Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Factors with Related Tooth Brushing After Lunch at School among the Upper Elementary Students in Nong Bua Lam Phu Province

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดหนองบัวลำภู

Waramet S ookpasanti (วรเมธ สุขพาสันติ สุขพาสันติ) 1, Manop Kanato (มานพ คณะโต) 2, Poonrut Leyatikul (พูนรัตน์ ลียติกุล) 3




หลักการและวัตถุประสงค์: โรคในช่องปากที่พบมากและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญสองอันดับแรกในเด็กประถมศึกษา ได้แก่ โรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการควบคุมการบริโภคอาหารและการแปรงฟัน  การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของการแปรงฟันและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดหนองบัวลำภู

วิธีการศึกษา:  การศึกษานี้เป็นการสำรวจภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 711 ราย ถูกสุ่มแบบสองขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2558 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไคสแควร์และการถดถอยโลจิสติก

ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างแปรงฟันที่โรงเรียนเพียงร้อยละ 49.2 (95% CI:1.58-1.68) เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่(AOR=0.664, 95% CI: 0.45-0.97) และเด็กนักเรียนที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน (AOR= 2.611, 95% CI: 1.79-3.79) เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ p ≤ 0.05

สรุป:    การแปรงฟันหลังอาหารกลางที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ยังอยู่ในระดับต่ำ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรหาแนวทางในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากของเด็กนักเรียนประถมศึกษา

 

 คำสำคัญ: การแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน, นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, หนองบัวลำภู

 

Background and objective: The most oral health disease  which be public health problem in first and second order are dental caries and gingivitis which could be prevent by consumption controlling and tooth brushing. Aim of study was to explore proportion of tooth brushing after lunch and associated factors in elementary students in NongBua LamPhu Province.

Methods: This study was cross sectional survey. 711 samples were recruited by two stage sampling. Self administered questionnaire was used to gather data during January-February 2015. Descriptive statistics, chi square multiple logistic regressions were employed in data analysis.

Results: It is emerged that only 49.2% of the samples brushed the teeth after lunch at school.  Factors associated with tooth brushing after lunch at school statistically significant were living with parent (AOR= 0.664, 95% CI: 0.45-0.97) and well equipped. (AOR=2.611, 95% CI: 1.79-3.79)

Conclusions: Tooth brushing among elementary students was low. Participant should be find oral health promotion.

Keywords: Tooth brushing after lunch, Upper elementary student, Nong Bua LamPhu Province

 

บทนำ

โรคในช่องปากที่พบมากและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญสองอันดับแรกในเด็กประถมศึกษา ได้แก่ โรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ1ซึ่งโรคฟันผุเป็นการเกิดปฏิสัมพันธ์ตลอดเวลาระหว่างแบคทีเรียที่ผลิตกรด และแป้ง ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดฟันผุประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น การมีจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคฟันผุจำนวนมาก การไหลของน้ำลายไม่เพียงพอ การได้รับฟลูออไรด์ไม่เพียงพอ เป็นต้น2 ส่วนโรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่ไม่มีการทำลายของอวัยวะปริทันต์ แต่เกิดจากการตอบสนองต่อแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เกาะกับผิวฟัน ที่เรียกว่า เหงือกอักเสบจากแผ่นคราบจุลินทรีย์ (plaque-induced gingivitis) ถ้าขาดการรักษา จะทำให้ลุกลามกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ (periodontitis) ที่มีการทำลายอวัยวะปริทันต์ได้3โรคฟันผุและเหงือกอักเสบในเด็กนักเรียนประถมศึกษา สามารถป้องกันได้ โดยการควบคุมการบริโภคอาหารที่มีผลต่อฟันและการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง รวมทั้งการดูแลของผู้ปกครองและครูที่โรงเรียน ที่จะต้องปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติตัว เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี4และการแปรงฟันอย่างถูกวิธีในเด็กจะลดอัตราการเกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์และเหงือกอักเสบได้5ส่วนการลดอัตราฟันผุจะได้มาจากฟลูออไรด์ในยาสีฟัน6

จากข้อมูลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพครั้งที่ 7 พบว่า เด็กอายุ 12 ปี มีฟันผุร้อยละ 52.3ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบร้อยละ56.9 และมีสภาวะปริทันต์ คือเหงือกอักเสบซึ่งวัดโดยใช้ดัชนีCPI (Community Periodontal Index) ร้อยละ 29.6 โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเหงือกอักเสบสูงที่สุดของประเทศคือร้อยละ 72.1 และในระดับประเทศ ยังพบว่ามีเด็กร้อยละ 17.8 เท่านั้นที่ยังแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนทุกวัน7สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมน้อยโดยเฉพาะเด็กในชั้นสูงสุดในโรงเรียนประถมศึกษา4

ในจังหวัดหนองบัวลำภูพบว่า เด็กกลุ่มอายุ 12 ปี มีฟันผุ ร้อยละ 46.9 และมีเหงือกอักเสบ ร้อยละ 52.2 โดยพบว่าจำนวนโรงเรียนที่มีกิจกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนครบในทุกชั้นเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ซึ่งพบว่า มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนน้อยกว่าชั้นประถมศึกษาตอนต้น ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่นการไม่มีแปรงสีฟัน ยาสีฟันไม่มีที่แปรงฟัน อายเพื่อน หรือไม่มีคนบังคับให้แปรงฟัน เป็นต้น8

           การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องเป็นข้อมูลสำคัญที่จะเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากในเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ต่อไป

 

วิธีการศึกษา

1.   รูปแบบการศึกษา

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive study) โดยวิธีการสำรวจแบบภาคตัดขวาง (cross sectional survey)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดหนองบัวลำภูและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันในระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

2. กลุ่มประชากรที่ศึกษา

กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนประถมศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน16,705 ราย ในโรงเรียนประถมศึกษาที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู ในปีการศึกษา 2557 จำนวน 318 โรงเรียนโดยผ่านเกณฑ์คัดเข้าคือเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ของโรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู ที่อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู และมีเกณฑ์คัดออกคือนักเรียนที่ได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันแบบติดแน่น ซึ่งอาจมีการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อโดยการแนะนำจากทันตแพทย์จัดฟันอยู่แล้ว นักเรียนที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลไม่สมัครใจให้เข้าร่วมการศึกษา หรือนักเรียนเองไม่สมัครใจเข้าร่วมการศึกษาและนักเรียนที่มีความผิดปกติในช่องปาก เช่นเหงือกบวม หรือมีแผลที่ทำให้ไม่สามารถแปรงฟันได้

การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอน (two-stage sampling)โดยขั้นแรกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (systematic sampling) ซึ่งได้จำนวนโรงเรียนที่ต้องศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลจำนวน 15 แห่งแล้วสุ่มตัวอย่างนักเรียนในโรงเรียนที่สุ่มเลือกได้ด้วยวิธีสุ่มอย่างง่ายด้วยตารางเลขสุ่ม (simple random sampling with tables) โดยกำหนดขนาดตัวอย่างของในแต่ละโรงเรียนให้แปรผันตามความน่าจะเป็นและขนาดประชากร (probability proportional to size)

          ขนาดของตัวอย่างกําหนดจากค่าสัดส่วนของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่แปรงฟันหลังอาหารกลางวันในโรงเรียนนำร่องเท่ากับร้อยละ569ภายใต้ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 โดยกำหนดค่า design effect เท่ากับ 2 ได้กลุ่มตัวอย่าง 758 ราย

3. เครื่องมือในการเก็บข้อมูล

         เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเองประกอบด้วย 6 ส่วนดังนี้

         สวนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปจำนวน 6 ข้อเป็นการถามข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะส่วนบุคคลเช่นเพศอายุระดับการศึกษาบุคคลที่อาศัยอยู่ด้วยเป็นต้น

         ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ด้านทันตสุขภาพจำนวน 15 ข้อจำนวนซี่ของฟันแท้อายุการขึ้นของฟันแท้โรคในช่องปากที่พบบ่อยเป็นต้น

         ส่วนที่ 3 เป็นคําถามเกี่ยวกับทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพช่องปากทั้งด้านบวกและด้านลบจํานวน 11ข้อเช่นการแปรงฟันทำให้ช่องปากสะอาดฟันไม่ผุเหงือกแข็งแรงไม่มีกลิ่นปากการแปรงฟันในโรงเรียนเป็นสิ่งที่น่าอายเป็นต้น

 

ส่วนที่ 4 เป็นคําถามเกี่ยวกับการจัดหาและการเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟันและการเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมจำนวน 4 ข้อเช่นการมีแปรงสีฟันและยาสีฟันใช้ที่โรงเรียนสถานที่ขายแปรงสีฟันในหมู่บ้านสถานบริการที่ไปรับบริการเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพช่องปากเป็นต้น

         ส่วนที่ 5 เป็นคำถามเกี่ยวกับการได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากจำนวน 7 ข้อเช่น ประสบการณ์การได้รับข่าวสารจากโรงพยาบาลสถานีอนามัยคลินิกโทรทัศน์วิทยุหนังสือพิมพ์อินเตอร์เน็ตหมออนามัย (เจ้าพนักงานสาธารณสุข) เป็นต้น

         ส่วนที่ 6 เป็นคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากรวมถึงการแปรงฟันจำนวน 5 ข้อเช่นความถี่ในการแปรงฟันการได้แปรงหรือไม่ได้แปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนเป็นต้น

          การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยนำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ความถูกต้อง ความครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ ความเหมาะสมด้านภาษา รวมถึงเกณฑ์การให้และการแปลผลคะแนน แล้วนำแบบสอบถามมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม

การตรวจสอบความเชื่อถือได้ของเครื่องมือ โดยการนำแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบแก้ไขและปรับปรุงแล้วไปทดสอบกับเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดหนองบัวลำภูที่ไม่อยู่ในโรงเรียนที่ถูกสุ่มเลือกเป็นตัวอย่าง จำนวน 30 ราย ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.58

         การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างทุกแห่ง พร้อมทั้งคําชี้แจงโครงการศึกษา ไปยังโรงเรียนและนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเพื่อนำไปขออนุญาตจากผู้ปกครอง พร้อมทั้งนัดหมายวันเวลาในการตอบแบบสอบถามผ่านเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขและครูอนามัย ในวันตอบแบบสอบถาม ผู้ศึกษาและผู้ช่วยชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์และอธิบายวิธีการตอบแบบสอบถาม ดำเนินการแจกแบบสอบถาม แล้วผู้ศึกษารอรับแบบสอบถามทันที โดยนักเรียนกลุ่มตัวอย่างสามารถสอบถามข้อสงสัยในคำถามแบบสอบถามได้ตลอดเวลา แต่ถ้าหากไม่ได้รับใบขออนุญาตจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลจะถือว่าไม่สมัครใจเข้าร่วมในการศึกษา

4. การจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล

               1.ข้อมูลเชิงคุณลักษณะทําการตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล ประมวลเนื้อหาและใช้รหัสนําเข้าข้อมูล โดยผู้วิจัยลงรหัสตามคู่มือ

         2. ข้อมูลที่ได้ตรวจสอบและลงรหัสแล้วจะนําเข้าข้อมูลแบบ data double entry เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หากพบข้อผิดพลาดก็ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง

         3. นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for window version 16

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  คือ  สถิติเชิงพรรณนา  ได้แก่  จำนวน  ร้อยละ  และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ  Chi-square Test และ Multiple logistic regression

            การศึกษาครั้งนี้ได้รับความเห็นให้ดำเนินการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE571380

 

ผลการศึกษา

นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 758 ราย สมัครใจเข้าร่วมในการศึกษา 711 ราย คิดเป็นร้อยละ 93.8 ในจำนวนนี้ร้อยละ 57.8  เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 11 ปี ร้อยละ  63.6 ระดับการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 4-5 ร้อยละ 63.7 อาศัยอยู่กับพ่อแม่ร้อยละ 59.2 พ่อแม่หรือผู้ดูแลมีคู่ครองและอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 72.3 และพ่อแม่หรือผู้ดูแลไม่ได้รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจร้อยละ 91.8 (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ คุณลักษณะส่วนบุคคลของนักเรียน (n=711)

 

ข้อมูลทั่วไป

จำนวน  (ร้อยละ)

เพศ

 

         ชาย

300 (42.2)

        หญิง

411 (57.8)

อายุ

 

        น้อยกว่าหรือเท่ากับ  11 ปี

452 (63.6)

        12 ปีขึ้นไป

259 (36.4)

ระดับการศึกษา

 

          ประถมศึกษาปีที่ 4 - 5   

453 (63.7)

          ประถมศึกษาปีที่ 6

258 (36.4)

บุคคลที่เด็กนักเรียนอาศัยอยู่ด้วย

 

           พ่อแม่

421 (59.2)

          ไม่ใช่พ่อแม่

290 (40.8)

สถานภาพของพ่อแม่หรือผู้ดูแล

 

         พ่อแม่หรือผู้ดูแลมีคู่ครองและอยู่ด้วยกัน

514 (72.3)

         พ่อแม่หรือผู้ดูแลมีคู่ครองแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

197 (27.7)

อาชีพของพ่อแม่หรือผู้ดูแล

 

        ไม่ได้รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ   

653 (91.8)

        รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

58 (8.2)

การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน

 

       ไม่แปรงฟัน

357 (50.8)

        แปรงฟัน

346 (49.2)

 

การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน พบว่ามีเด็กนักเรียนแปรงฟันร้อยละ49.2 (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละ เด็กนักเรียนที่แปรงฟัน ความรู้ ทัศนคติและการได้รับข่าวสารที่สัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน (n=711)

                  การแปรงฟันและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

จำนวน(ร้อยละ)

95%CI

-     แปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน                      

346 (49.2)

1.58-1.68

-     ความรู้ด้านทันตสุขภาพผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80         

92 (13.0)

0.54-0.74

-     ทัศนคติด้านบวกเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80

469 (66.0)

0.47-0.57

-     การได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80       

469 (66.0)

0.48-0.59

 

          เด็กนักเรียนมีความรู้ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ80) ร้อยละ13 ความรู้ที่นักเรียนมักมีความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางทันตแพทย์ ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะแปรงสีฟันที่ดีข้อดีของการแปรงฟันวิธีการแปรงฟันและการทำความสะอาดช่องปากที่ถูกต้องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปากความรู้เกี่ยวกับจำนวนฟันแท้จำนวนครั้งในการแปรงฟันระยะเวลาในการแปรงฟันลักษณะของเหงือกอักเสบการจัดการโรคเหงือกอักเสบสาเหตุของโรคเหงือก ความรู้ที่มักรู้ผิด ประกอบด้วยอายุที่ฟันแท้ซี่แรกเริ่มขึ้น อาการของโรคฟันผุการรักษาโรคฟันผุ และโรคในช่องปาก

เด็กนักเรียนมีทัศนคติด้านบวกผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80)  ร้อยละ 66 ทัศนคติด้านบวกที่เด็กนักเรียนมักเห็นด้วยมากที่สุด คือ การแปรงฟันทำให้ช่องปากสะอาด ฟันไม่ผุ เหงือกแข็งแรง ไม่มีกลิ่นปาก การไม่แปรงฟัน ทำให้มีกลิ่นปาก โรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ เป็นโรคที่ป้องกันได้ ส่วนทัศนคติด้านลบที่นักเรียนเห็นด้วยมากที่สุด คือ การแปรงฟันที่โรงเรียนเป็นสิ่งที่น่าอายขณะอยู่ที่โรงเรียน จะแปรงฟันเมื่อครูหรือรุ่นพี่บังคับเท่านั้น และการแปรงฟันวันละ 2 ครั้งเช้าและตอนเย็นที่บ้านก็เพียงพอ

เด็กนักเรียนได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80) ร้อยละ 66 การเคยได้รับข่าวสาร มักได้รับจากบุคลากรสาธารณสุข คือ หมอฟันที่อนามัย หมอฟันที่โรงพยาบาลหรือหมอฟันมาที่โรงเรียน (บุคลากรสาธารณสุข) มากที่สุดและจากครูที่โรงเรียนเด็กนักเรียนได้รับการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม (ความพร้อม) ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80) ร้อยละ 46.7 การจัดหาและเข้าถึงบริการที่นักเรียนมักได้รับ จากการศึกษาพบว่า การจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม มีความพร้อมในเรื่องการมีร้านขายแปรงสีฟันและยาสีฟันในหมู่บ้าน มากที่สุด ร้อยละ 96.5 รองลงมาคือการจัดการเมื่อแปรงสีฟันที่โรงเรียนหาย ร้อยละ 93.7 (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 จำนวน ร้อยละ จำแนกตามการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน

และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม (ความพร้อม) (n= 711)

                     ความพร้อม

จำนวน (ร้อยละ)

•     การมีร้านขายแปรงสีฟันและยาสีฟันในหมู่บ้าน

686 (96.5)

•     การจัดการเมื่อแปรงสีฟันที่โรงเรียนหาย

666 (93.7)

•     การรับบริการทันตกรรม เมื่อเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปาก

638 (89.7)

•     การมีแปรงสีฟันและยาสีฟันสำหรับการแปรงฟันที่โรงเรียน

530 (74.5)

•     การแจกแปรงสีฟันยาสีฟันที่โรงเรียน

470 (66.1)

ด้านความพร้อมในการจัดหาอุปกรณ์และเข้าถึงแหล่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80

332 (46.7)

 

          การวิเคราะห์ปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน  โดยใช้สถิติ  Chi-square Test พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p ≤ 0.05 คือปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล คือการอาศัยอยู่กับบิดามารดา (บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย) ปัจจัยด้านการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม (ความพร้อม) และข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน(การรับข่าวสาร) (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4 วิเคราะห์ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน ที่โรงเรียน

 

ตัวแปรด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล

การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน

ไม่แปรงฟัน

จำนวน (ร้อยละ)

แปรงฟัน

จำนวน (ร้อยละ)

p-value

•  เพศ (n=703)

ชาย

160 (44.8)

138 (39.9)

0.186

 

หญิง

197 (55.2)

208 (60.1)

 

•  อายุ (n=703)

น้อยกว่าหรือเท่ากับ  11  ปี

223 (62.5)

222 (64.2)

0.641

 

12 ปีขึ้นไป

134 (37.5)

124 (35.8)

 

•  ระดับการศึกษา (n=703)

ประถมศึกษาปีที่ 4-5   

222 (62.2)

224 (64.7)

0.482

           

ประถมศึกษาปีที่ 6  

135 (37.8)

122 (35.3)

 

•  บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย

อยู่กับพ่อแม่

195 (59.1)

221 (67.6)

0.024*

             (n=657)

ไม่อยู่กับพ่อแม่

135 (40.9)

106 (32.4)

 

•  สถานะของผู้พ่อแม่หรือผู้ดูแล

อยู่ด้วยกัน

257 (72.0)

250 (72.3)

0.937

    

ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

100 (28.0)

96 (27.7)

 

•  อาชีพของพ่อแม่หรือผู้ดูแล

ไม่ได้รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

313 (91.5)

302 (91.2)

0.896

 

รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

29 (8.5)

29 (8.8)

 

•  ความรู้

ไม่ผ่านเกณฑ์

21(91.3)

469(86.2)

0.485

 

ผ่านเกณฑ์

2(8.7)

75(13.8)

 

•  ทัศนคติ

ผ่านเกณฑ์

237 (63.6)

238 (68.8)

0.145

 

ไม่ผ่านเกณฑ์

130 (36.4)

108 (31.2)

 

•  ความพร้อม

ไม่ผ่านเกณฑ์

246 (68.9)

126 (36.4)

0.000*

 

ผ่านเกณฑ์

111 (31.1)

220 (63.6)

 

•   การได้รับข่าวสาร

ไม่ผ่านเกณฑ์

169 (55.2)

162 (47.0)

0.029*

 

ผ่านเกณฑ์

159 (44.8)

183(53.0)

 

* Chi-square Test, p <0.05

 

จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งมีค่า  p ≤ 0.05  นำมาทำการควบคุมตัวแปรอื่นที่มีอิทธิพล โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic regression) พบว่าคุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ด้านทันตสุขภาพ การจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรอื่นๆแล้ว เด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่จะมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนที่มากกว่า (เด็กนักเรียนที่ไม่อยู่กับพ่อแม่มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนเป็น 0.66 เท่าของเด็กนักเรียนที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่) และมีการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมมาก จะมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนที่มากกว่า (เด็กนักเรียนที่มีการจัดหาและเข้าถึงอุปกรณ์และบริการผ่านเกณฑ์ จะมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนเป็น 2.61 เท่าของเด็กนักเรียนที่มีการจัดหาและเข้าถึงอุปกรณ์และบริการไม่ผ่านเกณฑ์) ส่วนความรู้ การได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากไม่พบความสัมพันธ์ ดังกล่าว (ตารางที่ 5)

 

ตารางที่ 5 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน

ปัจจัย

การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน

COR

AOR

95% CI

p-value

ไม่แปรงฟัน

จำนวน

(ร้อยละ)

แปรงฟัน

จำนวน

(ร้อยละ)

บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย

 

 

 

 

 

 

พ่อแม่

195 (59.1)

221 (67.6)

 

 

 

 

ไม่อยู่กับพ่อแม่

135 (40.9)

106 (32.4)

0.693

0.664

0.45-0.97

0.035*

ความรู้

 

 

 

 

 

 

ไม่ผ่านเกณฑ์

323 (90.7)

287 (82.9)

 

 

 

 

ผ่านเกณฑ์

33 (9.3)

59 (17.1)

2.012

1.801

0.98-3.30

0.057

การจัดหาและเข้าถึงอุปกรณ์และบริการ (ความพร้อม)

 

 

 

 

 

 

ไม่ผ่านเกณฑ์

246 (68.9)

126 (36.4)

 

 

 

 

ผ่านเกณฑ์

111 (31.1)

220 (63.6)

3.87

2.611

1.79-3.79

0.000*

การได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

 

 

 

 

 

 

ไม่ผ่านเกณฑ์

196 (55.2)

162 (47.0)

 

 

 

 

ผ่านเกณฑ์

159 (44.8)

183 (53.0)

1.39

1.30

0.89-1.89

0.300

*Multiple logistic regression test, p<0.05

 

วิจารณ์

1.  ด้านการแปรงฟัน

          เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายเกือบครึ่งหนึ่งมีสัดส่วนการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน ร้อยละ 49.2 ซึ่งสอดคล้องการศึกษาในประเทศไทย9และต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนการแปรงฟันอยู่ระหว่างร้อยละ  36 – 44.410-12แต่แตกต่างจากรายงานการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 77ที่ดำเนินการเมื่อปี 2555 พบว่าเด็กอายุ 12 ปี ร้อยละ 17.8 เท่านั้น ที่มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนทุกวันแต่ในระดับประเทศนั้นเป็นการสัมภาษณ์และสำรวจเฉพาะในเด็กอายุ 12 ปี

2.  ด้านความรู้และด้านทัศนคติ เด็กนักเรียนมีความรู้ไม่ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80) ถึงร้อยละ 87 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Varenne และคณะ10และ Wierzbicka และคณะ13 ที่พบว่าเด็กอายุ 12 ปี  มีความรู้ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากในระดับที่ต่ำ ซึ่งรวมถึงความรู้เกี่ยวกับการแปรงฟันด้วย แต่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของทวีชัย สายทอง และคณะ14 และการศึกษาของดำรงเกียรติ เกรียงพิชิตชัย15 ที่พบว่าเด็กนักเรียนมีความรู้ด้านทันตสุขภาพในระดับปานกลาง ซึ่งแปลผลได้ว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับที่ดี และพบว่าเด็กนักเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีทัศนคติด้านบวก ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80)  ร้อยละ 66 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของบังอร กล่ำสุวรรณ์ และปิยะนุช เอกก้านตรง16 ดำรงเกียรติ เกรียงพิชิตชัย15 ที่ว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติด้านทันตสุขภาพในระดับดีแต่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ Varenne และคณะ10Wierzbicka และคณะ13 และ Amjad และคณะ17  ที่พบว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติในระดับที่ต่ำ

3.   ด้านการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม

          พบว่าเด็กนักเรียนได้รับการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 46.7 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ทวีชัย สายทอง และคณะ14  ที่พบว่าบุคคลในครอบครัวและครูมีบทบาทสำคัญในการจัดหาแปรงสีฟันให้ ซึ่งแต่เดิมนั้นกรมอนามัยมีการจัดสรรแปรงสีฟันและยาสีฟันให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก18  ซึ่งเด็กนักเรียนได้รับการสนับสนุนดังกล่าวผ่านทางโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้สนับสนุนยาสีฟันและแปรงสีฟันให้กับโรงเรียนเช่นเดิม ดังนั้นการจัดหาแปรงสีฟันและยาสีฟันจะเป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน และยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Addo-Yobo และคณะ19 และ Sofola และคณะ20 ที่พบว่าชนชั้นทางสังคมมีผลต่อความสะอาดและโรคในช่องปาก โดยเด็กที่อยู่ในเขตเมืองโดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนที่สามารถจัดหาแปรงสีฟันและยาสีฟันได้ง่ายกว่า จะมีช่องปากที่สะอาดมากกว่าและต้องการการรักษาโรคปริทันต์ที่น้อยกว่า

4.  ด้านการได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก เด็กนักเรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ผ่านเกณฑ์ (ร้อยละ 80) ร้อยละ 66 สอดคล้องกับการศึกษาของ Zhu และคณะ11 และ TT Amin และ BM Al-Abad21 ที่พบว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่เคยได้รับทันตสุขศึกษาและการเคยได้รับข่าวสาร มักได้รับจากบุคลากรสาธารณสุขคือ หมอฟันที่อนามัย หมอฟันที่โรงพยาบาลหรือหมอฟันมาที่โรงเรียนมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Amjad  และคณะ17 ที่พบว่าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.5) บอกว่าทันตแพทย์เป็นเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพช่องปาก แต่แตกต่างจากการศึกษาของ ดำรงเกียรติ เกรียงพิชิตชัย15  ที่พบว่า เด็กนักเรียนได้รับข้อมูลข่าวสารด้านทันตสุขภาพจากสื่อโทรทัศน์/วิทยุมากที่สุด (ร้อยละ 58.5)

1.  การวิเคราะห์ปัจจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก ที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน โดยใช้สถิติ Chi-square Test พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน คือบุคคลที่อาศัยอยู่กับบิดา มารดา (บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย) ปัจจัยด้านการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟันและเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม (ความพร้อม) และข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก แต่เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ  พบว่ามี 2 ปัจจัยเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันของเด็กนักเรียน โดยเด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และเด็กนักเรียนที่มีการจัดหาและเข้าถึงแหล่งบริการอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมมาก จะมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนที่มากกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Okada และคณะ22 Rajab และคณะ23.Al-Omiri  และคณะ24 Maes และคณะ25 Marianne Wind และคณะ26  Bondarik Elena และ Leous Petr27 Wierzbicka และคณะ13  Poutanen และคณะ28  ที่พบว่า ความรู้และทัศนคติของพ่อแม่และการสนับสนุนจากพ่อแม่และครู เกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปาก มีผลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กแต่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ  Rajab และคณะ23 Wierzbicka และคณะ13 ที่พบว่า พฤติกรรมทางทันตสุขภาพของเด็กนักเรียนแปรผันกับระดับการศึกษาของพ่อแม่ ส่วนความรู้ การได้รับข่าวสารและการสนับสนุนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กนักเรียน ไม่พบความสัมพันธ์ ดังกล่าว เพราะการศึกษานี้พบว่าบิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.8 ไม่ได้รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะมีการศึกษาที่น้อยกว่าและแตกต่างจากการศึกษาของณัฐวุธ  แก้วสุทธา29 ดำรงเกียรติ เกรียงพิชิตชัย15 Shenoy และ Sequeira30  Petersen และคณะ31 Schou และคณะ32 Farsi33 Poutanen และคณะ28 และ Shenoy และ Sequeira30  ที่พบว่าการรับรู้ ความรู้ ทัศนคติด้านอนามัยช่องปากของเด็กนักเรียน ส่งผลทางบวกต่อพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปากและมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทันตสุขภาพที่ดี

สรุป

เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ประมาณครึ่งหนึ่งมีสัดส่วนการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนที่เหมาะสมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟัน ได้แก่เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และเด็กนักเรียนที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรม เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนของเด็กนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

ข้อเสนอแนะ

         การศึกษานี้พบว่าจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ทำให้เด็กนักเรียนมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน คือเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และเด็กนักเรียนที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมมาก จะมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนที่มากกว่า ดังนั้น การจะส่งเสริมให้เด็กนักเรียนแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน ควรจะจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องอุปกรณ์ทำความสะอาดฟัน และการเข้าถึงแหล่งบริการทันตกรรมให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เด็กนักเรียนมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ครูและผู้ปกครองควรมีแนวทางในการสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่นการสำรวจ การสอบถาม แนวทางการจัดหา และการสนับสนุนให้มีการจัดซื้อหรือจัดหาแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ให้กับเด็กนักเรียนอย่างครบถ้วน ตลอดทั้งปีการศึกษาและอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเช่นต้นปีการศึกษาและทันตบุคลากรควรมีการจัดการให้เด็กนักเรียนได้รับบริการทันตกรรมอย่างเหมาะสม ทั้งสถานที่และเวลาในการให้บริการ นอกจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาแนวทางในการสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดฟันและการให้บริการทันตกรรมให้แก่เด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน

 

กิตติกรรมประกาศ

         ขอขอบพระคุณนายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู นางสาววรางคณา อินทโลหิต หัวหน้ากลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ให้การสนับสนุนในการทำวิจัย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กประถมศึกษา - กรมอนามัย[ออนไลน์]2556.  [อ้างเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2558]. จาก www.anamai.moph.go.th/ewtadmin/ewt/osc/ewt_news.php?nid=249...
  2. Robert H Selwitz, Amid I Ismail, Nigel B Pitts. Dental caries. THE LANCET. 2007; 369: 51-59.
  3. W E Moore, L V Holdeman, R M Smibert, E P Cato, J A Burmeister,K G Palcanis and R RRanney. Bacteriology of experimental gingivitis in children. Infect. Immune 1984; 46: 1-6.
  4. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานทันตสาธารณสุข ประจำปี 2555. มปท. กระทรวงสาธารณสุข: กรมอนามัย. 2555.
  5. ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล. ทันตกรรมป้องกันในวัยเด็กและวัยรุ่น. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553.
  6. Mani SA. Evidence-based clinical recommendations for fluoride use: a review. Archives of Orofacial Sciences 2009; 4:1-6.
  7. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 7. กรมอนามัย, 2556.
  8. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู. รายงานการตรวจราชการครั้งที่ 1/ 2556. หนองบัวลำภู: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด; 2556.
  9. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู. รายงานสภาวะทันตสุขภาพเด็กประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู. EXECUTIVE REPORT. หนองบัวลำภู.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด; 2556.
  10. Varenne B, Petersen PE, Ouattara S..  Oral health behaviour of children and adults in urban and rural areas of Burkina Faso, Africa. Int Dent J 2006; 56: 61-70.
  11. Zhu L, Petersen PE, Wang HY, Bian JY, Zhang BX. Oral health knowledge, attitudes and behaviour of children and adolescents in China. Int Dent J 2003; 53: 289-98.
  12. Peng B, Petersen PE, Fan MW, Tai BJ. Oral health status and oral health behaviour of 12-year-old urban schoolchildren in the People's Republic of China. Community Dent Health 1997; 14: 238-44.
  13. Wierzbicka M, Petersen PE, Szatko F, Dybizbanska E, Kalo I. Changing oral health status and oral health behaviour of schoolchildren in Poland. Community Dent Health 2002; 19:243-50.
  14. ทวีชัย สายทอง, เบญจา มุกตพันธุ์, พงษ์เดชสารการ. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของเด็กนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว. วารสารวิชาการสาธารณสุข 2551; 17: 485 – 94.
  15. ดำรงเกียรติ เกรียงพิชิตชัย.  ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทันตสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา ปีที่ 4 – 6 ในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์. วารสารทันตาภิบาล 2550; 19: 13-24.
  16. บังอร กล่ำสุวรรณ์, ปิยะนุช เอกก้านตรง. ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนในโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ที่ก้าวสู่โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร เขตตรวจราชการสาธารณสุขที่ 10 และ 12 ; วารสารศูนย์อนามัยที่ 6 2554; 3: 99-113.
  17. Amjad H. Wyneed al. Oral health knowledge and sources of information among male Saudi school children; Odonto-StomatologieTropicale; 2004: 23-6.
  18. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ข้อกำหนดการจัดซื้อ-จัดจ้าง (TOR) แปรงสีฟัน. [ออนไลน์] 2549.  [อ้างเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2558]. จาก www.anamai.moph.go.th/eAuction/main/uploads/214_tor_tooth.doc
  19. Addo-Yobo C, Williams SA, Curzon ME.  Oral hygiene practices, oral cleanliness and periodontal treatment needs in 12-year old urban and rural school children in Ghana. Community Dent Health 1991; 8: 155-62.
  20. Sofola OO, Shaba OP, Jeboda SO. Oral hygiene and periodontal treatment needs of urban    school children compared with that of rural school children in Lagos State. Nigeria. Odontostomatol Trop.  2003; 26: 25-9.
  21. Amin TT, Al-Abad BM.Oral hygiene practices, dental knowledge, dietary habits and their relation to caries among male primary school children in Al Hassa, Saudi Arabia. Int J Dent Hyg 2008; 6: 361-70.
  22. Okada M, Kawamura M, Kaihara Y, Matsuzaki Y, Kuwahara S, Ishidori H, et al. Influence of parents' oral health behaviour on oral health status of their school children: an exploratory study employing a causal modelling technique. Int J Paediatr Dent.  2002;  12: 101–8.
  23. Rajab LD, Petersen PE, Bakaeen G, Hamdan MA. Oral health behaviour of schoolchildren and parents in Jordan. Int J Paediatr Dent  2002; 12: 168-76.
  24. Al-Omiri MK, AL-Wahadni AM,Saeed KN. Oral health attitudes, knowledge, and behavior among school children in North Jordan. J Dent Educ 2006; 70: 179-87.
  25. Maes L, Vereecken C, Vanobbergen J, Honkala S. Tooth brushing and social characteristics of families in 32 countries. Int Dent J 2006; 56: 159-67.
  26. Marianne Wind, Stef Kremers, Carel Thijs, Johannes Brug. Toothbrushing at school: Effects on toothbrushingbehaviour, cognitions and habit strength.  Health Education 2005;105: 53-61.
  27. Bondarik Elena, Leous Petr. Oral health and children attitudes among mothers and schoolteachers in Belarus. Stomatologija Baltic Dental and Maxillofacial Journal 2004; 6: 40-3.
  28. Poutanen R, Lahti S, Hausen H. Oral health-related knowledge, attitudes, and beliefs among 11 to 12-year-old Finnish schoolchildren with different oral health behaviors.  Acta Odontol Scand 2005; 63: 10-6.
  29. ณัฐวุธ แก้วสุทธาอังศินันท์อินทรกำแหง และพัชรีดวงจันทร์. ปัจจัยเชิงสาเหตุของพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปากของวัยรุ่นตอนต้น.  Journal of behavior Science; 2556. 19(2); 153-65.
  30. Shenoy RP, Sequeira PS. Effectiveness of a school dental education program in improving oral health knowledge and oral hygiene practices and status of 12-to 13-year-old school children. Indian J Dent Res 2010; 21: 253-9.
  31. Petersen PE, Hoerup N, Poomviset N, Prommajan J, Watanapa A. Oral health status and oral health behavior of urban and rural schoolchildren in Southern Thailand. Int Dent J 2001; 51: 95-102.
  32. Schou L, Currie C, McQueen D. Using a “lifestyle” perspective to understand toothbrushingbehaviour in Scottish schoolchildren. Community Dent Oral  Epidemiol 1990; 18: 230-4.
  33. Farsi JM, Farghaly MM, Farsi N. Oral health knowledge, attitude and behaviour among Saudi school students in Jeddah city. J Dent  2004; 32: 47-53.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Genomic structure and expression analysis of the spastic paraplegia gene, SPG7
 
The problems of seeking continuous medical care of patients with paralysis in Nonmuang village T.sila A.muang Khon Kaen (ปัญหาการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยอัมพาต ณ หมู่บ้านโนนม่วง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น)
 
Health Service Utilization of the Patients under the Social Security Scheme, Newly Registered in 2004 at Srinagarind Hospital (การใช้บริการของผู้ป่วยประกันสังคมรายใหม่ สังกัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ปี 2547)
 
Knowledge and behavior of Khon Kaen University student for ear picking (ความรู้และพฤติกรรมในการแคะหูของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Community Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0