Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Basal Cell Carcinoma of the Skin

มะเร็งผิวหนังชนิด Basal Cell Carcinoma

Suphot Chattinnakorn (สุพจน์ ฉัตรทินกร) 1




บทคัดย่อ

มะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของมนุษย์ทั่วโลก จากรายงานของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2009 พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่มากถึง 900,000 ราย เป็นเพศชาย 550,000 ราย และหญิง 350,000 ราย1 สำหรับในประเทศไทยตามรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี พ..2555 พบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังในเพศชายคิดเป็นร้อยละ 2.32 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด และในเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 1.82 ของมะเร็งทั้งหมด ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็มักจะได้รับผลการรักษาที่ดีทั้งในแง่ของโอกาสการหายและลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะที่เกี่ยวข้อง

 

Basal cell carcinoma is the most common human malignancy. In 2009, the number of new cases diagnosed in the United States was estimated to be 900,000; 550,000 in men and 350,000 in women. Thai national cancerinstitute reported that in 2012, skin cancer were 2.32% of the total cancer in Thai male and 1.82% of the total cancer in Thai female. If the patients receive early treatment , it will be good prognosis for cure rate and decrease the risk of functional and cosmetic loss.

Keywords : basal cell carcinoma, skin cancer, metastatic basal cell carcinoma

บทนำ

Basal cell Carcinoma เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์ มักพบบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับแสงแดดเรื้อรัง ลักษณะการดำเนินโรคของมะเร็งชนิดนี้จะค่อนข้างช้า โอกาสที่จะกระจายไปอวัยวะอื่นน้อย แต่ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษามะเร็งชนิดนี้อาจกัดกินเนื้อเยื่อข้างเคียงจนเกิดความสูญเสียต่ออวัยวะที่เกี่ยวข้องได้

Epidemiology

          มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ในแต่ละปีมีคนไข้ใหม่มากกว่า 700,000 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคนี้โดยร้อยละ 77  พบว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma ร้อยละ 20 เป็นชนิด squamous cell carcinoma และร้อยละ 3 เป็นชนิด malignant melanoma2ในประเทศไทยตามรายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี พ..2555 พบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังในเพศชายคิดเป็นร้อยละ 2.32 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดมากเป็นอันดับที่ 12 และในเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 1.82 ของมะเร็งทั้งหมดมากเป็นอันดับที่ 113

          ร้อยละ 88 ของ basal cell carcinoma พบบริเวณศีรษะร้อยละ 7 พบบริเวณลำตัวและแขนขา โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ จมูก (ร้อยละ 25.5) แก้ม(ร้อยละ 16) รอบดวงตา (ร้อยละ 14) หนังศีรษะ (ร้อยละ 11) และรอบใบหู (ร้อยละ 11)4(รูปที่ 1)

 

รูปที่ 1 แสดงสัดส่วนการเกิด มะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma ตามส่วนต่างๆของร่างกาย2

 

Predisposing Conditions2,5

1.   แสงแดด

แสงแดดประกอบไปด้วยรังสี ultraviolet (UV) ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ ชนิด A ซึ่งมีความยาวคลื่น 315-400 nm. ชนิด B มีความยาวคลื่น 290-315 nm. และชนิด C มีความยาวคลื่น 1-290 nm. ในภาวะปกติชั้นบรรยากาศของโลกจะดูดซับรังสี UV ชนิด C ได้ทั้งหมด และมีการดูดซับรังสี UV ชนิด B ได้บางส่วน ทำให้ร้อยละ 95 ของรังสี UV ที่ส่งมายังพื้นโลกเป็น UV ชนิด A และอีกร้อยละ 5 เป็น UV ชนิด B ซึ่งรังสี UV ชนิด B นี้เองที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ในขณะที่รังสีชนิด A ก็มีส่วนกระตุ้นผลการก่อมะเร็งของรังสีชนิด B ทั้งนี้อุบัติการณ์ของ basal cell carcinoma จะพบสูงเป็นพิเศษในชาวตะวันตกที่มีผิวขาวและได้รับรังสี ultraviolet

1.   การได้รับการฉายรังสี

กลไกการเกิดมะเร็งผิวหนังหลังการได้รับการฉายรังสีเกิดจากการทำลาย DNAซึ่งต้องได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยมีการศึกษาพบว่าปริมาณรังสีที่น้อยที่สุดที่มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนังในมนุษย์คือ 1,000 radsโดย basal cell carcinoma เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบมากที่สุดหลังการฉายรังสีบริเวณศีรษะ ส่วน squamous cell carcinoma เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดหลังการฉายรังสีบริเวณลำตัวและแขนขา

2.   สารเคมี

สารเคมีกลุ่ม arsenic สามารถก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังทั้งชนิด basal cell carcinoma และ squamous cell carcinoma

 

3.   สารเคมี

สารเคมีกลุ่ม arsenic สามารถก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังทั้งชนิด basal cell carcinoma และ squamous cell carcinoma

4.   ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อุบัติการณ์ของ basal cell carcinoma จะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหลังการปลูกถ่ายอวัยวะจะมีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนปกติถึง 20 เท่าและมีโอกาสที่จะพบมะเร็งผิวหนังมากกว่าหนึ่งตำแหน่งในคนไข้คนเดียว

5.   โรคผิวหนัง

โรคผิวหนังหลายๆชนิดเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma เช่น Nevus sebaceous of Jadassohn ซึ่งมักพบตั้งแต่เกิด มีลักษณะเป็นผื่นหนาสีเหลืองหรือน้ำตาล พบมากบริเวณศีรษะและใบหน้า (รูปที่ 2) โอกาสในการพัฒนาไปเป็นมะเร็งมีประมาณร้อยละ 10-20 การรักษาที่เหมาะสมคือการตัดออกก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

 

รูปที่ 2 แสดงลักษณะของผื่นผิวหนังชนิด nevus sebaceous of Jadassohn2

 

6.   โรคทางพันธุกรรม

Basal cell nevus syndrome หรือ Gorlin’s syndrome เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเด่น ผู้ป่วยมักตรวจพบมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma ร่วมกับการมี ผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า (palmar และ plantar pits) ถุงน้ำที่ขากรรไกร (jaw cyst) มีกระดูกที่ผิดปกติและบางครั้งอาจพบความผิดปกติของระบบประสาทและสมองร่วมด้วย

Xerodermapigmentosum เป็นโรคที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อย กลไกในการเกิดมะเร็งผิวหนังเกิดจากกระบวนการซ่อมแซม DNA ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกแสงแดดนั้นเสียไป โดยผู้ป่วยจะมีผิวหนังที่ปกติในช่วงแรกคลอด แต่หลังจากที่ได้รับแสงแดดผิวหนังจะมีการเปลี่ยนสี และเกิดการไหม้จากแสงแดดได้ง่ายกว่าคนปกติ จนส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังในที่สุด การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดด หรือหากจำเป็นต้องได้รับควรใช้ครีมกันแดด หรือร่มและแว่นกันแดดเพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่จะเกิดขึ้น

 

Classification of Basal Cell Carcinoma

ในทางปฏิบัติการแบ่งประเภทของ basal cell carcinoma นิยมแบ่งตามลักษณะภายนอกเป็น 4 ประเภทคือ

 

1.   Nodulo-ulcerative type

เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เริ่มแรกจะมีลักษณะเป็นก้อนที่ผิวหนังโตขึ้นอย่างช้าๆร่วมกับมีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยรอบๆก้อน (telangiectasias) เมื่อก้อนโตมากขึ้นบริเวณกลางก้อนมักมีการเปลี่ยนเป็นแผลที่มีขอบรุ่งริ่ง เรียกว่า “rodent ulcer” (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 แสดงลักษณะของ basal cell carcinoma ชนิด nodulo-ulcerative type2

 

2.   Pigmented type

Basal cell carcinoma ชนิดนี้จะมีลักษณะ hyperpigmentation ของก้อนมะเร็ง (รูปที่ 4)บางครั้งอาจทำให้สับสนกับมะเร็งผิวหนังชนิด malignant melanoma ได้ซึ่งต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

รูปที่ 4 แสดงลักษณะของ basal cell carcinoma ชนิด pigmented type2

 

3.   Morphea type

Basal cell carcinoma ชนิดนี้มักมีขอบเขตไม่ชัดเจน อาจมีลักษณะคล้ายผื่นสีเหลืองร่วมกับมีแผลบริเวณกลางผื่นเท่านั้น หลังการผ่าตัดรักษามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากเนื่องจากขอบเขตของมะเร็งที่ไม่ชัดเจนทำให้มีโอกาสตัดออกได้ไม่หมด (รูปที่ 5)

รูปที่ 5แสดงลักษณะของ basal cell carcinoma ชนิด Morphea type2

 

4.   Superficial type

เป็นอีกหนึ่งชนิดที่พบได้บ่อย โดยมีลักษณะเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน บางครั้งอาจสับสนกับโรคผื่นผิวหนังที่เกิดจากการแพ้ได้ (รูปที่ 6)

รูปที่ 6 แสดงลักษณะของ basal cell carcinoma ชนิด Superficial type2

 

Treatments

เป้าหมายในการรักษามะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma มีอยู่ 4 ประการด้วยกันคือ เพื่อกำจัดมะเร็งออกให้หมด รักษาเนื้อเยื่อที่ดีโดยรอบไว้ให้มากที่สุด รักษาไว้ซึ่งการทำงานที่ปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้องเช่นตา จมูก ปาก และสุดท้ายคือให้ได้ผลลัพธ์เรื่องความสวยงานที่ดีที่สุด

การยืนยันการวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อที่สงสัยเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาซึ่งอาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพียงบางส่วน(incisional biopsy)ในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่มาก หรืออาจตัดออกทั้งหมด(excisional biopsy)ในกรณีที่ก้อนมีขนาดไม่ใหญ่มากและสามารถเย็บปิดบาดแผลได้

การรักษา basal cell carcinoma มีหลายวิธีซึ่งแต่ละวิธีก็มีความเหมาะสมกับลักษณะของมะเร็งที่ต่างกัน โดยวิธีการรักษาที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังนี้

1.   Surgery

การรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักที่ศัลยแพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน6โดยมีโอกาสหายขาดถึงมากกว่าร้อยละ 90โดยพบว่าในกรณีก้อนมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร การผ่าตัดโดยใช้ surgical margin 2 มิลลิเมตร จะมีโอกาสหายขาดถึงร้อยละ 94  สำหรับก้อนที่ขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ surgical margin ประมาณ 3-5 มิลลิเมตรและในด้านลึกให้ตัดถึง subcutaneous fat ส่วนก้อนที่ขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร แนะนำให้ใช้ surgical margin ประมาณ 1 เซนติเมตร2

ในกรณีมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ(recurrent basal cell carcinoma) หรือเป็นชนิด morphea type หรือก้อนอยู่ใกล้ตำแหน่งอวัยวะสำคัญ เช่นตา ปีกจมูก และก้อนที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดแบบ Mohs micrographic technique ซึ่งเป็นการตัดชิ้นเนื้อร่วมกับการตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยาไปพร้อมๆกัน โดยพบว่าโอกาสที่จะหายขาดหากใช้การผ่าตัดวิธีนี้มีมากถึงร้อยละ 997 ในกรณีที่เป็นครั้งแรก และมากถึง ร้อยละ 95 ในกรณีที่เป็น recurrent basal carcinomaในกรณีที่สถาบันนั้นๆไม่มีการผ่าตัดแบบ Mohs micrographic technique อาจใช้การส่ง frozen section บริเวณขอบชิ้นเนื้อที่ตัดเพื่อยืนยันว่าตัดมะเร็งออกได้หมด

     2.   Curettage and Electrodesiccation

     การรักษาด้วยวิธีนี้แนะนำให้ใช้กรณีที่ก้อนมีขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร จากการศึกษาพบว่าในกรณีที่ก้อนมีขนาดเล็กกว่า 2 มิลลิเมตร โอกาสที่หายขาดมีถึงร้อยละ 100 หากก้อนมีขนาด 2-5 มิลลิเมตรโอกาสหายขาดจะลดลงเหลือร้อยละ 85 และหากก้อนมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร โอกาสหายขาดจะลดลงเหลือ ร้อยละ 508 ข้อเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้คือจะไม่ได้เนื้อเยื่อที่จะส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่ากำจัดมะเร็งออกหมดแล้ว ส่วนใหญ่มักใช้วิธีนี้ในการรักษา basal cell carcinoma บริเวณลำตัวหรือแขนขา

     3.   Cryosurgery

     เป็นการรักษาโดยใช้ความเย็น มักใช้กรณีเป็น basal cell carcinoma แบบ nodulo-ulcerative type โดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 2  เซนติเมตร ซึ่งบางการศึกษาพบว่าโอกาสหายขาดสูงถึงร้อยละ 979 ข้อเสียคือการรักษาด้วยวิธีนี้อาจทำให้เกิด hypopigmentation เกิดแผลเป็น หรือบาดเจ็บต่อเส้นประสาทบริเวณข้างเคียง ข้อห้ามใช้สำหรับ cryosurgery ประกอบด้วย basal cell carcinoma ที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตรหรือ recurrent cancer หรือ morphea type หรือก้อนที่อยู่ใกล้บริเวณที่อาจเกิดผลเสียต่อความสวยงามเช่น เปลือกตาและริมฝีปากหรือมะเร็งที่อยู่ในบริเวณที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง และมะเร็งที่ติดกับกระดูกกระดูกอ่อน

     4.   Radiation

     การฉายแสงใช้กรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดได้ เช่น ผู้ป่วยอายุมากที่มีโรคประจำตัวซึ่งเป็นข้อห้ามในการผ่าตัด โดยเฉพาะกลุ่ม superficial basal cell carcinoma ที่มีขนาดเล็ก (น้อยกว่า 1 เซนติเมตร)ซึ่งมีการศึกษาพบว่าให้ผลการรักษาค่อนข้างดีในแง่ของ cosmetic outcome และ disease control 10หรือกรณีที่มะเร็งมีการกระจายไปอวัยวะอื่นโดยใช้รักษาร่วมกับวิธีการรักษาอื่นเช่นการผ่าตัดหรือให้ยา chemotherapy11 นอกจากนี้ตามข้อมูลของ NCCN (national comprehensive cancer network) ปี 2014ยังสนับสนุนให้ฉายแสงตามหลังการผ่าตัดในกรณีที่ผลพยาธิวิทยามี perineural involvement หรือกรณีไม่สามารถตัดมะเร็งออกได้ทั้งหมด12 สำหรับภาวะแทรกซ้อนหลังการฉายแสงประกอบด้วย ตาแห้ง ผิวหนังแห้งอักเสบ รวมถึงผิวหนังตาย

      5.   Chemotherapy

      Chemotherapy ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือร้อยละ 5 imiquimod cream ใช้ในการรักษา basal cell carcinoma ชนิด superficial type ซึ่งพบว่า cure rate ที่ระยะเวลา 5 ปีหลังให้การรักษาสูงถึงร้อยละ 80 ในกรณีที่ก้อนมะเร็งอยู่บริเวณลำตัว หรือแขนขาและมีขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร13 ในขณะที่การใช้ 5-fluorouracil พบว่าได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจในการรักษา basal cell carcinomaนอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาที่สนับสนุนการใช้ยา cisplatinในการรักษามะเร็งที่มีการกระจายไปในอวัยวะอื่นที่ไม่สามารถผ่าตัดได้เช่นกระดูกหรือปอด14

 

Metastatic basal cell carcinoma

การกระจายตัวของมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma นั้นมีอุบัติการณ์ค่อนข้างต่ำประมาณร้อยละ  0.0028 - 0.551โดยตำแหน่งที่มักกระจายไปมากที่สุดคือ ต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง (ร้อยละ60) ปอด (ร้อยละ  42) กระดูก (ร้อยละ 20) และผิวหนังบริเวณอื่น(ร้อยละ 10)15-17อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่พบว่ามีการกระจายของมะเร็งคือ 45 ปีและมักพบว่ามีการกระจายหลังการวินิจฉัย basal cell carcinoma ครั้งแรกประมาณ 9 ปี18 ปัจจัยเสี่ยงของการแพร่กระจายประกอบด้วยตำแหน่งของมะเร็งอยู่ที่ศีรษะโดยเฉพาะบริเวณใบหู และใบหน้า ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การได้รับการฉายรังสีเพื่อรักษา basal cell carcinoma หรือมะเร็งที่มีขนาดใหญ่มากหรือลึกมากๆ หรือกรณีมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ15

แนวทางการรักษา basal cell carcinoma ที่มีการแพร่กระจายแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษาที่ชัดเจนเนื่องจากอุบัติการณ์ของโรคที่พบน้อยประกอบกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลการรักษายังมีไม่มากนัก โดยแนวทางการรักษาส่วนมากจะเน้นการใช้ systemic therapy เช่นการใช้ chemotherapy กลุ่ม cisplatinซึ่งมีรายงานสนับสนุนว่าให้ผลการรักษาที่ค่อนข้างดี มี response rate ประมาณร้อยละ 77 โดยอาจใช้ร่วมกับยา chemotherapy ตัวอื่นด้วยก็ได้1,14 วิธีการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่เริ่มมีการศึกษามากขึ้นคือการใช้ยายับยั้ง hedgehog pathway ซึ่งเป็น oncogene ที่สัมพันธ์กับการเกิด basal cell carcinoma โดยผลการศึกษาระยะแรกพบว่าการใช้ยา vismodegibรักษาผู้ป่วย metastatic basal cell carcinoma มี response rate เฉลี่ยร้อยละ 50 และในผู้ป่วย locally advanced basal cell carcinoma ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้พบว่ามี response rate ประมาณร้อยละ 6019

Follow Up

การกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma มักเกิดขึ้นในช่วง 5ปี12 หลังการรักษา ดังนั้นการนัดติดตามผู้ป่วยควรทำต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีหลังการรักษา ลักษณะที่มักพบกรณีที่มีการกลับมาเป็นซ้ำคือ การมีก้อน แผล หรือผื่นแดงกลับขึ้นมาใหม่และมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

สรุป

มะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แนวทางการดูแลรักษาที่ดีที่สุดควรเริ่มต้นตั้งแต่การให้ความรู้แก่ประชากรในการป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ร่วมกับการหมั่นสังเกตุว่าผิวหนังของตนเองว่ามีรอยโรคที่ลักษณะเหมือน basal cell carcinoma หรือไม่ ซึ่งการตรวจพบได้เร็วย่อมหมายถึงการให้การรักษาที่ทันท่วงที และโอกาสที่จะได้รับผลการรักษาที่ดี โดยการผ่าตัดยังคงเป็นการรักษาหลักในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็มีการศึกษาถึงการรักษาด้วยวิธีอื่นซึ่งมีผลดีผลเสียและข้อบ่งชี้ที่ต่างกันไป แพทย์ผู้ให้การรักษาจึงควรเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์ที่สูงที่สุด

เอกสารอ้างอิง

1.       Ganti AK, Kessinger A. Systemic therapy for disseminated basal cell carcinoma: an uncommon manifestation of a common cancer. Cancer Treat Rev 2011;37:440-3.

2.       Netscher DT. Basal cell carcinoma : An overview of tumor biology and treatment . Plast Reconstr Surg 2004;113(5):74E-94E.

3.       อาคม  ชัยวีระวัฒนะ. Hospital-based cancer registry annual report 2012.; 2014.

4.       Shanoff LB, Spira M, Hardy SB. Basal cell carcinoma: a statistical approach to rational management. Plast Reconstr Surg 1967;39:619-24.

5.       Rubin AI, Chen EH, Ratner D. Basal-cell carcinoma. N Engl J Med 2005;353:2262-9.

6.       Bath-Hextall F, Bong J, Perkins W, Williams H. Interventions for basal cell carcinoma of the skin: systematic review. BMJ 2004;329:705.

7.       Mosterd K, Krekels GA, Nieman FH, Ostertag JU, Essers BA, Dirksen CD, et al. Surgical excision versus Mohs' micrographic surgery for primary and recurrent basal-cell carcinoma of the face: a prospective randomised controlled trial with 5-years' follow-up. Lancet Oncol. 2008 Dec;9(12):1149-56.

8.       Dubin N, Kopf AW. Multivariate risk score for recurrence of cutaneous basal cell carcinomas. Arch Dermatol 1983;119:373-7.

9.       Zacarian SA. Cryosurgery of cutaneous carcinomas. An 18-year study of 3,022 patients with 4,228 carcinomas. J Am Acad Dermatol 1983;9:947-56.

10.     Childers BJ, Goldwyn RM, Ramos D, Chaffey J, Harris JR. Long-term results of irradiation for basal cell carcinoma of the skin of the nose. Plast Reconstr Surg 1994;93:1169-73.

11.     Galioto S, Lucioni M, Pastori M, Arecchi A, di Petrillo A. Metastatic basal cell carcinoma: two cases involving the maxillofacial area. Int J Dermatol 2012;51:1097-100.

12.     National Comprehensive Cancer Network (NCCN). Practice Guidelines in Oncology: Basal Cell and Squamous Cell Skin Cancers. Version 2.2014. Accessed at www.nccn.org/professionals/physician_gls/PDF/nmsc.pdf on May 19, 2014.

13.     Davis LE, Fiala K, F.Butler D. Imiquimod 5% cream :A review of its safety and efficacy in the management of superficial basal cell carcinoma. Clinical medicine reviews in oncology 2010;2:143-8.

14.     Pfeiffer P, Hansen O, Rose C. Systemic cytotoxic therapy of basal cell carcinoma. A review of the literature. Eur J Cancer 1990;26:73-7.

15.     Snow SN, Sahl W, Lo JS, Mohs FE, Warner T, Dekkinga JA, et al. Metastatic basal cell carcinoma. Report of five cases. Cancer. 1994 Jan 15;73(2):328-35.

16.     Berti JJ, Sharata HH. Metastatic basal cell carcinoma to the lung. Cutis 1999;63:165-6.

17.     Chandler JJ, Lee L. Lymph node metastases from basal cell carcinoma. N Y State J Med 1982;82:67-9.

18.     von Domarus H, Stevens PJ. Metastatic basal cell carcinoma. Report of five cases and review of 170 cases in the literature. J Am Acad Dermatol 1984;10:1043-60.

19.     Von Hoff DD, LoRusso PM, Rudin CM, Reddy JC, Yauch RL, Tibes R, et al. Inhibition of the hedgehog pathway in advanced basal-cell carcinoma. N Engl J Med. 2009 Sep 17;361(12):1164-72.

 

 

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Trichinosis (โรคทริคิโนสิส)
 
A comparison in Newborns of the In situ Duration, Phlebitis and Daily Needle Cost of Scalp Intravenous Uning Steel Needles vs. Intravenous Catheters (เปรียบเทียบการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณศรีษะในผู้ป่วยทารกแรกเกิดระหว่างเข็มเหล็กกับเข็มพลาสติก ต่อระยะเวลาคงอยู่การเกิดหลอดเลือดดำอักเสบและราคาของเข็มที่ใช้ต่อวัน)
 
Update Treatment for Osteoporosis (Update Treatment for Osteoporosis)
 
Solitary Pulmonary Nodule : Evaluation and Management (ก้อนเดี่ยวในปอด : การดูแลและรักษา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0