Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

“Turmeric” Herb for Athletes and Ordinary People

ขมิ้นชัน สมุนไพรสำหรับนักกีฬาและคนทั่วไป

Pravet Ketkan (ประเวท เกษกัน) 1, Supaporn Silalertdetkul (สุภาภรณ์ ศิลาเลิศเดชกุล) 2, Tapanee Hongratanaworakit (ฐาปนีย์ หงส์รัตนาวรกิจ) 3




บทคัดย่อ

ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมินอยด์ซึ่งประกอบด้วยสารออกฤทธิ์สำคัญ 3 ชนิดคือ เคอร์คูมิน (curcumin)   ดิเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (demethoxycurcumin) และ บิสดิเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (bis-demethoxycurcumin) มีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ ขมิ้นชันมีฤทธิ์ลดการอักเสบผ่านกลไกต่างๆ กีฬาหลายชนิดเช่น วิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก วิ่งลงเขา ร่างกายต้องทำงานอย่างหนักพบการหลั่งไซโตไคน์ที่กระตุ้นการอักเสบภายหลังการแข่งขันซึ่งจะส่งผลเสียต่อนักกีฬา การนำขมิ้นชันมาใช้ในนักกีฬาโดยอาศัยฤทธิ์ต้านการอักเสบของขมิ้นชันผ่านกลไกการยั้งยั้งการสร้างไซโตไคน์ชนิดต่างๆ จะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นภายหลังการแข่งขันได้  นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยลดความรุนแรงของโรคที่เกิดจากการการอักเสบเรื้อรังเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือด และความเสื่อมของระบบประสาทได้

คำสำคัญ: ขมิ้นชัน การอักเสบชนิดเฉียบพลัน การอักเสบชนิดเรื้อรัง อินเตอร์ลิวคิน 6

Turmeric (Curcuma longa Linn) has long been used for medicinal purposes. Three natural phytochemicals isolated as curcumin, demethoxycurcumin and bis-demethoxycurcumin. Modern scientific research has demonstrated its as anti-oxidant, anti-microbial and anti-inflammation. Turmeric used in many sports like, Marathon runner, Weight training and Downhill running, to attenuate muscle inflammation caused by sports training and competition by reducing inflammatory cytokines. Moreover, It has been approved from many researcher that turmeric ameliorate the development of some inflammation diseases: Obesity, Diabetes, Allergy, Cardiovascular diseases and Neurodegenerative disease. 

Keywords: Turmeric, Acute inflammation, Chronic inflammation, Interleukin-6

บทนำ

การมีสุขภาพที่ดีส่งผลต่อการประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น การทำงาน การเคลื่อนไหวร่างกาย และการออกกำลังกายให้สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านทานความเจ็บป่วย ส่วนในนักกีฬานอกจากจะต้องมีสุขภาพดีแล้วยังต้องมีสมรรถภาพทางกายด้านต่างๆ ที่ดีเช่น ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังกล้ามเนื้อ ความเร็วในการเคลื่อนที่ และการมีทักษะกีฬา การมีสุขภาพดีหรือการมีสมรรถภาพทางกายที่ดีจะช่วยส่งเสริมภูมิต้านทานและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากการประกอบกิจกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตามหากความสมดุลภายในร่างกายเปลี่ยนแปลงด้วยสาเหตุต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ  การหักโหมทำงานหนัก การฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างหนักในนักกีฬา การพักผ่อนน้อยหรือการได้รับเชื้อโรค อาจส่งผลต่อความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บได้1

เมื่อมีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเกิดขึ้นจึงมีความพยายามที่จะใช้ยาหรือวิธีการต่างๆ เพื่อรักษาอาการดังกล่าวให้หายไป การใช้ยาจึงมีความจำเป็นที่จะช่วยรักษาหรือบรรเทาภาวะความเจ็บป่วยต่างๆ ยา สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้จากสารเคมีหรือสังเคราะห์ได้จากสิ่งมีชีวิตเช่นจุลชีพ  นอกจากนี้ยังสามารถสกัดตัวยาได้จากพืช สัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ยามีทั้งประโยชน์และโทษหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่การได้รับสารเคมีจากยาที่ไม่เหมาะสมทั้งขนาดและระยะเวลาอาจเกิดโทษได้ ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การรับประทานครั้งแรกๆ เช่น ยาโคโลควิน (Quoloquin) ที่สกัดจากเปลือกของต้นควินนินในสมัยก่อนใช้รักษาไข้มาลาเรียปัจจุบันใช้รักษาโรครูมาตอยด์ ผลข้างเคียงที่เกิดคือผิวหนังบาง แดง อักเสบง่าย ไวต่อแสง เป็นต้น สำหรับนักกีฬาที่อยู่ในระหว่างการฝึกซ้อมและแข่งขันการได้รับยาบางชนิดจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์กีฬาหรือเภสัชกรเกี่ยวกับสารที่ได้รับจากยาว่าผิดระเบียบการใช้ยาเข้าข่ายเป็นสารกระตุ้น (doping) หรือไม่ ในอดีตมีข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้ยาเกิดขึ้นในทีมกีฬาไทยเมื่อนักฟุตบอลทีมชาติรับประทานยาลดไข้และถูกตรวจพบสารกระตุ้น ผลก็คือทีมไทยถูกปรับแพ้ตกรอบในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิครอบคัดเลือกที่ประเทศญี่ปุ่น และนักฟุตบอลทีมชาติคนดังกล่าวถูกห้ามแข่งขันฟุตบอล 6 ปี ซึ่งเท่ากับปิดฉากอาชีพนักฟุตบอล จะเห็นได้ว่าผลข้างเคียงและผลเสียจากยาเกิดขึ้นได้ทั้งจากฤทธิ์ของยาเองและจากข้อบังคับของการห้ามใช้สารกระตุ้นในนักกีฬา ดังนั้นการใช้สมุนไพรจึงได้รับความนิยมใช้แพร่หลายมากขึ้นทั้งในคนทั่วไปและนักกีฬาเนื่องจากสมุนไพรมีสารพฤกษเคมี (phytochemicals) ที่มีฤทธิ์ทางยาและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้สารเคมี2,3,4

ขมิ้นชันสมุนไพรสำหรับนักกีฬา

การแข่งขันกีฬาหลายชนิดมีความต้องการทางสรีรวิทยา (physiological demands) ในระดับสูงโดยพิจารณาการตอบสนองทางสรีรวิทยาจาก อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับกรดแลคติก และมีความล้าของร่างกายระหว่างเกมและภายหลังการแข่งขัน  นักกีฬาต้องมีระดับสมรรถภาพทางกายที่ดี ความสมบูรณ์ทางกายจึงเป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องการดังนั้นการจัดโปรแกรมการฝึกซ้อมที่มีประสิทธิภาพจะต้องกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบและต้องมีความสมดุลกันขององค์ประกอบการฝึกซ้อมคือ FITT  F = Frequency ความถี่ในการฝึก I = Intensity ความหนักในการฝึก T = Time of Training Session ระยะเวลาในการฝึกแต่ละครั้ง T = Time of Recovery เวลาในการพักฟื้นร่างกาย โปรแกรมการฝึกซ้อมที่ผสมผสานองค์ประกอบของการฝึกอย่างลงตัวจะกระตุ้นให้นักกีฬาเกิดพัฒนาการของร่างกายตามทฤษฏีการปรับตัวต่อการฝึกซ้อม (super-compensation)5

 

        รูปที่ 1 ทฤษฎีการปรับตัวต่อการฝึกซ้อมของร่างกาย (super-compensation)5

 

จากภาพจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของการฝึกซ้อมที่มีความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของนักกีฬาจะส่งเสริมให้เกิดชดเชยและการปรับตัวต่อการฝึกซ้อม (super-compensation) เกิดความสมบูรณ์ทางกายขึ้นผ่านขบวนการกระตุ้นการอักเสบชนิดเฉียบพลันภายในกล้ามเนื้อ (localized acute inflammation) ซึ่งเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของกล้ามเนื้อ กล่าวได้ว่าจะต้องมีความสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อที่ถูกกระตุ้นให้อักเสบ (degeneration) และมีขบวนการฟื้นตัว (regeneration) ของกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์  โดยเซลล์ค้ำจุนของกล้ามเนื้อลาย (satellite cells) จะมีปริมาณมากขึ้นภายหลังการฝึกซ้อมและภายหลังการเพิ่มขึ้นของ IL-6  เกิดการสร้าง myonuclei และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในตัวเซลล์มีผลทำให้กล้ามเนื้อตอบสนองต่อการฝึกซ้อมและปรับตัวต่อการฝึกอย่างสมบูรณ์ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฏี Signal and Noise Theory6 ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายการอักเสบชนิดเฉียบพลัน (acute) และการอักเสบชนิดเรื้อรัง (chronic)           

 

                  

 

รูปที่ 2 ทฤษฏี Signal and Noise Theory6

 

จากภาพแสดงลักษณะของกราฟเส้นในภาพ A สื่อให้เห็นถึงการอักเสบชนิดเฉียบพลันภายในกล้ามเนื้อสังเกตจากความสูงของกราฟ (amplitude) จะสูงขึ้นชั่วคราวซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นในระหว่างการฝึกกล้ามเนื้อของนักกีฬา  ส่วนกราฟเส้นที่ลดระดับลงมาเป็นช่วงพักภายหลังจากการฝึกซ้อม 4-24 ชั่วโมง ขบวนการอักเสบกระตุ้นให้เกิดการหายจากการอักเสบโดยจะมีขบวนการซ่อมแซมภายในกล้ามเนื้อขจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย ส่งเสริมให้เกิดเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์จนกระทั่งเกิดการปรับตัวต่อการฝึกและเกิดความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อขึ้นในระยะต่อไป  ภาพ B ในช่วงการออกกำลังกายมีการอักเสบเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อสังเกตจากเส้นกราฟที่สูงขึ้น  ส่วนในช่วงพักภายหลังการออกกำลังกาย 1-2 วัน ความสูงของกราฟไม่ลดระดับลง  แต่การออกกำลังกายหรือการฝึกซ้อมยังต้องดำเนินต่อไปจึงเกิดการอักเสบสะสมและต่อเนื่องจนกระทั่งเป็นการอักเสบชนิดเรื้อรังในที่สุด กล่าวได้ว่าขบวนการอักเสบมีทั้งประโยชน์และโทษโดยการอักเสบชนิดเฉียบพลันคือมิตรแต่การอักเสบแบบเรื้อรังคือมาร (short term friend,long term foe) หรือจะกล่าวได้ว่าจากเพื่อนรักกลายเป็นเพื่อนร้ายไปในที่สุด การอักเสบเมื่อเกิดขึ้นในนักกีฬาจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ  กีฬาหลายๆ ประภท เช่นวิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก วิ่งบนทางลาดชัน การฝึกระโดดแบบพลัยโอเมตริกส์ (plyometrics) ตรวจพบระดับ IL-6 ในเลือดเพิ่มขึ้นภายหลังการแข่งขัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบภายในกล้ามเนื้อ การอักเสบมีประโยชน์เพราะเป็นขบวนการหาย (healing process) และมีโทษถ้าการอักเสบที่เกิดขึ้นดำเนินต่อเนื่องจนเป็นการอักเสบแบบเรื้อรัง (chronic)7,8

 

                       

รูปที่ 3 ขบวนการอักเสบชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง8

 

จากภาพแสดงถึงขบวนการอักเสบทั้ง 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลัน (acute) และชนิดเรื้อรัง (chronic) การอักเสบชนิดเฉียบพลันเมื่อเกิดขึ้นแต่ไม่ได้รับการรักษาให้หายขาดหรือมีการอักเสบเกิดขึ้นบ่อยจนกระทั่งกลายเป็นการอักเสบชนิดเรื้อรังและจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ข้อบ่งชี้ถึงการอักเสบชนิดเรื้อรังคือการมีระดับไซโตไคน์เช่น IL-6 เพิ่มขึ้นในกระแสโลหิตเป็นระยะเวลานานซึ่งแสดงถึงการฟื้นตัวที่ไม่สมบูรณ์ของนักกีฬา เมื่อการฟื้นตัวอย่างไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกิดการอักเสบสะสมจนเรื้อรังและส่งผลเสียต่อนักกีฬา โดยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงเนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์กล้ามเนื้อ  ความสามารถในการสร้างกล้ามเนื้อ (build muscle) ลดลงเนื่องจากการขัดขวางการทำงานของกรดอะมิโน ลิวซีน (leucine) ในการสังเคราะห์โปรตีน นอกจากนี้ไซโตไคน์จะไปยับยั้งขบวนการสร้างกล้ามเนื้อ (anabolic effects) จึงมีผลต่อฮอร์โมน IGF-1 ซึ่งจะไปมีผลต่อ Growth hormone จึงกระทบต่อขบวนการสังเคราะห์โปรตีน  แม้กระทั่งในผู้สูงอายุที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง (sarcopenia) เนื่องจากระดับ TNF-a ที่เพิ่มขึ้นไปยับยั้งปฏิกิริยาการสังเคราะห์โปรตีนของ AKT/mTOR และสอดคล้องกับการอักเสบ (low grade chronic inflammation) ที่พบในผู้สูงอายุ9-18

 

ขมิ้นชัน (tumaric) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมใช้แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Curcuma Longa Linn มีสารออกฤทธิ์เคอร์คิวมินอยด์ซึ่งจัดเป็นฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ประกอบด้วย เคอร์คิวมิน (curucmin) ดีเม็ทธอกซีเคอร์คิวมิน (demethoxycurcumin) และ บิส-ดีเม็ทธอกซีเคอร์คิวมิน  (bis-demethoxycurcumin) มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ต้านการอักเสบ (anti-inflammation) และเป็นสารต้านจุลชีพ (anti-microbial)19  ขมิ้นชันช่วยยับยั้งการสร้าง NF-kB ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของสารสื่อการอักเสบ (inflammatory cytokines) ที่จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ (apoptosis) และยังช่วยควบคุมการสร้าง (downregulation) Interleukin-6 ได้โดยการลดการสร้าง  Nuclear factor Kabba- B (NF)-kB ซึ่งเป็นตัวควบคุมการสร้าง Cyclo-oxygenase inhibitor (COX-2)  Tumor necrosis factor (TNF) Interleukin-1, Interleukin-6, Interleukin-8, Adhesion molecules, C-reactive protein (CRP)

 

 

 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ กีฬาหลายๆ ชนิด เช่น วิ่งระยะไกล ยกน้ำหนัก วิ่งลงเขา กีฬาที่กล้ามเนื้อทำงานแบบอีเซนตริค (eccentric) จะตรวจพบไซโตไคน์ IL-6 ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบในระดับสูง จากฤทธิ์ในการลดการอักเสบของขมิ้นชันดังที่กล่าวมาขมิ้นชันน่าจะช่วยลดการอักเสบโดยการลดระดับความเข้มข้น IL-6 ภายหลังการออกกำลังกายได้  จากการศึกษาในหนูทดลองที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้ออักเสบและการหลั่ง IL-6 ออกมามาก แต่ในกลุ่มที่ได้รับขมิ้นชันพบว่าระดับ IL-6 ภายหลังการออกกำลังกายไม่เพิ่มสูง นอกจากนี้มีรายงานว่าขมิ้นชันมีผลทำให้มีการแสดงออกของยีนที่ควบคุมการสร้าง COX-2 และ iNOS ลดลง ทำให้ระดับของ TNF-α ลดลง  กลไกสำคัญของขมิ้นชันในการจำกัดการถูกทำลายของเซลล์คือการยับยั้ง transcription factor nuclear factor kappa-B (NF-κB) , inducible nitric oxide synthase (iNOS) และ Cyclooxygenase 2 (Cox-2) ที่เป็นสื่อ (mediated transcription) ให้เกิดการสร้างไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ  นอกจากนี้ขมิ้นชันยังสามารถลดระดับ interleukin - 1ß (IL-1ß), interleukin – 6 (IL-6) และ ApoE  ขมิ้นชันมีฤทธิ์คล้ายยาต้านการอักเสบแต่การใช้ยาที่เป็นยาต้านการอักเสบ Ibuprofen (nonsteroidal anti-inflammatory drugs ,NSAIDs) จะยับยั้งไซโตไคน์ได้เพียงบางส่วนแต่ไม่เพียงพอที่จะลดออกซิเดทีฟ สเตรส (oxidative stress) ได้ทั้งหมด นอกจากนี้การใช้ยาต้านการอักเสบที่มากเกินขนาดยังมีผลระคายเคืองกระเพาะอาหารและลำไส้ (gastrointestinal) และเป็นพิษ (toxicity) ต่อตับและไตได้ 20-25

ขมิ้นชันสมุนไพรสำหรับคนทั่วไป

ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมินอยด์ซึ่งประกอบด้วยสารออกฤทธ์สำคัญ 3 ชนิดคือ เคอร์คูมิน (curcumin) ดิเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (demethoxycurcumin) และ บิสดิเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (bis-demethoxycurcumin) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (chronic illnesses) มักเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อทีละเล็กละน้อยจนกระทั่งขบวนการต้านอักเสบของร่างกายเสียสมดุลและกลายเป็นโรคเรื้อรังในที่สุด เช่น โรคอัลไซเมอร์  พาร์คินสัน  โรคปลอกประสาทอักเสบหรือโรคเอ็มเอส (multiple sclerosis) ภูมิแพ้ (allergy) หอบหืด (asthma) หลอดลมอักเสบ (bronchitis) ลำไส้ใหญ่อักเสบ (colitis) รูมาตอยด์  มะเร็ง เบาหวาน  โรคอ้วน  โรคหลอดเลือดหัวใจ 

โรคอ้วน

มีการศึกษาพบว่าการอักเสบมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันที่พอกอยู่บริเวณหน้าท้องหรือผู้ที่มีพุงจะพบการอักเสบได้เนื่องจากเซลล์ไขมัน (adipose tissue) สามารถสร้าง IL-6 ได้ประมาณ 10-35 เปอร์เซ็นต์ ระดับความเข้มข้น IL-6 จะสูงขึ้นเมื่อมีไขมันสะสมมากขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคอ้วน (obesity) และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะพบปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

 

รูปที่ 4 ขั้นตอนการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดการออกกำลังกาย26

 

จากภาพแสดงภาวะขาดการออกกำลังกายร่วมกับการมีปริมาณไขมันสะสมมากโดยเฉพาะรอบเอวและหน้าท้อง (abdominal adiposity) เซลล์ไขมันสามารถหลั่งไซโตไคน์เช่น IL-6 ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนจะพบระดับความเข้มข้น IL-6 ค่อนข้างสูงซึ่งแสดงถึงการอักเสบชนิดเรื้อรังและเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) หลอดเลือดแดงตีบแข็ง (atherosclerosis) ความเสื่อมของระบบประสาท ( neurodegeneration) เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก (growth) ส่งผลให้เกิดโรคที่อันตรายหลายชนิดเช่น เบาหวาน  โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ความเสื่อมของระบบประสาท และโรคซึมเศร้า ดังนั้นการประเมินร่างกายอย่างง่ายที่ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเช่น การชั่งน้ำหนัก ค่าดัชนีมวลกาย วัดสัดส่วนรอบเอว ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการกระตุ้นการอักเสบ อย่างไรก็ตามการได้รับพลังงานเกินในแต่ละวันจากการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากและมีไขมันสูงหรืออาหารในปริมาณมากประกอบกับการขาดการออกกำลังกายยิ่งส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการอักเสบมากขึ้นโดยระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง (hyperglycemia) กระตุ้นการหลั่ง IL-6 จาก เซลล์ผนังหลอดเลือด (endothelial) และจากเซลล์เม็ดเลือดขาว (macrophages) มากขึ้น การกระตุ้นการอักเสบชนิดเฉียบพลัน (acute) จากการได้รับประทานอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูงจะเกิดการอักเสบในระยะแรกคือการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (chronic low grade inflammation) หากเกิดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเป็นเดือน เป็นปี จะกลายเป็นการอักเสบชนิดเรื้อรัง (chronic) และส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ 26,27,28

 

รูปที่ 5 การหลั่งอินเตอร์ลิวคิน 6 (IL-6) จากเซลล์ไขมัน28

นอกจากนี้ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนหากตรวจพบความเข้มข้น ที เอ็น เอฟ แอลฟา (Tumor necrosis factor-alpha,TNF-a) หรือ ซีรีแอคทีฟ โปรตีน (C-reactive protein,CRP) IL-6 ,Lebtin และ IL-18 สูงกว่าปกติ 2-3 เท่า จะเป็นข้อบ่งชี้ถึงการเริ่มมีการอักเสบชนิดเรื้อรัง (low grad chronic inflammation) เกิดขึ้น ระดับความเข้มข้นไซโตไคน์ดังกล่าวจะไม่ลดลงตราปเท่าที่ยังมีไขมันสะสมในร่างกายในปริมาณสูงและการอักเสบนี้จะเป็นเหตุให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็งได้28  จากการศึกษาพบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบผ่านขบวนการยับยั้งการหลั่ง นิวเคลีย แฟคเตอร์ แคปปา บี ซึ่งจะไปมีผลในการควบคุมการหลั่งอินเตอร์ลิวคิน 6 นอกจากนี้ขมิ้นชันยังเข้าไปจับกับไซโตไคน์โดยตรง จึงลดการอักเสบได้  อย่างไรก็ตามในระยะยาวระดับ IL-6 ยังคงจะมีระดับสูงอยู่เนื่องจากปริมาณเซลล์ไขมันที่สะสมไม่ได้ลดลงไป ดังนั้นการลดการอักเสบในผู้ป่วยโรคอ้วนอย่างถาวรคือการลดเซลล์ไขมัน การออกกำลังกายจึงเป็นวิธีที่สามารถลดปริมาณเซลล์ไขมันในร่างกายได้ 29,30

โรคความเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative diseases)

สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการใช้ออกซิเจนในปริมาณที่สูงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ออกซิเจนโดยรวมของร่างกายทั้งๆ ที่สมองมีน้ำหนักคิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักร่างกาย แสดงว่าสมองเป็นอวัยวะที่มีการสันดาปพลังงานในระบบแอโรบิคสูง (highly oxidative) ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการออกซิเดทีฟใช้โมเลกุลของออกซิเจนในระดับสูงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการออกซิเดทีฟคือ อนุมุลอิสระ (reactive oxygen species,ROS) ซึ่งอนุมูลอิสระจะส่งผลเสียเนื้อเยื่อนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ภายในสมองของมนุษย์มีการชดเชยเพื่อให้ร่างกายนั้นอยู่ในสภาวะสมดุลเสมอโดยจะพบปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในสมองปริมาณสูง ซึ่งธรรมชาติได้ชดเชยสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลายจากอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากขบวนการออกซิเดทีฟ  โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s desease,AD) เป็นอาการทางสมองที่มีสาเหตุหลายประการซึ่งอยู่ในกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ การมีอนุมูลอิสระ การสะสมอบีตา (Abeta) ในสมองเป็นสาเหตุของการเพิ่มสาร amyloid ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในสมองและนำไปสู่การเสื่อมของระบบประสาท มีการศึกษาพบว่าการยับยั้งการสร้าง fibrillar Abeta (fAbeta) จาก Abeta และการทำให้สาร fibrillar Abeta ในสมองอ่อนกำลังลง เป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญในการรักษาโรคอัลไซเมอร์  ขมิ้นชันมีฤทธิ์ช่วยลดระดับสาร Abeta ,  amyloid,  fibrillar Abeta (fAbeta) ในสมองได้จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้  นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยลดระดับไซโตไคน์ อินเตอร์ลิวคิน 1 เบต้า (interleukin 1ß) ในสมองที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์ค้ำจุนเซลล์ประสาทสมอง (microglia) ที่เป็นแหล่งอาหารสมอง และมีส่วนในการสร้างฉนวนหุ้มเซลล์ประสาทสมอง (myelin sheath) จึงช่วยลดการอักเสบและลดการสะสมพลัค (plaque pathology) ในเซลล์สมองลงได้ 43-50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ใช้ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในสมองจากภาวะ oxidative stress ซึ่งกระตุ้นโดยการมีระดับ Abeta ที่สูงขึ้น มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าขมิ้นชันสามารถจับกับ Cu2+ และ Fe2+ ซึ่งเป็นไอออนจากโมเลกุลของเหล็ก (metals) และขจัดทิ้งไปได้จึงลดการสร้าง Abeta สมองได้  ขมิ้นชันช่วยกระตุ้นให้ขบวนการจับกินสิ่งแปลกปลอม (phagocytosis) โดยเฉพาะการขนส่ง Abeta ไปทำลายของเซลล์ภูมิคุ้มกันทำได้ดียิ่งขึ้น31-37

โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases,CVD)

ภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็ง (atherosclerosis) เกิดจากการอักเสบภายในหลอดโลหิตโดยมีตัวกระตุ้นหลายอย่างเช่น การออกซิเดชั่นของไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein) ภาวะออกซิเดทีฟ สเตรส (oxidative stress) เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งเป็นการอักเสบชนิดเรื้อรังส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง  ความรุนแรงจะมีมากขึ้นเมื่อการตีบแข็งของหลอดเลือดเกิดขึ้นในอวัยวะที่สำคัญเช่น หลอดเลือดไปเลี้ยงสมอง  หลอดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งเป็นโรคหัวใจในที่สุด ในทางการแพทย์มีข้อบ่งชี้หลายประการที่จะวินิจฉัยผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็งหรือโรคหัวใจ การตรวจพบระดับ ซีรีแอคทีฟ โปรตีน (C-reactive protein,CRP) มีความเข้มข้นสูงในโลหิต เป็นข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งที่สำคัญเนื่องจากสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มมีการอักเสบของหลอดเลือดโดยไม่ต้องรอให้โรคดำเนินไปจนกระทั่งหลอดเลือดตีบแข็งหรือจนกระทั่งมีอาการแสดงของคนที่เป็นโรคหัวใจ 

มีการศึกษาพบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบสามารถป้องกันและบรรเทาโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจได้  มีรายงานว่าขมิ้นชันป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับขมิ้นชันจากการทดลองทำให้หัวใจขาดเลือดชั่วคราว (myocardial ischemia) ปกติภาวะหัวใจขาดเลือดจะพบระดับความเข้มข้นของ Lactate dehydrogenase (LDH) Malonaldialdehyde (MDA) Superoxide dismutase (SOD) Catalase (CAT) ในระดับสูง แต่ในกลุ่มที่ได้รับขมิ้นชันจะพบระดับของสารดังกล่าวมีความเข้มข้นลดลงส่งผลให้การตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyocytes) แบบ Apoptosis ลดน้อยลงด้วย นอกจากนี้การศึกษาในผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจ (bypass) ภายหลังการผ่าตัดพบว่ากลุ่มที่ได้รับขมิ้นชันมีอาการผิดปกติของหัวใจน้อยลง และระดับ NF-кB, IL-6, IL-8, IL-10 ,TNF-a,Cardiac troponin I และ myocardial mRNA ลดลง กล่าวได้ว่าขมิ้นชันช่วยลดการทำลายของเนื้อเยื่อในขั้นตอนการผ่าตัดหัวใจ และช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวภายหลังการผ่าตัดได้ดียิ่งขึ้น  นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยลดระดับ LDH ยับยั้ง lipid peroxidation และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วย และผนังหลอดเลือดของผู้ที่ได้รับขมิ้นชันมีความยืดหยุ่นตัวดีขึ้นเนื่องจากขมิ้นชันไปยับยั้งการทำลายคุณสมบัติของหลอดเลือดแดงของ homocysteine (HE) จึงทำให้ endothelium ของหลอดเลือดแดงโคโรนารี่ ไม่ตีบแข็ง38,39,40   

โรคเบาหวาน (Diabetes)

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อ สมอง ตับ ไต หลอดเลือด และระบบประสาท โดยอวัยวะต่างๆ เหล่านี้จะมีการอักเสบเกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคเบาหวานสามารถตรวจพบการอักเสบโดยพบระดับไซโตไคน์หลายชนิดเช่น TNF และ NF-кB มีความเข้มข้นสูงขึ้น ด้วยคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการของขมิ้นชันคือช่วยลดไขมันในเลือด (hypocholesterolemia) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขมิ้นชันจึงช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ระดับอินซูลิน (insulin) ในเลือดเพิ่มขึ้น ลดระดับโคเสสเตอรอล (cholesterol) ในตับ ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) กรดไขมันอิสระ (free fatty acids) และแอลดีแอล (LDL) ผู้ป่วยโรคเบาหวานและมีภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistant) เมื่อได้รับขมิ้นชันพบว่า ระดับภาวะดื้นอินซูลินลดลง ระดับฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (hemoglobin A1c) ลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าการหลั่ง Macrophage จากเซลล์ไขมัน (adipose tissue) ลดลง เพิ่มระดับอดิโพเนคติน (adiponectin) ซึ่งเป็นไซโตไคน์ช่วยต้านการอักเสบ ลดระดับความเข้มข้น NF-кB ในตับ กระตุ้นการไหลของกระแสประสาทเข้าสู่เบต้า เซลล์ (beta-cell) ของตับได้ดีขึ้นจึงมีผลต่อการเพิ่มการหลั่งอินซูลิน นอกจากนี้ขมิ้นชันสามารถฟื้นฟูตับและไตที่ได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานโดยภายหลังได้รับขมิ้นชันพบว่าระดับ albumin  globulin และ creatinine clearance ดีขึ้นซึ่งแสดงถึงหน้าที่การทำงานของตับและไตดีขึ้น41-46

โรคภูมิแพ้ หอบหืดและหลอดลมอักเสบ (allergy, asthma, bronchitis)

          โรคภูมิแพ้ (allergy) เกิดจากการกระตุ้นร่างกายให้เกิดการอักเสบเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามากระทบกับร่างกาย  ส่วนหอบหืด (asthma) และหลอดลมอักเสบ (bronchitis) เป็นการอักเสบของหลอดลมและกล้ามเนื้อเรียบในหลอดลมหดตัวจนตีบจากการกระตุ้นของฝุ่น หรือไรฝุ่น ฯลฯ การได้รับขมิ้นชันช่วยทำให้หลอดลมขยายตัว ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังเพิ่มภูมิคุ้มกัน IgG และลดความไวต่อตัวกระตุ้น (hypersensitivity) จึงทำให้อาการภูมิแพ้ลดลง นอกจากนี้ขมิ้นชันยังยับยั้งการหลั่ง IL-4,IL-5  ซึ่งเป็นไซโตไคน์ที่กระตุ้นให้มีระดับ Eosinophil สูงซึ่งแสดงถึงการอักเสบของหลอดลม ในผู้ป่วยหอบหืดขมิ้นชันช่วยลดภาวะความไวต่อหลอดลมตีบ (airway hyper-reactivity)47

 

สรุป

          ขมิ้นชันประกอบด้วยคอร์คูมินอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการอักเสบ และต้านจุลชีพช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคเรื้อรังเช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน ภูมิแพ้ มะเร็ง และลดการอักเสบภายในกล้ามเนื้อของนักกีฬาที่เกิดจากการฝึกซ้อมและแข่งขัน ถึงแม้ว่ายาต้านการอักเสบ (NSAIDS) จะสามารถยับยั้งการอักเสบได้เช่นเดียวกันกับขมิ้นชันแต่ยาแผนปัจจุบันเป็นสารเคมีที่มีผลข้างเคียงสูงโดยเฉพาะเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน แต่ขมิ้นชันมีสารต้านการอักเสบที่มีผลข้างเคียงต่ำเนื่องจากเป็นสารพฤษเคมี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้สารต้านการอักเสบสำหรับนักกีฬาและบุคคลทั่วไป

เอกสารอ้างอิง

1. ชูศักดิ์ เวชแพศย์, กันยา ปาละวิวัธน์.  สรีรวิทยาของการออกกำลังกาย.  กรุงเทพฯ:  สำนักพิมพ์

    มหาวิทยาลัยมหิดล,  2536.

2. Aggarwal B, Kuzhuvelil B, Harikumar.  Potential therapeutic effects of

     curcumin, the anti-inflammatory agent, against neurodegenerative, cardiovascular, metabolic  autoimmune and neoplastic diseases. The international journal of biochemistry & cell biology 2009; 41:40-59.

3. Jagetia GC, Aggarwal BB.  “Spicing up” of the immune system by curcumin. Journal

     Clinical Immunology 2007;  27:19–35.

4. Aggarwal S. Curcumin (diferuloylmethane) down-regulates expression of cell proliferation

     and antiapoptoticand metastatic gene products through suppression of kappa-B alphakinase  and Akt activation. Molecular Pharmacology 2006; 69:195–206

5.  สนธยา สีละมาด. หลักการฝึกกีฬาสำหรับผู้ฝึกสอนกีฬา.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

     มหาวิทยาลัย, 2547.

6. Blad Pilon.  Inflammation theory. Available from:

   

http://www.inflammationtheory.com/2012/October/html.

7. Lang CH, Frost RA, Vary TC. Regulation of muscle protein synthesis during sepsis and

    inflammation. Am J Physiol Endocrinol Metab 2007; 15:453-9.

8. Visser M, Pahor M, Taaffe DR, Goodpaster BH, Simonsick EM, Newman AB, et al.     Relationship of interleukin-6 and tumor necrosis factor-alpha with muscle mass and muscle  strength in elderly men and women: the Health ABC Study. J Gerontol A Biol Sci Med Sci 2002; 5:326-32.

9. Frost RA. Regulation of muscle protein synthesis during sepsis and inflammation.    Am J Physiol Endocrinol Metab 2007; 9:453-9.

10. Bruunsgaard H. Effects of tumor necrosis factor-alpha and interleukin-6 in elderly

      populations. Eur Cytokine Netw 2002;13:389-91.

11. Pedersen BK.  Exercise and cytokines.  Immunology and Cell Biology 2000. 532–5.

12. Niclas BJ. Behavioral treatments for chronic systemic inflammation: effects of dietary weight  loss and exercise training. CMAJ 2005; 9:1199-209.

13. Timmerman KL. Amino acid metabolism and regulatory effects in aging. Curr Opin Clin Nutr  Metab 2008; 11:45-9.

 14. Ploeger HE.The effects of acute and chronic exercise on inflammatory markers in children and adults with a chronic inflammatory disease: a systematic review. Exerc Immunol Rev 2009;15:6-41.

15. Marimuthu K, Murton AJ, Greenhaff  PL. Mechanisms regulating muscle mass during disuse atrophy and rehabilitation in humans. J Appl Physiol 2011; 555-560.

16. Mikkelsen UR,Mikkelsen UR, Langberg H, Helmark IC, Skovgaard D, Andersen LL,  Kjaer M et al. Local NSAID infusion inhibits satellite cell proliferation in human skeletalmuscle after eccentric exercise.J Appl Physiol 2009;5:1600-11.

17. Smith DG, Cappai,  R.; &  Barnham, K.J. The redox chemistry of the

      Alzheimer’s disease amyloid beta peptide.  Biochimistry and Biophysics  Acta 2007; 1768:1976–90.

18. Lim GP. The curry spice curcumin reduces oxidative damage and amyloid pathology in an  Alzheimer transgenic mouse. Journal of  Neurosci 2007; 21:8370–8377.

19. สถาบันวิจัยสมุนไพร. ขมิ้นชัน  (Curcuma longa L).  นนทบุรี: สถาบันวิจัยสมุนไพร

      กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.  กระทรวงสาธารณสุข, 2544.                                                

20. Cherdrungsi P, Rungroeng KE. Effects of standardized ginseng extract and exercise training  on aerobic and anaerobic capacities in humans. Korean Journal of Ginseng Science. 1995; 19: 93-100.

21. Lim GP. The curry spice curcumin reduces oxidative damage and amyloid pathology in an Alzheimer transgenic mouse. Journal of  Neuroscience 2001; 21:8370–8377.

22. Bharti AC, Donato N, Aggarwal BB. Curcumin (diferuloylmethane) inhibits constitutive and  IL-6-inducible STAT3 phosphorylation in human multiple myeloma cells. Journal of

Immunology 2003; 171:3863–71.

23. Arend  WP. Physiology of cytokine pathways in rheumatoid arthritis.Arthtritis Rheum  2001; 45:101-6.

24. Sriwijitkamol A, John L, Ivy JL,Nicolas N. Musi LKB1-AMPK signaling in muscle from

      obese insulin-resistant Zucker rats and effects of training. Am J Physiol Endocrinol Metabg 2006; 290:925-32.

25. Rogowski O, Shapira I, Bassat OK, Chundadze T, Finn T, Berliner S et al.Waist 

      circumference as the predominant contributor to the micro-inflammatory response in the  metabolic syndrome: a cross sectional study. J Inflamm (Lond) 2010; 26:7-35.

 

26. Hotamisligil GS. Inflammation and metabolic disorders. Nature 2006; 444:860-7.              

27. Sukandar EY, Permana H, Adnyana IK, Sigit JI, Ilyas RA, Hasimun P et al. Clinical Study of  Turmeric (Curcuma longa L.) and Garlic (Allium sativum L.) Extracts as Antihyperglycemic and Antihyperlipidemic Agent in Type-2 Diabetes-Dyslipidemia Patients. International journal of pharmacology 2010; 6:456-463.

28. Mohamed-Ali V, Goodrick S, Rawesh A, Katz DR, Miles JM, Yudkin JS et al.

Subcutaneous adipose tissue releases interleukin-6, but not tumor necrosis factor-alpha, invivo. J Clin Endocrinol  Metab 1997; 82:4196-200.

29. Trappe TA,Fluckey JD, White F, Lambert CP, Evans WJ.  Skeletal muscle PGF (2) (alpha) and PGE (2) in response to eccentric resistance exercise: influence of ibuprofen   acetaminophen. J Clin Endocrinol Metab 2001; 10:5067-70.

30. Cannon JG, Pierre BA. Cytokines in exertion-induced skeletal muscle injury. Mol Cell biochem 1998; 179:159-67.

31. Natarajan C and Bright JJ. Curcumin inhibits experimental allergicencephalomyelitis by

      blocking IL-12 signaling through Janus kinase-STAT pathway in T lymphocytes.  Journal of Immunology 2002; 168:6506–13.

32. Zbarsky V, Datla KP, Parkar S, Rai DK, Aruoma OI, Dexter DT. Neuroprotective properties  of the natural phenolic antioxidants curcumin and naringenin but not quercetin and fisetin in a 6-OHDA model of Parkinson's disease. Free Radic Res 2005; 10:1119-25.

33. South EH, Exon JH, Hendrix K. Dietary curcumin enhances antibody response in rats. Immunopharmacol Immunotoxicol 1997;19:105-19.

34. Sharma S, Kulkarni SK, Chropra K. Curcumin, The active principle of turmeric (Curcuma  longa), ameliorates diabetic nephropathy in rats. Clin Exp Pharmacol Physiol 2006; 33:940-5.

35. Xu Y. The effects of curcumin on depressive-like behaviors in mice. Euro J of

      Pharmacol 2005; 518:40–6.

36. Tschape JA, Hartmann T. Therapeutic perspectives in Alzheimer’s disease.  Recent Patents  CNS Drug Discovery 2006; 1:119–27.

37. Kim DC, Kim SH, Choi BH, Baek NI, Kim D, Kim MJ, et al. Curcuma longa extract protects  against gastric ulcers by blocking H2 histamine receptors. Biol Pharm Bull  2005; 12:2220-4.

38. Ansell BJ. Targeting the anti-inflammatory effects of high-density lipoprotein. Am J Cardiol 2007; 11:3-9.

39. Manikandan P, Sumitra M, Aishwarya S, Manohar BM, Lokanadam B,

      Puvanakrishnan R. Curcumin modulates free radical quenching in myocardial ischaemia in  rats. Int J Biochem Cell Biol 2004; 36:1967-80.

40.  Yeh CH, Chen TP, Wu YC, Lin YM, Jing Lin P.Inhibition of NF kappaB activation with

       curcumin attenuates plasma inflammatory cytokines surge and cardiomyocytic apoptosis following cardiac ischemia/reperfusion. J Surg Res 2005; 125:109-16.

41. Pillarisetti S, Saxena U. Role of oxidative stress and inflammation in the origin of

      Type 2 diabetes-a paradigm shift. Expert Opin Ther Targets 2004; 8:401-8.

 42. Moller DB, Berger JP. Role of PPARs in the regulation of obesity-related insulin sensitivity  and inflammation. Int J Obes Relat Metab Disord  2003; 27:17-21.

 43. Murugan P, Pari L. Effect of tetrahydrocurcumin on plasma antioxidants in streptozotocin-nicotinamide experimental diabetes. J Basic Clin Physiol Pharmacol 2006; 17:231-44.

44. Weisberg SP, Leibel R, Tortoriello DV. Dietary curcumin significantly improves obesity- associated inflammation and diabetes in mouse models of diabesity.Endocrinology 2008; 149:3549-58. 44.

45. Tikoo K, Meena RL, Kabra DG, Gaikwad AB. Change in post-translational modifications of  histone H3, heat-shock protein-27 and MAP kinase p38 expression by curcumin  instreptozotocin-induced type I diabetic nephropathy. Br J Pharmacol 2008; 1225-45.

46. Ghoneim AI, Abdel-Naim AB, Khalifa AE, El-Denshary ES. Protective effects of curcumin against ischaemia/reperfusion insult in rat forebrain. Pharmacol Res 2002; 463:273-9.

47. Ram A, Das M, Ghosh B. Curcumin attenuates allergen-induced airway hyperresponsiveness in sensitized guinea pigs. Biol Pharm Bull 2003;26:1021-4.

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0