Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Health Knowledge Survey of Farmers Using Insect Pesticides in 3 Southern Provinces of North-Eastern Thailand

การสำรวจความรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกรที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่อีสานใต้ 3 จังหวัด

Anun Chaikoolvatana (อนันต์ ไชยกุลวัฒนา) 1, Mereerat Manwong (เมรีรัตน์ มั่นวงศ์) 2, Wachirasak Pakasit (วชิรศักดิ์ ปกาสิต) 3




หลักการและวัตถุประสงค์ : จังหวัดที่อยู่ใกล้ชอบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีรายงานผู้ป่วยที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อยู่ในช่วง 3.13- 6.26 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขระดับปานกลางที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดังนั้นผู้วิจัยต้องการที่จะสำรวจความรู้ด้านสุขภาพของเกษตรกรที่เพาะปลูกผักสวนครัวและมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเขตพื้นที่อีสานใต้ 3 จังหวัด

วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey research) พื้นที่ศึกษาประกอบด้วยดังนี้ 1. บ้านคำน้ำแซบ จ.อุบลราชธานี 2.บ้านหนองมุก จ.อุบลราชธานี 3. บ้านจานลาน จ.อำนาจเจริญ และ 4. บ้านโพนเมือง จ.ศรีสะเกษ ผู้วิจัยเป็นผู้ถามคำถามและเกษตรกรเป็นผู้ตอบคำถาม จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ไปวิเคราะห์ทางสถิติ เช่น จำนวน ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่ละพื้นที่ใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One way-ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยสถิติ Bonferroni

ผลการศึกษา  : มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 42 ราย มีอายุเฉลี่ยในแต่ละพื้นที่ มากกว่า 44 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ระยะเวลาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุดคือ 6-10 ปี นอกจากนั้น พบว่าเกษตรกรใช้สารเคมีจะอยู่ในบริเวณที่ฉีดพ่นหรือสัมผัสผัก ผลไม้ที่ฉีดพ่น เช่น เก็บเกี่ยว มากที่สุด (ร้อยละ 90) เกษตรกรทุกคนมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น หน้ากากผ้า ถุงมือยาง (ร้อยละ 75) เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้การฝังและเผาในการกำจัดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรส่วนใหญ่มีการรับรู้ในระดับ ‘ดีมาก’ (2.9 ± 0.2) ทุกพื้นที่ส่วนใหญ่  มีระดับความเสี่ยงของสุขภาพ ‘ปานกลาง’ คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของจังหวัดอำนาจเจริญแตกต่างจากจังหวัดอุบลราชธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

สรุป : เกษตรกรมีการรับรู้ถึงพิษภัยของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ระดับความเสี่ยงสุขภาพของเกษตรกรอยู่ในระดับปานกลางถือว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกิดจากขั้นตอนการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนัก ปลุกจิตสำนึกและสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

Background and Objectives  : There are three neighboring provinces located near the borderline including Ubon Ratchathani, Sri-Sa-Ket, and Umnachareon. They have been reported numbers of patients exposed to insect pesticides between 3.13 and 6.26  per 100,000 population interpreted as ‘moderate’ numbers that need to be monitored closely.  Therefore, researchers aim to survey farmers’ health knowledge in growing gardening vegetables and using insect pesticides in three north-eastern provinces, Thailand.

Methods  : It is a survey research.  Risk areas included, Kum-Num-Sap (Ubon Ratchathani), Nong-Mook (Ubon Ratchathani), Cha-lan (Umnartchareon), and Phon-Muang (Sri-Sa-Ket) villages.  The researchers went through the questionnaire items and the farmers gave the answers.  Then, all data were evaluated via descriptive statistics (e.g., frequency, percentage, mean, SD).  For mean score comparisons of self practice and preventing behavior from insect pesticides in each area, have been analyzed via One way-ANOVA and Bonferroni.

Results   : Totally, there were 42 farmers enrolled in this study.  An average age of the villagers in each area was more than 44 years of age, graduated from primary schools.  They have been farmers between 6 and 10 years.  Also, most farmers exposed to insect pesticides mainly during harvesting process (90%).  Noticeably, most farmers used self-protecting equipments during spraying insect pesticides (75%).  Burning and landfilling are the most common destroying methods of insect pesticide containers.  While the farmers were having ‘very good’ perception regarding insect pesticide preventing behaviors ( = 2.9 ± S.D. 0.2), they seemed to have ‘moderate’ risk of their health issues.   Mean scores related to self practice and preventing behavior from insect pesticides of Umnartchareon were significantly different from Ubon Ratchathani farmers (p =0.011, 0.019, consecutively)

Conclusion : The farmers had ‘very good’ perception related to insect pesticide preventing behaviors.  Nevertheless, they were in ‘moderate’ health risk.  It meant the farmers still have a risky chance to expose to insect pesticides during spraying process.  Thai government urgently needs to create awareness, budget and manpower supports to prevent dangers of insect pesticide usage of the farmers effectively.

 

บทนำ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม มีแนวโน้มพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น จากสถิติของสำนักควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตรได้รายงานมูลค่าการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรประเภทสารเคมี ในปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีมูลค่าการนำเข้าเป็นจำนวนมากกว่า 22,034 ล้านบาท แม้ว่าสารเคมีทางการเกษตรจำพวกปุ๋ยจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องความเสียหายต่อผลผลิต ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ แต่การใช้สารเคมีที่มากเกินความจำเป็น และไม่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านเศรษฐกิจของประเทศ1

ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นเนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากของสังคมไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมไทยยังขาดความตระหนักร่วมกันอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไป  โดยในปี พ.ศ. 2544 ข้อมูลของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีรายงานผู้ป่วยจำนวน 3,035 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ (ร้อยละ 87) เป็นผู้ที่ป่วยด้วยโรคพิษสารกำจัดศัตรูพืช มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษ อันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร้อยละ 16.35 หรือ 89,926 ราย จากจำนวนเกษตรกรที่ตรวจเลือด 563,353 ราย2 อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของระบบข้อมูล ทำให้ตัวเลขสถิติของจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปี พ.ศ. 2553 มีเพียง 2,015 ราย3 ในขณะที่รายงานจากฐานข้อมูลผู้ป่วยของระบบประกันสุขภาพ พบว่ามีผู้ป่วยจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีจำนวนสูงกว่าถึง 4 เท่าตัว คือ 8,546 รายต่อปี4  สถิติเหล่านี้เป็นเพียงการรายงานอุบัติการณ์ของผู้ป่วยจากพิษเฉียบพลัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สารเคมี แต่ยังไม่รวมผู้ป่วยที่อาจไม่ได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือผู้ป่วยจากพิษสะสมเรื้อรัง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยแท้จริงแล้ว อาจสูงถึง 200,000 – 400,000 รายต่อปี5   

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างอยู่ในอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและปัญหาทางสุขภาพต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต  เช่น รายงานที่ผ่านมาพบว่า สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมท และสารเคมีกำจัดวัชพืชในกลุ่มฟีนอกซี (carbamate and phynoxy herbicide) เช่น คาร์โบฟูราน เมโทมิล คาบาริล สามารถก่อให้เกิดมะเร็งปอด สารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organo phosphates) เช่น คลอไพรีฟอส ดิอาไซนอน ไดคลอวอส สามารถก่อมะเร็งสมองและมะเร็งเม็ดเลือด6-10  นอกจากนั้น ยังพบว่าการได้รับและการสัมผัสสารสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อาจทำให้เกิดพิษแบบเฉียบพลันได้ เช่น ไอ คันตามผิวหนัง อ่อนเพลีย หนังตากระตุก และท้องเสีย เป็นต้น11 และหากได้รับสัมผัสเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดพิษอย่างเรื้อรังและเกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด อาการทางระบบประสาท เลือด และโรคผิวหนังได้ 12

          นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพ  สารเคมีกำจัดศัตรูพืชยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือผลกระทบที่สำคัญอีกประการของสารเคมีการเกษตร คือ ปัญหาการตกค้างของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสาเหตุเกิดจากการแพร่กระจายของสารเคมีในระหว่างการฉีดพ่น เนื่องจากสารเคมีส่วนใหญ่จะกระจายจากบริเวณของพืชที่ต้องการฉีดพ่นลงสู่พื้นและบางส่วนระเหยอยู่ในอากาศทำให้มีการสะสมอยู่ในพื้นดินและน้ำ การใช้สารเคมีทางการเกษตรยังเป็นพิษต่อไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นสัตว์ที่ช่วยย่อยสลายเศษซากอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี 13 ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ พบว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งได้มีการเตรียมการที่จะระงับการนำเข้าผักส่งออกของไทยรวม 16 ชนิด ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2554 เพราะการตรวจพบอัตราการปรากฏการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปี พ.ศ.2553 ที่ผ่านมา14

จากรายงานสถานการณ์การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเขตพื้นที่อีสานของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ. 2555 พบว่าจังหวัดที่อยู่ใกล้ขอบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มีรายงานผู้ป่วยที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อยู่ในช่วง 3.13- 6.26 ต่อแสนประชากร15  ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขระดับปานกลางที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และจากการรายงานผู้ป่วยพิษจากสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่ได้รับรายงานจากระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาปี พ.. 2546 - 2555 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในภาคเกษตร พบว่ายังมีปริมาณการนำเข้าค่อนข้างสูงถึง 120,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 18,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืชนำเข้าถึงร้อยละ 74 ของสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชทั้งหมด16 จากข้อมูลดังกล่าวอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของประชาชนจะได้รับพิษสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงานและอาชีพเกษตรกรรม มีแนวโน้มการได้รับพิษค่อนข้างสูง จากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชในฤดูกาลที่มีการเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีรายงานการได้รับพิษในเด็กเล็ก ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เช่น การเก็บในที่ไม่ปลอดภัย การทิ้งภาชนะบรรจุ

ดังนั้นผู้วิจัยต้องการที่จะสำรวจสุขภาพของเกษตรกรที่เพาะปลูกผักสวนครัวและมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเขตพื้นที่อีสานใต้ 3 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ เพื่อนำมาใช้วางแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ เก็บรวบรวมเป็นค่าสถิติต่อไป

 

วิธีการศึกษา

     รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey research) ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง คือเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกผักสวนครัวเพื่อบริโภคและจำหน่ายในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดคือ อุบลราชธานี ศรี-สะเกษ และอำนาจเจริญ จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 (สคร.7) ที่รับผิดชอบงานด้านการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ได้สำรวจและให้ข้อมูลพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผักสวนครัวและมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาก ดังนี้ 1. บ้านคำน้ำแซบ จ.อุบลราชธานี 2.บ้านหนองมุก จ.อุบลราชธานี 3. บ้านจานลาน จ.อำนาจเจริญ และ 4. บ้านโพนเมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งผู้วิจัยทำการลงสำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ สคร.7 และใช้เครื่องมือจับพิกัดหลังคาเรือนที่มีการเพาะปลูกผักสวนครัว ที่เรียกว่า Global Positioning System (GPS) พบว่าบ้านคำน้ำแซบ จ.อุบลราชธานี มีจำนวนเกษตรกร 6 ราย (จาก 23 ราย)  บ้านหนองมุก จ.อุบลราชธานี มีจำนวนเกษตรกร 12  ราย (จาก 52 ราย) บ้านจานลาน จ.อำนาจเจริญ มีจำนวนเกษตรกร  11 ราย (จาก 49 ราย) และบ้านโพนเมือง จ.ศรีสะเกษ เกษตรกร จำนวน 13 ราย (จาก 32 ราย) ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ได้ลงนามยินยอม ทั้งสิ้น 42 ราย 

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

1.1  แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วยข้อคำถาม แบ่งออกเป็น ดังนี้

 

 

1.1.1 ส่วนที่ 1  ข้อมูลทั่วไป (ข้อ 1-10) (แบบตัวเลือก)

10 ข้อ

 

1.1.2 ส่วนที่ 2 ข้อมูลการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการปฏิบัติตัวในขณะทำงาน(ข้อ 11-24) (แบบตัวเลือก)

14 ข้อ

 

1.1.3 ส่วน 3  การรับรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ข้อ 15-25) (ใช่, ไม่ใช่, ไม่แน่ใจ) 

11 ข้อ

 

1.1.4 ส่วนที่ 4 การปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

 

 

(ข้อ 26-34) ไม่ใช่ (1 คะแนน), ใช่เป็นบางครั้ง (2 คะแนน), ใช่ทุกครั้ง (3 คะแนน)    

9 ข้อ

 

(ข้อ 35-45) ไม่ใช่ (3 คะแนน), ใช่เป็นบางครั้ง (2 คะแนน), ใช่ทุกครั้ง (1 คะแนน) 

11 ข้อ

 

1.1.5 ส่วนที่ 5 ข้อมูลความเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังการใช้หรือสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ข้อ 46-48)

3 ข้อ

 

1.1.6 ส่วนที่ 6  สรุปผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในการทำงานเบื้องต้น (ข้อ 49-50)

2 ข้อ

การตรวจสอบเครื่องมือ

     แบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในครั้งนี้เป็นแบบสัมภาษณ์ที่ได้มาจากแบบเก็บข้อมูลของศูนย์โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม สำนักงานป้องกันควบคุมที่ 7 อุบลราชธานี ซึ่งแบบสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ผ่านการประเมินความเที่ยงและความเชื่อมั่นเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้นำแบบสัมภาษณ์ดังกล่าวมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้

ขั้นตอนการเก็บข้อมูล

1.1 ผู้วิจัยทำหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการสัมภาษณ์ ให้กับหน่วยงานราชการที่ 

          เกี่ยวข้องรับทราบ

1.2 นัดหารือผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 พื้นที่เพื่อชี้แจงรายละเอียดและทำความเข้าใจในขบวนการการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูล

1.3 ลงพื้นที่หมู่บ้าน 4 แห่ง ประกอบด้วย บ้านคำน้ำแซบ บ้านหนองมุก บ้านจานลาน และ

    บ้านโพนเมือง เพื่อพบปะกับเกษตรกรที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการจากการสำรวจเชิงพิกัดหลังคาเรือน

1.4 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการอธิบายวัตถุประสงค์และขั้นตอนการสัมภาษณ์     ผู้วิจัยเป็นผู้ถามคำถามและเกษตรกรเป็นผู้ตอบคำถาม หากเกษตรกรท่านใดไม่อยากตอบ

    คำภามข้อใดข้อหนึ่ง สามารถปฏิเสธคำถามและข้ามไปข้อถัดไป รวมทั้งสามารถเลิกการสัมภาษณ์หากเกษตรกรรู้สึกไม่สบายใจที่จะตอบข้อคำถามครั้งนี้

1.5 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลสำเร็จรูป Statistical Package for Social Science (SPSS) ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ดังนี้

1.1         วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปข้อมูลการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ สำหรับตัวแปรเชิงกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับตัวแปรเชิงปริมาณ

1.2         วิเคราะห์ข้อมูลการรับรู้เกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและการป้องกันอันตรายด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

1.3         วิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่ละพื้นที่ใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One way-ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยสถิติ Bonferroni ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05

1.4         วิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ

 

 

 

ผลการศึกษา

1.1 ผลสำรวจสภาวะสุขภาพเกษตรกรที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

          กลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 พื้นที่ เป็นเพศชายและหญิงในจำนวนที่ไม่ต่างกันมาก  มีช่วงอายุระหว่าง 45– 52 ปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด เกษตรกรทุกพื้นที่จะเพาะปลูกโดยทำด้วยตนเองทั้งหมด ระยะเวลาประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุดคือ 6-10 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่ในทุกพื้นที่ทำสวนมากที่สุด โดยพบว่าเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษปลูก คะน้า หอม กระเทียม มากที่สุด อำนาจเจริญปลูกพริก ทั้งหมด คำน้ำแซบปลูกดอกเบญจมาศมากที่สุด หนองมุกปลูกพริกทั้งหมด (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 จำนวนและร้อยละข้อมูลทั่วไปของเกษตรกรจำแนกตามเขตพื้นที่ (n = 42)

ข้อมูล

บ้านโพนเมือง

(n=13)

บ้านจานลาน

(n=11)

บ้านคำน้ำแซบ

(n=6)

บ้านหนองมุก

(n=12)

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

เพศ

 

 

 

 

 

 

 

 

- ชาย

7

53.8

2

18.2

3

50.0

5

41.7

- หญิง

6

46.2

9

81.8

3

50.0

7

58.3

อายุ (ปี) Mean (S.D.)

51.6(6.1)

44.7(17.2)

45.5(8.6)

50.5(9.5)

ระดับการศึกษา

 

 

 

 

- ประถมศึกษา

9

69.2

6

54.5

5

83.3

12

100.0

- มัธยมศึกษาตอนต้น

3

23.1

1

9.1

-

-

-

-

- มัธยมศึกษาตอน

   ปลาย/ปวช.

-

-

2

18.2

1

16.7

-

-

- อนุปริญญา/ปวส.

-

-

1

9.1

-

-

-

-

- ปริญญาตรีขึ้นไป

1

7.7

1

9.1

-

-

-

-

ประเภทของการทำเกษตรกรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

- เพาะปลูก(ทำเอง)

13

100.0

11

100.0

6

100.0

12

100.0

ระยะเวลาประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ปี)

 

 

 

 

 

 

 

 

- น้อยกว่า 6

3

23.1

4

36.4

-

-

-

-

-6-10

2

15.4

7

63.6

3

50.0

2

16.7

-11-15

-

-

-

-

1

16.7

2

16.7

-16-20

1

7.7

-

-

1

16.7

1

8.3

-21-25

1

7.7

-

-

-

-

3

25.0

-26-30

-

-

-

-

1

16.7

2

16.7

-31-35

2

15.4

-

-

-

-

2

16.7

-36-40

3

23.1

-

-

-

-

-

-

-41-45

1

7.7

-

-

-

-

-

-

ชนิดของการเพาะปลูกหลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

- ทำไร่

4

30.8

-

-

-

-

-

-

- ทำนา

5

38.4

1

9.1

-

-

-

-

- ทำสวน

     คะน้า

     หอม

     กระเทียม

     พริก

     ดอกเบญจมาศ

4

2

1

1

-

-

30.8

50

25

25

-

-

10

-

-

-

10

-

90.9

-

-

-

100

-

6

-

-

1

1

4

100.0

12

-

-

-

12

-

100.0

-

-

-

100

-

 

ข้อมูลการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและการปฏิบัติตัวในขณะทำงานของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ พบว่า การใช้สารเคมีจะอยู่ในบริเวณที่ฉีดพ่นหรือสัมผัสผัก ผลไม้ที่ฉีดพ่น เช่น เก็บเกี่ยว มากที่สุด (ร้อยละ 90) ยกเว้นพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษที่จะเป็นผู้ฉีดพ่นเองหรือรับจ้างฉีด (ร้อยละ 84.6) เกษตรกรทุกคนมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น หน้ากากผ้า ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ท เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวประมาณร้อยละ 75 ขึ้นไป ระยะเวลาในการใช้หรือเกี่ยวข้องกับสารเคมีประมาณ 6-10 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้การฝังและเผาในการกำจัดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และส่วนใหญ่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายและการป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (ตารางที่ 2)

 

ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละข้อมูลการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและการปฏิบัติตัวในขณะทำงานของเกษตรกรจำแนกตามเขตพื้นที่ (n=41)

ข้อมูล

บ้านโพนเมือง

(n=12)

บ้านจานลาน

(n=11)

บ้านคำน้ำแซบ

(n=6)

บ้านหนองมุก

(n=12)

รวม

(n=41)

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวน (ร้อยละ)

วิธีการใช้สารเคมี

 

 

 

 

 

- เป็นผู้สัมผัสสาร

9 (69.2)

2 (18.2)

5 (83.3)

11 (91.7)

27 (65.9)

- อยู่ในบริเวณที่ฉีดพ่น/  สัมผัสผัก

ผลไม้ที่ฉีดพ่น เช่น เก็บเกี่ยว

9 (69.2)

 

10 (90.2)

 

6 (100.0)

 

12 (100.0)

 

37 (90.2)

 

- เป็นผู้ฉีดพ่นเอง/รับจ้างฉีดพ่น

11 (84.6)

1 (9.1)

4 (66.7)

10 (83.3)

26 (63.4)

การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

 

 

 

 

 

- ไม่ใช้

-

-

-

-

-

- ใช้

12 (100.0)

11 (100.0)

6 (100.0)

12 (100.0)

41 (100.0)

หน้ากากผ้า

11 (91.7)

11 (100.0)

4 (66.7)

11 (91.7)

37 (90.2)

หน้ากากกรองสารเคมี

-

1 (9.1)

-

-

1 (2.4)

แว่นตา

3 (25.0)

7 (63.6)

2 (33.3)

1 (8.3)

13 (31.7)

ถุงมือยาง

10 (83.3)

11 (100.0)

5 (83.3)

11 (91.7)

37 (90.2)

รองเท้าบู๊ท

9 (75.0)

11 (100.0)

5 (83.3)

12 (100.0)

37 (90.2)

เสื้อแขนยาว

12 (100.0)

11 (100.0)

4 (66.7)

12 (100.0)

39 (95.1)

กางเกงขายาว

12 (100.0)

11 (100.0)

4 (66.7)

10 (83.3)

37 (90.2)

หมวก

1 (7.7)

-

-

-

1 (2.4)

ระยะเวลาที่ใช้/เกี่ยวข้องกับสารเคมี (ปี)

 

 

 

 

 

- น้อยกว่า 6

3 (27.3)

4 (36.4)

-

-

7 (17.5)

- 6-10

1 (9.1)

7 (63.6)

3 (50.0)

2 (16.7)

13 (32.5)

- 11-15

2 (18.2)

-

1 (16.7)

2 (16.7)

5 (12.5)

- 16-20

-

-

1 (16.7)

1 (8.3)

2 (5.0)

- 21-25

-

-

-

3 (25.0)

3 (7.5)

- 26-30

-

-

1 (16.7)

2 (16.7)

3 (7.5)

-31-35

1 (9.1)

-

-

2 (16.7)

3 (7.5)

-36-40

3 (27.3)

-

-

-

3 (7.5)

-41-45

1 (9.1)

-

-

-

1 (2.5)

การกำจัดภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

 

 

 

 

 

- เผา

6 (46.2)

1 (9.1)

1 (16.7)

-

8 (19.4)

- ฝัง

7 (53.8)

7 (63.6)

1 (16.7)

9 (75.0)

24 (58.5)

- ทิ้งรวมกับขยะทั่วไป

1 (7.7)

2 (18.2)

-

2 (16.7)

5 (11.9)

- ทิ้งในเรือกสวนไร่นา

3 (23.1)

2 (18.2)

1 (16.7)

-

6 (14.6)

- ทิ้งลงแหล่งน้ำ

1 (7.7)

-

-

-

1 (2.4)

- ขายให้คนรับซื้อของเก่า

4 (30.8)

-

2 (33.3)

-

6 (14.6)

- เก็บรวมไว้

-

-

1 (16.7)

-

1 (2.4)

การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายจาก

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและการป้องกันอันตราย

 

 

 

 

 

- ไม่เคย

-

1 (9.1)

-

-

1 (2.5)

-  เคย

12 (100.0)

10* (90.9)

6 (100.0)

11* (100.0)

39 (97.5)

    - เจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ อสม.

12 (100.0)

10 (100.0)

5 (83.33)

11 (100.0)

38 (97.4)

     - นักวิชาการเกษตร

12 (100.0)

5 (50.0)

2 (33.3)

10 (90.9)

29 (74.4)

     - กลุ่มเกษตรกร

9 (75.0)

6 (60.0)

1 (16.7)

8 (72.7)

24 (61.5)

     - ตัวแทนจาหน่าย 

       สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

2 (16.7)

2 (20.0)

-

-

4 (10.3)

     - เสียงตามสายของหมู่บ้าน

4 (33.3)

3 (30.0)

-

3 (27.3)

10 (25.6)

     - แผ่นพับ/ โปสเตอร์

-

1 (10.0)

-

-

1 (2.6)

* หมายถึง ข้อมูล Missing

 

ตารางที่ 3   ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการรับรู้เกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

                และการป้องกันอันตราย

ข้อคำถาม

ค่าเฉลี่ย

S.D.

16. การใช้สารเคมีเป็นวิธีการกำจัดศัตรูพืชที่ดีที่สุดใช่หรือไม่

2.6

0.7

17. สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถเข้าสู่ร่างกายได้2 ทางคือทางการหายใจและทางเดินอาหาร

     (รับประทาน) ใช่หรือไม่

2.9

0.3

18. ก่อนใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชต้องอ่านฉลากที่ติดมากับภาชนะบรรจุให้เข้าใจเกี่ยวกับ

      วิธีใช้การป้องกันอันตรายและวิธีแก้พิษใช่หรือไม่

2.9

0.3

19. การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในอัตราส่วนสูงกว่าที่ระบุไว้ในฉลากจะช่วยเพิ่ม

      ประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชใช่หรือไม่

2.6

0.7

20. การฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดในครั้งเดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน

      การกำจัดศัตรูพืชใช่หรือไม่

2.8

0.5

21. การสวมเสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด (เช่นเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวและรองเท้าบูท) ทุกครั้งที่

      ทำงานกับสารเคมีจะช่วยป้องกันอันตรายจากสารเคมีได้ใช่หรือไม่

2.9

0.4

22. การใช้ผ้าปิดจมูกและปากในขณะทำงานกับสารเคมีเป็นวิธีที่ช่วยกรองสารพิษได้ดีใช่

      หรือไม่

2.9

0.3

23. ก่อนการนำอุปกรณ์การฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไปใช้ต้องตรวจสอบอุปกรณ์ให้อยู่

      ในสภาพดีทุกครั้ง

3.0

0.2

24. การฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชควรฉีดในตอนเช้าหรือเย็นเพราะเป็นเวลาที่ลมสงบใช่

      หรือไม่

2.9

0.4

25. การฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชควรยืนอยู่เหนือทิศทางลมเสมอใช่หรือไม่

3.0

0.0

ค่าเฉลี่ยรวม                  

2.9

0.2

หมายเหตุ   คะแนนเต็ม เท่ากับ 3

 

ผลการทดสอบด้วยค่าสถิติ F-test ด้วยวิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One way-ANOVA) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่ามีพื้นที่ทำการเกษตรอย่างน้อย 1 คู่ที่มีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ตารางที่ 4) เมื่อทำการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยค่าสถิติ Bonferroni พบว่าบ้านจานลาน จังหวัดอำนาจเจริญมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแตกต่างจากบ้านคำน้ำแซบและบ้านหนองมุก จังหวัดอุบลราชธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนเฉลี่ยของบ้านจานลาน น้อยกว่าบ้านคำน้ำแซบ 5.03 คะแนน (95%CI: -9.19, -0.87) และน้อยกว่าบ้านหนองมุก 3.86 คะแนน (95%CI: -7.28, -0.44) (ตารางที่ 5)

 

ตารางที่ 4  เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตราย

                 จากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแต่ละพื้นที่

พื้นที่

n

Mean

S.D.

p-value

บ้านโพนเมือง ศรีสะเกษ

12

28.67

2.90

0.005

บ้านจานลาน อำนาจเจริญ

11

25.64

3.26

บ้านคำน้ำแซบ จ.อุบลราชธานี

6

30.67

3.98

บ้านหนองมุก  จ.อุบลราชธานี

12

29.50

1.93

 

ตารางที่ 5 ผลต่างค่าเฉลี่ยและช่วงเชื่อมั่นที่ 95%ของคะแนนการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

พื้นที่

ผลต่างค่าเฉลี่ย(Mean diff)

95% CI

p-value

บ้านโพนเมือง, บ้านจานลาน

3.03

-0.39, 6.45

0.109

บ้านโพนเมือง, บ้านคำน้ำแซบ

-2.00

-6.10, 2.10

>0.05

บ้านโพนเมือง, บ้านหนองมุก

-0.83

-4.18, 2.51

>0.05

บ้านจานลาน, บ้านคำน้ำแซบ

-5.03

-9.19, -0.87

0.011*

บ้านจานลาน, บ้านหนองมุก

-3.86

-7.28, -0.44

0.019*

บ้านหนองมุก, บ้านคำน้ำแซบ

1.17

-2.93, 5.26

>0.05

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ  * แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p< 0.05

 

เมื่อพิจารณาคะแนนการปฏิบัติตัวในขณะทำงานและพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ร่วมกับข้อมูลการเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังการใช้หรือสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในการทำงานเบื้องต้น จำแนกตามพื้นที่ พบว่าทุกพื้นที่ส่วนใหญ่  มีระดับความเสี่ยงของสุขภาพ ปานกลาง (ตารางที่ 6)

 

ตารางที่ 6   จำนวนและร้อยละผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในการทำงานเบื้องต้นจำแนกตามพื้นที่

ระดับความเสี่ยง

บ้านโพนเมือง

(n=12)

บ้านจานลาน

(n=11)

บ้านคำน้ำแซบ

(n=6)

บ้านหนองมุก

(n=12)

ต่ำ

1 (8.3)

3 (27.3)

1 (16.7)

0 (0.0)

ปานกลาง

8 (66.7)

5 (45.5)

2 (33.3)

8 (66.7)

ค่อนข้างสูง

0 (0.0)

3 (27.3)

1 (16.7)

4 (33.3)

สูง

3 (25.0)

0 (0.0)

1 (16.7)

0 (0.0)

สูงมาก

0 (0.0)

0 (0.0)

1 (16.7)

0 (0.0)

 

วิจารณ์

          การใช้สารเคมีของเกษตรกรทั้ง 4 พื้นที่ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผสมสารเคมีเองและอยู่ในบริเวณที่ฉีดพ่นสารหรือสัมผัสผักสวนครัวและผลไม้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลต่อความเสี่ยงต่อสุขภาพของเกษตรกร เนื่องจากการผสมสารเคมีและฉีดพ่นด้วยตัวเอง ทำให้ร่างกายมีโอกาสสัมผัสกับสารเคมีและอาจเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย เช่น คับ ไต สมอง เม็ดเลือดแดง การเจริญเติบโตในเด็ก มะเร็งปอด และการแท้งของเด็กในครรภ์ 17-22  อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีการป้องกันตัวเองจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เช่น สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหน้ากากหรือผ้าปกปิดบริเวณใบหน้า  จึงช่วยลดโอกาสในการสัมผัสสารเคมีโดยตรง เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีอายุการใช้งานค่อนข้างนานหลายเดือน ทำให้มีโอกาสตกค้างตามร่างกาย ดิน น้ำ ที่ใช้การเพาะปลูกได้ หากเกษตรกรไม่รู้วิธีวิธีป้องกันตนเองที่ดี 23,24  ที่น่าสังเกตคือ การทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนิยมใช้วิธีฝังและเผาทำลาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวพบได้บ่อยในต่างประเทศเช่นกัน ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพ แหล่งดินและน้ำ เนื่องจากสารเคมีอาจปนเปื้อนไปกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แหล่งอาหารสัตว์และร่างกายของมนุษย์  นอกจากนั้น ยังพบว่าเกษตรกรบางรายนำภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ซ้ำอีกครั้ง ถึงร้อยละ 13 25  นอกจากนั้น หากใช้วิธีฝังกลบภาชนะบรรจุสารเคมี  อาจมีสารเคมีบางส่วนรั่วซึมลงไปในดินและแหล่งน้ำ ส่งผลให้จุลลินทรีย์ในดินตายและสภาพความสมบูรณ์ของดินเปลี่ยนไป ส่งผลต่อคุณภาพดินที่จะใช้ในการเพาะปลูกพืชและอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคในระยะยาว26  พฤติกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินความเสี่ยงสุขภาพของเกษตรกรซึ่งพบว่าอยู่ในระดับปานกลาง (ตารางที่ 6) เกษตรกรยังคงมีโอกาสที่จะสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในระหว่างขั้นตอนการพ่นและทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและในช่วงที่ทำการเพาะปลูกผักสวนครัว  ถึงแม้ว่าการรับรู้ถึงอันตรายจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรจะอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวคือ สร้างความตระหนักถึงอันตรายที่ร้ายแรงที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกร รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรใส่ใจกับรายละเอียดที่เขียนบนฉลากภาชนะบรรจุสารเคมี ได้แก่ ส่วนประกอบ วิธีการผสม ผลข้างเคียงของสารเคมี วิธีการแก้ไขหากสัมผัสสารเคมีโดยบังเอิญ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ เนื่องจากการสอบถามเกษตรกรแต่ละพื้นที่ พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าไม่ได้อ่านฉลาก เนื่องจากใช้เป็นประจำและถึงแม้ว่าในบางครั้งผลิตภัณฑ์มีการเปลี่ยนชื่อสินค้าหรือบริษัท หากผู้ขายระบุว่าเป็นสารเคมีตัวเดียวกัน เกษตรกรจะเชื่อและไม่อ่านฉลากซ้ำก่อนใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลที่สำคัญ เช่น ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สามารถลงพื้นที่แปลงเกษตรหลังฉีดพ่นยา ช่วงเวลาที่ปลอดภัยระหว่างช่วงที่ฉีดพ่นยากับก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ข้อมูลดังกล่าวจะระบุไว้ที่ฉลากของผลิตภัณฑ์สารเคมีบางชนิด ซึ่งเกษตรกรจำเป็นที่ต้องรู้และทำความเข้าใจเพื่อความปลอดภัยของตนเอง27,28

 จากการลงสำรวจตามหลังคาเรือนเพื่อพูดคุยและสัมภาษณ์เกี่ยวกับสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรพื้นที่เสี่ยง 4 แห่ง พบว่าเกษตรกรได้รับการตรวจสุขภาพแประจำปี ปีละ 1 ครั้งพร้อมตรวจวัดระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST, ALT, amylase และค่าทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ  (รูปที่ 1) อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามเกษตรกรเกี่ยวกับการอธิบาย สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับค่าผลห้องปฏิบัติการ  พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความรู้เกี่ยวกับค่าระดับเอนไซม์ของตนเองน้อยมาก  หน่วยงานและผู้รับผิดชอบยังขาดการอธิบายให้เกษตรกรเข้าใจถึงพิษภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ในบางกรณีผู้วิจัยพบว่าเกษตรบางรายมีสภาพร่างกายที่ดูอ่อนเพลีย อิดโรย เล็บมือและเท้ามีสีคล้ำผิดปกติ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับผลการตรวจระดับเอนไซม์ตับ พบว่าค่าเอนไซม์เพิ่มขึ้นจากค่าเดิมแต่อยู่ในช่วงค่าบนปกติ (maximum level) ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเกษตรรายนั้นจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากยังคงทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ดังนั้นจึงมีโอกาสสัมผัสสารเคมีตลอดเวลา ในระยะยาวอาจส่งผลต่อร่างกายของเกษตรกร หากระดับเอนไซม์ตับสูงกว่าค่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการแสดงทางคลินิก เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง เนื้อตับถูกทำลายจากการตายของเซลล์ตับที่เกิดจากสาเคมีกำจัดศัตรูพืช เช่น สารเคมีกลุ่มมาลาไทออน (malathion) คอร์ไพลีฟอส (chlorpyriphos) ซึ่งผลกระทบที่ตับจะเป็นแบบเรื้อรัง (chronic symptoms) ไม่ใช่แบบเฉียบพลัน29,30 ผู้วิจัยยังพบว่าหลังจากที่เกษตรกรได้รับการตรวจสุขภาพรวมทั้งระดับเอนไซม์ตับเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรได้รับรางจืด ตรีผา และยาดมพิมเสนน้ำ (รูปที่ 2) โดยให้นำกลับไปใช้ที่บ้าน ซึ่งยาดังกล่าวเป็นเพียงยาบรรเทาอาการชั่วคราว

 

รูปที่ 1   การตรวจวัดระดับเอนไซม์ตับของเกษตรกรพื้นที่เสี่ยงศึกษา

 

      รูปที่ 2 ผลิตภัณฑ์ยาสามัญประจำบ้านที่เกษตรกรได้รับหลังจากตรวจสุขภาพประจำปี

 

เช่น หน้ามืด ไข้ หรืออาการวิงเวียนศีรษะเท่านั้น  ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาภาวะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในร่างกาย หรือใช้ในการแก้พิษที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผู้วิจัยทราบว่ามาตรการการดูแลสุขภาพของเกษตรกร กรณีที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสกับสารพิษตกค้างช่วงเวลาที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่น งบประมาณสนับสนุนการตรวจสุขภาพของเกษตรกรที่ควรจะมากกว่าปีละ 1 ครั้ง  การรักษาอาการสารพิษตกค้างที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการบรรเทาอาการทั่วไป  การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดทั้งหมดนี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสมาชิกในครอบครัว เศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจำเป็นที่ต้องเร่งหาแนวทางการป้องกันปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เช่น นวัตกรรมที่ประหยัด มีประสิทธิภาพในการตรวจระดับเอนไซม์ตับ  จัดสรรงบประมาณให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการสร้างความตระหนักเรื่องพิษภัยและการดูแลตนเองและการส่งต่อผู้ป่วยที่สัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ  การคัดกรอง ตรวจสุขภาพและระบบติดตามผู้ป่วยที่ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงและสามารถนำไปใช้ในการวางแผนเฝ้าระวังและป้องกันในพื้นที่สี่ยงอื่นๆต่อไป

 

สรุป

          เกษตรกรมีการรับรู้ถึงพิษภัยของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างไรก็ตามเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง 3 จังหวัดยังคงมีโอกาสเสี่ยงต่อพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกิดจากขั้นตอนการฉีดพ่นสารเคมี พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่นการทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีด้วยวิธีเผาหรือฝังกลบในดิน การสัมผัสสารเคมีโดยตรงระหว่างขั้นตอนการผสม รวมทั้งมาตรฐานการดูแลรักษาเกษตรกร เช่น ความถี่ของการตรวจระดับเอนไซม์ตับ การสร้างความตระหนัก การดูแลรักษากรณีมีอาการเจ็บป่วย งบประมาณและบุคลากรภาครัฐที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะในด้านความปลอดภัยของเกษตรกร

 

กิตติกรรมประกาศ

          ขอขอบพระคุณสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) และกองทุนส่งเสริมการวิจัย HERPที่ให้งบประมาณสนับสนุนในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้งนี้ทุกๆท่าน เช่น เกษตรอำเภอทุกท่าน ผู้ใหญ่บ้าน และเกษตรกรในทุกพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลครั้งนี้ รวมทั้งคณะเภสัชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ให้ผู้วิจัยได้ใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าเต็มศักยภาพ

 

เอกสารอ้างอิง

1.    ศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ. สํานักงานสถิติแห่งชาติ. ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตร [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.nic.go.th/gsic/uploadfile/Chemical.pdf [สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2558]

2.    สถิติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2551, สำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กระทรวงสาธารณสุข, 2551.

3.    รายงานประจำปี 2550.  กองระบาดวิทยา สํานักระบาดวิทยา.  กระทรวงสาธารณสุข. แหล่งที่มา: www.boe.moph.go.th/boedb/surdata/disease.php?dc ontent=situation&ds=47  [สืบค้นเมื่อ 10 มีนาคม 2558]

4.    ศิริพร เค้าภูไทย.  โฉมหน้าใหม่ครอบครัวไทย. สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ.  จดหมายข่าวรายเดือน 2553;  26: 1-20.

5.    แผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณะสุข, 2548. 

6.    Dich J, Zahm SH, Hanberg A, Adami HO. Pesticides and cancer. Canc Causes Contr 1997;  8:  420-43.

7.    Chitra GA, Muraleedharan VR, Swaminathan T, Veeraraghavan D. Use of pesticides and its impact on health of farmers in South India. Int J Occup Environ Health 2006;  12:  228-33.

8.    Sharma DR, Thapa RB, Manandhar HK, Shrestha SM, Pradhan SB. Use of pesticides in Nepal and impacts on human health and environment. J Agric Environ 2012; 13: 67-74.

9.    Damalas CA, Eleftherohorinos IG.  Pesticide exposure, safety issues, and risk assessment indicators. Int J Environ Res Public Health 2011;  8:  1402–19.

10. Rusiecki JL, Lee HW, Dosemeci M, Lubin J, Bonner M, Samanic C, et al. Cancer incidence among pesticide applicators exposed to metolachlor in the agricultural health study. Inter J Canc 2006; 118:  3118–23.

11. พิบูลย์ อิสสระพันธุ์. สถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคจากการสารกาจัดศัตรูพืชในประเทศไทย. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเพื่อการเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร. มูลนิธิชีววิถี. 2554.

12. Rola AC, Pingali PL. Pesticides, rice productivity, and farmers’ health: an economic assessment, CH5-6. International Rice Research Institute: Manila, Philippines.  1993.   [Retrieved January 4, 2012].  Available at: http://dspace.irri.org:8080/dspace/bitstream/10269/240/2/9712200374_content.pdf

13. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี. แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (.. 2555-2564) [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.chemtrack.org/Doc/F617.pdf [สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2557]

14. สุวรรณา ประณีตวตกุล.  ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในภาคเกษตร. 2555.  [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.biothai.net/sites/default/files/pesticide_conference_doc_2.pdf [สืบค้นเมื่อ 13 มกราคม 2558]

15. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค ปี 2555.  สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. 2555. หน้า 172-74.  แหล่งที่มา: http://boe.moph.go.th/ [สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2557]

16. แสงโฉม ศิริพานิช.  สถานการณ์และผลต่อสุขภาพจากการสารเคมีป้องกันกําจัดศัตรูพืช ปีพ.ศ. 2556.  Weekly Epidemiological Surveillance Report, Thailand 2013; 44: 689-92.

17. Mbakaya CFL, Ohayo Mitoko GJA, Ngowi AVF, Mbabazi R, Simwa JM, Maeda DN, Stephens J, Hakuza H.  The status of pesticide usage in East Africa. Afr J Health Sci 1994; 1: 37–41.

18. London L, Bailie R.  Notification of pesticide poisoning: knowledge, attitudes and practices of doctors in the rural Western Cape. S A Fam Pr 1999; 20:117–20.

19. Abdel Rasoul, Abou Salem, Mechael OM, Hendy DS, Rohlman AA. Effects of occupational pesticide exposure on children applying pesticides. Neurotoxicology 2008; 29: 8338.

20. AcostaMaldonado BB, SánchezRamírez S, RezaLópez, LevarioCarrillo M.  Effects of exposure to pesticides during pregnancy on placental maturity and weight of newborns: a crosssectional pilot study in women from the Chihuahua State, Mexico. Human Experiment Toxic 2009; 28: 4519.

21. Alavanja M, Dosemeci M, Samanic C, Lubin J, Lynch C, Knott C, et al.  Pesticides and lung cancer risk in the agricultural health study cohort. Am J Epidemiol 2004; 160: 876–85.

22. Beane F, Rusiecki J, Hoppin J, Lubin J, Koutros S, Andreotti G, et al.  Atrazine and cancer incidence among pesticide applicators in the agricultural health study (19942007). Environ Health Persp 2011;  119:  1253–9.

23. Antonella F, Bent I, Manuela T, Sara V, Marco M. Preventing health risks from the use of pesticides in agriculture. Protecting workers’ health series n01, edited by International Centre for Pesticide Safety, WHO, Geneva, 2002: 12-8.

24. Mathur HB, Agarwal HC, Johnson S, Saikia N. Analysis of pesticide residue in blood samples from village of Punjab. CSE Report, India, 2005: 1-15.

25. CIDT Quelques Aspects du Comportement de nos Planteurs vis-à-vis des Insecticides, CIDT Direction Régionale, Bouaké, Côte d’Ivoire, 1989.

26. Richardi T. Projet utilisation efficace et Sûre des pesticides en Côte d’Ivoire: Enquête Préliminaire. D 441 CIRAD/PRIFAS Montpellier, Paris. 1992.

27. Understanding pesticide chemical labels.  Australian Pesticides and Veterinary Medicines Authority.  The Manager, Public Affairs.  KINGSTON ACT 2604.  Australia.  2011:  1-12.

28. Standard practice for pesticide applicators.  Workers’ Compensation Board of British Columbia.  WorkSafeBC 2009 ed.  The Farm and Ranch Safety and Health Association.  Canada, 2009: 1-212.

29. Azmi MA, Naqvi SN, Akhtar K, Moinuddin, Parveen S, Parveen R, Aslam M.  Effect of   pesticide residues on health and different enzyme levels in the blood of farm workers from Gadap (rural area) KarachiPakistan’. Chemosphere 2006; 64: 1739–44.

30. Saadi L, Lebaili N, Benyoussi M.  Exploration of cytotoxic effect of malathion on some rat organs structure. Commun Agric Appl Biol Sci 2008; 73: 875-81.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Genomic structure and expression analysis of the spastic paraplegia gene, SPG7
 
The problems of seeking continuous medical care of patients with paralysis in Nonmuang village T.sila A.muang Khon Kaen (ปัญหาการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยอัมพาต ณ หมู่บ้านโนนม่วง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น)
 
Health Service Utilization of the Patients under the Social Security Scheme, Newly Registered in 2004 at Srinagarind Hospital (การใช้บริการของผู้ป่วยประกันสังคมรายใหม่ สังกัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ปี 2547)
 
Knowledge and behavior of Khon Kaen University student for ear picking (ความรู้และพฤติกรรมในการแคะหูของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Community Medicine
 
Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0