Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Effects of Health Education Programs by Application of the Protection Motivation Theory and Social Support to Prevent Kidney Disease among Hypertensive Patients

ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจูงใจเพื่อป้องกันโรคและการสนับสนุนทางสังคมในการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

Niparat Boongun (ณิภารัตน์ บุญกุล) 1, Rujira Dungsong (รุจิรา ดวงสงค์) 2




บทคัดย่อ

หลักการและวัตถุประสงค์: ความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไตส่งผลทำให้ยุ่งยากในการรักษา การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้โปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคและการสนับสนุนทางสังคมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษากึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น อายุ 40-60 ปี โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 6 สัปดาห์ การสนับสนุนทางสังคม 5 สัปดาห์และ ใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการทดลอง

ผลการศึกษา : กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในประสิทธิผล การปฏิบัติตัว มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.05 คะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิตค่าตัวบน (SBP) ลดลง14 มิลลิเมตรปรอท และคะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ค่าตัวล่าง (DBP) ลดลง 6 มิลลิเมตรปรอท

สรุป:  การใช้โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อพัฒนาพฤติกรรม ช่วยให้การรักษาความดันโลหิตสูงได้ดีซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ

คำสำคัญ :  การจูงใจเพื่อป้องกันโรค, การสนับสนุนทางสังคม, ภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

Abstract

 Background and Objectives: Hypertension is a major public health problem. It was also found that the renal complications had resulted in difficulties in treatment. This study aim to use the health education program in application of protection motivation theory and social support can be used to improve behavior in preventing the renal complications of hypertension patients.

Methods: This study is a quasi-experimental study. The population was consisted of patients with hypertension aged 40-60 years old and was divided into two groups i.e experimental and comparison group, 30 patients per group. The experimental group had been  received the health education program using the theory of protection motivation for a period of six weeks and five weeks for social support. An evaluation was  by using the pre- and post-questionnaires.

Results: The experimental group had an average score of knowledge, perceived severity, perceived risk, expectations of their own abilities, expectation of effectiveness and ways to practice, statistically significantly higher than before experiment and the comparison groups at (p<0.05), the average blood pressure of SBP decreased by 14 mm Hg and the average blood pressure of DBP decreased by 6 mm Hg.

Conclusion:  Health education programs can be used to improve behavior and enhance the treatment of high blood pressure, which is able to prevent the renal complications better than those who had received the usual care.

Keywords:  Protection Motivation Theory, Social Support, Renal complications of hypertension patients

 

 

บทนำ

      ความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลกเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น ในการประมาณความชุกโดยรวมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในปี ค.ศ. 2000 - 2025 มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 972 ล้านคนเป็น 1.56 พันล้านคน1 และเสียชีวิตจากการเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 7 ล้านคนในแต่ละปี2 ความดันโลหิตสูงเป็นตัวทำนายศักยภาพของชีวิตที่มีความสำคัญมากปัจจัยหนึ่งโรคความดันโลหิตสูง ถ้าเป็นนานๆไม่ได้ทำการรักษาจะมีการเสื่อมของหลอดเลือดทั่วร่างกาย จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาตมากกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจ และจากการศึกษาในปี พ.ศ.2550 พบว่าผู้ป่วยมีภาวะเสื่อมของไตเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ โรคหลอดเลือดสมองลดลง ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ว่าการรักษาดีขึ้นผู้ป่วยมีอายุยืนยาวและรอดชีวิตมากขึ้น ซึ่งปริมาณของผู้ป่วยเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อครอบครัวและสังคม3  สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นมีผู้มาเข้ารับการบริการในปี พ.ศ. 2549, 2550, 2551, 2552 และ 2553 เท่ากับ 6,678, 8,118, 10,648, 10,175 และ 11,466 ราย ตามลำดับ และพบว่ามีผู้ป่วยไตเสื่อมด้วยโรคความดันโลหิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 - 2553 จำนวน 66 ราย4 จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

      การรักษาความดันโลหิตสูงได้ดี จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิสภาพที่ไต แผนการรักษาที่เหมาะสมเพื่อลดการเสื่อมของไตควรมีการผสมผสานกับการไม่รักษาที่ไม่ใช้ยา  เช่น  การควบคุมน้ำหนักตัว การออกกำลังกาย  การจำกัดเกลือในอาหาร  งดบุหรี่  และควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอร์  ควบคู่ไปกับการใช้ยา5 กระบวนการการประเมินการรับรู้ของบุคคลต่อข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น จะทำให้บุคคลรับรู้ในความรุนแรงของการเป็นโรคดีกว่าการกระตุ้นตามปกติ และทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมได้ การตัดสินใจของแต่ละบุคคลว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้น จะทำให้ตนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ ภาวะเสี่ยงสูงกับผลดีของการปฏิบัติ จะทำให้ความตั้งใจที่จะยอมรับการปฏิบัติตามมีเพิ่มขึ้น การตอบสนองโดยการปรับตัว เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกำจัดอันตรายนั้นและโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน มีการประเมินตนเองว่าสามารถป้องกันโรคได้และคาดหวังผลลัพธ์นั้นเป็นผลที่ดีกับตนเอง ผู้ศึกษาคาดว่าถ้าป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและลดอัตราป่วยโรคไตวายเรื้อรังจากโรคความดันโลหิตสูง

      สุขปราณี นรารมย์ 6 ได้ศึกษาการประยุกต์ทฤษฎี แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินในตำบลหนองตูม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่า ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในเรื่องความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้ความรุนแรงของโรค  ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนองต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อตา ไต ประสาท และเท้ามีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มก่อนการทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05 ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้โปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคและการสนับสนุนทางสังคมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

วิธีการศึกษา

          เป็นการศึกษาแบบกึ่งการทดลองโดยประชากรตัวอย่างคือกลุ่มทดลองได้แก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นและกลุ่มเปรียบเทียบได้แก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ทั้งสองกลุ่มมีอายุ 40-60 ปี ทั้งเพศชายและหญิงป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงมามากกว่า 1 ปี ขึ้นไป และไม่มีภาวะแทรกซ้อนโรคอื่น โดยใช้การคำนวณขนาดตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยประชากรสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันและเพิ่มขนาดตัวอย่างที่คาดว่าจะสูญหาย ร้อยละ 20 เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างครบตามจำนวนที่ต้องการ โดยไม่ต้องตัดผู้สูญหายจากการติดตามออกจากการวิเคราะห์แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 30 รายและกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 30 ราย คัดเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบง่าย จากจำนวนที่ผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และยินดีเข้าการศึกษา ในช่วงเวลาที่มาใช้บริการทุกวันอังคารสัปดาห์คี่ เวลา 11.30-13.00 น. การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามสำหรับโปรแกรมสุขศึกษาโดยการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันและการสนับสนุนทางสังคม7 ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลด้วยวิธี double data entry ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA version 10.1 กำหนดระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละส่วน โดย ข้อมูลลักษณะประชากร ใช้การแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่ามัธยฐาน  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด  การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มก่อนและหลังการทดลอง ทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบใช้สถิติ paired sample t-test ระหว่างกลุ่มใช้  independent t-test

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

          เครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมประกอบด้วยโปสเตอร์ เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนทางไต การออกกำลังกายอ่านเข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ วิดีทัศน์เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ตัวแบบ ตาชั่ง เครื่องวัดความดัน หูฟัง เครื่องเสียง คู่มือการดูแลตนเองโรคความดันโลหิตสูงโดยได้ประยุกต์สื่อภาพการ์ตูนให้น่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น การศึกษาและแบบประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  และแบบประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามตามวัตถุประสงค์ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงของเนื้อหา (content validity) จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ทำการทดสอบเครื่องมือ โดยการนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้จำนวน 30 ราย เพื่อหาความสมบูรณ์ของเครื่องมือแล้วนำไปหาความบกพร่องของภาษาและแบบสอบถาม เพื่อให้สื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน  IOC  (Item Objective Congruence Index) มีค่ามากว่า 0.5 หาค่าความเชื่อมั่นโดยรวมของการศึกษา ค่าความเที่ยงที่ได้ 0.83      

การเก็บข้อมูล

          การเก็บข้อมูลแบ่งเป็นก่อนการทดลอง (pretest) และหลัง (posttest) การทดลองโดยใช้แบบสอบถามชุดเดียวกัน มีการแจ้งวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินการต่าง ๆ และขอความยินยอมให้เข้าร่วมการศึกษาโดยใช้แบบยินยอมจากอาสาสมัคร โดยกลุ่มทดลองจะได้รับกิจกรรมตามโปรแกรม กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ

การจัดกิจกรรมตามโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ ใช้เวลาสัปดาห์ละ1ชั่วโมง

      สัปดาห์ที่ 1 กิจกรรมครั้งที่ 1 การสร้างเสริมการรับรู้ตามทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรคและการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่ออันตรายของโรคความดันโลหิตสูง กิจกรรม แจกแบบคัดกรองที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ซึ่งเนื้อหาประกอบไปด้วยระดับความดันโลหิตของผู้ป่วย และคำอธิบายระดับความดันโลหิตถึงความรุนแรงและโอกาสเสี่ยงต่ออันตราย  การบรรยาย ฉายวิดีทัศน์เกี่ยวกับความรุนแรงและโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายของภาวะแทรกซ้อนทางไตในโรคความดันโลหิตสูง แจกคู่มือการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และแบบบันทึกความดันโลหิต

      สัปดาห์ที่ 3 กิจกรรมครั้งที่ 2 การเสนอตัวแบบ มี2แบบ แบบที่1คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง ทางด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา การผ่อนคลายความเครียด และดูแลระดับความดันได้ดีมานานโดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ในการถ่ายทอดประสบการณ์ของการปฏิบัติตน แบบที่2 คือ ผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางซึ่งประกอบไปด้วย เภสัชกร กายภาพบำบัด นักกำหนดอาหาร นักดนตรีสันทนาการ นักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บรรยายให้ความรู้          ฝึกปฏิบัติ

      สัปดาห์ที่ 5 และ7  กิจกรรมครั้งที่ 3 และ 4 ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง และความคาดหวังของประสิทธิผลของการตอบสนอง  ฝึกปฏิบัติตัวเองเรื่อง การรับประทานอาหารผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมรับประทานอาหาร ตามที่ผู้ศึกษาและผู้ร่วมกิจกรรมนำมา โดยผู้ศึกษานำอาหารเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงมา ส่วนผู้ร่วมกิจกรรม นำอาหารที่ตนรับประทานอยู่ทุกวันมา เป็นอาหารปรุงสำเร็จ ร่วมกันประเมินความเหมาะสมของอาหารที่รับประทาน โดยการ ประชุมกลุ่มย่อย พร้อมทั้งเลือกเมนูอาหารที่เป็นอาหารในท้องถิ่น ตามความเหมาะสมของอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง  เรื่องการออกกำลังกาย แบ่งกลุ่มย่อย กลุ่มละ 8-10 คน ฝึกทักษะและการออกกำลังกายและจับชีพจร โดยผู้ศึกษาและอาสาสมัครสาธารณสุข คอยให้คำแนะนำปรึกษา  เรื่องการรับประทานยา มีข้อตกลงร่วมกัน คือรับประทานอาหารและรับประทานยาทันทีแล้วดื่มน้ำตามมากๆ  เรื่องการผ่อนคลายความเครียด เล่าถึงการผ่อนคลายความเครียดของแต่ละคนและฝึกนั่งสมาธิ  สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายเมื่อความดันสูงขึ้น

      สัปดาห์ที่ 9 และ11 กิจกรรมครั้งที่ 5 และ 6 การประเมินเผชิญปัญหาให้สมาชิกเล่าถึงการปฏิบัติของตนใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมทั้ง ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน

      สัปดาห์คู่ มีกิจกรรมเยี่ยมบ้าน 5 ครั้งภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ในการศึกษา วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก ที่บ้านลงบันทึกในแบบประเมิน ซักถามอาการจากญาติและตัวผู้ป่วย ให้กำลังใจ ทบบวนการปฏิบัติตัวต่างๆและการมาตรวจตามนัด

ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม

          การศึกษานี้ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามหนังสือรับรองเลขที่ HE541304

ผลการศึกษา

                 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 76.7) ส่วนในกลุ่มเปรียบเทียบเป็นเพศชายและหญิงเท่ากัน อายุเฉลี่ยทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ 55 ปีทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีอาชีพแม่บ้านและกลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่อาชีพรับจ้าง รายได้ต่อเดือนทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ 1,000-5,000บาท  (ตารางที่ 1)

                 ข้อมูลด้านสุขภาพ ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบส่วนใหญ่ใน 1 ปี ที่ผ่านมา มาตรวจตามนัด  ไม่มีญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูง ระยะเวลาการเจ็บป่วยโดยเฉลี่ย 4-6 ปี และส่วนใหญ่กลุ่มทดลอง มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในภาวะอ้วน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบส่วนใหญ่มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในภาวะปกติ  (ตารางที่ 2)

ผลการศึกษา พบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง ต่อพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและการปฏิบัติตัว โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่มก่อนทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p< 0.05) ค่าคะแนนเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ในกลุ่มทดลองค่าตัวบน (SBP) ลดลง 14 มิลลิเมตรปรอท และค่าตัวล่าง (DBP) ลดลง 6 มิลลิเมตรปรอท ลดลงมากกว่า ระดับความดันโลหิตในกลุ่มเปรียบเทียบค่าตัวบน (SBP) ลดลง 3 มิลลิเมตรปรอท และค่าตัวล่าง (DBP) ลดลง 2 มิลลิเมตรปรอท    (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 1 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามคุณลักษณะทางประชากร     

 

คุณลักษณะทางประชากร

กลุ่มทดลอง (n=30)

กลุ่มเปรียบเทียบ  (n=30)

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1. อายุ (ปี)

 

 

 

 

40-46

2

6.6

3

10.0

47-53

5

16.7

6

20.0

54-60

23

76.7

21

70.0

  ค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

55.3 ปี (4.9)

55.6 ปี (5.9)

2. เพศ

 

 

 

 

ชาย

7

26.7

15

50.0

หญิง

23

73.3

15

50.0

3. ระดับการศึกษา

 

 

 

 

ไม่ได้เรียน

2

6.7

2

6.7

ชั้นประถมศึกษา

19

63.3

7

23.3

ชั้นมัธยมศึกษา

2

6.7

6

20.0

อนุปริญญา

1

3.3

3

10.0

ปวส,ปวช

1

3.3

3

10.0

ปริญญาตรี

3

10.0

5

16.7

สูงกว่าปริญญาตรี

2

6.7

4

13.3

4.อาชีพ

 

 

 

 

ไม่ได้ทำงาน

3

10.0

4

13.3

เกษตรกรรม

0

0.0

1

3.3

ค้าขาย

6

20.0

1

3.3

รับจ้าง

5

16.7

14

46.7

แม่บ้าน

10

33.3

3

10.0

รับราชการ

6

20.0

7

23.3

5.รายได้ต่อเดือน (บาท)

 

 

 

 

1,000- 5,000

15

50.0

10

33.3

5,001-10,000

6

20.0

10

33.3

10,001-15,000

2

6.7

0

00.0

15,001-20,000

2

6.7

3

10.0

20,001 ขึ้นไป

5

16.7

7

23.3

(ต่ำสุด/สูงสุด)                             

(1,000/55,730)                          

(1,000/40,000)

 

ตารางที่ 2 จำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามข้อมูลด้านสุขภาพ                    

ข้อมูลด้านสุขภาพ

กลุ่มทดลอง

(n=30)

กลุ่มเปรียบเทียบ

(n=30)

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1.การมาตรวจตามนัดใน 1 ปีที่ผ่านมา

 

 

 

 

มาตรงตามนัด

27

90.0

26

86.7

ไม่มาตรงตามนัด

3

10.0

4

13.3

2.จำนวนญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า

 

 

 

 

       ตา ยาย ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

 

 

 

 

มีญาติเป็นโรคความดันโลหิตสูง

13

43.3

15

50.0

ไม่มีญาติเป็นโรคความดันโลหิตสูง

17

56.7

15

50.0

3.ระยะเวลาการป่วยเป็นโรคดันโลหิตสูง (ปี)

 

 

 

 

1-7

24

80.0

19

63.3

8-14

5

16.7

9

30.0

15-21

1

3.3

2

6.7

ค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

4.8 (3.3)

6.3 (4.8)

(ต่ำสุด/สูงสุด)

(1/15)

36.7 (1/20)

4.ค่าดัชนีมวลกาย(BMI)

 

 

ผอม (<20 กก./ม.2 )

0

0.0

2

6.7

ปกติ (20-24.9 กก./ม.2  )

13

43.3

20

66.7

อ้วน (>25 กก./ม.2  )

17

56.7

8

26.7

ค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

26.2 (4.0)

23.7 (3.0)

(ต่ำสุด/สูงสุด)

(20.0/36.0)

(17.0/30.5)

 

ตารางที่ 3      เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนน ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบและระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการทดลอง

ทักษะที่ประเมิน

ก่อนทดลอง (n=30)

หลังทดลอง(n=30)

p-value

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ความรู้

 

ทดลอง

10.3

1.9

11.9

1.8

0.003*

เปรียบเทียบ

9.5

1.3

9.7

2.3

0.002**

รับรู้โอกาสเสี่ยง

 

ทดลอง

26.7

1.3

28.9

1.3

<0.001*

เปรียบเทียบ

27.4

2.7

26.4

3.1

0.002**

รับรู้ความรุนแรง

 

ทดลอง

27.1

1.3

29.0

1.3

<0.001*

เปรียบเทียบ

25.7

1.9

26.9

3.2

0.001**

ความคาดหวังในความสามารถ

 

ทดลอง

28.9

2.4

32.3

1.5

<0.001*

เปรียบเทียบ

28.8

2.6

29.8

4.1

0.003**

ความคาดหวังในผลลัพธ์

 

ทดลอง

30.3

2.3

32.3

0.5

0.002*

เปรียบเทียบ

27.7

1.3

28.1

3.1

<0.001**

การควบคุมอาหาร

ทดลอง

24.2

2.5

28.3

2.8

<0.001*

เปรียบเทียบ

23.2

3.7

23.1

2.4

<0.001**

การรับประทานยา

ทดลอง

29.5

3.5

30.7

1.4

<0.001*

เปรียบเทียบ

26.4

4.2

26.8

0.5

<0.001**

การผ่อนคลายความเครียด

ทดลอง

24.5

3.6

29.9

1.7

<0.001*

เปรียบเทียบ

21.2

3.4

22.0

3.8

<0.001**

การออกกำลังกาย

ทดลอง

27.5

5.7

29.0

4.0

0.267*

เปรียบเทียบ

27.1

4.7

22.9

4.9

<0.001**

การสนับสนุนทางสังคม

ทดลอง

22.4

2.4

23.6

3.1

0.040*

เปรียบเทียบ

19.2

3.1

19.4

3.7

<0.001**

ความดันค่าตัวบน

 

ทดลอง

145

8.5

131

9.0

<0.001*

เปรียบเทียบ

143

8.0

140

7.2

0.001**

ความดันค่าล่าง

 

ทดลอง

86

9.0

80

6.5

<0.001*

เปรียบเทียบ

90

5.7

88

3.2

0.001**

*  Paired t-test

** Independent t-test

 

วิจารณ์

      การเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฏความผิดปกติใด ๆ ทางพยาธิสภาพของไตในระยะแรก แต่หากความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาและดำเนินต่อเป็นระยะเวลาอันยาวนานก็พบว่ามีการสูญเสียมวลเนื้อไต (nephron mass) ทีละน้อย ความรุนแรงของพยาธิสภาพนี้จะขึ้นกับระยะเวลาที่ผู้ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง การตรวจหาการทำลายไตขณะยังไม่มีอาการ การวินิจฉัยการถูกทำลายของไตจากโรคความดันโลหิตสูง จะขึ้นกับการตรวจพบสมรรถภาพไตลดลง ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เชื่อว่าหากให้การรักษาความดันโลหิตสูงได้ดีจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิสภาพที่ไต แผนการรักษาที่เหมาะสมเพื่อลดการเสื่อมของไตควรมีการผสมผสานกับการไม่ใช้ยาในการรักษา  เช่น  การควบคุมน้ำหนักตัว การออกกำลังกาย  การจำกัดเกลือในอาหาร  งดบุหรี่  และควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ ควบคู่ไปกับการใช้ยา5 กิจกรรมโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจูงใจเพื่อป้องกันโรคและการสนับสนุนทางสังคม7เน้นให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเข้าใจในความรู้เรื่องโรคความดันโลหิต การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนองต่อพฤติกรรม8เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไต และการปฏิบัติตัวในการควบคุมอาหาร การรับประทานยา การออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียด อย่างเหมาะสม ด้วยการให้ความรู้ การใช้ตัวแบบ ฝึกปฏิบัติ อภิปรายกลุ่มถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการปฏิบัติ9 การเยี่ยมบ้าน10 ทำให้กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย ระดับความดันโลหิต ลดลงมากกว่า ระดับความดันโลหิตในกลุ่มเปรียบเทียบและการลดความดันโลหิต เป็นไปตามเกณฑ์การรักษาความดันโลหิตสูงโดย การปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตของ JNC 711 การได้รับกิจกรรมโปรแกรมสุขศึกษา ในการพัฒนาพฤติกรรมการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับบริการทั่วไปที่ได้รับความรู้และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ห้องตรวจเท่านั้น

      ในกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างในเรื่อง อาชีพโดยกลุ่มทดลองมีอาชีพแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และกลุ่มเปรียบเทียบมีอาชีพรับจ้างเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเวลาอาจเป็นปัจจัยทำให้การปฏิบัติตัวในการควบคุมระดับความดันโลหิตได้ไม่มากเท่าที่ควร และค่าดัชนีมวลกายที่แตกต่างกันทำให้การเปรียบเทียบในการลดระดับความดันโลหิตได้ไม่มากเท่าที่ควรเช่นกัน

      การใช้ทฤษฎีการจูงใจเพื่อป้องกันโรคและการสนับสนุนทางสังคม7เมื่อนำมาประยุกต์ใช้สามารถนำไปพัฒนาพฤติกรรมเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ของนักเรียน12 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน6 ส่งเสริมให้สตรีรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก13 ได้

สรุป

การใช้โปรแกรมสุขศึกษาเพื่อพัฒนาพฤติกรรม ช่วยให้การรักษาความดันโลหิตสูงได้ดีซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางไตได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ

 

กิตติกรรมประกาศ

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณบัณฑิตวิทยาลัยที่สนับสนุนทุนวิจัยในครั้งนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ กลุ่มการวิจัยการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้ป่วยทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาครั้งนี้

เอกสารอ้างอิง

1.   Dermot  M, Laban W, Kathy B, Alex K, Nigel U. Epidemiology of hypertension in low – Income countries: a cross-sectional population-based survey in rural Uganda.  Retrieved 12 October, 2010, revised 27 January, 2011, [cited  March 4, 2011] Available, from http://maciej.bioinfo.pl/pmid:21505357.

2.   World Hypertension League,  2011. Hypertension is a global epidemic. [ Retrieved 22 March, 2011] Available from: http://www.worldhypertensionleague.org/pages/whd.aspx.

3.   สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข. The First Thailand Forum on Renin-Angiotensin-Aldosterone System: From Basic Science to Clinical. 2550.  [ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2554]  จาก http://www.medicthai.com/picture/news/133930sanofi.pdf.

4.   งานเวชระเบียนและสถิติ โรงพยาบาลศรีนครินทร์. รายงานประจำปี 2554  ขอนแก่น:โรงพยาบาลศรีนครินทร์.จ.ขอนแก่น,  2554. (เอกสารอัดสำเนา)

5.    พีระ บูรณะกิจเจริญ. โรคความดันโลหิตปฐมภูมิ.  กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน. 2553

6.   สุขปราณี นรารมย์. การประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลินในตำบลหนองตูม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ]. ขอนแก่น: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.2552.

7.   จุฬาภรณ์  โสตะ. แนวคิด ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ. ขอนแก่น: ภาควิชาสุขศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2552.

8.   Rogers RW. Cognitive and physilogical processes in fear appeals and attitude change: a revised theory of protection motivation.In : Cacioppo JT, Petty RE,editors. Social Psychophysiology:       a Source Book.New York: Guilford Press, 1983:153-76.

9.   Bloom BS,  et al. Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. USA: R.R. Donnelley and Sons Company, 1971.

10.    House JS.  Work Stress and Social Support. California: Addison Wesley Publishing.1981

11.    Joint National Committee on Prevention. The Seventh Report of  the Joint National 

Committee on Prevention, Detection, Evalution, and Treatment of High Blood Pressure. JAMA 2003; 289: 2560-72.

12.    รชานนท์ ง่วนใจรัก. ผลของการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคและแรงสนับสนุนทางสังคม ในการพัฒนาพฤติกรรมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ]. ขอนแก่น: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2552.

13.    เนื้อทิพย์ ศรีอุดร. การประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคและแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อส่งเสริมให้สตรีรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในเขตสถานีอนามัยสร้างติ่ว อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม. [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการระบบสุขภาพ].  มหาสารคาม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2551.

 

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Exercise in Older Adults (การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ)
 
Health Care of the Golden Age Women (การรักษาสุขภาพของสตรีวัยทอง)
 
The Internal Evaluation of Survey and Situation Assessment for Health Promotion in Public Health Education Institute, Thailand (การติดตามประเมินผลภายในโครงการสำรวจและประเมินสถานการณ์การสร้างเสริมสุขภาพของสถาบันการศึกษาสาธารณสุข ในประเทศไทย )
 
The Development of Health care Systems for the Movement Disability Patient at Sakon Nakhon Hospital (การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว ของสถานบริการเครือข่ายสุขภาพ โรงพยาบาลสกลนคร )
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Health Care Delivery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0