Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Health Care for Caregivers of Patients with Terminal Illness

การดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Varisara Luvira (วริสรา ลุวีระ) 1




บทคัดย่อ

           ผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่การดูแลผู้ป่วยที่บ้านเป็นงานที่หนัก อาจทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการดูแลจนไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อีกต่อไป บุคลากรทางการแพทย์จึงควรตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพของผู้ดูแลโดยการรับฟัง ประเมินภาวะสุขภาพในด้านต่างๆ ให้ข้อมูลและให้คำปรึกษาที่เหมาะสม

คำสำคัญ: ผู้ดูแลผู้ป่วย  การดูแลสุขภาพ  ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Abstract

          Caregivers play significant roles in the end of life care but caring for patients at home is a hard working. Caregivers may be affected both physically and mentally leading to burdens and eventually burnout.  Thus Healthcare providers should aware of caregivers health by listening, evaluate illness in various aspects, provide accurate informations and proper consultation.

Keywords: caregiver, health care, Terminal illness

 

 

บทนำ

ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หมายถึง ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายขาดจากโรคด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน และโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในเวลาที่คาดการณ์ได้ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง1  ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะที่ผู้ป่วยเคยมีโอกาสรอดเพียงเล็กน้อย สามารถมีชีวิตได้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ป่วยหนักจนกระทั่งความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันไม่สามารถยื้อความตายได้2 ผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยเฉพาะในขณะอยู่ที่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์จึงควรให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วย (caregiver’s health) ก่อนเกิดการเหนื่อยล้าจากการดูแล (burden) จนกระทั่งไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อีกต่อไป (burnout)3

ผลกระทบของการเจ็บป่วยระยะสุดท้ายต่อครอบครัวของผู้ป่วย

เมื่อมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วยและเสียชีวิต สมาชิกในครอบครัวจะได้รับผลกระทบทางจิตใจและสังคมทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย เนื่องจากมีความเศร้าโศกเสียใจที่จะต้องสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รัก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ในครอบครัว4 เช่น เดิมพ่อซึ่งมีบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัว  มีหน้าที่ทำงานหารายได้เข้าบ้าน เมื่อพ่อป่วยลูกสาวจึงต้องมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลนอกเหนือจากหน้าที่เดิมที่ต้องเรียนหนังสือ โดยมีแม่เป็นหัวหน้าครอบครัวในการทำงานหารายได้แทน

          ความเศร้าโศกเมื่อรู้ว่าจะมีการสูญเสีย (anticipatory grief) เกิดจากสมาชิกในครอบครัวจินตนาการล่วงหน้าเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ป่วย  พยายามปกป้องผู้ป่วยจนมากเกินไปเพราะรู้สึกผูกพันกันมากขึ้นและอยากอยู่ใกล้ชิดให้มากที่สุด รวมทั้งมีความกลัวว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิต รู้สึกกังวลและสิ้นหวัง บางครอบครัวมีความเศร้าโศกที่ผิดปกติ เช่น premature grief คือสมาชิกในครอบครัวถอยห่างจากปัญหาโดยทำตัวเสมือนว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตไปแล้ว จนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าเหงา ถูกทอดทิ้ง4 บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจึงควรมีความเข้าใจในปฏิกิริยาของผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวต่อความสูญเสีย ค้นหาความผิดปกติ และให้การดูแลรักษาอย่างเหมาะสม การเยี่ยมบ้านจึงเป็นหนึ่งในวิธีติดตามการดูแลครอบครัวของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพ5

ภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยและปัจจัยที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการดูแลผู้ป่วย (caregiver burden)

            ผู้ดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วย3,6 โดยมากจะเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาทางการแพทย์  มีหน้าที่ช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย และให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน6 ผู้ดูแลผู้ป่วยบางคนรู้สึกว่ายังไม่พร้อมในการดูแลผู้ป่วย7 เนื่องจากบางครั้งการเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยอาจเกิดขึ้นแบบกะทันหันหลังการเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว8 โดยที่ผู้ดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโดยตรง ไม่เคยมีประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย9 รวมทั้งยังมีภาระในด้านอื่นๆ เช่น งาน การเงิน10  และผู้ดูแลผู้ป่วยบางคนมีครอบครัวของตนเองที่ต้องดูแล จึงทำให้มีผู้ดูแลผู้ป่วยบางคนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ได้6 นำมาซึ่งความทุกข์ของผู้ดูแล

          ผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับผู้ป่วยได้ ทำให้การทำงานของแพทย์ง่ายขึ้น11 แต่บางครั้งคนที่พาผู้ป่วยมาตรวจที่สถานพยาบาลไม่ใช่ผู้ดูแลผู้ป่วยตัวจริง นอกจากนั้นผู้ดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่บอกบุคลากรทางการแพทย์ตรงๆ ในด้านความเหนื่อยล้าของตนเองจากการดูแลผู้ป่วย3 จึงเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะให้ความสำคัญและค้นหาในปัญหาดังกล่าว

 

ผลกระทบจากความเหนื่อยล้าในการดูแลผู้ป่วย (caregiver burnout)

          การดูแลผู้ป่วยทำให้ผู้ดูแลได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ12 ในด้านร่างกาย พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่ำลงและมีสุขภาพแย่กว่าประชากรทั่วไป13  ส่วนด้านจิตใจ พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ดูแลผู้ป่วยจะมีความเครียดทางอารมณ์14-16 เช่น กังวล14,15 นอนไม่หลับ14,17 เบื่ออาหาร12 ซึมเศร้า15,18 เป็นต้น จากการศึกษาในรัฐออนทริโอ ประเทศแคนาดา พบว่าเมื่อเปรียบเทียบความกังวลระหว่างผู้ดูแลผู้ป่วยกับประชากรทั่วไป พบว่าผู้ดูแลมีภาวะกังวลร้อยละ 17.5 ซึ่งมากกว่าประชากรทั่วไปซึ่งพบว่ามีภาวะกังวลร้อยละ 10.919  นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ดูแลมีภาวะซึมเศร้าสูงถึงร้อยละ 18-47 โดยผู้ดูแลที่มีภาวะซึมเศร้ามีความเหนื่อยล้าจากการดูแลในระดับสูง20 และพบว่ามีการใช้ยาทางจิตเวชมากขึ้นในกลุ่มผู้ดูแล13

          การที่ผู้ดูแลมีความเหนื่อยล้าจากการดูแลมาก จะเพิ่มความเจ็บป่วยและอัตราตายของผู้ดูแล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเครียดทางจิตใจหรืออารมณ์21   ผู้ดูแลที่มีความเหนื่อยล้าจากการดูแลในระดับสูงจะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว15 เมื่อความเครียดที่เกิดจากการดูแลผู้ป่วยสะสมเป็นระยะเวลานานขึ้น อาจทำให้ผู้ดูแลล้าเกินกำลังและไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อีกต่อไป เรียกว่า caregiver burnout3,22 ซึ่งเป็นภาวะเกิดขึ้นโดยที่ผู้ดูแลไม่รู้ตัว โดยผู้ดูแลจะรู้สึกเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ จนอาจทำให้ผู้ดูแลละทิ้งผู้ป่วยได้22 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ดูแลที่มีความเหนื่อยล้าจากการดูแลในระดับสูง จะมีการปรับตัวได้ลำบากหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย23

          พบว่าความรู้สึกเหนื่อยหรือความเครียดจากการดูแลผู้ป่วยในระดับที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยในด้านความรุนแรงของอาการมากขึ้น อารมณ์เศร้ามากขึ้นและคุณภาพชีวิตลดลง24 แต่ถ้าผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้ มีความสงบในจิตใจ ผู้ป่วยจะมีสุขภาพกายและสุขภาพใจดีกว่าผู้ป่วยที่ผู้ดูแลไม่มีความสงบในจิตใจ25

 

 

ความต้องการของผู้ดูแลผู้ป่วย

1.      ความรู้ การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยยังขาดความรู้ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเกิดจากการได้รับข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการลองผิดลองถูก26 และอาจทำให้ผู้ดูแลเกิดความเครียดได้15 โดยความรู้ที่ผู้ดูแลยังมีไม่เพียงพอ เช่น ความรู้เรื่องโรคของผู้ป่วย27 วิธีการดูแลผู้ป่วย27,28 การให้ยา (ชนิด ข้อบ่งชี้ เวลา ผลข้างเคียง)29 และการจัดการความปวดของผู้ป่วย (วิธีการให้ยา ผลข้างเคียงของยา)30-32  โดยผู้ดูแลต้องการข้อมูลเหล่านี้จากบุคลากรทางการแพทย์7,9,27 พบว่าเมื่อผู้ดูแลผู้ป่วยได้รับความรู้ จะช่วยลดความกังวล33และความกลัวของผู้ดูแล34

2.     การสนับสนุนทางด้านจิตใจ ผู้ดูแลผู้ป่วยมีความต้องการการสนับสนุนด้านจิตใจจากบุคลากรทางการแพทย์9,27 การช่วยให้ผู้ดูแลรับมือในสถานการณ์ที่ยาก ทำให้ลดความเครียดได้15

3.     การสนับสนุนทางสังคม เช่น การมีญาติมาเยี่ยม มีเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง พบว่าทำให้ความเหนื่อยล้าจากการดูแลของผู้ดูแลลดลง35

บทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วย

            การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวในผู้ป่วยที่เป็นโรคที่คุกคามแก่ชีวิต โดยการป้องกันและบรรเทาความทรมานต่างๆ36 ผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยที่ถูกลืม (hidden patients)37 และความเศร้าโศกของผู้ดูแลผู้ป่วยมักจะถูกละเลยจากบุคลากรทางการแพทย์38 บุคลากรทางการแพทย์จึงควรมีบทบาทในการดูแลผู้ดูแลผู้ป่วย ดังนี้

1.      ให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยดูแลทั้งครอบครัว4

2.      ค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล พบว่าความเหนื่อยล้าของผู้ดูแลขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่

2.1  ด้านผู้ดูแล เช่น เพศ39,40, อายุ39,40, สถานภาพสมรส40, สถานะการเงิน41, ปัญหาสุขภาพ3, ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย42

2.2  ด้านผู้ป่วย เช่น ระดับความรุนแรงของภาวะทุพพลภาพ3 ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน41

2.3  อื่นๆ เช่น การสนับสนุนทางสังคม12

3.      รับฟังปัญหาของผู้ดูแลผู้ป่วย4

4.      ประเมินจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติหรือไม่4,15,43 เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียด ความวิตกกังวล ความโศกเศร้าที่ผิดปกติ เป็นต้น รวมถึงประเมินว่าผู้ดูแลมีความเหนื่อยล้าจากการดูแลหรือไม่ มากน้อยเพียงใด15

5.      ประเมินครอบครัวทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วยว่ามีปัญหาหรือไม่4 เช่น ความขัดแย้งภายในครอบครัว14

6.      ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย4,44 เช่น ความรู้เกี่ยวกับโรค วิธีการดูแล เครือข่ายทางสังคม เป็นต้น รวมถึงการให้ความมั่นใจกับผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วย4

7.      แนะนำวิธีการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้คำปรึกษาในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าเมื่อเกิดปัญหาในการดูแล หากผู้ดูแลรับมือโดยการแก้ไขที่ตัวปัญหา เช่น ปรึกษาแพทย์ จะเกิดความเหนื่อยล้าจากการดูแลน้อยกว่าผู้ดูแลที่รับมือด้วยปฏิกิริยาทางอารมณ์ เช่น ร้องไห้หรือกล่าวโทษตนเอง15

8.      แนะนำเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับความตาย ช่วยทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมีความเศร้าโศกลดลงหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย45

9.      แนะนำให้ผู้ดูแลหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ15 ออกกำลังกาย15 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์15 หาเวลาส่วนตัวเพื่อทำกิจกรรมที่อยากทำ15 กล้าขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง15,22 หากพบว่าตนเองมีความผิดปกติ เช่น กินลดลง นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์15, 22

10.  ติดตามการปรับตัวของผู้ดูแลผู้ป่วย หากมีการปรับตัวไม่ดีจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการดูแลมากขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง ความพึงพอใจลดลง นำไปสู่กับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล46

 

สรุป

          สุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ควรคำนึงถึงเมื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเกิดความเหนื่อยล้าจากการดูแล ซึ่งมีผลเสียทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Turk DC,  Feldman CS. Noninvasive approaches to pain control in terminal illness: The contribution of  psychological variables. Hosp J 1992; 8 : 1-2.
  2. กิติพล นาควิโรจน์. Palliative Care คืออะไร?. เข้าถึงได้จาก : http://thaifp.com/palliative/symptom/palliative/palliative.html. [ สืบค้นเมื่อ 2 ตุลาคม 2555 ]
  3. สายพิณ หัตถีรัตน์, มนฑรัตม์ จินดา, ดาริน จตุรภัทรพร, เบญจมา มานะทวีวัฒน์, ปณิธี พูนเพชรรัตน์, เกียรติภูมิ สุทธิวงศ์ และคณะ. คู่มือการดูแลสุขภาพครอบครัว. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2553.
  4. Grassi L. Bereavement in families with relatives dying of cancer.  Curr Opin Support Palliat Care 2007; 1: 43-9.
  5. McWhinney IR, Freeman T . “Home care.” In Textbook of Family Medicine. 3ndedition: Oxford University Press, 2009: 263-74.
  6. Hauser JM, Kramer BJ. Family caregivers in palliative care. Clin Geriatr Med 2004; 20: 671–88.
  7. Hudson P, Aranda S, McMurray N. Intervention development for enhanced lay palliative caregiver support – the use of focus groups. Eur J Cancer Care (Engl) 2002; 11: 262–70.
  8. สันต์ ใจยอดศิลป์. การเป็นผู้ดูแลคนป่วยเรื้อรัง (Caregiver). เข้าถึงได้จาก : http://visitdrsant.blogspot.com/2010/07/caregiver.html. [ สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2555 ]
  9. Khan Joad AS, Mayamol TC, Chaturvedi M. What does the informal caregiver of a terminally ill cancer patient need? A study from a cancer centre. Indian J Palliat Care 2011; 17: 191-6.
  10. Waldrop D, Kramer B, Skretny JA, Milch RA, Finn W. Final transitions: family caregiving at the end of life. J Palliat Med 2005; 8: 623–38.
  11. Boling PA. The Physician’s Role in Home Health Care. New York, NY: Springer Publishing Co; 1997.
  12. Brazil K, Bedard M, Willison K. Bereavement adjustment and support among caregivers. J Ment Health Aging 2003; 9: 193–204.
  13. Grafstrom  M, Fratiglioni  L, Sandman  PO, Winblad  B.  Health and social consequences for relatives of demented and non-demented elderly. A population-based study.  J Clin Epidemiol 1992; 45:861–70.
  14. Kissane DW, Bloch S, Burns WI, McKenzie D, Posterino M. Psychological morbidity in the families of patients with cancer. Psychooncology 1994.
  15. Parks SM, Novielli KD. A practical guide to caring for caregivers. Am Fam Physician 2000; 62: 2613-22.
  16. Bevans M, Sternberg EM. Caregiving burden, stress, and health effects among family caregivers of adult cancer patients. JAMA 2012; 307: 398–403.
  17. Carter P. Bereaved caregivers descriptions of sleep: Impact on daily life and the bereavement process [Online exclusive]. Oncol Nurs Forum 2005; 32: 70–75.
  18. Wyatt GK, Friedman L, Given CW, Given BA. A profile of bereaved caregivers following provision of terminal care. J Palliat Care 1999; 15: 13–25.
  19. Cochrane  JJ, Goering  PN, Rogers  JM.  The mental health of informal caregivers in Ontario: an epidemiological survey.  Am J Public Health.  1997; 87: 2002–7.
  20. Lawton  MP, Moss  M, Kleban  MH, Glicksman  A, Rovine  M.  A two-factor model of caregiving appraisal and psychological well-being.  J Gerontol Psychol Sciences. 1991; 46: 181–9.
  21. chulz  R, Beach  SR.  Caregiving as a risk factor for mortality. The Caregiver Health Effects Study.  JAMA 1999; 282: 2215–9.
  22. Rando TA. The caregiver’s personal concern. In: Rando TA, editors. Grief, dying, and death : clinical intervention for caregivers. Illinois: Research Press Company, 1984: 417-43.
  23. Bass  DM, Bowman  K.  The transition from caregiving to bereavement: the relationship of care-related strain and adjustment to death. Gerontologist 1990; 30: 35–42.
  24. O'Hara RE, Hull JG, Lyons KD, Bakitas M, Hegel MT, Li Z, Ahles TA. Impact on caregiver burden of a patient-focused palliative care intervention for patients with advanced cancer. Palliat Support Care 2010; 8: 395-404.
  25. Ray A, Block SD, Friedlander RJ ,Zhang B, Maciejewski PK, Prigerson HG. Peaceful awareness in patients with advanced cancer. J Palliat Med 2006; 9:1359–68.
  26. Bee PE, Barnes P, Luker KA. A systematic review of informal caregivers' needs in providing home-based end-of-life care to people with cancer. J Clin Nurs 2009; 18: 1379-93.
  27. Lin WC, Tsao CJ. Information needs of family caregivers of terminal cancer patients in Taiwan. Am J Hosp Palliat Care 2004; 21: 438–44.
  28. Jansma FF, Schure LM, de Jong BM. Support requirements for caregivers of patients with palliative cancer. Patient Educ Couns 2005; 58: 182–6.
  29. Kasanowski M. Commitment to the end: family caregivers medication management of symptoms in patients with cancer near death. Dissertation, Boston, MA, 1998.
  30. Docherty A, Owens A, Asadi-Lari M, Petchey R, Williams J, Carter YH. Knowledge and information needs of informal caregivers in palliative care: a qualitative systematic review. Palliat Med 2008; 22: 153-71.
  31. Aranda S, Yates P, Edwards H, Nash R, Skerman H, McCarthy A. Barriers to effective cancer pain management: a survey of Australian family caregivers. Eur J Cancer Care (Engl) 2004; 13: 336–43.
  32. Fine PG, Busch MA. Characterization of breakthrough pain by hospice patients and their caregivers. J Pain Symptom Manage 1998; 16: 179–83.
  33. Kessler D, Peters T, Lee L, Parr S. Social class and access to specialist palliative care services. Palliat Med 2005; 19: 105–10.
  34. Mazanec P, Bartel J. Family caregiver perspectives of pain management. Cancer Pract 2002; 10 Suppl 1: 66– 9.
  35. Arit  SH, Reever  KE, Bach-Peterson  J.  Relatives of the impaired elderly: correlates of feelings of burden.  Gerontologist 1980; 20: 649–55.
  36. World Health Organization. WHO. definition of palliative care [online]. available from http://www.who.int/cancer/palliative/definition/en. [Cited October 19, 2012]
  37. Andolsek  KM, Clapp-Channing  NE, Gehlbach  SH, Moore  I, Proffitt  VS, Sigmon  A, et al.  Caregivers and elderly relatives: the prevalence of caregiving in a family practice.  Arch Intern Med 1988; 148: 2177–80.
  38. Holtslander LF. Caring for bereaves caregivers: Analyzing the context of care. Clin L Oncol Nurs 2008; 12: 501-6.
  39. Brazil K, Bedard M, Willison K. Correlates of health status for family caregivers in bereavement. J Palliat Med 2002; 5: 849–55.
  40. Kim H, Chang M, Rose K, Sunha Kim. Predictors of caregiver burden in caregivers of individuals with dementia. J Adv Nurs 2012; 68: 846-55.
  41. Yoon H. Factors associated with family caregivers' burden and depression in Korea. Int J Aging Hum Dev 2003; 57: 291-311.
  42. Kris AE, Cherlin EJ, Prigerson H, Carlson MD, Johnson-Hurzeler R, Kasl SV, et al. Length of hospice enrollment and subsequent depression in family caregivers: 13-month follow-up study. Am J Geriatr Psychiatry 2006; 14: 264–9.
  43. Candy B, Jones L, Drake R, Leurent B, King M. Interventions for supporting informal caregivers of patients in the terminal phase of a disease. Cochrane Database Syst Rev 2011; (6): CD007617.
  44. Hudson PL. How well do family caregivers cope after caring for a relative with advanced disease and how can health professionals enhance their support? J Palliat Med 2006; 9:694–703.
  45. Hebert RS, Prigerson HG, Schulz R, Arnold RM. Preparing caregivers for the death of a loved one: a theoretical framework and suggestions for future research. J Palliat Med 2006; 9:1164–71.
  46. Pearce MJ, Singer JL, Prigerson HG. Religious coping among caregivers of terminally ill cancer patients: main effects and psychosocial mediators. J Health Psychol 2006; 11:743–59.
Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Exercise in Older Adults (การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ)
 
Health Care of the Golden Age Women (การรักษาสุขภาพของสตรีวัยทอง)
 
The Internal Evaluation of Survey and Situation Assessment for Health Promotion in Public Health Education Institute, Thailand (การติดตามประเมินผลภายในโครงการสำรวจและประเมินสถานการณ์การสร้างเสริมสุขภาพของสถาบันการศึกษาสาธารณสุข ในประเทศไทย )
 
The Development of Health care Systems for the Movement Disability Patient at Sakon Nakhon Hospital (การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว ของสถานบริการเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลสกลนคร )
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Health Care Delivery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0