่น10, 14 ที่พบว่าคะแนนความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการศึกษา  ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน ควรให้ความสนใจและมีการปรับแนวทางหรือกลวิธีการให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้เป็นพิเศษ

จากผลการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินกับการควบคุมค่า INR เป้าหมายโดยวัดจาก %TTR พบว่าปัจจัยทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งสอดคล้องกับบางการศึกษา9, 13, 14 ที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว แต่ไม่สอดคล้องกับศึกษาของ Tang และคณะ และ Kagansky และคณะ2, 3 ผลการศึกษาที่แตกต่างกันนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากข้อแตกต่างของแต่ละการศึกษาในด้าน วิธีการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วย  วิธีการประเมินการควบคุมค่า INR เป้าหมาย เกณฑ์การประเมิน “ผ่าน”  และความแตกต่างของสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอื่นและการควบคุมค่า INR พบว่ารูปแบบการใช้ยาวาร์ฟารินและค่า INR เป้าหมายมีความสัมพันธ์กับการผ่านเกณฑ์ของ %TTR โดยผู้ใช้ยาแบบขนาดเดียวกันวันละครั้งและมีช่วงค่า INR เป้าหมาย 2-3 มีแนวโน้มการควบคุมค่า INR เป้าหมายได้ดีกว่าแบบอื่นเช่น วันเว้นวัน  หรือ รับประทานยาเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ต่อสัปดาห์ เป็นต้น  ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องมาจากการกินยาแบบขนาดเดียวกันวันละครั้งเป็นรูปแบบที่ง่ายต่อการจดจำ จึงทำให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือของการใช้ยามากกว่า

 

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ระยะเวลาของการทำวิจัยมีจำกัดทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถเก็บข้อมูลผู้ป่วยได้ตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณไว้คือ 320 ราย ซึ่งอาจส่งผลต่อการวิเคราะห์ทางสถิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากขึ้น การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเฉพาะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ดูแลผู้ป่วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการควบคุมค่า INR ของผู้ป่วย

สรุป

จากการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนทั้งหมด 206 ราย พบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยในการใช้ยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยทั้งหมดคิดเป็นคะแนนร้อยละ 75 โดยมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 27 ที่ตอบคำถามได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 72 พบว่ามิติที่ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินน้อยที่สุดสองอันดับแรก คือ มิติที่ 5: ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารขณะใช้ยาวาร์ฟาริน และมิติที่ 8: เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและทราบค่า  INR เป้าหมาย ในการศึกษานี้พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาวาร์ฟารินของผู้ป่วยได้แก่ ระดับการศึกษาและอายุของผู้ป่วย ส่วนปัจจัยที่พบว่ามีผลต่อการควบคุมค่า INR เป้าหมายคือ รูปแบบการใช้ยาวาร์ฟารินและค่า INR เป้าหมาย การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้ และข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวในการใช้ยาวาร์ฟารินแก่ผู้ป่วยยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องอันตรกิริยาของยาและอาหาร และความสำคัญของการติดตามค่า INR และการทราบค่า INR เป้าหมาย นอกจากนี้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแนวทางการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยบางกลุ่ม

 

เอกสารอ้างอิง

1.   สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์. แนวทางการรักษาผู้ป่วยด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน.  2553 [cited 11 มิถุนายน 2558] Available from: http://www.thaiheart.org/images/column_1291454908/warfarin_Guideline.pdf.

2.   Tang EO, Lai CS, Lee KK, Wong RS, Cheng G, Chan TY. Relationship between patients' warfarin knowledge and anticoagulation control. Ann Pharmacother 2003; 37: 34-9.

3.   Kagansky N, Knobler H, Rimon E, Ozer Z, Levy S. Safety of anticoagulation therapy in well-informed older patients. Arch Intern Med 2004; 164: 2044-50.

4.   Lane DA, Ponsford J, Shelley A, Sirpal A, Lip GY. Patient knowledge and perceptions of atrial fibrillation and anticoagulant therapy: effects of an educational intervention programme. The West Birmingham Atrial Fibrillation Project. Int J Cardiol 2006; 110: 354-8.

5.   Lip GY, Kamath S, Jafri M, Mohammed A, Bareford D. Ethnic differences in patient perceptions of atrial fibrillation and anticoagulation therapy: the West Birmingham Atrial Fibrillation Project. Stroke 2002; 33: 238-42.

6.   Davis NJ, Billett HH, Cohen HW, Arnsten JH. Impact of adherence, knowledge, and quality of life on anticoagulation control. Ann Pharmacother 2005; 39: 632-6.

7.   สุวิมล ยี่ภู่, อภิชญา ชนะวงศ์, จริยา นามศรี, จันทร์ทิพย์ อมรสวัสดิ์ศิริ. ความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยนอกที่ได้รับการรักษาด้วยยา warfarin. SWU J Pharm Sci 2005; 10: 40-7.

8.   Kim JH, Kim GS, Kim EJ, Park S, Chung N, Chu SH. Factors affecting medication adherence and anticoagulation control in Korean patients taking warfarin. J Cardiovasc Nurs 2011; 26: 466-74.

9.   Baker JW, Pierce KL, Ryals CA. INR goal attainment and oral anticoagulation knowledge of patients enrolled in an anticoagulation clinic in a Veterans Affairs medical center. J Manag Care Pharm 2011; 17: 133-42.

10. Hu A, Chow CM, Dao D, Errett L, Keith M. Factors influencing patient knowledge of warfarin therapy after mechanical heart valve replacement. J Cardiovasc Nurs 2006; 21: 169-75.

11. Schurgers LJ, Shearer MJ, Hamulyak K, Stocklin E, Vermeer C. Effect of vitamin K intake on the stability of oral anticoagulant treatment: dose-response relationships in healthy subjects. Blood 2004; 104: 2682-9.

12. Kurnik D, Loebstein R, Rabinovitz H, Austerweil N, Halkin H, Almog S. Over-the-counter vitamin K1-containing multivitamin supplements disrupt warfarin anticoagulation in vitamin K1-depleted patients. A prospective, controlled trial. Thromb Haemost 2004; 92: 1018-24.

13. Hasan SS, Shamala R, Syed IA, Basariah N, Chong DW, Mei TK, et al. Factors affecting warfarin-related knowledge and INR control of patients attending physician- and pharmacist-managed anticoagulation clinics. J Pharm Pract 2011; 24: 485-93.

14. Yahaya AHM, Hassali MA, Awaisu A, Shafie AA. Factors associated with warfarin therapy knowledge and anticoagulation control among patients attending a warfarin clinic in Malaysia. J Clin Diagn Res 2009; 3: 1663-70.

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0