Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Patterns of Vital Signs and Hematological Changes among Dengue Patients with Positive NS1 Antigen in the Emergency Department, Srinagarind Hospital in the Year 2013

รูปแบบสัญญาณชีพและการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ NS1 แอนติเจนให้ผลบวก ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ปี 2556

Korakot Apiratwarakul (กรกฏ อภิรัตน์วรากุล) 1, Kamonwon Ienghong (กมลวรรณ เอี้ยงฮง) 2, Wiparat Sukawanitchai (วิภารัตน์ สุขวานิชชัย) 3, Dhanu Gaysonsiri (ดนุ เกษรศิริ) 4, Warittha Srisonsanee (วริษฐา ศรีสันสนีย์) 5




หลักการและวัตถุประสงค์: การดำเนินของโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพและโลหิตวิทยาของผู้ป่วย องค์การอนามัยโลกจึงได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวมากำหนดช่วงเวลาที่จะให้การรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกในระยะต่างๆ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์อาจมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพและโลหิตวิทยาที่แตกต่างไปจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่มีผลตรวจ NS1 แอนติเจนให้ผลบวก ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก ในการที่จะปรับช่วงเวลาที่จะให้การรักษาตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกต่อไป

วิธีการศึกษา: ทำการเก็บข้อมูลที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2556 ถึง 31 ธันวาคม 2556 จากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยตาม ICD-10 ในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (Accident and Emergency Information System: AEIS® ) 3 กลุ่ม คือไข้ที่ยังไม่สามารถจำแนกชนิด (undifferentiated fever), ไข้เดงกี (dengue fever) และไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) จากนั้นจึงค้นหาผลการตรวจ NS1 แอนติเจนในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยโรงพยาบาลศรีนครินทร์แล้วจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิกาย ค่าความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงและปริมาณเกล็ดเลือดมาบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลการศึกษา

ผลการศึกษา: พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจ NS1 แอนติเจนแล้วให้ผลบวกมีทั้งสิ้น 1,047 ราย อุณหภูมิกายเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 ของอาการป่วยโดยจะมีอุณหภูมิกายสูงสุดในวันที่ 3 ของอาการป่วย คือ 39.23 องศาเซลเซียส หลังจากมีอาการป่วยในวันที่ 1 ค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีค่าสูงสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ (ร้อยละ 40.91) จากนั้นปริมาณเกล็ดเลือดจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งต่ำสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ ซึ่งมีค่า 81,040 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร 

สรุป: รูปแบบการเปลี่ยนแปลงด้านความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงและปริมาณเกล็ดเลือดเกิดช้ากว่าข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

คำสำคัญ : ไข้เลือดออก, NS1แอนติเจน, ฉุกเฉิน

 

Background and Objectives: The onset of Dengue fever is associated with changes in vital signs and hematology in patients. The World Health Organization has recommended using this information to classify and treat Dengue patients in different stages of the disease. Patients admitted for treatment of Dengue fever at Srinagarind Hospital may exhibit different changes in vital signs and hematology from those described by the World Health Organization. This study aimed to evaluate such changes in patients admitted in Srinagarind Hospital who tested positive for the Dengue NS1 antigen. The data from this study will be useful to physicians who treat Dengue patients, and will help in adapting Dengue treatment to the guidelines set by the World Health Organization.

Methods: Data was collected in the Emergency Department at Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University, between January 1, 2013 and December 31, 2013 from patients who had been diagnosed by ICD-10 operating system, data management system (Accident and Emergency Information System: AEIS®). Patients were divided into three groups according to symptoms: those with an undifferentiated fever, those with dengue fever and those with dengue hemorrhagic fever. For each patient, the NS1 antigen test results, body temperature and concentration of red blood cell and platelet were recorded.

Results: A total number of 1,047 patients with positive test for the NS1 antigen were followed up. Body temperature rose during days 1-3 of the illness, with a maximum temperature of 39.23oC on the third day of the illness. The hematocrit increased steadily after day 1, and reached a maximum of 40.91 %  on day 6 of the illness. Platelet count steadily decreased, reaching a minimum of 81,040 per cubic millimeter on day 6 of fever.

Conclusion: The pattern of changes we observed regarding the concentration of red blood cells and platelets of Dengue patients was slower than those described by the World Health Organization.

Keywords: dengue, NS1Antigen, Emergency

 

บทนำ

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคระบาดที่มีการติดต่อโดยมียุงเป็นพาหะ (Aedes mosquitoes)  โดยเมื่อศึกษาสถิติจำนวนผู้ป่วยย้อนหลังพบว่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นมากกว่า      30 เท่า ซึ่งในส่วนการกระจายตัวของพื้นที่พบว่าอยู่ในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรโดยข้อมูล ขององค์การอนามัยโลก1พบว่าจำนวนผู้ป่วยระหว่างปีพ.ศ. 2543 – 2550 มีจำนวน 925,896 รายกระจายตัวในกว่า 60 ประเทศ  ในส่วนของทวีปเอเชียพบว่าประชากรจำนวนกว่าร้อยละ 70 อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้เลือดออก ซึ่งทำให้องค์การอนามัยโลกจัดตั้ง แผนยุทธศาสตร์เพื่อจัดการโรคไข้เลือดออกระหว่างปีพ.ศ. 2551 – 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรดาประเทศสมาชิกร่วมกันค้นหา แยกแยะ วิจัยเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อพิจารณาประเทศสมาชิกในทวีปเอเชีย พบว่ามี 8 ประเทศ ที่เป็นแหล่งระบาดที่สำคัญ อันประกอบไปด้วย ประเทศบังกลาเทศ  อินเดีย  อินโดนีเซีย  มัลดีฟ  พม่า ศรีลังกา ติมอร์ และไทย

ในส่วนของประเทศไทย ข้อมูลพบว่า การกระจายตัวของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกมีอยู่เกือบทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดตราด  เชียงราย  เพชรบูรณ์  พิษณุโลก  กำแพงเพชร และกรุงเทพมหานคร โดยข้อมูลในปี พ.ศ. 2550 พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 58,836 ราย ซึ่งอัตราการเสียชีวิตพบว่าต่ำกว่าร้อยละ 0.2  แต่ในปีพ.ศ. 2556 พบการระบาดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก4 โดยข้อมูลของกรมควบคุมโรค2 ตั้งแต่  1 มกราคม – 31 กรกฎาคม 2556  พบจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 87,533 ราย

เมื่อพิจารณาลักษณะทางคลินิกของโรคไข้เลือดออก พบว่าอาการและอาการแสดงของโรคไข้เลือดออกมีหลากหลายรูปแบบทั้งมาด้วยอาการไข้ ไอ น้ำมูก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือขาดน้ำ เลือดออกง่าย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองทั้งที่ไม่ได้รับการรักษา แต่ก็มีผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งที่การดำเนินโรคพัฒนาจนมีภาวะรุนแรงเกิดขึ้นเกิดการรั่วของพลาสมาในเส้นเลือดส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำ รวมไปถึงมีปริมาณเกล็ดเลือดที่ลดต่ำลง ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการให้สารน้ำทางเส้นเลือดเพื่อทดแทนการรั่วของพลาสมา ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า การรักษาด้วยการให้สารน้ำทางเส้นเลือดนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิต1ได้ต่ำกว่าร้อยละ 1 ซึ่งการทำนายผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกว่ารายใดจะมีอาการรุนแรงนั้นทำได้ยาก ดังนั้นการคัดกรอง, การจัดกลุ่มผู้ป่วยและการประเมินอาการอย่างต่อเนื่อง จะลดภาวะไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ ในส่วนของการคัดกรอง และจัดกลุ่มผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไข้เลือดออกนั้น สามารถแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มไข้ที่ยังไม่สามารถจำแนกชนิด (undifferentiated fever)  กลุ่มไข้เดงกี (dengue fever) และกลุ่มไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) ซึ่งการจะวินิจฉัยภาวะไข้เลือดออกในกลุ่มต่างๆ ต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ การตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการประกอบกัน โดยอาการจะประกอบด้วยอาการไข้สูง ปวดตามร่างกาย เหนื่อยเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นแดงตามร่างกาย ในส่วนของการตรวจร่างกาย      มักตรวจพบภาวะขาดน้ำ กดเจ็บที่ชายโครงขวา และการทำ Tourniquet test ให้ผลบวก ในส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการนั้นมีการตรวจหลายวิธีด้วยกัน3 เช่น การตรวจหาแอนติเจน (NS1 detection)    การตรวจหาไวรัส (Virus isolation RNA detection ) และการตรวจหาแอนติบอดี (IgG, IgM) ซึ่งเมื่อพิจารณาในแต่ละวิธีนั้นพบว่ามีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงต้องเลือกให้เหมาะสม

ในส่วนของแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์     คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมากจากจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1,500 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่สงสัยภาวะไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับลักษณะรูปแบบของสัญญาณชีพและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการแตกต่างไปจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก โดยช่วงที่มีไข้สูงจะยาวนานกว่า และระยะที่มีเกล็ดเลือดลดลงก็จะเกิดช้ากว่า  ซึ่งส่งผลให้แนวทางการรักษาและการนัดติดตามการรักษาเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงทำให้คณะผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษารูปแบบสัญญาณชีพและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยที่ NS1 แอนติเจนให้ผลบวก

วิธีการศึกษา

เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงพรรณนาของผู้ป่วยที่มี NS1 แอนติเจนให้ผลบวก ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์เปรียบเทียบกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในด้านรูปแบบสัญญาณชีพและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยงานวิจัยนี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลขที่ HE561323   เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556  โดยมีเกณฑ์คัดเข้า (inclusion criteria) ดังนี้

1.    เป็นผู้ป่วยที่มาใช้บริการที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556

2.    ได้มีการเจาะเลือดที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อตรวจ NS1 แอนติเจน และผลตรวจให้ผลบวก

เกณฑ์คัดออก (exclusion criteria) ประกอบด้วย

1.    กรณีบันทึกข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่สามารถค้นหาได้จากระบบโรงพยาบาล

2.    กรณีผู้ป่วยมีผลตรวจ NS1 แอนติเจนจากโรงพยาบาลอื่น แต่ไม่ได้เจาะเลือดที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์

เมื่อผู้ป่วยมาใช้บริการที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2556 จะมีขั้นตอนการใช้บริการเริ่มจากผู้ป่วยทำการกรอกประวัติเพื่อทำบัตรโรงพยาบาล จากนั้นเจ้าหน้าที่เวชระเบียนทำการบันทึกข้อมูล, ผู้ป่วยจะได้รับหมายเลขโรงพยาบาล (hospital number : HN) จากนั้นผู้ป่วยจะมาวัดสัญญาณชีพ ( vital signs ) แล้วจึงเข้ามารอเรียกตรวจตามลำดับก่อนหลังและตามระดับความรุนแรงของอาการป่วย ในรายที่สงสัยไข้เลือดออก แพทย์ที่ตรวจจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ NS1 แอนติเจน ซึ่งผลการตรวจ NS1 แอนติเจนนี้จะแสดงผลในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย โรงพยาบาลศรีนครินทร์  ซึ่งหลังจากให้การดูแลรักษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะนำการวินิจฉัยโรคตามมาตรฐาน  ICD-10 บันทึกการวินิจฉัยลงในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์    ( Accident and Emergency Information System : AEIS® )

ดังนั้นการเก็บข้อมูลจึงค้นหาจากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยตาม ICD-10 ในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์  3 กลุ่ม คือ กลุ่มไข้ที่ยังไม่สามารถจำแนกชนิด   กลุ่มไข้เดงกีและกลุ่มไข้เลือดออก จากนั้นจึงค้นหาผลการตรวจ NS1 แอนติเจนในระบบปฏิบัติการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย โรงพยาบาลศรีนครินทร์  แล้วจึงนำข้อมูลมาบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลการศึกษา (แผนภูมิที่ 1)

 

แผนภูมิที่ 1  แสดงขั้นตอนการเก็บข้อมูล

 

ประชากรเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยที่มาใช้บริการที่แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2556  มีจำนวนทั้งสิ้น 69,681 ราย เมื่อพิจารณาข้อพิจารณาการคัดเข้าและคัดออก พบว่าเหลือประชากรตัวอย่างจำนวน 1,047 ราย

คำนิยามเชิงปฏิบัติการ

1.    ผู้ป่วยฉุกเฉิน หมายถึง  บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน         ซึ่งเป็นภยันตราย  

ต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ จำเป็นต้องได้รับการประเมิน การจัดการและการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บ

2.    NS1 แอนติเจน หมายถึง สารโปรตีนที่สร้างจากไวรัส มีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีภาวะไข้เลือดออก

3.    แอนติเจน หรือ สารก่อภูมิต้านทาน หมายถึง  สารใดๆ ที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว (adaptive immune response) แอนติเจนมักเป็นสารที่แปลกปลอมหรือเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งเมื่อเข้ามาในร่างกายแล้วจะถูกจับโดยแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ

4.    ไข้ที่ยังไม่สามารถจำแนกชนิด (undifferentiated fever) หมายถึง ไข้ในระยะ1-3 วันแรก ที่ยังไม่ได้แสดงอาการของโรคชัดเจนจึงไม่สามารถหาสาเหตุของไข้ได้ ซึ่งส่งผลต่อการวินิจฉัยแยกโรค

5.     ไข้เดงกี (dengue fever) หมายถึง  โรคติดเชื้อซึ่งระบาดในเขตร้อน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ผู้ป่วยจะมีอาการหลายระบบ เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และมีผื่น

6.    ไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) หมายถึง โรคติดเชื้อซึ่งระบาดในเขตร้อน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีมีอาการของโรครุนแรงกว่าไข้เดงกี เช่น ทำให้มีเลือดออกง่าย มีเกล็ดเลือดต่ำ และมีการรั่วของพลาสมา 

 

ผลการศึกษา

เมื่อพิจารณาช่วงอายุของประชากรตัวอย่างพบว่าช่วงอายุที่มีปริมาณมากที่สุด คือช่วงอายุระหว่าง16-20 ปี รองลงมาคือช่วงอายุ 21-25 ปี และ 11-15 ปี ตามลำดับ โดยค่าเฉลี่ยของอายุคือ  19.33 + 10.84 ปี (รูปที่ 1)

 

 

รูปที่ 1 แสดงช่วงอายุ

 

เมื่อพิจารณาเรื่องอุณหภูมิกายพบว่าประชากรตัวอย่างจะมีอุณหภูมิกายเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 ของอาการป่วยโดยจะมีอุณหภูมิกายสูงสุดในวันที่ 3 ของอาการป่วย คือ 39.23 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 4 ของอาการป่วยอุณหภูมิกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ (รูปที่ 2)

 

รูปที่ 2 แสดงอุณหภูมิกาย

เมื่อพิจารณาเรื่องความดันซิสโทลิก พบว่าเมื่อเข้าสู่วันที่ 4 – 6 ของอาการป่วย จะมีระดับลดต่ำลงจากนั้นจะเพิ่มขึ้นตั่งแต่วันที่ 7 ของอาการป่วยเป็นต้นไป (รูปที่ 3)

 

รูปที่ 3 แสดงความดันซิสโทลิก

 

เมื่อพิจารณาเรื่องความดันไดแอสโทลิก พบว่ามีค่าสูงสุดในวันที่ 3 ของอาการป่วยคือ 70.26 มิลลิเมตรปรอท จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 4 – 7 ของอาการป่วย จะมีระดับลดต่ำลง (รูปที่ 4)

 

รูปที่ 4 แสดงความดันไดแอสโทลิก

เมื่อพิจารณาเรื่องอัตราการเต้นของชีพจร พบว่าหลังจากมีอาการไข้ในวันที่ 1  จะมีอัตราการเต้นของชีพจรสูงสุด คือ 114 ครั้ง/นาที หลังจากนั้นอัตราการเต้นของชีพจรจะค่อยๆลดลง จนเริ่มคงที่ในช่วงวันที่ 7 -10 ของอาการไข้ (รูปที่ 5)

 

รูปที่ 5 แสดงอัตราการเต้นของชีพจร

เมื่อพิจารณาเรื่องค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดพบว่า หลังจากมีอาการป่วยในวันที่ 1  ค่าความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสูงสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ ซึ่งมีค่า 40.91 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดจะลดลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ค่าปกติในช่วงวันที่ 8-10 ของไข้ (รูปที่ 6)

 

รูปที่ 6 แสดงค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมด

เมื่อพิจารณาเรื่องเกล็ดเลือด พบว่า หลังจากมีอาการป่วยในวันที่ 1  ปริมาณเกล็ดเลือดจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งต่ำสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ ซึ่งมีค่า 81,040 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร  จากนั้นปริมาณเกล็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ค่าปกติในช่วงวันที่ 10 ของไข้ (รูปที่ 7)

รูปที่ 7 แสดงปริมาณเกล็ดเลือด

วิจารณ์

          เมื่อเปรียบเทียบช่วงอายุที่พบการระบาดจากการศึกษาพบว่าช่วงอายุ 16-20 ปี เป็นช่วงที่มีการระบาดมากที่สุด รองลงมาคือช่วงอายุ 21-25 ปี และ 11-15 ปี ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา2 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่พบช่วงอายุ 5-9 ปี เป็นช่วงที่มีการระบาดมากที่สุด สาเหตุอาจเกิดจากการกระจายตัวของประชากรในสถานที่ที่ทำการศึกษา เนื่องจากการเก็บข้อมูลของผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่มีผู้รับบริการหลักเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยประกอบกับเป็นสถานที่พักอาศัยของนักศึกษาจำนวนมากที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-22 ปี  ทำให้ช่วงอายุที่พบการระบาดมากที่สุดอยู่ในช่วง 21-25 ปี

 

รูปที่ 8 แสดงลักษณะทางคลินิกและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

          เมื่อเปรียบเทียบด้านอุณหภูมิกายพบว่าจากการศึกษาจะมีอุณหภูมิกายเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 ของอาการป่วยโดยจะมีอุณหภูมิกายสูงสุดในวันที่ 3 ของอาการป่วย คือ 39.23 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 4 อุณหภูมิกายจะเริ่มลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (รูปที่ 8) พบว่าใกล้เคียงกัน โดยส่วนใหญ่ของการศึกษาผู้ป่วยจะมีไข้สูง (high grade fever) ในช่วง 3 วันแรกเมื่อเข้าสู่    วันที่ 4 เป็นต้นไปอุณหภูมิกายก็จะเริ่มลดลง

          เมื่อเปรียบเทียบการศึกษาด้านค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดพบว่า หลังจากมีอาการป่วยในวันที่ 1  ค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสูงสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ ซึ่งมีค่าร้อยละ  40.91 โดยเมื่อพิจารณาแนวโน้มการเพิ่มขึ้นพบว่า จะเพิ่มในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 ของอาการป่วย ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (รูปที่ 8) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 3-5 ของอาการป่วย แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของค่าเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาณเลือดทั้งหมดในประชากรที่ศึกษาเกิดขึ้นช้ากว่าข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

          เมื่อเปรียบเทียบการศึกษาด้านปริมาณเกล็ดเลือดพบว่า หลังจากมีอาการป่วยในวันที่ 1  ปริมาณเกล็ดเลือดจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งต่ำสุดในวันที่ 6 ของอาการไข้ ซึ่งมีค่า 81,040 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร  โดยเมื่อพิจารณาแนวโน้มการลดลงของเกล็ดเลือดพบว่า จะลดลงอย่างมากในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 ของอาการป่วย ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (รูปที่ 8) ที่ปริมาณเกล็ดเลือดจะลดลงในช่วงวันที่ 3-5 ของอาการป่วย แสดงให้เห็นว่าการลดลงของเกล็ดเลือดในประชากรที่ศึกษาเกิดขึ้นช้ากว่าข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

สรุป

ผู้ป่วยที่ NS1 แอนติเจนให้ผลบวกรูปแบบการเปลี่ยนแปลงด้านความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงและปริมาณเกล็ดเลือดเกิดช้ากว่าข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

 

กิตติกรรมประกาศ

 งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เลขที่โครงการ R56301)

 

 

เอกสารอ้างอิง

1.  World Health Organization. Dengue guidelines for diagnosis, treatment, prevention and control. New edition. Geneva: WHO; 2009.

2.  สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. สถานการณ์ไข้เลือดออกไข้เลือดออกช็อก และไข้เดงกี ประเทศไทย พ.. 2557 (จากรายงาน 506 ณ วันที่ 1 เมษายน 2557).  ค้นเมื่อ 10 เมษายน 2557. จากwww.boe.moph.go.th/report.php?cat=24

3.  สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์. แนวทางการวินิฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกในระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป.พิมพ์ครั้งที่ 1. มปท; 2548.

4.  Ruetai S, Niramol M. A Comparative Study of Dengue Hemorrhagic Fever Prevention Behavior among the people living in the Epidemic and Non-epidemic Villages :A case study in Phimai District, Nakhon Rachasima Province. Srinagarind Med J 2012: 27(4): 361-5.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Trichinosis (โรคทริคิโนสิส)
 
A comparison in Newborns of the In situ Duration, Phlebitis and Daily Needle Cost of Scalp Intravenous Uning Steel Needles vs. Intravenous Catheters (เปรียบเทียบการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณศรีษะในผู้ป่วยทารกแรกเกิดระหว่างเข็มเหล็กกับเข็มพลาสติก ต่อระยะเวลาคงอยู่การเกิดหลอดเลือดดำอักเสบและราคาของเข็มที่ใช้ต่อวัน)
 
Update Treatment for Osteoporosis (Update Treatment for Osteoporosis)
 
Solitary Pulmonary Nodule : Evaluation and Management (ก้อนเดี่ยวในปอด : การดูแลและรักษา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Medicine
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0