Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

The Development of Breast Phantom for Clinical Practice in Mammography

การพัฒนาหุ่นจำลองเต้านมสำหรับฝึกปฏิบัติทางคลินิกในการตรวจเอกซเรย์เต้านม

Thunyarat Chusin (ธัญรัตน์ ชูศิลป์) 1, Sararat Mahasaranon (ศรารัตน์ มหาศรานนท์) 2, Nuntawat Udee (นันทวัฒน์ อู่ดี) 3, Sumalee Yabsantia (สุมาลี ยับสันเทียะ) 4, Arkom Thongprong (อาคม ทองโปร่ง) 5




หลักการและวัตถุประสงค์เอกซเรย์เต้านมเป็นวิธีการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีวิธีหนึ่ง โดยนักรังสีเทคนิคเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างภาพเอกซเรย์ของเต้านม เพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์เต้านมที่มีคุณภาพสูง นักรังสีเทคนิคจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการจัดท่าผู้ป่วยจนกระทั่งเกิดความชำนาญ ดังนั้นการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหุ่นจำลองเต้านมสำหรับใช้เป็นสื่อในการฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม

วิธีการศึกษาสร้างเนื้อเต้านมจากพอลิเมอร์เจลคุณภาพสูง ซึ่งมีส่วนประกอบของสารละลายพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ (ความเข้มข้นร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก) ปริมาณ 5 กรัม แป้งมันสำปะหลัง ปริมาณ 40 กรัม และสารละลายบอแรกซ์ (ความเข้มข้นร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก) ปริมาณ 30 กรัม สำหรับลำตัวหุ่นจำลองพัฒนาโดยใช้น้ำยางธรรมชาติทำให้เป็นยางฟองน้ำด้วยกระบวนการดันลอป ผิวหุ่นจำลองเคลือบด้วยสูตรยางพาราสำหรับผลิตถุงมือยาง ชิ้นงานตัวอย่างจากสูตรยางสำหรับพัฒนาตัวและผิวหุ่นจำลองนำไปทดสอบสมบัติเชิงกล (ความต้านทานแรงดึง และการทนแรงฉีกของวัสดุ)  ประเมินทัศนคติต่อหุ่นจำลองเต้านมโดยผู้ใช้งานจริงจำนวน  30  ราย

ผลการศึกษาหุ่นจำลองเต้านมมีขนาดรอบอก รอบเอว และรอบสะโพก  38, 32 และ 38 นิ้ว ตามลำดับ เต้านมของหุ่นจำลองมีพยาธิสภาพจำลองจำนวน 3 ก้อน ฝังอยู่ทางด้านขวา ความต้านทานแรงดึงของสูตรยางพาราที่เลือกใช้มีค่าเท่ากับ 1.44 x 106 กิโลนิวตันต่อตารางเมตร และการทนแรงฉีกมีค่าเท่ากับ  5.43 กิโลนิวตันต่อเมตร ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานหุ่นจำลองอยู่ในเกณฑ์ดี (ค่าเฉลี่ย 4.16 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  0.64) 

สรุปหุ่นจำลองเต้านมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ โดยมีระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในเกณฑ์ ดี

 

Background and ObjectiveMammography is an effective method for breast cancer screening. Radiological technologists (RTs) play a major role in breast imaging procedures. To obtain a high quality mammography image, RTs require instruction and practice in patient positioning to be a clinical expert. The purpose of this study was to produce a breast phantom to be instructional media used in practicing mammography positioning.

Materials and MethodsBreast tissue was produced by a high quality polymer gel formulation, which was a compound of 5 grams of polyvinyl alcohol solution (10 %w/w), 40 grams of cassava starch and 30 grams of borax solution (10%w/w). The phantom’s body was developed using a natural latex rubber and a Dunlop process for the production of foam rubber. The phantom’s skin was coated with a latex compound similar to that used in rubber gloves. These produced samples were measured the mechanical properties (tensile strength and tear strength). The instructional breast phantom was evaluated by thirty users.

ResultsThe breast phantom proportions were bust, waist and hip of 38, 32 and 38 inches, respectively. The breasts of the body phantom were mounted with three simulated lesions on the right side. The tensile strength of the materials used was 1.44 x 106 kN/m2 and the tear strength was 5.43 kN/m. The users responses were at good level (Mean = 4.16, SD = 0.64).

ConclusionThe developed breast phantom can be successfully used to enable practice in mammography positioning at good level of user responses.

 

บทนำ

          มะเร็งเต้านม (breast cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากและเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งมากเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบันเอกซเรย์เต้านมยังคงเป็นวิธีการตรวจเพื่อคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทย1 โดยนักรังสีเทคนิคมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างภาพของเต้านมให้มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ดังนั้นนักรังสีเทคนิคจะต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือสร้างภาพและการจัดท่าผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ตลอดจนได้รับการฝึกปฏิบัติให้สามารถทำการตรวจเอกซเรย์เต้านมได้ และสามารถวิเคราะห์คุณภาพของภาพเอกซเรย์เต้านมที่ดีได้2 สาเหตุหลักของการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมซ้ำส่วนใหญ่เกิดจากนักรังสีเทคนิคขาดความชำนาญในการจัดท่าผู้ป่วย3 ด้วยเหตุนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่นักรังสีเทคนิคจะต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการจัดท่าผู้ป่วยจนกระทั่งเกิดความชำนาญ เพื่อให้ภาพถ่ายรังสีมีคุณภาพและลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการได้รับปริมาณรังสีที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาวะแทรกซ้อนจากการกดทับเต้านมเมื่อมีการถ่ายภาพเอกซเรย์ซ้ำ

          เนื่องจากการเรียนการสอนถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมอาจไม่สามารถเรียนกับผู้ป่วยจริงได้ทั้งหมด เพราะความผิดพลาดของการฝึกหัดอาจส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น ในปัจจุบันจึงมีการผลิตสื่อต่างๆ เช่น มัลติมีเดีย และหุ่นจำลองชนิดต่างๆ ขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากสิ่งที่เหมือนจริง และมีโอกาสทบทวนซ้ำได้ตามที่ต้องการ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ผลดียิ่งขึ้น4-6 ปัจจุบันหุ่นจำลองฝึกจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมที่มีใช้อยู่ในประเทศไทยมีราคาแพง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่เป็นวัสดุสังเคราะห์ เช่น ซิลิโคน (silicone) จึงทำให้มีต้นทุนในการผลิตสูง7 และเนื่องจากหุ่นจำลองในลักษณะดังกล่าวยังไม่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้นกรณีซื้อจากต่างประเทศ ปัจจุบันหุ่นจำลองที่ใช้งานในสถานศึกษาบางแห่งยังมีความแตกต่างจากมนุษย์จริงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ดังนั้นการศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงได้ทำการพัฒนาหุ่นจำลองเต้านมที่มีสัดส่วนเหมือนหญิงไทย เพื่อใช้เป็นสื่อสำหรับฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม โดยใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนประกอบในการสร้างหุ่นจำลอง เนื่องจากน้ำยางพาราสามารถผลิตได้ภายในประเทศและราคาไม่แพง นอกจากนี้งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการนำน้ำยางพารามาผลิตเป็นสื่อและวัสดุทางการแพทย์ เช่น หุ่นจำลองอวัยวะที่ใช้สำหรับการเรียนการสอน และถุงมือยางทางการแพทย์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก4-6,8,9

วิธีการศึกษา

          การศึกษานี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เลขที่ IRB No.300/57 มีขั้นตอนในการศึกษาประกอบด้วย

          ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาหุ่นจำลองเต้านม

          ขั้นตอนที่ 2 การนำหุ่นจำลองเต้านมไปประเมินโดยกลุ่มผู้ใช้งาน

ขั้นตอนที่ 1 วิธีดำเนินการพัฒนาหุ่นจำลองเต้านม

            1.1 ออกแบบหุ่นจำลองให้มีตั้งแต่ส่วนคอถึงสะโพกโดยใช้ข้อมูลสัดส่วนรอบอกและเอวของหญิงไทยกลุ่มอายุระหว่าง 36-45 ปี จากผลการศึกษาด้วยเทคโนโลยี 3D Body Scanning ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)10 และออกแบบเต้านมให้เหมาะแก่การนำไปใช้จัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม ดังรูปที่ 1(A) โดยใช้ข้อมูลขนาดและรูปร่างเต้านมของหุ่นจำลอง Mammo Phantom (บริษัท Supertechx-ray®)7 ซึ่งเป็นหุ่นจำลองสำหรับฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม

          1.2 ปั้นหุ่นต้นแบบตามที่ออกแบบด้วยดินเหนียวโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังรูปที่ 1(B) หลังตรวจสอบความถูกต้องแล้วจึงนำมาถอดแบบเป็นแม่พิมพ์ปูนปาสเตอร์แบบ 2 ด้าน ดังรูปที่ 1(C)  สำหรับใช้ในการหล่อเพื่อขึ้นรูปหุ่นจำลอง

          1.3 คัดเลือกวัสดุที่นำมาใช้ในการพัฒนาเนื้อเต้านมหุ่นจำลอง โดยขั้นตอนการศึกษามีการเตรียมพอลิเมอร์เจลจากพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ (polyvinyl alcohol, pva) กับแป้งมันสำปะหลัง (cassava starch) โดยมีบอแรกซ์ (borax) เป็นสารเชื่อมโยงโมเลกุลระหว่างสารตั้งต้นทั้งสอง เพื่อให้เกิดเป็นพอลิเมอร์ที่มีโครงร่างตาข่าย และมีหมู่ปลายสายโซ่โมเลกุลที่ชอบน้ำ (hydrophilic)  ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นเจลหนืด ที่มีความยืดหยุ่น และนำมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆได้ จากนั้นเตรียมชิ้นงานสำหรับประเมินโดยในขั้นตอนแรกเตรียมสารที่ใช้ให้เป็นสารละลายมีความเข้มข้นเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก (weight by weight percentage, w/w%) ได้แก่ สารละลายพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 10% w/w และสารละลายบอแรกซ์ ความเข้มข้น 10% w/w  จากนั้นนำสารละลายพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ที่เตรียมไว้ ปริมาณ 5 กรัม มาผสมกับแป้งมันสำปะหลังในปริมาณที่แตกต่างกัน ได้แก่ 20, 30 และ 40 กรัม ตามลำดับ และนำไปผสมกับสารละลายบอแรกซ์ที่เตรียมไว้ในปริมาณที่แตกต่างกัน ได้แก่ 20 และ 30 กรัม เมื่อได้ชิ้นงานพอลิเมอร์เจลแล้วนำมาเก็บในสภาวะปิดที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นคัดเลือกชิ้นงานที่มีคุณลักษณะตามต้องการมากที่สุด โดยประเมินจากลักษณะทางกายภาพของพอลิเมอร์เจลที่มีความยืดหยุ่น คืนรูปได้ดีเมื่อได้รับแรงกระทำ และคงทนต่อสภาพการใช้งาน คือ ไม่เกิดรา และไม่เสียสภาพการเป็นพอลิเมอร์เจล

 

รูปที่ 1 แบบของหุ่นจำลองเต้านม (A)  ต้นแบบที่ปั้นเสร็จเรียบร้อย (B) การถอดแม่พิมพ์ปูนปาสเตอร์แบบ 2 ซีก (C)

 

           1.4 คัดเลือกต้นแบบนำไปพัฒนาหุ่นจำลอง โดยขั้นตอนการศึกษานี้ได้นำน้ำยางพาราธรรมชาติ (natural latex rubber) มาเป็นวัตถุดิบเพื่อทำเป็นยางฟองน้ำ โดยเลือกใช้เทคนิคการทำยางคงรูปด้วยกระบวนการดันลอป (dunlop process) ซึ่งมีการเตรียมชิ้นงานต้นแบบตัวอย่างละ 2 ชิ้นในแม่พิมพ์ปูนปาสเตอร์รูปทรงกระบอก ในขั้นตอนแรกเทสูตรยางฟองน้ำมาตรฐาน8 ที่มีการปรับสัดส่วนสารเคมีและสารเติมแต่งแล้วในแม่พิมพ์ให้มีความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ทิ้งไว้ที่อุณภูมิห้องให้โฟมยางแข็งตัว จากนั้นนำพอลิเมอร์เจลที่เตรียมด้วยสูตรที่ผ่านการคัดเลือกแล้วในขั้นตอนที่ 1.3  มาจัดวางในแม่พิมพ์ต่อจากนั้นเทสูตรยางฟองน้ำปิดทับ และนำแม่พิมพ์ไปอบที่อุณหภูมิ  90 – 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1.5 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งชิ้นงานยางฟองน้ำสุก เมื่อครบกำหนดนำชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ และนำมาเคลือบผิวด้วยสูตรยางสำหรับผลิตถุงมือยาง8 ที่มีการปรับสัดส่วนสารเคมีแล้ว โดยใช้เทคนิคทำให้เกิดฟิล์มยางเคลือบบนผิวชิ้นงานในจำนวนชั้นที่แตกต่างกัน คือ  1, 2 และ 3 ชั้น และนำไปอบที่อุณหภูมิ 90 -100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1.5 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งยางสุก จากนั้นนำชิ้นงานที่ได้ ดังรูปที่ 2 (A) ไปประเมินโดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักรังสีเทคนิคที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 1 ปี ณ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 10 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีข้อคำถามทั้งหมด 3 ข้อ แต่ละข้อมีเกณฑ์วัดทัศนคติ แบ่งเป็น 5 ระดับ ของลิเคอร์ท11 จากนั้นคัดเลือกชิ้นงานต้นแบบที่จะนำไปพัฒนาหุ่นจำลองโดยพิจารณาจากผลการประเมิน

 

รูปที่ 2 ชิ้นงานที่ใช้คัดเลือกต้นแบบนำไปพัฒนาหุ่นจำลองเต้านม (A) และชิ้นงานที่เตรียมทดสอบความต้านทานแรงดึง (B) และความทนแรงฉีกขาด (C)

 

          1.5 ทดสอบสมบัติเชิงกลของวัสดุ เพื่อประเมินความแข็งแรงและทนทานของวัสดุที่เลือกนำมาพัฒนาหุ่นจำลอง โดยมีการเตรียมชิ้นงานด้วยสูตรยางฟองน้ำซึ่งแบ่งเป็นชิ้นงานที่ไม่เคลือบผิวและเคลือบผิว 1 ชั้นด้วยสูตรยางสำหรับผลิตถุงมือยาง ตัวอย่างละ 5 ชิ้นต่อการทดสอบ ดังรูปที่ 2 (B,C) จากนั้นนำไปทดสอบหาค่าความต้านทานแรงดึง (Tensile Testing) และการทนแรงฉีก (Tear strength) ตามมาตรฐานการทดสอบวัสดุของ American Society for Testing and Materials (ASTM)  D 412 และ D624-00

          1.6 พัฒนาหุ่นจำลองโดยเตรียมสูตรยางฟองน้ำเทลงในแม่พิมพ์หุ่นจำลองปูนปาสเตอร์ด้านหน้าบริเวณเต้านมให้มีความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจนกระทั่งโฟมยางแข็งตัว จากนั้นนำพอลิเมอร์เจลที่เตรียมเพื่อทำเนื้อเต้านมด้วยสูตรที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมาจัดวางในเต้านมของแม่พิมพ์ทั้ง 2 ข้าง โดยใส่พยาธิสภาพจำลอง 2 ชนิดลงในเนื้อเต้านมข้างขวา ประกอบด้วย ถุงน้ำขนาด 3 เซนติเมตร และเนื้องอกขนาด 2.5 และ 5 เซนติเมตร ตามลำดับ จากนั้นเทสูตรยางฟองน้ำปิดทับบริเวณที่ใส่เนื้อเต้านมรอจนโฟมยางเริ่มแข็งตัว จึงนำแม่พิมพ์ด้านหลังมาประกบกับแม่พิมพ์ด้านหน้า จากนั้นเทสูตรยางฟองน้ำจนเต็มแม่พิมพ์และทิ้งไว้ที่อุณภูมิห้องจนโฟมยางเริ่มแข็งตัว จึงนำแม่พิมพ์เข้าตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อให้ยางสุกและคงรูปมากขึ้น จากนั้นนำแม่พิมพ์ออกจากตู้อบและเปิดเอาหุ่นจำลองออกมาตกแต่งก่อนนำไปเคลือบผิวด้วยสูตรยางสำหรับผลิตถุงมือยางโดยใช้เทคนิคทำให้เกิดฟิล์มยางเคลือบบนผิวหุ่นจำลองจำนวน 1 ชั้น รอจนฟิล์มยางเริ่มแข็งตัวจึงนำหุ่นจำลองไปอบที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1.5 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งยางสุก เพื่อให้หุ่นจำลองแห้ง จากนั้นนำมาตกแต่งรายละเอียดอีกครั้งก่อนนำไปประกอบกับชุดติดตั้งใช้งานที่มีล้อสำหรับเคลื่อนย้ายได้

 

ขั้นตอนที่ 2 การนำหุ่นจำลองเต้านมไปประเมินโดยกลุ่มผู้ใช้งาน

            คณะผู้วิจัยนำหุ่นจำลองไปใช้ประกอบการสาธิตและการฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมในท่า Craniocaudal view (CC) และ Mediolateral oblique view (MLO) ร่วมกับเครื่องเอกซเรย์เต้านม ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยกลุ่มตัวอย่างในการประเมิน คือ นิสิตรังสีเทคนิค ชั้นปีที่ 4 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 30 ราย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีข้อคำถามทั้งหมด 6 ข้อ แต่ละข้อมีเกณฑ์วัดทัศนคติ แบ่งเป็น 5 ระดับ ของลิเคอร์ท11

 

ผลการศึกษา

1.วัสดุที่เลือกใช้

          ผลการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของพอลิเมอร์เจลหลังทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ (รูปที่ 3) พบว่าพอลิเมอร์เจลสูตรที่มีส่วนประกอบของสารละลายบอแรกซ์ ความเข้มข้น 10% w/w จำนวน 30 กรัม สารละลายพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 10% w/w จำนวน 5 กรัม และแป้งมันสำปะหลัง 40 และ 30 กรัม ตามลำดับ เป็นชิ้นงานที่มีความยืดหยุ่นและคืนตัวที่ดีภายหลังการกดหรือบีบ นอกจากนี้ยังมีความคงสภาพสูง เนื่องจากมีการจับตัวเป็นก้อน ไม่ขึ้นรา และไม่เน่าเสีย ผลการคัดเลือกชิ้นงานที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาหุ่นจำลอง (ตารางที่ 1) พบว่าชิ้นงานที่ได้คะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงสุด คือ สูตรพอลิเมอร์เจลที่มีส่วนประกอบของสารละลายบอแรกซ์ 30 กรัม สารละลายพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ 5 กรัม แป้งมันสำปะหลัง 40 กรัม และเป็นชิ้นงานที่เคลือบผิวจำนวน 1 ชั้น คณะผู้วิจัยจึงเลือกชิ้นงานดังกล่าวเป็นต้นแบบในการพัฒนาหุ่นจำลอง ผลการศึกษาสมบัติเชิงกลของชิ้นงานตัวอย่าง (ตารางที่ 2) พบว่าความแข็งแรงและทนทานของวัสดุที่นำมาพัฒนาหุ่นจำลอง แสดงเป็นค่าความทนแรงดึง (stress at break) ณ จุดขาด ระยะที่ยืดออก ณ จุดขาด (strain at break) ความสามารถในการยืดหยุ่น ณ จุดขาด (modulus at break) และความต้านทานแรงฉีก (tear strength) ของชิ้นงานที่ได้ จากการทดสอบแสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่เคลือบผิวมีค่าต่างๆสูงกว่าชิ้นงานที่ไม่เคลือบผิว

 

ตารางที่ 1 ระดับทัศนคติของผู้ประเมินต่อชิ้นงานทดสอบที่นำไปเป็นต้นแบบประดิษฐ์หุ่นจำลอง (n=10)

คุณสมบัติของชิ้นงาน

ค่าเฉลี่ย ± SD

การแปลผล

ระดับทัศนคติ จำนวน (ร้อยละ)

5

4

3

2

1

1. ความเหมือนจริงของความยืดหยุ่น

4.30 ± 0.67

ดี

4 (40.0)

5 (50.0)

1 (10.0)

0

0

2. ความเหมือนจริงของผิวสัมผัส

3.80 ± 0.42

ดี

0

8 (80.0)

2 (20.0)

0

0

3. ความเหมือนจริงของการคืนรูป

4.20 ± 0.42

ดี

2

(20.0)

8 (80.0)

0

0

0

ระดับทัศนคติ 5 มากที่สุด, 4 มาก, 3 ปานกลาง, 2 พอใช้, 1 ควรปรับปรุง

การแปลผลคะแนนเฉลี่ย ดีมาก (4.51-5.00 คะแนน) ดี (3.51-4.50 คะแนน) ปานกลาง (2.51-3.50 คะแนน) พอใช้ (1.51-2.50 คะแนน) ควรปรับปรุง (1.00-1.50 คะแนน)

 

ตารางที่ 2 ผลการทดสอบความต้านทานแรงดึงและแรงฉีกของชิ้นงาน (n=5)

ชิ้นงานตัวอย่าง

Stress at break

(kN/m2)

Strain at break

(cm)

Modulus at break

(kN/m2)

Tear strength

(kN/m)

ค่าเฉลี่ย ± SD

ค่าเฉลี่ย ±  SD

ค่าเฉลี่ย ±  SD

ค่าเฉลี่ย ± SD

ไม่เคลือบผิว

430.57 ± 9.42

0.64  ± 0.02

668.99  ± 20.68

1.41 ± 0.07

 

เคลือบผิว 1 ครั้ง

1.44 x 106

±2.83 x 104

7.70 ± 0.00

1.88 x 104

±3.67 x 103

5.43 ± 1.34

 

 

2.หุ่นจำลองที่พัฒนา และทัศนคติของผู้ใช้งาน

          ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้หุ่นจำลองที่ขึ้นรูปด้วยสูตรยางฟองน้ำ มีขนาดรอบอก 38 นิ้ว รอบเอว 32 นิ้ว และรอบสะโพก 38 นิ้ว ดังรูปที่ 4 (A) โดยเต้านมทั้ง 2 ข้าง มีองค์ประกอบหลักเป็นพอลิเมอร์เจล และมีพยาธิสภาพจำลองอยู่ในเต้านมขวา น้ำหนักรวมของหุ่นจำลองเท่ากับ 8.5 กิโลกรัม ติดตั้งอยู่บนชุดใช้งานที่มีล้อเคลื่อนที่ได้ หุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการสาธิตและฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมดังรูปที่ 4 (B,C)  เมื่อให้แรงกดทับเต้านม (compression force) จากเครื่องเอกซเรย์เต้านม เท่ากับ 100 นิวตัน ขณะใช้งานหุ่นจำลอง พบว่าสามารถรองรับแรงกดทับเต้านมได้ และเมื่อหยุดให้แรงกดแล้วเต้านมสามารถคืนรูปได้ดี ผลการประเมินทัศนคติของผู้ใช้งานที่มีต่อหุ่นจำลอง (ตารางที่ 3) พบว่าระดับทัศนคติในภาพรวมมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 ± 0.64 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี

 

ตารางที่ 3 ระดับทัศนคติของผู้ใช้งานหุ่นจำลองสำหรับการฝึกปฏิบัติ (n=30)

รายละเอียดการประเมิน

ค่าเฉลี่ย ± SD

การแปลผล

ระดับทัศนคติ จำนวน (ร้อยละ)

5

4

3

2

1

1. ความเหมือนจริงของเต้านม

4.10 ± 0.61

ดี

7 (23.3)

19 (63.3)

4 (13.3)

0

0

2. ความเหมาะสมด้านขนาด น้ำหนักและการเคลื่อนย้ายขณะใช้งาน

3.93 ± 0.66

ดี

5 (16.7)

18 (60.0)

7 (23.3)

0

0

3. ประโยชน์ต่อความเข้าใจของผู้เรียน

4.40 ± 0.73

ดี

15 (50.0)

13 (43.3)

1 (3.3)

1 (3.3)

0

4. ประโยชน์ต่อการฝึกจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม

4.10 ± 0.52

ดี

5 (16.7)

23 (76.7)

2 (6.7)

0

0

5. ประโยชน์ต่อการฝึกคลำพยาธิสภาพ     ของเต้านม

4.23 ± 0.63

ดี

10 (33.3)

17 (56.7)

3 (10.0)

0

0

6. ประโยชน์ต่อการฝึกใช้แรงกดเต้านม

4.23 ± 0.63

ดี

10 (33.3)

17 (56.7)

3 (10.0)

0

0

ระดับทัศนคติ 5 มากที่สุด, 4 มาก, 3 ปานกลาง, 2 พอใช้, 1 ควรปรับปรุง

การแปลผลคะแนนเฉลี่ย ดีมาก (4.51-5.00 คะแนน) ดี (3.51-4.50 คะแนน) ปานกลาง (2.51-3.50 คะแนน) พอใช้ (1.51-2.50 คะแนน) ควรปรับปรุง (1.00-1.50 คะแนน)

 

รูปที่ 3 ลักษณะทางกายภาพของพอลิเมอร์เจลสูตรต่างๆหลังเตรียมเสร็จ และทิ้งไว้ 1 สัปดาห์

 

รูปที่ 4 หุ่นจำลองที่เสร็จสมบูรณ์ (A) มีการทดสอบการแรงกดทับเต้านม (B) และนำไปใช้สำหรับฝึกการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม (C)

 

วิจารณ์

          การพัฒนาหุ่นจำลองเต้านมโดยใช้สูตรยางฟองน้ำที่มีการปรับสารเคมีในสูตรยางมาตรฐาน ได้แก่ สารที่ช่วยให้เกิดฟอง (โพแทสเซียมโอลีเอต) และสารช่วยให้ฟองจับตัว (โซเดียม ซิลิโคฟลูออไรด์) รวมถึงการเพิ่มสารเติมแต่ง ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้น้ำยางพาราที่เตรียมไว้ไม่แข็งตัวเร็วเกินไปจึงสามารถขึ้นรูปหุ่นจำลองได้สมบูรณ์ และทำให้ได้หุ่นจำลองที่มีความคงรูปมากขึ้น การใช้สูตรยางสำหรับผลิตถุงมือยางในการเคลือบผิวพบว่าทำให้ชิ้นงานมีความทนแรงดึงและแรงฉีกสูงกว่าชิ้นงานที่ไม่ได้เคลือบผิว ดังนั้นคุณสมบัติของหุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นจึงสอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน คือ การนำไปใช้ฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมที่มีทั้งการดึงและการกดทับบริเวณเต้านม

         ระดับทัศนคติของผู้ใช้งานหุ่นจำลองด้านความเข้าใจในบทเรียนการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ (4.40 ± 0.73) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี แสดงให้เห็นว่าหุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นทำให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนเพิ่มมากขึ้น สำหรับการศึกษาในอนาคตควรมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้หุ่นจำลองด้วย เช่น การทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน นอกจากนี้ควรออกแบบหุ่นจำลองที่มีเต้านมหลายขนาด และสามารถถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมได้จริงโดยภายในภาพแสดงองค์ประกอบของเต้านม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้งานหุ่นจำลองมากขึ้นทั้งในด้านการฝึกทักษะและการประเมินคุณภาพของภาพเอกซเรย์เต้านมที่ได้

 

สรุป

          การศึกษานี้ได้หุ่นจำลองที่มีคุณสมบัติทางด้านกายภาพและสมบัติเชิงกลเพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นหุ่นจำลองสำหรับฝึกปฏิบัติการจัดท่าถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม โดยระดับทัศนคติของผู้ใช้งานด้านความเหมือนจริงของหุ่นจำลอง ความสะดวกและประโยชน์ในการใช้งานของหุ่นจำลองอยู่ในเกณฑ์ดี

 

กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ นายชัชธร สถาน นางสาวนฤมล  สุขเรือง และนางสาวนาตยา  วงศ์ปัญญา ที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเก็บข้อมูลสำหรับการทำวิจัย ขอขอบคุณ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่เอื้อเฟื้อ สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับการทำวิจัย และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่สนับสนุนทุนในการทำวิจัย

 

เอกสารอ้างอิง

1.    อาคม  ชัยวีระวัฒนะ, เสาวคนธ์  ศุกรโยธิน, วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ, ธีรวุฒิ  คูหะเปรมะ. แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งเต้านม. กรุงเทพมหานคร: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2555.

2.    ดรุณี  บุญยืนเวทวัฒน์. ตำราวินิจฉัยโรคเต้านม. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554.

3.    กัลยานี  ธีรกุล. การแก้ปัญหาการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิตอลซ้ำ.วารสารชมรมรังสีเทคนิคและพยาบาลเฉพาะทางรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย 2553; 4: 65-71.

4.    ชมพูนุช  โสภาจารีย์, สุชาดา  รัชชุกูล, ศราวุธ  ริมดุสิต. การพัฒนาหุ่นเต้านมจำลองเพื่อใช้ในการสอนตรวจเต้านมด้วยตนเอง (ระยะที่ 2 และ 3). [รายงานการวิจัย] กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2548.

5.    วัณณลภ โกวิท, สุธีรา ประดับวงษ์, กฤษฎา สิมมะลี, บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น. การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์หุ่นใบหน้าจำลองปากแหว่งเพดานโหว่. ศรีนครินทร์เวชสาร 2554; 26: 259-65.

6.    กานดา ตัณฑพันธ์, ละเอียด แจ่มจันทร์, อภินันท์ สุประเสริฐ, วนิดา วิสุทธิพานิช, ทิวาวัน คำบันลือ.การสร้างและพัฒนาหุ่นใส่สายยางให้อาหารโดยผ่านทางจมูก ในเรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 48: สาขาศึกษาศาสตร์. กรุงเทพฯ, 2553: 71-7.

7.    Supertech Inc. Breast & Mammography Phantoms. [online] 1973 [cited 2014 June 22]; Available from: URL:http://www.anthropomorphicphantoms.com/BreastPhantoms/index.html

8.    สถาบันวิจัยยาง กรมวิชการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. ข้อมูลวิชาการยางพารา, 2555.

9.    อภินันท์ สุประเสริฐ. การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์หุ่นจำลองยางพาราอิเล็คทรอนิกส์. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. [รายงานการวิจัย]. 2548:1-24.

10. สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ และคณะ. ผลสำรวจรูปร่างทั่วประเทศ [อินเตอร์เน็ต]. (ม.ป.ป.). [เข้าถึงเมื่อ 11 เมษายน  2557]; เข้าถึงจาก: http://www.sizethailand.org.

11. อุทุมพร จามรมาน. ทฤษฎีการวัดทางจิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร: ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, 2537.   

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Fear Level in Preschoolers Undergoing Computed Tomography: Affect of Psychological Preparation by Story vs. Normal Preparation (การศึกษาเปรียบเทียบความกลัวการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของเด็กวัยก่อนเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมจิตใจด้วยการเล่านิทานกับกลุ่มที่ได้รับการเตรียมตามปกติ)
 
Risk Factors Associated With Allergic To Non – Ionic Contrast Media In Patients Undergoing Chest Or Abdominal Computed Tomography (ปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้สารทึบรังสีชนิดไม่แตกตัวในผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกและช่องท้อง)
 
Diagnostic Reliability of the Singh Index : Femoral Neck Osteoporosis (ความน่าเชื่อถือของ Sign index ในการวินิจฉัยโรคกระดูกำพรุนของคอกระดูกต้นขา)
 
Clinical Manifestations and Angiographic Ceatures in Carotid – Cavernous sinus Fistula (ลักษณะทางคลินิกและลักษณะทางรังสีวิทยาในผู้ป่วย Carotid – Cavernous sinus Fistula)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Radiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0