Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

A Survey of Smoking Perceptions via Smoke-Free Community Network Online Service (SFC-NOS): Phase II

การสำรวจการรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ผ่านทางบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่: ระยะที่ 2

Anun Chaikoolvatana (อนันต์ ไชยกุลวัฒนา) 1, Cholada Chaikoolvatana (ชลลดา ไชยกุลวัฒนา) 2, Nawaporn Saisingh (นวพร สายสิงห์) 3, Penpak Pheunpha (เพ็ญภัคร พื้นผา) 4




หลักการและวัตถุประสงค์: การศึกษาครั้งนี้เพื่อประเมินการรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามารับบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่

วิธีการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 170 ราย ที่เข้ามารับบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้การสูบบุหรี่ ซึ่งประกอบด้วย 1. ข้อมูลส่วนบุคคล 2.การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ 3. ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ รวมทั้งสิ้น 30 ข้อ ข้อมูลทั้งหมดนำไปวิเคราะห์เชิงสถิติ ได้แก่ เชิงพรรณนา เช่น ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเชิงวิเคราะห์ เช่น  Levene’s test การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ (Multiple Correlation)

ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สูบบุหรี่ (ร้อยละ 40.58) ค่าเฉลี่ยการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ เท่ากับ 2.54 อยู่ในระดับดี กลุ่มตัวอย่างที่เลิกสูบบุหรี่ได้ มีเพียงร้อยละ 13.04 ปัจจัยที่ทำให้เลิกมากที่สุดคือ ปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 45.16) วิธีการเลิกสูบบุหรี่ที่นิยมคือ การหยุดสูบทันที (หักดิบ) (ร้อยละ 32.35) เพศและการดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับการรับรู้การสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และการรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้น หากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลง

สรุป: บริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และให้บริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่กับกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะเยาวชน

 

คำสำคัญ : เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่, บริการออนไลน์, เลิกสูบบุหรี่, การรับรู้การสูบบุหรี่

 

Background and Objectives:  The study aims to evaluate smoking perceptions among risk groups surfing the smoke-free community network online service (SFC-NOS).

Methods:  All 170 participants who underwent the smoke-free community network online service filled out the smoking perception form including 1. demographic data, 2. smoking perceptions, and 3. attitudes and behaviors related to cigarette smoking.  Totally, there were thirty questionnaire items.  All data were analyzed via both descriptive (e.g., percentage, frequency, mean, S.D) and analytical statistics (e.g., Levene’s test, Multiple Regression Analysis, Multiple Correlation).

Results: Most participants usually smoked cigarettes (40.58%).  Mean value of knowledge relating to cigarette smoking was equal to 2.54 (good levels).  Only thirteen percents of those participants could give up smoking.  The most important factor relating to the quit smoking was health status (45.16%).  A stop all at once method was the most common way to give up smoking (32.35%).  Noticeably, genders and alcohol drinking were the only factors significantly relating to smoking perceptions (p<0.001).  Finally, the result revealed the smoking perceptions of smokers will be improved if smoking behavior is decreased.

Conclusion:  The smoke-free community network online service (SFC-NOS) is an alternative strategy to distribute essential information and smoking cessation services to the risk groups, especially young smokers. 

 

Keywords:    Smoke-Free Community Network Online Service (SFC-NOS) , Online, Smoking Cessation, Smoking Perception

 

บทนำ

ในปัจจุบันมีแนวทางในการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลด ละ เลิก บุหรี่และสารเสพติดชนิดต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี พ.ศ.2554 พบว่า จำนวนผู้ที่สูบบุหรี่สูงถึง 11.5 ล้านคน (ร้อยละ 21.4) ซึ่งอัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับข้อมูลปี 2552 คือ จากร้อยละ 18.1 เป็นร้อยละ 18.4 และอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ก็ลดลงคือ จากปี พ.ศ. 2550 อายุเฉลี่ยคือ 18.5 ปี ในปี พ.ศ. 2554 อายุเฉลี่ยคือ 17.9 ปี และผลสำรวจการได้รับควันบุหรี่มือสองในช่วง 30 วันก่อนของประชากรนอกเขตเทศบาล ใน พ.ศ. 2554 ยังพบว่า ตลาดสดและตลาดนัดถือเป็นสถานที่ที่ประชาชนได้รับควันบุหรี่มือสองมากที่สุด ร้อยละ 69 รองลงมาเป็นที่บ้าน และสถานที่ทำงาน คิดเป็นร้อยละ 41.4 และ 35.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่สูบบุหรี่คือ 15 ปีขึ้นไป1 ซึ่งมาตรการที่ใช้ในปัจจุบันในการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่มีหลายวิธี เช่น การจัดสื่อรณรงค์ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ  การใช้มาตรการทางกฎหมายในเรื่องการปรับ การควบคุมการจำหน่ายให้เด็กหรือเยาวชน การขึ้นภาษีบุหรี่ การใช้สื่อสาธารณะเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ เช่น สปอตรณรงค์ทางโทรทัศน์ วิทยุ รวมทั้งช่องทางการเวบไซต์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ  นอกจากนั้น หน่วยงาน,องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ยังเปิดให้บริการคำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ที่จัดขึ้นตามสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้บริการเลิกสูบบุหรี่กับผู้ที่สนใจ สามารถเข้ารับบริการได้อย่างทั่วถึง เช่น คลินิกฟ้าใส  คลินิกอดบุหรี่ในโรงพยาบาล รวมทั้งมูลนิธิฯและเครือข่ายชุมชนต่างๆ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับพิษภัยและร่วมรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชน  ซึ่งที่ผ่านมา การดำเนินงานทุกภาคส่วนดังกล่าวประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ2 อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคของงานรณรงค์ป้องกันพิษภัยบุหรี่ก็ยังมีให้เห็น เช่น ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของผู้มาขอรับบริการและผู้ให้บริการที่มาก ทำให้การหาเวลาไปรับบริการและการให้บริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ความเป็นส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของตนเอง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการ อาจส่งผลทำให้ไม่อยากไปรับบริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่ในสถานพยาบาลที่มีคนจำนวนมาก3 ซึ่งในปัจจุบัน สื่อออนไลน์ได้เข้ามามี

บทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสังคมออนไลน์สาธารณะ (social media) เช่น twitter, facebook  ทำให้คนส่วนใหญ่หันมานิยมใช้การติดต่อสื่อสารกันทางสังคมออนไลน์มากขึ้น โดยไม่เสียเวลาในการพบปะสื่อสารกันแบบเมื่อก่อน (face-to-face communication) 4

            ดังนั้น เพื่อให้การให้บริการคำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่มีความสะดวก รวดเร็วและตอบสนองต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน รวมทั้งส่งผลทำให้งานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทางทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีภายใต้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (ศจย) จึงได้ริเริ่มพัฒนาบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ ระยะที่ 1 ขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งมีที่อยู่ของเวบไซต์คือ www.smileclinic.org  ในขณะนั้น ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ให้เวบไซต์ดังกล่าวเป็นแหล่งข้อมูล ข่าวสาร ความรู้เรื่องพิษภัยและการเลิกสูบบุหรี่ให้กับประชาชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมมีบริการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่แบบออนไลน์ (online counseling) โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการเปิดให้บริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่เป็นการเปิดบริการแบบนำร่อง (pilot) ในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้เข้ามารับบริการดังกล่าว ซึ่งทีมผู้วิจัยได้นำเอาข้อเสนอแนะต่างๆมาปรับปรุงรูปแบบ เนื้อหาของบริการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ โครงสร้างของบริการออนไลน์ฯยังคงประกอบด้วยเนื้อหาและรูปแบบที่เป็นประโยชน์ เช่น สาระสำคัญเกี่ยวกับบุหรี่ (เช่น ความเป็นมาของบุหรี่ กลไกการติดบุหรี่ นิโคตินกับผลกระทบต่อสุขภาพ, Fragerstrom test วิธีการเลิกสูบบุหรี่ ทักษะการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ (5A) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (stage of change) ควันบุหรี่มือสอง มุมมองทางจิตวิทยาและสังคม ระบาดวิทยาของยาสูบ การขับเคลื่อนภาคประชาชน ศาสนากับการเลิกสูบบุหรี่ กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่) นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มในส่วนของ web-board และช่องทางสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามผู้สูบบุหรี่ โดยผู้สูบบุหรี่และผู้ที่กำลังหาทางเลิกสูบบุหรี่สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย ฝากคำถามและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ ตลอดจนการเข้าถึงข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมการรณรงค์เพื่อการเลิกสูบบุหรี่ของหน่วยงานภาครัฐที่จัดขึ้นตลอดปี เพื่อให้เครือข่ายดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งการขยายเครือข่ายออกไปสู่พื้นที่ต่างๆมากขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในเบื้องต้น ได้มีการสำรวจความพึงพอใจของบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ ทั้งสิ้น 80 ราย  ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการพอใจกับฟังก์ชันการทำงานของโปรแกรม โดยค่าคะแนนความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อบริการอยู่ในระดับดีทุกๆด้าน5 ดังนั้น ตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2556 ถึง พฤษภาคม พ.ศ.2557 ผู้วิจัยได้เปิดให้บริการคำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ผ่านระบบบริการออนไลน์เครือข่ายฯมาโดยตลอด ทั้งนี้มีผู้เข้ามาใช้บริการทั้งสิ้น 5,254 ราย (ข้อมูลล่าสุด วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2557) ในจำนวนนี้ มีผู้ที่ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้พิษภัยบุหรี่ จำนวน 170 ราย  ซึ่งวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือ การประเมินการรับรู้ถึงเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างที่เข้ามารับบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ เพื่อจะนำข้อมูลดังกล่าวไปขยายผลในด้านการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ผ่านทางระบบบริการต่อไป  ทางผู้วิจัยคาดหวังว่าผลการศึกษาที่ได้จะช่วยให้รับทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการความเข้าใจเรื่องพิษภัยบุหรี่ รวมทั้งพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อนำไปวางแนวทางการรณรงค์ ป้องกันการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนต่อไป

วิธีการศึกษา

รูปแบบการศึกษา

การศึกษาเชิงสำรวจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional, survey study)

กลุ่มตัวอย่าง

ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) ภายใต้เกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้ที่เข้ามาใช้บริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่และได้กรอกแบบสอบถามครบถ้วน ในระหว่างช่วงเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2557 (7 เดือน) เท่านั้น   ซึ่งจากสถิติจำนวนผู้ที่เข้ามาใช้บริการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทั้งสิ้น 5,254 ราย พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์การคัดเลือก มีทั้งสิ้น 170 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3.23

 

เครื่องมือวิจัย

แบบสอบถามประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน ดังนี้

1.   ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 10 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ โรคประจำตัว การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ช่วงเวลาที่สูบบุหรี่มวนแรกหลังตื่นนอน และจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน

2.   การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ จำนวน 10 ข้อ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับความเข้าใจการสูบบุหรี่ ผลกระทบทั้งร่างกาย สังคม และคนรอบข้าง

3.   ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จำนวน 10 ข้อ ได้แก่ ข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่ ปัจจัยที่ช่วยในการเลิกสูบบุหรี่  

โดยเนื้อหาและภาษาที่ใช้ในแบบสอบถามได้ผ่านการประเมินค่าความเที่ยง (Content Validity) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ซึ่งเนื้อหาและภาษาที่ใช้ในแบบสอบถามได้รับการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนนำไปใช้จริง นอกจากนั้น แบบสอบถามยังถูกนำไปทดสอบในกลุ่มตังอย่างที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่จะใช้จริง จำนวน 30 ราย เพื่อทดสอบค่าความเชื่อมั่น (reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคโดยรวม (Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 

 

วิธีการศึกษา

  1. หลังจากมีการพัฒนาเวบไซต์เครือข่ายฯเสร็จสิ้น ก็เริ่มเปิดให้บริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่กับประชาชนทั่วไป (www.smileclinic.org)   โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น facebook, UBUwebpage, เวบไซต์กลุ่มศึกษาวิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (กยย) เวบไซต์ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (ศจย) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งผู้เข้ามาใช้บริการออนไลน์ดังกล่าวสามารถค้นหาข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งสามารถพูดคุยขอคำปรึกษาจากทีมผู้ให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ สามารถตั้งกระทู้คำถาม
  2. บนหน้าเวบไซต์จะมีแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้ผู้ใช้บริการออนไลน์เครือข่ายฯ เข้าไปกรอกข้อมูลได้ทันที 
  3. เนื่องจากแบบสอบถามได้พัฒนาเสร็จสิ้น และเริ่มดำเนินการให้ผู้เข้ามาใช้บริการเวบไซต์สามารถกรอกรายละเอียดได้ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2556 เป็นต้นมา  ผู้วิจัยจึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ถึงปัจจุบันคือ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557  ซึ่งจากการรวบรวมครั้งนี้ มีผู้ที่เข้ามาใช้บริการออนไลน์เครือข่ายฯและกรอกแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 170 ราย จากผู้เข้ามาใช้บริการเวบไซต์เครือข่ายฯ ทั้งสิ้น 5,254 ราย (ข้อมูล ณ ปัจจุบัน (26/05/2557))
  4. หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว จึงนำมาวิเคราะห์เชิงสถิติต่อไป 

   

หมายเหตุ: ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้กรอกแบบสอบถามให้เป็นความลับและไม่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ (confidentiality) ทางผู้พัฒนาบริการออนไลน์ฯ กำหนดให้ผู้กรอกแบบสอบถามสร้าง username และ password เป็นของตนเองก่อนเข้าสู่บริการออนไลน์ฯและในการกรอกแบบสอบถามจะไม่มีข้อคำถามที่ให้กรอกข้อมูลใดๆที่เป็นการแสดงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขรหัสประจำตัวประชาชน

การวิเคราะห์ข้อมูล

  1. ข้อมูลส่วนบุคคลได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  2. การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ ถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า (rating scales) ดังนี้
    1. หากข้อมูลเป็นเชิงบวก  “เห็นด้วย” = 3      “ไม่แน่ใจ” = 2       “ไม่เห็นด้วย” = 1
    2. หากข้อมูลเป็นเชิงลบ    “เห็นด้วย” = 1      “ไม่แน่ใจ” = 2       “ไม่เห็นด้วย” = 3

จากนั้น นำค่าที่ได้ไปหาค่าเฉลี่ยรายข้อและค่าเฉลี่ยรวม (mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

  1. ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ
  2. การตรวจสอบความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง (homogeneity of variance) จะอาศัย Levene’s test เพื่อพิจารณาเลือกใช้ independent sample t-test วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้การสูบบุหรี่กับข้อมูลส่วนบุคคล
  3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสูบบุหรี่กับข้อมูลส่วนบุคคล สถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ (multiple correlation)
  4. จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการถดถอย มาสร้างเป็น “สมการทำนายการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่” โดยพิจารณาร่วมกับตัวแปรข้อมูลส่วนบุคคล

 

 

ผลการศึกษา

  1. ข้อมูลส่วนบุคคล

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 57.6) อยู่ในช่วงอายุ 19-25 ปี (ร้อยละ 77.35) มีการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 74.11) ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา (ร้อยละ 76.50) รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 52.94­) นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 82.95) 

          เมื่อสอบถามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า จำนวนผู้ที่ดื่มและไม่ดื่มแอลกอฮอล์มีค่าใกล้เคียง

กัน (49.41 และ 50.59) มีผู้ที่สูบบุหรี่ จำนวน 69 ราย (ร้อยละ 40.58) ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่สูบบุหรี่มวนแรกหลังตื่นนอน 6-30 นาที จำนวน 30 ราย (ร้อยละ 43.47) สูบเฉลี่ยวันละไม่เกิน 10 มวน/วัน (ร้อยละ 55.07) (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1  ข้อมูลส่วนบุคคล (n= 170)

ข้อมูลทั่วไป

จำนวน

ร้อยละ

1.      เพศ (n=170)

-                ชาย

-                หญิง

 

98

72

 

57.60

42.40

2.      อายุ (n=170) (ปี)

-                ต่ำกว่า 18  

-                19-25  

-                26-30  

-                31-35  

-                36-40 ปี

-                มากกว่า 40  

Mean = 23.68   SD. = 8.87    Max =52   Min =15

 

18

123

10

3

7

9

 

10.58

77.35

5.88

1.76

4.11

5.30

3.      ระดับการศึกษา (n=170)

-                ต่ำกว่าประถมศึกษา

-                มัธยมศึกษาตอนต้น

-                มัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา

-                ปริญญาตรี

-                สูงกว่าปริญญาตรี

 

4

13

21

126

6

 

2.35

7.64

12.35

74.11

3.55

4.      อาชีพ (n=170)

-                ข้าราชการ

-                รัฐวิสาหกิจ

-                เกษตรกร

-                ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว

-                อื่นๆ (นักเรียน, นักศึกษา)

 

12

10

12

6

130

 

7.05

5.88

7.05

3.52

76.50

5.      รายได้ (ต่อเดือน) (n=170) (บาท)

-                น้อยกว่า 5,000  

-                5,001 – 10,000  

-                มากกว่า 10,000  

 

90

56

24

 

52.94

32.94

14.12

6.      โรคประจำตัว (n=170)

-                มี

-                ไม่มี

 

29

141

 

17.05

82.95

6.1    กรณีทีมีโรคประจำตัว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

-                หัวใจล้มเหลว

-                วัณโรค

-                หืด

-                เบาหวาน

-                ความดันโลหิตสูง

-                หลอดเลือดในสมองตีบ

-                อื่นๆ (โรคภูมิแพ้)

 

4

5

3

7

7

4

5

 

13.79

17.24

10.34

24.13

24.13

13.79

17.24

7.      ดื่มแอลกอฮอล์ (n=170)

-                ดื่ม

-                ไม่ดื่ม

 

84

86

 

49.41

50.59

8.      สูบบุหรี่ (n=170)

-                สูบ

-                ไม่สูบ

 

69

101

 

40.58

59.42

9.      ช่วงเวลาที่สูบบุหรี่มวนแรกหลังตื่นนอน (นาที) (n= 69)

-                ภายใน 5

-                6-30

-                30-60

-                มากกว่า 60

 

26

30

10

3

 

37.68

43.47

14.49

4.36

10.    จำนวนบุหรี่ที่สูบ (มวนต่อวัน) (n= 69)

-                 21-30

-                11-20

-                น้อยกว่า 10

 

12

39

18

 

17.39

27.54

55.07

 

2.   การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่

พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 2.54 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ยกเว้นบางประเด็น เช่น “การสูบบุหรี่ทำให้คุณมีแรงในการทำงานเพิ่มขึ้น” และ “หากเลิกสูบบุหรี่จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ที่ถูกต้องค่อนข้างต่ำ (Mean =1.94, 1.94 ตามลำดับ) (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 การรับรู้การสูบบุหรี่ (n= 170)

การรับรู้การสูบบุหรี่

ค่าเฉลี่ย (3)

ส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐาน

1. การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ

2.98

.187

2. บุหรี่มือสองทำให้เกิดอันตรายต่อคนรอบข้าง

2.91

.312

3. การสูบบุหรี่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

2.95

.212

4. การสูบบุหรี่ก่อความรำคาญให้คนรอบข้างคุณ

2.84

.382

5. สังคมไทยยอมรับการสูบบุหรี่

2.18

.677

6. การสูบบุหรี่ทำให้คุณมีแรงในการทำงานเพิ่มขึ้น

1.94

.731

7. หากเลิกสูบบุหรี่จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

1.94

.731

8. การสูบบุหรี่สามารถสร้างแรงดึงดูดเพศตรงข้าม

2.58

.677

9. การสูบบุหรี่บ่งบอกว่าคุณเป็นคนทันสมัย

2.64

.650

10. การสูบบุหรี่ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น

2.50

.715

คะแนนเฉลี่ยรวม

2.54

.237

 

 

3.   ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่

ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (ร้อยละ 85.88) ในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่ เคยเลิกสูบบุหรี่

ในช่วงเวลาที่ผ่านมามากกว่า 1 ปี (ร้อยละ 36.23) ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้มีเพียง 9 รายจากทั้งหมด 69 ราย (ร้อยละ 13.04) นอกนั้นส่วนใหญ่แค่คิดแต่ยังไม่เลิก (ร้อยละ 43.47) ในกลุ่มผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้นั้น สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้นานที่สุด คือ 1-2 เดือน 4 ราย (ร้อยละ 44.44) วิธีที่นิยมในการเลิกสูบบุหรี่มากที่สุด คือ การหยุดสูบทันที  (ร้อยละ 32.35) ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ ความกังวลเรื่องสุขภาพ ภาวะความเครียดที่ลดลง ข้อความคำเตือนด้านสุขภาพบนซองบุหรี่ และรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ  (ร้อยละ 45.16, 38.70, 32.25 และ 32.25 ตามลำดับ)

          ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เลิกสูบบุหรี่ ส่วนใหญ่ยังไม่คิดเลิกในช่วงเวลานี้ (ร้อยละ 60) อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ที่เคยเลิกสูบบุหรี่ได้แต่กลับมาสูบซ้ำ พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากเพื่อนชวน ความเครียด และมีเวลาว่างมากเกินไป (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3 ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่

ทัศนคติ/พฤติกรรมการสูบบุหรี่

จำนวน

ร้อยละ

  1. การสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (n = 170)

-                     เห็นด้วย

-                     ไม่แน่ใจ

-                     ไม่เห็นด้วย

  1. คุณเคยคิดที่จะเลิกสูบบุหรี่หรือไม่ (n= 69)

-                     เคย

-                     ไม่เคย

  1. คุณเคยพยายามเลิกสูบบุหรี่ครั้งสุดท้ายเมื่อใด (n= 69)

-                     ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา

-                     ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

-                     ภายใน 1 ปีที่ผ่านมา

-                     มากกว่า 1 ปี

-                     ไม่เคยพยายามเลิกสูบบุหรี่

  1. ผลการเลิกสูบบุหรี่ (n= 69)

-                     สำเร็จ

-                     ไม่สำเร็จ

-                     คิดแต่ยังไม่ลงมือทำ

-                     สำเร็จแต่กลับมาสูบซ้ำ

  1. ระยะเวลาที่เลิกสูบบุหรี่ได้ (n=9)

-                     1-2 เดือน

-                     3-6 เดือน

-                     6 เดือน – 1 ปี

-                     มากกว่า 1 ปี

  1. วิธีการเลิกสูบบุหรี่ (n=31)

-                     การหยุดสูบทันที (หักดิบ)

-                     ใช้ยา

-                     ลดจำนวนมวนบุหรี่ลง

-                     รับคำแนะนำเพื่อเลิกสูบบุหรี่

 

146

14

10

 

52

17

 

15

18

14

25

3

 

9

22

30

8

 

4

3

2

-

 

10

8

7

6

 

85.88

8.23

5.89

 

75.36

24.64

 

21.73

26.08

20.28

36.23

4.32

 

13.04

31.88

43.47

11.61

 

44.44

33.33

22.23

-

 

32.35

25.80

22.58

19.37

 

  1. ปัจจัยช่วยเลิกสูบบุหรี่ (n=31)

-                     ความกังวลเรื่องสุขภาพ

-                     สังคมไทยที่ไม่ยอมรับ

-                     ผลกระทบต่อคนรอบข้างที่ไม่สูบบุหรี่  

-                     ราคาของบุหรี่

-                     รายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ

-                     กฎหมายการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ

-                     ข้อความ คำเตือนด้านสุขภาพบนซองบุหรี่

-                     การยอมรับจากสังคมรอบข้าง

-                     ภาวะความเครียดที่ลดลง

-                     คำขอร้องจากบุคคลในครอบครัว

  1. บุคคลที่ช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ (n=31)

-                     เพื่อน

-                     บุคลากรสาธารณสุข (แพทย์, เภสัชกร)

-                     บุคคลในครอบครัว

-                     บุคคลอื่นๆ

  1. การวางแผนเลิกสูบบุหรี่ (n=30)

-                     ภายในเดือนนี้

-                     ภายใน 1 เดือนข้างหน้า

-                     ภายใน 3 เดือนข้างหน้า

-                     ภายใน 6 เดือนข้างหน้า

-                     ยังไม่ได้วางแผน

  1. การกลับมาสูบซ้ำ (n= 8)

-                     ความเครียด

-                     เพื่อนชวน

-                     ว่าง ไม่มีอะไรทำ

 

14

9

4

9

10

4

10

6

12

8

 

5

4

17

5

 

1

4

5

2

18

 

8

7

5

 

45.16

29.03

12.90

29.03

32.25

12.90

32.35

19.35

38.70

25.80

 

16.12

12.90

54.84

16.14

 

3.33

13.33

16.67

6.67

60

 

100

87.50

62.50

 

 

4.   การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้การสูบบุหรี่กับข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อนำตัวแปรข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้การสูบบุหรี่กับข้อมูลส่วนบุคคล พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลเรื่องเพศและการดื่มแอลกอฮอล์กับการรับรู้การสูบบุหรี่นั้น จากการทดสอบข้อตกลงเบื้องต้นพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีอิสระต่อกัน และเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ (n > 30) ข้อมูลที่ได้จึงมีลักษณะการแจกแจงใกล้เคียงโค้งปกติ 6-8 ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงทดสอบเฉพาะข้อตกลงเบื้องต้นที่เกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างจากประชากรแต่ละกลุ่มต้องมีความแปรปรวนเท่ากัน ผลการทดสอบพบว่า Levene’s test = 13.747 และ 8.69, p= .00 และ .00 ตามลำดับ แสดงว่า ความแปรปรวนของการรับรู้การสูบบุหรี่ระหว่างเพศชายและหญิงไม่เท่ากัน และระหว่างคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์กับคนที่ดื่มไม่เท่ากัน ผู้วิจัยจึงเลือกการทดสอบ t-test แบบ equal variance not assume พบว่า เพศหญิงรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ได้ดีกว่าเพศชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 3.63, p= .001) เช่นเดียวกัน คนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะสามารถรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ได้ดีกว่าคนที่ดื่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 4.16, p= .001)  ส่วนตัวแปรข้อมูลทั่วไปด้านอื่นๆ ไม่มีผลต่อการรับรู้การสูบบุหรี่ในเชิงสถิติ (ตารางที่ 4)

 

5.   การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนของปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามกับการรับรู้การสูบบุหรี่ในภาพรวม

ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานะ อาชีพ  โรคประจำตัว การดื่มแอลกอฮอล์และพฤติกรรมการสูบบุหรี่  มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในภาพรวมระดับปานกลาง (R = 0.578, R2 = 0.300) (ตารางที่ 5)

 

 

ตารางที่ 4  ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสูบบุหรี่กับปัจจัยด้านเพศและการดื่มแอลกอฮอล์

 

การรับรู้การสูบบุหรี่

เพศ1

การดื่มแอลกอฮอล์2

เพศชาย (98)

เพศหญิง (72)

t

sig

ดื่มแอลกอฮอล์ (84)

ไม่ดื่มแอลกอฮอล์  (86)

t

sig

 

ภาพรวม

Mean

S.D

Mean

S.D

Mean

S.D

Mean

S.D

2.49

0.26

2.62

0.18

3.63

.001

2.47

0.26

2.61

0.19

4.16

.001

1 Levene’s test = 13.747, sig = .00

2 Levene’s test = 8.69, sig = .00

 

ตารางที่ 5 การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้การสูบบุหรี่

R

R Square

Adjusted R Square

Std. Error of the Estimate

.578

0.334

0.300

0.198

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลอย่างน้อย 1 ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (F=9.949, p=.001) (ตารางที่ 6)

 

ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับการรับรู้การสูบบุหรี่ในภาพรวม

แหล่งความแปรปรวน

Sum of Squares

df

Mean Square

F

Sig.

        Regression

3.122

8

.390

9.949

.000**

        Residual

6.237

159

.039

   Total

9.359

167

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เคราะห์ถดถอยพหุคูณระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ พบว่า มีเพียงปัจจัยส่วนบุคคลด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ที่ส่งผลต่อการรับรู้ที่ถูกต้องการสูบบุหรี่ในภาพรวม อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ (b= .534) หมายความว่า ถ้าผู้ตอบแบบสอบถามเปลี่ยนพฤติกรรมจากการสูบบุหรี่เป็นเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในภาพรวมเพิ่มขึ้น 0.534 หน่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (ตารางที่ 7)

 

      ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับการรับรู้การสูบบุหรี่ในภาพรวม

ตัวแปร

Unstandardized Coefficients

Standardized Coefficients

t

Sig

(p<.05)

VIF

B

Std. Error

Beta

(Constant)

2.370

.199

11.916

.000

2.162

เพศ

-.057

.046

-.118

-1.245

.215

2.657

อายุ

.006

.021

.029

.277

.782

1.447

ระดับการศึกษา

.004

.024

.014

.182

.856

2.294

สถานะ

-.082

.047

-.173

-1.763

.080

1.841

อาชีพ

-.037

.015

-.215

-2.101

.061

1.169

การมีโรคประจำตัว

.011

.044

.017

.249

.804

1.865

การดื่มแอลกอฮอล์

.040

.042

.085

.961

.338

1.903

พฤติกรรมการสูบบุหรี่

.257

.043

.534

5.977

.000**

2.162

R = 0.578 , R2 = 0.334

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อได้ปัจจัยส่วนบุคคลด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ที่มีผลต่อการทำนายการรับรู้การสูบบุหรี่แล้ว จึงนำมาพัฒนาเป็นสูตรสมการทำนายการรับรู้การสูบบุหรี่ในภาพรวม ได้ดังนี้

สมการทำนายรูปคะแนนดิบ

 

 สมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน

 

 

หมายเหตุ a Sig ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01

 

วิจารณ์

จากข้อมูลการตอบแบบสอบถามบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ พบว่า ข้อมูลการรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ (ตารางที่ 2) ถึงแม้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ เช่น พิษภัยบุหรี่ ผลกระทบด้านร่างกาย สังคมและคนรอบตัว อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องบางประการ เช่น คนจำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าหลังจากเลิกสูบบุหรี่จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น สาเหตุเกิดจากอัตราการเผาผลาญพลังงานลดลง, อัตราการบีบตัวของทางเดินอาหาร (gastric emptying) ลดลงและการรับรู้รสชาติอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ในช่วง 1-3 เดือนแรกจะรับประทานอาหารได้มากขึ้น ส่งผลน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น9 ซึ่งการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สื่อสาธารณะได้แก่ รายการโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์และการเรียนรู้ในห้องเรียน จะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่และเมื่อเลิกสูบบุหรี่ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย  นอกจากนี้ วิธีการในการเลิกสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือ การหยุดสูบทันที (stop all at once)  ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมโรคทรวงอก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พบว่าวิธีที่ได้ผลในการทำให้เลิกสูบบุหรี่มากที่สุดคือ การหยุดสูบทันที  ถึงแม้ว่าอัตราการล้มเหลวด้วยวิธีการดังกล่าวจะสูงในกลุ่มผู้ที่ติดบุหรี่มาก  แต่ในกลุ่มที่สูบบุหรี่ไม่มาก วิธีการดังกล่าวถือเป็นวิธีการที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ต้องเลิกสูบบุหรี่ประสบผลสำเร็จได้มาก เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น เช่น การลดจำนวนมวนบุหรี่ 10  ในด้านปัจจัยที่สงเสริมให้เลิกสูบบุหรี่ พบว่าปัญหาสุขภาพ คำเตือนบนซองบุหรี่ รายได้ที่จำกัด มีส่วนช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ได้ เนื่องจากทุกคนย่อมรักชีวิตของตนเอง ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วย คนเหล่านี้จะพยายามดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นและดำรงชีวิตต่อไปได้ ทำให้การลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเช่น การเลิกสูบบุหรี่สามารถนำมาใช้อย่างได้ผล 11 นอกจากนี้ ภาพคำเตือนต่างๆ เกี่ยวกับพิษภัยบุหรี่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่กำลังสูบบุหรี่บางราย ตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากภาพคำเตือนดังกล่าวค่อนข้างสะเทือนความรู้สึกของผู้ที่สูบบุหรี่ และช่วยเปลี่ยนทัศนคติของผู้ที่สูบบุหรี่ให้หันมาดูแลตนเองก่อนที่จะมีอาการเหมือนผู้ป่วยในภาพคำเตือน ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ของประเทศไทยและบราซิล มีส่วนช่วยให้เกิดแรงผลักดันให้เลิกสูบบุหรี่ได้สูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ 12 ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ที่เข้มแข็ง

          จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสูบบุหรี่กับข้อมูลส่วนบุคคล พบว่าเพศและการดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อการรับรู้ เนื่องจากเพศหญิงมักมีพฤติกรรมในด้านการดูแลตนเองเกี่ยวกับสุขภาพ ความปลอดภัยด้านร่างกายมากกว่าเพศชาย นอกจากนี้ สังคมมีอิทธิพลต่อเพศชายมากกว่าเพศหญิง กล่าวคือ เพศชายต้องการการยอมรับจากคนรอบข้าง การมีปฏิสัมพันธ์ ดังนั้นจึงมีโอกาสเสี่ยงในการใช้ชีวิตมากกว่าเพศหญิง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เที่ยวเตร่ การทะเลาะวิวาท ดังนั้นการรับรู้เรื่องบุหรี่ในด้านพิษภัย ผลกระทบด้านร่างกาย สังคม และคนรอบข้างของเพศหญิงจึงอาจมีมากกว่าเพศชายเช่นกัน13 ส่วนคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะรับรู้เรื่องการสูบบุหรี่ได้มากกว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์  เนื่องจากเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ สติสัมปชัญญะ ความคิด การไตร่ตรองในเรื่องต่างๆจะลดลง เพราะแอลกอฮอล์จะลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท14,15 ดังนั้น การปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชนเป็นสิ่งที่ครอบครัว โรงเรียน จำเป็นต้องให้ความสำคัญและพยายามสื่อสารค่านิยมที่ถูกต้องให้กับคนรุ่นต่อๆไป

จากสมการทำนายคะแนนมาตรฐาน พบว่าการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่  โดยถ้าผู้สูบบุหรี่ตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ การรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้น 0.534 หน่วย (ตารางที่ 7) ทั้งนี้ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเรื่องของอันตรายที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ 16 นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่น คิดว่าหากตนเองต้องเลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถเลิกได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องและถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เยาวชนยังไม่เลิกสูบบุหรี่ ดังนั้น หากสามารถปรับเปลี่ยนความคิดให้ถูกต้องมากขึ้นจะทำให้การรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ดีขึ้น และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่จากเดิมสูบเป็นเลิกสูบบุหรี่ได้เช่นกัน 17  โดยผู้ให้การช่วยเหลือจำเป็นต้องศึกษาและวางแผนการปรับความเข้าใจที่ถูกต้องให้ผู้สูบเป็นรายๆไป 18

          การศึกษาครั้งนี้ ยังอาศัยช่องทางในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์การให้บริการข้อมูล ข่าสาร ตลอดจนการขอรับคำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ผ่านทางเครือข่ายออนไลน์  ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านสารสนเทศได้ก้าวไปไกล ทำให้การติดต่อสื่อสารอาศัยสื่อสังคมออนไลน์ที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายในการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการภายในเวลาอันสั้น 19  ดังนั้น จึงมีการประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์ในการรณรงค์ป้องกันไม่ให้สูบบุหรี่ ซึ่งแนวทางที่สำคัญของการใช้สื่อออนไลน์ประกอบด้วย 1. การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ 2. ประชาสัมพันธ์บริการรูปแบบต่างๆในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ เช่น Quitline 1600, 1800-QUIT-NOW, การขอคำปรึกษาผ่านทางห้องสนทนา (Chat-room) หรือการสื่อสารผ่านทาง Line เพื่อขอคำแนะนำในการเลิกสูบบุหรี่ และ 3. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานบริการที่ให้คำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่ 20-22  ซึ่งบริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่ (www.smileclinic.org) เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่กำลังมองหาข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาผ่านทางห้องสนทนา หรือฝากคำถามผ่านทางเวบบอร์ด (web-board)   นอกจากนี้ เครือข่ายฯดังกล่าวยังจัดหาคลิปให้ความรู้ในเรื่องพิษภัยบุหรี่ ขั้นตอนการเลิกสูบบุหรี่ การเตรียมตัวก่อนการเลิกสูบบุหรี่ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องเลิกสูบบุหรี่ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เหมาะสม  ทั้งนี้ พบว่าผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมและอุดมศึกษา 20 โดยที่เนื้อหา ข้อมูลของสื่อรูปแบบต่างๆที่กล่าวไปต้องเข้าใจง่าย น่าสนใจ สร้างสรรค์ และมีความเหมาะสมกับคนในแต่ละวัย23  นอกจากนี้ ยังพบว่าสื่อออนไลน์ที่ใช้ในงานรณรงค์และให้บริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่กับประชาชน ที่ได้รับการพัฒนามาจากหน่วยภาครัฐ สถาบันการศึกษาและชุมชนต่างๆ มีการนำเสนอข้อมูลด้านการณรงค์ต่อต้านการเลิกสูบบุหรี่สูงกว่าสื่อออนไลน์จากหน่วยงานอื่นๆ23  อาจเนื่องจากเนื้อหา ข้อมูลจากสื่อออนไลน์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ง่าย อ่านเข้าใจ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทันท่วงที ดังนั้น การนำสื่อออนไลน์มาใช้ในงานรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จำเป็นต้องมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานระดับชุมชน เพื่อให้งานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่หรือหารให้บริการกับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อจำกัดที่พบในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้วิจัยไม่สามารถติดตามผลการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่เข้ามาใช้บริการออนไลน์เครือข่ายได้ เนื่องจากผู้รับบริการไม่ได้ให้ข้อมูลการติดต่อ ดังนั้น ผู้ให้คำปรึกษาจำเป็นต้องขอรายละเอียดการติดต่อ เช่น เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล  เพื่อให้ผู้ให้คำปรึกษาสามารถติดตามผลการบำบัดได้ นอกจากนั้น อาจใช้สื่อสังคมออนไลน์มาช่วยในการติดตาม เช่น facebook, Line, Twitter, Quitline 1600 เป็นต้น หากผู้รับบริการต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมหรือการบำบัดด้วยยาเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ ก็สามารถแนะนำสถานบริการ เช่น คลินิกฟ้าใส หน่วยบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลใกล้เคียงกับผู้รับบริการได้เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ 

 

สรุป

บริการออนไลน์เครือข่ายชุมชนคนเลิกสูบบุหรี่(SFC-NOS) ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล ข่าวสาร และให้บริการคำปรึกษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่นี้ เป็นอีกวิธีที่นำใช้ในขั้นตอนการให้บริการเพื่อเลิกสูบบุหรี่โดยเฉพาะกับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง ซึ่งจากการสำรวจการรับรู้เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้การสูบบุหรี่ในระดับดี เช่น พิษภัยบุหรี่ ผลกระทบต่อสุขภาพ สังคมและคนรอบข้าง ทั้งนี้ปัจจัยเรื่องเพศและการดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง นอกจากนั้น การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และประเมินผลรูปแบบการให้บริการดังกล่าวมีความสำคัญ เพื่อให้คนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่เข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กิตติกรรมประกาศ

ผู้ประพันธ์ขอขอบพระคุณศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (ศจย) ที่ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณดำเนินงานวิจัยครั้งนี้ และทีมงานคลินิกฟ้าใส รวมทั้งบุคลากร, นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและพื้นที่อื่นๆที่ให้ความร่วมมือในด้านการพัฒนาเวบไซต์ดังกล่าว เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเข้ามาใช้บริการ นอกจากนั้น ขอขอบพระคุณอาจารย์อนุชิต สิงห์คำ ที่ช่วยพัฒนาเวบไซต์เครือข่ายฯจนสำเร็จได้ด้วยดี และนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการศึกษาในครั้งนี้

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ข้อมูลสถิติคนไทยสูบบุหรี่และดื่มสุรา.  สำนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค .  กระทรวงสาธารณสุข.  15 มีนาคม พ.ศ. 2555.   Cited May 26, 2014.   Available from: http://www.ddc.moph.go.th/pnews/showimgdetil.php?id=540. 
  2. Chaikoolvatana C, Chaikoolvatana A, Saisign N, Singkham A, Worraratkul S, Toomrin A.  The development and satisfaction survey of smoke-free community network online service (SFC-NOS): phase I.  Srinagarind Med J 2014; 29: 18-26.
  3. Stamford BA, Matter S, Fell RD, Papanek P.   Effects of smoking cessation on weight gain, metabolic rate, caloric consumption, and blood lipids.  Am J Clin Nutri 1986; 43: 486-94.
  4. American Lung Association. Trends in Tobacco Use. 2011. Available from: www.lungusa.org/finding-cures/our-research/trend-reports/Tobacco-Trend-Report.pdf on January 30, 2014.
  5. Hammond D, Fong GT, McNeill A, Borland R, Cumming KM.  Effectiveness of cigarette warning labels in informing smokers about the risks of smoking: findings from the international control four country Study.  Tob Control 2006; 15 (Suppl III): 19-25.

6.    ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ. เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาโครงงาน. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์ดี, 2540.

7.    บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์.  ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551.

  1. เพ็ญภัคร พื้นผา. การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุพหุระดับของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.

9.    International Tobacco Control Policy Evaluation Project (ITC).  Health Warnings on Tobacco Packages.  ITC Cross-Country Comparison Report. University of Waterloo, 2012. Available from: http://www.itcproject.org/documents/keyfindings/crosscountry-comparisons/itc-crosscountrylabelfinalwebpdf. [cited January 18, 2013].

10. Steger MAE, Witt SL. Gender differences in environmental orientations: a comparison of publics and activists in Canada and the U.S. Western Political Quarterly 1989; 42: 627–49.

11. Canadian Addiction Survey (CAS): A national survey of Canadians’ use of alcohol and other drugs: prevalence of use and related harms: detailed report. Toronto, 2005.

12. Thakore S, Ismail Z, Jarvis S,Payne E, Keetbaas S, Payne R, Rothenburg L.  The Perceptions and habits of alcohol consumption and smoking among Canadian medical students.  Acad Psychiatr 2009; 33: 194-7.

13. Arnett JJ. Optimistic bias in adolescent and adult smokers and nonsmokers. Addict Behav 2000; 25: 625-32.

14. Slovic P.  Rejoinder: The perils of Viscusi’s analysis of smoking risk perceptions. J Behav Decis Making 2000; 13: 273–6.

15. Harris JK, Muratovic AK, Herbers SH, Moreland-Russell S, Cheskin R, Lindberg KA.  Perceptions of personal risk about smoking and health among Bosnian refugees living in The United States.  J Immigrant Minority Health 2011; 33: 123-9.

16. US Department of Commerce.  A nation online: how Americans are expanding their use of the internet.  Washington DC, February 2002.

17. Fox S, Rainie L.  How internet users decide what information to trust when they or their loved one are sick.  Cited January 12, 2014.  Available from: http://www.pewinternet.org. 

18. McAfee T, Davis KC, Alexander RL Jr, Pechacek TF, Bunnell R.  Effects of the first federally funded US antismoking national media campaign.  The Lancet 2013; 382(9909): 2003-11.

19. Center of Disease Control and Prevention (CDC). Increase in quitline calls and smoking cessation website visitors during a national tobacco education campaign- February 10, 2014.  MMWR 2012; 61: 667-70.

20. Wallack L.  Mass media and health promotion: promise, problem, and challenge.  In : Atkins C, Wallack L, (eds).  Mass communication and public health:  complexities and conflicts.  Thousand Oaks, CA: Sage; 2000: 41-51.

21. Lin CA, Hullman GA.  Tobacco prevention messages online: social marketing via the web.  Health Communi 2005; 18: 177-93.

22. Kng Kwee Keng.  Effectiveness of smoking cessation service.  Ann Acad Med 2012; 41: 230-32.

23. Baruah TD.  Effectiveness of social media as a tool of communication and its potential for technology enabled connections: a micro-level study.  Intl J Sci Res Public 2012; 2: 1-10.

 

 

 

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0