Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Standard Time and Determination of Number of Pharmaceutical Care Operators for Ambulatory HIV/AIDS Clinic at Warinchumrab Hopsital

เวลามาตรฐานการทำงานและการกำหนดอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรม คลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ

Anun Chaikoolvatana (อนันต์ ไชยกุลวัฒนา) 1, Parata Srisombat (ปรัตดา ศรีสมบัติ) 2, Sirinthip Pilong (ศิรินทร์ทิพย์ ปิลอง) 3, Chanathip Kanthong (ชนาธิป กันตรง) 4, Nitjawan Chuenmaitree (นิจวรรณ ชื่นไมตรี) 5




บทคัดย่อ

หลักการและวัตถุประสงค์: เนื่องจากปัจจุบัน มีการระบาดของโรคเอชไอวี/เอดส์ไปทั่วโลก ทำให้การบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ที่คลินิกของโรงพยาบาล มีจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการเป็นจำนานมาก แต่ว่าอัตรากำลังบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่มีอยู่อย่างจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาการประมาณการอัตรากำลังของ เภสัชกร ผู้ช่วยเภสัชกร และเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมสำหรับงานการบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาพตัดขวาง โดยใช้เทคนิคการวัดงานแบบจับเวลาการทำงาน (stopwatch time study) โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยคลินิกเอชไอวี/เอดส์โรงพยาบาลวารินชำราบ ที่มารับบริการที่คลินิกเอชไอวี/เอดส์ มีเกณฑ์คัดเลือกผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ที่ได้รับยาต้านไวรัส (ARV) หรือผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาหลอกเพื่อประเมิน Adherence เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกเวลา (time study form) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เช่น ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา: พบว่าเวลามาตรฐานการทำงาน (standard time) ในการปฏิบัติงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอช-ไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ ต่อใบสั่งยา ด้วยการใช้เทคนิคการจับเวลา (Stopwatch time study technique) ตามชนิดงานย่อย 5 ขั้นตอน ดังนี้ การซักประวัติและเขียน Patient profile (new case)  9 นาที  การประเมินปัญหาหรือแก้ไขที่เกิดจากการใช้ยา (drug related problems)  7 นาที  การพิมพ์ ฉลากยา  1 นาที  การจัดยา จนถึง ตรวจสอบยา (checker One)  6 นาที  และตรวจสอบยา ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้  5 นาที รวมระยะเวลา 28 นาที คิดเป็นปริมาณภาระงานต่อปี (workload / year) แบ่งตามผู้รับผิดชอบ คือ เภสัชกร 208 ชั่วโมง   ผู้ช่วยเภสัชกรและลูกจ้าง  214 ชั่วโมง และมีชั่วโมงการทำงานของบุคลากรต่อปี (Workload per operators) เท่ากับ 672 ชั่วโมง  ในส่วนของการคำนวณอัตรากำลังเภสัชกร ผู้ช่วยเภสัชกรและลูกจ้าง ในงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ จากค่าเวลามาตรฐานการทำงานและภาระงาน พบว่าอัตรากำลังเภสัชกรที่ควรจะมีเท่ากับ 0.31 ราย ผู้ช่วยเภสัชกรและลูกจ้าง เท่ากับ 0.32 ราย

สรุป: เมื่อพิจารณาจากอัตรากำลังคนที่กล่าวมาในปัจจุบัน กับค่าที่คำนวณได้ถือว่ามีความเหมาะสม

คำสำคัญ   เวลามาตรฐานการทำงาน      อัตรากำลัง       ภาระงาน     การจับเวลาแบบ Stopwatch 

        

Abstract

Background and Objective:  Currently, the pandemic of HIV/AIDS has widely spread all over the world.  As a result, the pharmaceutical care for HIV/AIDS patients at HIV/AIDS clinic has to deal with a large number of patients.  Whereas, the man power of health care workers can be really limited.  Therefore, this study was conducted to estimate number of personnel including, pharmacists, pharmacy technicians, and workers for Ambulatory Care of HIV/AIDS Clinic at Warinchumrab Hopsital, Ubon Ratchathani province.

Methods:  It is a cross-sectional, descriptive design using Stopwatch Time Study Technique.  The volunteers included HIV/AIDS patients receiving a patient care at HIV/AIDS Clinic.  All volunteers needed to pass the inclusion criteria either currently receiving ARV medications or receiving placebo for adherence evaluation.  Time study form was implemented to be a measuring tool.  All collecting data was analyzed via descriptive statistics including, frequency, percentage, standard deviation (SD).

Results:  The Standard Time for pharmaceutical care activities at HIV/AIDS Clinic, Warinchumrab Hospital including 5 different steps per prescription via stopwatch time study technique can be described as 1) Patient history taking and profile writing 9 minutes, 2) Assessment and solution of drug related problems 7 minutes, 3) Prescription printing 1 minute, 4) Dispensing and checking prescriptions at checker one 6 minutes, 5) re-checking prescriptions and counseling 5 minutes.  The total standard time is equal to 28 minutes.  The man-hour per year was divided into 2 categories including, pharmacist (208 hours), and pharmacy technicians and workers (214 hours).  The total workload per operators is equally to 972 hours.  Regarding the man power of pharmacist, pharmacy technicians and workers working at HIV/AIDS Clinic, Warinchumrab Hospital, the finding indicated the number of pharmacists required should be 0.31 person, and the number of pharmacy technicians and workers required should equally be 0.32 persons.

Conclusion:  Overall, the calculations of the number of personnel required for ambulatory care of HIV/AIDS Clinic at Warinchumrab Hospital is currently appropriate.

Keywords   Standard Time        Man Power          Workload         Stopwatch Time Study

 

บทนำ

องค์การอนามัยโลกได้ประมาณการตัวเลขเมื่อ พ.ศ. 2552 ว่ามีผู้ติดเชื้อและป่วยด้วยโรคเอชไอวี/เอดส์อยู่ประมาณ 33.3 ล้านคนทั่วโลก1  โดยแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์รายใหม่ ประมาณ 2.6 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตปีละ 1.8 ล้านคน2  โดยในพื้นที่ศึกษาอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวนผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ที่มาเข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงทำให้โรงพยาบาลมีภาระงานด้านบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์แเพิ่มขึ้น อีกทั้งในปัจจุบันแต่ละโรงพยาบาลได้มีการพัฒนาระบบงาน โดยมีการจัดทำมาตรฐานการประเมินการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation: HA) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบริการผู้ป่วยให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน3 จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินงานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลจะผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การยื่นบัตรที่เวชระเบียน การคัดกรองผู้ป่วยโดยการซักประวัติ การตรวจรักษาโรค และขั้นตอนสุดท้ายคือการบริการจ่ายยาให้ผู้ป่วยซึ่งในแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ดังนั้น การมีอัตรากำลังบุคลากรในฝ่ายที่เพียงพอ จึงมีส่วนสำคัญในการบริหารงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ สามารถคิดจากการวัดงาน (work measurement) ซึ่งคือการประยุกต์ใช้เทคนิคการวัดเวลาที่ใช้ในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานต่อภารกิจใดภารกิจหนึ่ง เวลาการทำงานที่วัดได้จะถูกกำหนดเป็นเวลามาตรฐานของการทำงาน (standard time) วิธีการวัดเวลามาตรฐานของการทำงานที่นิยมใช้ในงานบริการมี 3 วิธีคือ 1) การจับเวลาการทำงาน (stop watch time study) 2) การสุ่มงาน (Work sampling) และ 3) การกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert opinion)4 ซึ่งวิธีการจับเวลาการทำงานเป็นวิธีการวัดมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากเป็นวิธีที่มีความถูกต้องสูง ส่วนวิธีการสุ่มงานคือวิธีการสังเกตการณ์ทำงานว่าผู้ปฏิบัติงานใช้เวลาในการทำกิจกรรมใดอยู่บ้าง การสุ่มงานจำเป็นต้องใช้การสังเกตจำนวนมากพอ อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายประการเช่น  ประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญที่มากพอ และวิธีสุดท้ายคือการกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญคือ วิธีการกำหนดเวลามาตรฐานของการทำงานโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้กำหนด โดยที่ผู้เชี่ยวชาญคือผู้ที่มีประสบการณ์ในงานนั้นๆที่จะประมาณเวลาที่ควรจะใช้ในการปฏิบัติงานได้ การใช้ผู้เชี่ยวชาญประมาณการเป็นการใช้ความเห็นส่วนบุคคล (subjective) อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มากด้วยประสบการณ์จริงๆ ดังนั้นแนวทางในการวัดเวลามาตรฐานการทำงานในการศึกษาครั้งนี้ จึงเลือกที่จะใช้วิธีการจับเวลาการทำงาน (stopwatch time study) เนื่องจากความสะดวกในการจับเวลา เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผล นอกจากนั้น ยังเป็นวิธีการที่นิยมใช้และเป็นที่ยอมรับในการใช้ศึกษาเวลามาตรฐานการทำงาน จากการทบทวนงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าการวัดเวลามาตรฐานการทำงานและการกำหนดอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรมในแต่ละโรงพยาบาลที่มีการวัดงานที่แตกต่างกัน โดยประกอบด้วย 3 วิธีคือ การจับเวลาการทำงาน การสุ่มงาน และวิธีการกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งพบว่าการศึกษาเวลามาตรฐานโดยการจับเวลาการทำงานสามารถวิเคราะห์อัตรากำลังได้ใกล้เคียงกับบุคลากรที่มีอยู่จริง และเภสัชกรที่เหมาะสมในงาบริบาล เภสัชกรรมที่สุด5-7

ข้อมูลเบื้องต้นของโรงพยาบาลวารินชำราบเกี่ยวกับการให้บริการผู้ป่วยนอก ด้านงานการบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอชไอวี/เอดส์ ปี พ.ศ. 2554 พบว่า มีผู้ป่วยมารับบริการ จำนวน 1,798 ครั้ง มีผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสประมาณ  400 ราย มีผู้มารับบริการต่อวันประมาณ 20-30 ราย โดยมีการเปิดให้บริการด้านงานบริบาลเภสัชกรรมในคลินิกผู้ป่วยเอชไอวี/เอชไอวี/เอดส์ ทุกวันอังคารและพุธ  มีอัตรากำลังประกอบด้วย เภสัชกร 2  ราย ผู้ช่วยเภสัชกร 2 ราย ลูกจ้าง 2 ราย     แต่เป็นอัตรากำลังที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานบริบาลเภสัชกรรมในคลินิกผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ร่วมกับงานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยนอกและคลินิกพิเศษอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง คลินิกจิตเวช   การที่อัตรากำลังต้องรับผิดชอบงานในคลินิกพิเศษอื่นๆด้วย ทำให้ระยะเวลาในการรอรับยาของผู้ป่วยจึงค่อนข้างนาน รวมทั้งบริบาลเภสัชกรรมในคลินิกผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ มีหลายขั้นตอนตั้งแต่ การซักประวัติ ประเมินการใช้ยา ความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัส ตลอดจนความปลอดภัยจากการใช้ยาและการเกิดปัญหาจากการใช้ยา เพื่อป้องกันปัญหาการดื้อยาและอาการข้างเคียงจากการใช้ยาต้านไวรัสที่รุนแรงให้ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ ยังพบว่าโรงพยาบาลวารินชำราบ กำลังจะพัฒนาศักยภาพจากโรงพยาบาลชุมชน 90 เตียง เป็นโรงพยาบาลทั่วไป 300 เตียง ดังนั้น จากจำนวนอัตรากำลังที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อผู้รับบริการที่มีค่อนข้างมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงความสนใจที่จะศึกษาเวลามาตรฐานการทำงาน และการกำหนดอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โดยใช้การจับเวลาการทำงานเพื่อหาค่าเวลามาตรฐานของการทำงานโดยใช้เทคนิคการจับเวลา และเพื่อวิเคราะห์ภาระงานและอัตรากำลังของบุคลากรที่เหมาะสมสำหรับงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ของโรงพยาบาลวารินชำราบ  รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารในการวางแผนจัดสรรอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ให้เหมาะสมต่อไป

 

วิธีการศึกษา

รูปแบบการวิจัย

เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาพตัดขวาง (cross-sectional, descriptive design) โดยใช้เทคนิคการจับเวลาการทำงาน (Stopwatch time study) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ที่มารับบริการของผู้ป่วยคลินิกเอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ ระยะเวลาเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 1 เดือน พบว่าจำนวนครั้งในการเก็บตัวอย่างทั้งสิ้น 117 ครั้ง

การสุ่มตัวอย่าง

จะอาศัยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างให้ตรงตามคุณสมบัติที่กำหนด ดังนี้

เกณฑ์คัดเข้า(inclusion criteria) 

1.   ผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ที่ได้รับยาต้านไวรัส หรือกำลังได้รับยาหลอกเพื่อประเมิน Adherence

2.    ผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ที่ ได้รับยาต้านไวรัส และได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม

เกณฑ์คัดออก (exclusion criteria)

1.   ผู้ป่วยที่ไม่ยินยอมให้การศึกษา

2.   ผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะได้รับยาต้านไวรัส เนื่องจากปัญหาความไม่ร่วมมือในการใช้ยา ระดับ CD4 ที่ต่ำเกินไป หรือมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบบันทึกเวลา ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วน ดังนี้

 

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย วันที่มารับบริการที่โรงพยาบาล ลำดับที่ จำนวนฉลากยา ผู้ป่วย

รายเก่าหรือรายใหม่ เพศ โรคร่วม ปัญหาจากการใช้ยา

ส่วนที่ 2 กิจกรรมบริบาลเภสัชกรรม ประกอบไปด้วย การบันทึกเวลาช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดของกิจกรรมย่อย เป็นหน่วยวินาที   โดยมีกิจกรรมย่อย ดังนี้

1.        เภสัชกร ซักและเขียนประวัติผู้ป่วย (patient profile; new case)

2.        เภสัชกรประเมินปัญหา  หรือ  แก้ไขปัญหาจากการใช้ยา

-           ถ้าเป็นผู้ป่วยรายใหม่และได้รับยาต้านไวรัสพร้อมพบแพทย์ผู้รักษา

-           ถ้าผู้ป่วยมีโรคฉวยโอกาส/ปัญหาจากการใช้ยา และต้องพบแพทย์อายุรกรรม

3.        ยื่นใบสั่งยา ที่ห้องยา

4.        พิมพ์ ฉลากยา

5.        เจ้าหน้าที่ห้องยาจัดยา (ถึง checker one)

6.        เภสัชกรตรวจสอบยาให้คำปรึกษา แนะนำการใช้ยา

1)  ดูประวัติผู้ป่วย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

2)  แนะนำตัว, ทักทาย

3)  ประเมิน medication reconciliation

4)  สอบถามการรับประทานยาผู้ป่วย

5)  แนะนำการยาต้านไวรัส และการรับประทานยา

6)  แนะนำการเฝ้าระวังอาการข้างเคียง หรือ อาการไม่พึงประสงค์

7)  การปฏิบัติตัวทั่วไป

8)  ผู้ป่วยซักถาม , นัดหมาย

7.   กิจกรรมอื่นๆ ระบุเพิ่มเติม………

การวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ                                                                          

1.      การวิเคราะห์ความเที่ยง (validity) โดยนำแบบบันทึกเวลาที่สร้างและปรับปรุงขึ้นเสนออาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 ท่าน และเภสัชกรผู้รับผิดชอบงานบริบาลเภสัชกรรม จำนวน 2 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงของเนื้อหาและความเหมาะสมของภาษา

2.      การวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น (reliability) โดยนำแบบบันทึกเวลาที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไป

ทดลองใช้ (try out) กับผู้ป่วยนอกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำนวน 10 ราย

แล้วนำมาหาความเชื่อมั่น  โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคโดยรวม (Cronbach’s

alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.75  

วิธีการศึกษา

1.   ศึกษาขั้นตอนและวิธีการทำงานในคลินิกเอชไอวี/เอดส์ ทุกวันอังคารและพุธ (ดังที่กล่าวไปใน

กิจกรรมย่อยข้อที่ 2)

2.   ศึกษาขั้นตอนงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ทุกขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจว่าเวลามาตรฐานการ

ทำงานที่ได้จากการวิเคราะห์ครบทุกขั้นตอนการให้บริบาลผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ดังนี้

2.1  เภสัชกรร่วมซักประวัติ  หรือ เขียน patient profile

2.2  เภสัชกรร่วมประเมินปัญหา หรือ รวมทั้งปรึกษาแพทย์

2.3  ยื่นใบสั่งยา ที่ห้องยา

2.4  พิมพ์ ฉลากยา

2.5  เจ้าหน้าที่ห้องยาจัดยา  (ถึง checker one)

2.6  เภสัชกร  ตรวจสอบยา  ให้คำปรึกษา  แนะนำการใช้ยา  ส่งมอบยา

2.7  กิจกรรมอื่นๆ

3.   การจับเวลาการทำงาน 9 ขั้นตอน  ดังนี้

ขั้นที่ 3.1 เลือกงานที่จะศึกษา (job selection) เฉพาะกิจกรรมบริบาลทางเภสัชกรรม (ดังขั้นตอนที่ 2)

ขั้นที่ 3. 2 รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานที่จะศึกษา

ขั้นที่ 3.3 แจกแจงขั้นตอนการทำงาน

ขั้นที่ 3.4 เก็บข้อมูลโดยการจับเวลาแต่ละหน่วยย่อย

3.4.1  ทบทวนวิธีการทำงานของผู้ปฏิบัติก่อนในแต่ละงานย่อย

3.4.2  ผู้ปฏิบัติต้องมีทักษะและความรู้ในการทำงาน

3.4.3  ผู้ปฏิบัติงานต้องมีประสบการณ์ในงานอย่างน้อย 1 ปี

3.4.4  จับเวลาโดยการจับเวลาแบบรายครั้ง (fly back  timing) ของงานย่อยนั้นๆ

ขั้นที่ 3.5  ประเมินอัตราการทำงาน (Rating)   การศึกษาครั้งนี้ เท่ากับร้อยละ 100

ขั้นที่ 3.6 ประมาณจำนวนครั้งในการจับเวลาโดยใช้สูตรต่อไปนี้ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โอกาสผิดพลาด 5% 8 

 

 n  = จำนวนครั้งที่ต้องการจับเวลา

   N =จำนวนที่จับเวลาจริง (จำนวนผู้ป่วยที่จะจับเวลาจริง)

X = เวลาที่จบได้จริงในแต่ละครั้ง

ดังนั้น จำนวนครั้งที่ต้องการจับเวลา (n) =   219 ครั้ง

ผู้วิจัยทำการจับเวลาของผู้ที่มารับบริการที่คลินิกวันอังคารและวันพุธ ในช่วงเวลา 08.00 -12.00 . ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 23 กันยายน 2554  รวมทั้งสิ้น 37 วัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขั้นที่ 3.7 คำนวณหาเวลาที่ใช้ในการทำงานปกติและเวลาเฉลี่ยของการทำงานปกติ โดยใช้สูตรต่อไปนี้ 9เวลาที่ใช้ในการทำงานปกติ (normal time) จากสูตร

 

วลาที่จับได้จากการทำงานในแต่ละขั้นตอน (element  time) x % อัตราการทำงาน(%rating)

                                                                     100

เวลาเฉลี่ยของการทำงานปกติ (average normal time)  =  ผลรวมของเวลาที่ใช้ในการทำงานปกติ                                                                              จำนวนครั้งของการจับเวลาจริง            

ขั้นที่ 3.8 การปรับค่าเวลาเผื่อ (allowance time) เวลาเผื่อเกี่ยวกับธุระส่วนตัวร้อยละ 5  ความเมื่อยล้าร้อยละ 5  ความล่าช้าร้อยละ 5

ขั้นที่ 3.9 กำหนดเวลามาตรฐานการทำงาน (calculating the standard time) คำนวณได้จากสูตร8

เวลามาตรฐานการทำงาน = เวลาที่ใช้ในการทำงานปกติ + ค่าเวลาเผื่อ

4.   วิเคราะห์ภาระงาน และ อัตรากำลัง

4.1  วิเคราะห์ภาระงาน (workload (จากสูตร 8

เวลามาตรฐาน (standard time)   x จำนวนหน่วยของงาน (number of work  unit)

โดยที่ ภาระงาน = ปริมาณเวลาทั้งหมดเป็นชั่วโมงที่ใช้ในการทำงานของคน (man-hour)

                          จำนวนหน่วยของงาน =  หน่วยนับของผลงาน เช่น จำนวนใบสั่งยา หรือ จำนวนผู้ป่วยต่อปี

4.2  อัตรากำลังของบุคลากร

 

 

ชั่วโมงการทำงานต่อผู้ปฏิบัติงาน คิดจาก

1)   คลินิก มีเฉพาะวันอังคาร และ วันพุธ = 8 x 12 = 96 วัน/ปี

2)   วันหยุดราชการที่ตรงกับวัน อังคาร และ วันพุธ = 0 วัน

3)   จะได้วันทำงาน =  96-0 = 96 วัน/ปี

4)   ชั่วโมงการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน= 96 วัน x 7 ชั่วโมง = 672  ชั่วโมง

1.   วิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา

จำนวนหน่วยของงาน

         จำนวนหน่วยของงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ ปี พ.ศ. 2554 ประกอบด้วย การซักและเขียนประวัติผู้ป่วย (patient profile; new case) จำนวน 69 ครั้ง  การประเมินหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา (drug related problems;DRPs) จำนวน 288 ครั้ง  การพิมพ์ฉลากยา จำนวน 1,798  ครั้ง จัดยาจนถึงตรวจสอบยา (checker one) จำนวน 1,798  ครั้ง  การตรวจสอบยาและให้คำปรึกษา แนะนำการใช้ยา จำนวน 1,798  ครั้ง  

ข้อมูลทั่วไปกลุ่มตัวอย่าง

จำนวนครั้งในการเก็บตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 117 ครั้ง  ได้แก่  ผู้ป่วยรายเก่า ร้อยละ 94.87  ผู้ป่วยรายใหม่ ร้อยละ 5.13  เพศชาย ร้อยละ 50.43 หญิง ร้อยละ 49.57   ไม่มีโรคร่วม ร้อยละ 75.21 มีโรคร่วม (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง) ร้อยละ 24.79  และ ไม่มี drug related problems (DRPs) ร้อยละ 76.92  มี drug related problems (DRPs) ร้อยละ 23.08

 

เวลามาตรฐานของการทำงาน

เวลามาตรฐานการทำงานงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ ต่อใบสั่งยา แบ่งตามชนิดงานย่อยได้ดังนี้   ซักประวัติและเขียน patient profile (new case)  9 นาที  ประเมินปัญหาหรือแก้ไข DRPs  7 นาที  พิมพ์ ฉลากยา  1 นาที  จัดยา จนถึง ตรวจสอบยา (checker one)  6 นาที  และตรวจสอบยา  ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้  5 นาที รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 28 นาที (ตารางที่  1)

 

ตารางที่  1  จำนวนครั้งที่จับเวลา  เวลาเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   เวลาเผื่อ และเวลามาตรฐาน

ชนิดงานย่อย

จำนวนครั้งที่จับเวลา

เวลาทำงานปกติ(วินาที)

SDวินาที

เวลาเผื่อ(วินาที)

เวลามาตรฐาน(นาที)

1. ซักประวัติ /เขียน patient    profile (new case)

6

490.00

121.35

73.50

9

2. ประเมินปัญหา /แก้ไข DRPs

27

387.78

197.27

58.17

7

3. พิมพ์ ฉลากยา

116*

56.62

14.60

8.49

1

4. จัดยา  จนถึง ตรวจสอบยา(checker one)

102**

315.88

223.83

47.38

6

5. ตรวจสอบยา  ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้

                  รวม

116*

280.74

128.62

42.11

5

 

28

      * missing data  เท่ากับ 1  ,** missing data  เท่ากับ 5

 

ภาระงานต่อปี

จากเวลามาตรฐานที่ได้ นำมาคำนวณภาระงานในรอบ 1 ปีงบประมาณจะได้ภาระงานต่อปี ดังนี้   การซักและเขียนประวัติผู้ป่วย (patient profile; new case)  11 ชั่วโมง/ปี  การประเมินหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา (drug related problems) 36 ชั่วโมง/ปี    การพิมพ์ฉลากยา 33 ชั่วโมง/ปี    การจัดยาจนถึงตรวจสอบยา (checker one) 181 ชั่วโมง/ปี    และการตรวจสอบยา  ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้ยา  161 ชั่วโมง/ปี  (ตารางที่ 2)   แบ่งภาระงานตามผู้รับผิดชอบงาน ได้ดังนี้ เภสัชกร 208 ชั่วโมง/ปี   ผู้ช่วยเภสัชกรและลูกจ้าง  214 ชั่วโมง/ปี (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่  2 ปริมาณภาระงานต่อปี (man-hour per year) แบ่งตามชนิดงานย่อย

ชนิดงานย่อย

ผู้รับผิดชอบ

เวลามาตรฐาน(นาที)

จำนวนหน่วยของงาน(ครั้ง)

ภาระงานต่อปี(ชั่วโมง)

1. ซักประวัติ /เขียน

patient    profile (new

case)

เภสัชกร

9

69

11

2. ประเมินปัญหา /แก้ไข DRPs

เภสัชกร

7

288

36

3. พิมพ์ ฉลากยา

ลูกจ้าง

1

1,798

33

4. จัดยา  จนถึง ตรวจสอบยา(checker one)

ลูกจ้าง และ ผู้ช่วยเภสัชกร

6

1,798

181

5. ตรวจสอบยา  ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้

เภสัชกร

5

1,798

161

 

ตารางที่  3  ปริมาณภาระงานต่อปี จำแนกตามผู้รับผิดชอบ

ผู้รับผิดชอบ

ภาระงานต่อปี (ชั่วโมง)

เภสัชกร

208

ผู้ช่วยเภสัชกร และ ลูกจ้าง

214

 

อัตรากำลัง

จากภาระงานต่อปี ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของผู้ปฏิบัติงานต่อปีเท่ากับ 672 ชั่วโมง (98 วัน x 7 ชม.) นำมาคำนวณอัตรากำลัง (the number of operators) จะได้เภสัชกร เท่ากับ 0.31 คน และอัตรากำลังของผู้ช่วยเภสัชกร และ ลูกจ้าง เท่ากับ 0.32 ราย (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่  4  อัตรากำลังของผู้ปฏิบัติงานจำแนกตามผู้รับผิดชอบงาน

ผู้รับผิดชอบ

ภาระงานต่อปี(ชั่วโมง)

ชั่วโมงทำงาน

(98 วัน x 7 ชม.)

อัตรากำลัง (ราย)

เภสัชกร

208

672

0.31

ผู้ช่วยเภสัชกร และ ลูกจ้าง

214

672

0.32

 

วิจารณ์

1.    ข้อมูลทั่วไป

         จากข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย HIV/AIDS ที่เข้ามารับบริการที่คลินิกเอชไอวี/เอดส์

โรงพยาบาลวารินชำราบ พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยเก่า (ร้อยละ 94.87) ไม่มีโรคร่วม (ร้อยละ 75.21) และไม่มี DRPs (ร้อยละ 76.92)   ซึ่งจากสูตรการคำนวณหาจำนวนครั้งในการจับเวลาระดับความเชื่อมั่น 95 % พบว่า จำนวนครั้งที่ต้องจับเวลา เท่ากับ 219 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาครั้งนี้สามารถจับเวลาได้จริงเพียง 117 ครั้งตลอดช่วงระยะเวลาที่ทำการศึกษา ซึ่งจำนวนครั้งที่จับเวลาลดลง อาจส่งผลต่อการวิเคราะห์หาเวลามาตรฐาน ภาระงานและอัตรากำลังได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากการที่ผู้วิจัยต้องปฏิบัติภารกิจหลายอย่างในช่วงที่ทำการศึกษาคือ การฝึกปฏิบัติงานเฉพาะทางที่แหล่งฝึก ส่งผลทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ครบตามที่คำนวณไว้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากข้อจำกัดบางประการ เช่น การจับเวลาของเภสัชกรที่ปฏิบัติหน้าที่ที่คลินิกเอชไอวี/เอดส์นั้น ไม่ได้ประจำอยู่ที่คลินิกแห่งนี้เพียงแห่งเดียว แต่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ด้านการให้บริบาลเภสัชกรรมกับผู้ป่วยนอกอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่งผลทำให้จำนวนครั้งของจับเวลาลดลง ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนและส่งผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูล  ดังนั้นข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากการ ศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ใช้อ้างอิงได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ความถูกต้องชัดเจนของจำนวนครั้งที่ต้องใช้ในการจับ ที่จะส่งผลต่อการวัดเวลามาตรฐานการทำงานและอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรม คลินกเอชไอวี/เอดส์ จึงขอเสนอแนะให้มีจำนวนอาสาสมัครและบุคลากรโรงพยาบาลที่จะช่วยในการเก็บข้อมูลและมีเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ในคลินิกที่ตนรับผิดชอบอย่างเพียงพอ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

         จากการศึกษาครั้งนี้เลือกทำในคลินิกเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมีจำนวนผู้มารับบริการต่อวันค่อนข้างมาก ทำให้ในบางครั้งการให้บริการอาจล่าช้าและไม่สะดวกเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม แผนกหรือหน่วยงานต่างๆในโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการกับผู้ป่วยนั้นมีบริบทขั้นตอนการบริการที่แตกต่างกันในรายละเอียด ที่อาจส่งผลต่อศักยภาพในการให้บริการผู้ป่วยแตกต่างกันไป เช่น เวลาที่ใช้ในการให้บริการผู้ป่วย 1 ราย อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในแผนก ภาระงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรการแพทย์ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจากการศึกษาในอดีต พบว่าประเภทของงานแต่ละแผนกที่แตกต่างกันมีส่งผลต่อการวัดเวลามาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การศึกษาประเภทของงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอกกับการหาเวลามาตรฐาน โดยวิธี direct time study และ self reporting พบว่าแผนกที่เภสัชกรต้องรับผิดชอบมาก เช่น แผนก ICU เวลามาตรฐานการทำงานของเภสัชกร เท่ากับ 105.35 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก trauma ICU (78.08 นาที) และแผนกผู้ป่วยนอกทั่วไป (34.92 นาที) ที่เภสัชกรมีหน้าที่รับผิดชอบน้อยกว่า ตามลำดับ10  

            เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหน่วยของานที่นำมาคิดเป็นงานตลอดทั้งปีงบประมาณ พบว่าเป็นการคิดคำนวณจากช่วงเวลาตลอดทั้งวันที่เภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีการแบ่งช่วงเวลาเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนกับช่วงเวลาปกติ จากการสังเกตของผู้วิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาลวารินชำราบ พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน และช่วงเวลาที่มีใบสั่งยาจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นช่วงเร่งด่วนคือ ช่วง 10.00-12.00 น. หากสามารถคิดคำนวณหน่วยงานในช่วงเวลาดังกล่าวและวิเคราะห์มาเป็นภาระงาน ก็จะทำให้สามารถทราบว่ากำลังคนในช่วงเวลาเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ 

 

2.     เวลามาตรฐานของการทำงาน

         เวลามาตรฐานการทำงานของงานบริบาลเภสัชกรรมคลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบต่อใบสั่งยา แบ่งได้ดังนี้   1) ซักประวัติและเขียน patient profile (new case) 9 นาที  2) ประเมินปัญหาหรือแก้ไข (drug related problems)  7 นาที  3) พิมพ์ ฉลากยา  1 นาที  4) จัดยา จนถึง ตรวจสอบยา (checker one)  6 นาที  และ 5) ตรวจสอบยา ให้คำปรึกษา แนะนำการใช้  5 นาที  ซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาในการให้บริการทั้งหมดต่อราย พบว่าเท่ากับ 28 นาที  ซึ่งใกล้เคียงกับการศึกษาของทวีวรรณ ปิยะพรมดี 10  ที่ศึกษาเวลามาตรฐานในหน่วยจ่ายยาผู้ป่วยนอก กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น โดยการใช้เทคนิคการจับเวลาโดยตรงและเทคนิคใช้ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า เวลามาตรฐานการให้คำปรึกษาด้านยา 30.48 นาที ต่อผู้ป่วย 1 ราย  อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาครั้งนี้แตกต่างไปจากการศึกษาของ ภคินี เล่งเวหาสถิต์ และคณะ11  ที่ศึกษาการบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก โดยใช้เทคนิคการจับเวลาและการสุ่มงาน พบว่าระยะเวลาในการรับยาเฉลี่ยของผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เท่ากับ 11.34 + 6.48 นาที  ซึ่งสั้นกว่าเวลาที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้  รวมทั้งผลการศึกษาของผันสุ ชุมวรฐายี และคณะ12  ที่ทำการศึกษาเวลามาตรฐานการทำงาน การกำหนดอัตรากำลังในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าเวลามาตรฐานในการจ่ายยา 1 ใบสั่งยาที่มีรายการยา 3-4 รายการ ได้เวลามาตรฐาน 801.82 วินาที (13.36 นาที) ซึ่งสั้นกว่าเวลามาตรฐานในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดบ่งบอกได้ว่า เวลาที่ใช้ในการให้บริการผู้ป่วยต่อรายแตกต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทของแผนกที่ให้บริการ หากเป็นแผนกที่มีจำนวนผู้ป่วยมารับบริการต่อวันมาก ระยะเวลาของการให้บริการต่อรายย่อมมากกว่าแผนกที่มีจำนวนผู้ป่วยน้อยกว่า นอกจากนั้น ขนาดของห้อง การแบ่งพื้นที่ใช้งาน การวางแผนบริหารจัดการให้บริการ ปริมาณงานที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อระยะเวลาในการให้บริการผู้ป่วยทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวเลขระยะเวลาการให้บริการผู้ป่วยต่อรายในการศึกษาครั้งนี้ที่อาจเหมือนหรือแตกต่างไปจากการศึกษาในอดีต ยังไม่ได้บ่งบอกว่าค่าดังกล่าวเป็นค่าที่ถูกต้องเหมาะสม นอกจากจะมีการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลในแผนกงานเดียวกัน ซึ่งมีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์จากสถานพยาบาลหลายๆแห่ง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน จึงจะสามารถบอกได้ว่าค่าตัวเลขระยะเวลาในการให้บริการผู้ป่วยต่อรายมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

         เมื่อคำนวณอัตรากำลังคน พบว่าจำนวนบุคลากรทั้งเภสัชกร ผู้ช่วยเภสัชกร และคนงานยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับจำนวนใบสั่งยา เช่นเดียวกับการศึกษาของเชิดชัย สุนทรภาศ และคณะ13 ที่คำนวณเวลามาตรฐานการจ่ายยาของเภสัชกรในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น โดยใช้เทคนิคการสุ่มงาน เท่ากับ 6.73 และ 8.15 นาที/ใบสั่งยา ในขณะที่อัตรากำลังผู้ปฏิบัติงานมีความเหมาะสมกับภาระงานในปัจจุบัน                          

         นอกจากนี้ ระยะเวลามาตรฐานที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้มีค่ามากกว่าเวลามาตรฐานของโครงการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาล 14   ที่กำหนดว่าเวลาที่ผู้ป่วยรอรับยาไม่ควรเกิน 20 นาที ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากระบบงานการบริบาลเภสัชกรรมเอชไอวี/เอดส์ เป็นระบบการทำงานที่อยู่ในคลินิกจ่ายยารวมกับคลินิกโรคเรื้อรังอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลินิกเบาหวาน ซึ่งไม่ได้มีการแยกงานออกไปอย่างชัดเจน รวมทั้งกระบวนการงานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์มีความซับซ้อนกว่างานบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยนอกทั่วไป เช่น การประเมินปัญหาจากการใช้ยาในแต่ละรายและความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายด้วย ส่งผลทำให้ระยะเวลางานบริบาลเภสัชกรรม คลินิกเอชไอวี/เอดส์ นานกว่าค่ามาตรฐานของโรงพยาบาล  ดังนั้น จากผลการศึกษาเวลามาตรฐานการทำงานครั้งนี้ อาจต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น จำนวนขั้นตอนงานย่อย จำนวนเภสัชตำรับ ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม เช่น ขนาดของห้องทำงาน การแบ่งพื้นที่ใช้งาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรและขั้นตอนการจ่ายยา15

3.     อัตรากำลัง

จากภาระงานต่อปี ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของผู้ปฏิบัติงานต่อปีเท่ากับ 672 ชั่วโมง นำมาคำนวณอัตรากำลัง จะได้เภสัชกรเท่ากับ 0.31 ราย ผู้ช่วยเภสัชกรและ ลูกจ้าง เท่ากับ 0.32 ราย ซึ่งจำนวนเภสัชกรที่มีอยู่จริงในปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่คลินิกเอชไอวี/เอดส์ คือ 1 ราย ผู้ช่วยเภสัชกรและลูกจ้าง อย่างละ 1 ราย หากพิจารณาดูเฉพาะค่าที่คำนวณได้ อาจดูเหมือนว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ขณะนี้เพียงพอกับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม พบว่าเภสัชกรที่ปฏิบัติงานจริงที่คลินิกเอชไอวี/เอดส์ ไม่ได้ประจำที่คลินิกนี้เพียงแห่งเดียว แต่ยังต้องให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังชนิดอื่นด้วย เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้ภาระหน้าที่ค่อนข้างหนักและอาจไม่ได้ให้บริการผู้ป่วยครบทุกราย อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรเช่นกัน ดังนั้น หากต้องการพิจารณาอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจริงในแผนกเอชไอวี/เอดส์ จริงๆจำเป็นต้องนำชั่วโมงการปฏิบัติงานไปหักออกจากเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในส่วนแผนกโรคเรื้อรัง แล้วจึงนำมาคำนวณหาอัตรากำลังว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

การศึกษาที่ผ่านมา ยังให้ข้อเสนอแนะว่าหากโรงพยาบาลมีขนาดใหญ่หว่า 90 เตียงขึ้นไป วิธีการวัดเวลามาตรฐานการทำงานที่เหมาะสมและได้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด คือการวัดเวลามาตรฐานของงานย่อยทั้งหมดที่เภสัชกรรับผิดชอบในงานนั้นๆ เพื่อนำมาคำนวณหาอัตรากำลังที่ถูกต้องต่อไป 16,17

ข้อมูลอัตรากำลังที่คำนวณได้ สามาถนำไปใช้ในการวางแผนบริหารจัดการ ปริมาณงาน และอัตรากำลังคนของบุคลากร เพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากการบริหารอัตรากำลังไม่เหมาะสมกับภาระงาน จะส่งผลต่อคุณภาพงานได้ หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานจากความเหนื่อยล้าของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพโดยรวมในการปฏิบัติงานของบุคลากรในฝ่าย  

ข้อเสนอแนะ

1.      ระยะเวลาที่ใช้ศึกษาที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นหากจำเป็นต้องมีการศึกษาในอนาคต อาจเพิ่มระยะเวลาเก็บข้อมูล รวมทั้งขยายพื้นที่การศึกษาไปที่สถานพยาบาลอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอ เมื่อนำข้อมูลมาประมวลผลจะทำให้ได้ภาพรวมที่ถูกต้องมากขึ้น

2.      เนื่องจากการศึกษานี้เป็นการศึกษาเฉพาะงาน บริบาลเภสัชกรรมเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งมีขั้นตอนการทำงานที่อาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆ ในการศึกษาต่อไปควรมีการเปรียบเทียบเวลามาตรฐานการทำงานแต่ละขั้นตอนของแต่ละโรงพยาบาลเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางานการบริบาลเภสัชกรรมให้ดีขึ้น

 

สรุป

จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่าเวลามาตรฐานการทำงานมีค่ามากกว่าค่ามาตรฐานโครงการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลในการให้บริการผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ต่อราย  เนื่องจากข้อจำกัดประการ เช่น จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการ ความซับซ้อนของขั้นตอนการให้บริบาลทางเภสัชกรรม ดังนั้นสถานบริการสุขภาพจำเป็นต้องวางแนวทางแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น อัตรากำลังคนที่ได้จากการศึกษาเพียงพอต่องานที่รับผิดชอบ  อย่างไรก็ตาม ภาระงานของบุคลากรการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ต้องแบกรับภาระหลายอย่าง ในความเป็นจริงยังคงพบว่ายังคงขาดแคลนในเรื่องของอัตรากำลังคน  ดังนั้น ความชัดเจนของกรอบภาระงานของเจ้าหน้าที่และบุคลาการแพทย์แต่ละคน รวมทั้งชนิดของงานย่อยทั้งหมดที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ จำเป็นต้องนำมาประกอบการวิเคราะห์หาอัตรากำลังต่อไป นอกจากนั้น การรวบรวมข้อมูลการศึกษาเวลามาตรฐานการทำงานจากสถานพยาบาลอื่น ๆ เป็นอีกวิธีที่สามารถนำมาใช้พิจารณาดูความถูกต้อง เหมาะสมของการวิเคราะห์เวลามาตรฐานการทำงานและอัตรากำลังเช่นกัน

 

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม เภสัชกรแผนกผู้ป่วยนอก คลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บข้อมูลและคำปรึกษาที่เป็นประโยชน์กับผู้วิจัย สุดท้าย ขอขอบคุณนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ดำเนินการศึกษาครั้งนี้ จนประสบผลสำเร็จ

เอกสารอ้างอิง

1.      World Health Organization (WHO).  Global report: UNAIDS report on the global HIV/AIDS epidemic 2009-10.    Joint United Nation Programme on HIV/AIDS (UNIADS).  2010.

2.      ไพบูลย์  ดาวสดใส. การศึกษางานเภสัชกรรม (Work Study in Pharmacy). พิมพ์ครั้งที่ 1. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา. 2552

3.      สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล.  แบบแระเมินตนเองตามมาตรฐาน HA.  กรุงเทพมหานคร; ดีไซร์. 2543.

4.      Taylors FW.  1899 Pig Iron Observation: examining fact, fiction, and lessons for the new millennium.  Wrege, Charles D; Hodgetts, Richard M.  Academy of Management Journal 2000; 43: 1283.

5.      สุขใจ ปานทอง. การวิเคราะห์งานบริการเภสัชกรรมโรงพยาบาล: กรณีศึกษาในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านไผ่. รายงานการศึกษาอิสระ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.2548

6.      ปิยาดา    ภูวิเลิศ. การวัดงานบริบาลเภสัชกรรมจ่ายยาของบุคลากรในฝ่ายเภสัชกรรมโรงพยาบาลหนองแสง   ด้วยวิธีการศึกษาโดยตรงและการสุ่มงาน    รายงานการศึกษาอิสระปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต   สาขาวิชาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2549

7.      นภาพร อิ่มสันเทียะ.การศึกษาเปรียบเทียบการวัดเวลามาตรฐานการทำงาน โดยวิธีการจับเวลาการทำงาน (Stopwatch Time Study) วิธีการสุ่มงาน (Work sampling) และวิธีการกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert Opinion Standard) : กรณีศึกษาในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนาเชือก.รายงานการศึกษาอิสระปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.2548

8.      ผันสุ ชุมวรฐายี. การศึกษาเวลามาตรฐานการทำงาน และการกำหนดอัตรากำลัง ในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์. ศรีนครินทร์เวชสาร 2551; 23: 53-65.

9.      ชะอรสิน สุขศรีวงศ์, ไพบูลย์ ดาวสดใส, กิตติ พิทักษ์นิตินันท์, สมพร จันทร์จรัสจิตร. การศึกษา

เวลามาตรฐานที่ใช้ในการจ่ายยาผู้ป่วยนอก โดยวิธี Stopwatch Time Study: กรณีศึกษา ณ โรงพยาบาลทั่วไปศรีสะเกษ. วารสารเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย

10.  ทวีวรรณ ปิยะพรมดี. การสร้างโปรแกรมดัชนีชี้วัดในการวางแผนการบริหารอัตรากำลังคนในสายงานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก หน่วยจ่ายยาผู้ป่วยนอก กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น รายงานการศึกษาอิสระวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2547

11.  ภคินี เล่งเวหาสถิต์ และไพบูลย์ ดาวสดใส. การศึกษาการทำงานในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก (Work Study in Outpatient Dispensing Service). วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล 2550; 17(2): 90-9.

12.  ผันสุ ชุมวรฐยี. การศึกษาเวลามาตรฐานการทำงาน และการกำหนดอัตรากำลัง ในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้เทคนิคการจับเวลาโดยตรง.รายงานการศึกษาอิสระปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2547

13.  เชิดชัย สุนทรภาส, รัชฎาพร สุนทรภาส และ ผันสุ ชุมวรฐายี. การวัดงานโดยใช้เทคนิคการสุ่มงานในงานเภสัชกรรม  โรงพยาบาลศรีนครินทร์.รายงานการศึกษาอิสระปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการผลิตภัณฑ์สุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่. 2549.

14.  โครงการพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาล. มาตรฐานโรงพยาบาล: แนวทางพัฒนาคุณภาพโดยมุ่งผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพมหานคร:ดีไชร์จำกัด. 2540.

15.  Iglar AM, Osland CS, Ploetz PZ and Thielke TS. Time and cost requirements for decentralized pharmacist activities. Am J Hosp Pharm 1990 ; 47:572-8.

16.  ภัทร์ธนพร พลประถม, วันจักรินทร แวดล้อม และศิริพรรณ คุณมี.  เวลามาตรฐานและวิธีการคำนวณที่เหมาะสมเพื่อหา ประมาณการจำนวนบุคลากรและเภสัชกรสำหรับงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียงขึ้นไป .สารนิพนธ์ปริญญาเภสัชศาสตรบัณฑิต. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 2552.

17.  ไพบูลย์ ดาวสดใส. การศึกษางานเภสัชกรรมโรงพยาบาลและการวัดงานเภสัชกรรมโรงพยาบาล. ในเอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการเภสัชกรรมคลินิกประจำปี 2547 เรื่อง การศึกษางานในองค์การสุขภาพ. วันที่ 19-23 มกราคม 2547: 18-4.

 

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
HIV/ AIDS
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0