Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

The Self-Adjustment and Social Supports of Elderly in Municipality, Ubon Ratchathani

การปรับตัวและการสนับสนุนด้านสังคมของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี

Monapat Aramwiroj (มนพัทธ์ อารัมภ์วิโรจน์) 1, Nitiya Suwanapet (นิตยา สุวรรณเพชร) 2, Yomna Chananill (ยมนา ชนะนิล) 3, Anun Chaikoolvatana (อนันต์ ไชยกุลวัฒนา ) 4




หลักการและวัตถุประสงค์: ปัจจุบันในประเทศไทย มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจและสังคมจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข  การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี

วิธีการศึกษา: เป็นแบบเชิงพรรณาภาพตัดขวาง (descriptive, cross-sectional design) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนทั้งสิ้น 371 ราย ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา เปรียบเทียบความแตกต่างและหาความสัมพันธ์ด้วยสถิติเชิงวิเคราะห์ เช่น T-test, One way ANOVA, Pearson’s correlation, และ Stepwise Multiple Regression Analysis

ผลการศึกษา: พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุเพศหญิง (ร้อยละ 61.2)  มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 66) มีลักษณะครอบครัวเดี่ยวจำนวน 188 ราย (ร้อยละ 50.7) และมีระดับการศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (ร้อยละ 57) ข้อมูลแบบสอบถาม พบว่าผู้สูงอายุมีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาการสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัว อยู่ในระดับดี ด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการปรับตัวของผู้สูงอายุได้แก่ สถานภาพสมรสและลักษณะครอบครัว  นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูงจะมีการปรับตัวที่ดีกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาต่ำกว่า ที่สำคัญ ผลการศึกษาพบว่าการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการปรับตัวของผู้สูงอายุ  ในขณะที่ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคมและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับน้อย กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ ในด้านตัวแปรที่ผลในการทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุ พบว่ามีเพียงตัวแปรการเผชิญหน้าปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาและการสนับสนุนทางสังคมเท่านั้นที่ส่งผลต่อการปรับตัวของผู้สูงอายุ

สรุป: ผู้สูงอายุมีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา, การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวอยู่ในระดับ ดี และพบว่าตัวแปรด้านการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูกับการปรับตัวของผู้สูงอายุ

คำสำคัญ:    ผู้สูงอายุ    การปรับตัว   การสนับสนุนด้านสังคม   การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา

Background and Objective :   Currently, there is an increase of numbers of elderly in Thailand due to physical and environmental factors expanded the life expectancy.  Nevertheless, there still are several limitations related to economical and social factors affected the daily living of elderly.  Therefore, Thai elderly are required to adjust themselves and live their lives successfully.  This study aims to evaluate the correlation among social support, social activity involvement, problem-focused coping and self-adjustment of elderly at Ubon Ratchathani Municipality

Methods: It is a descriptive, cross-sectional design.  There were totally 371 elderly volunteers living at Ubon Ratchathani province enrolled in this study.  A questionnaire survey was launched for data collection.  The statistics included both descriptive and analytical methods were implemented including; T-test, one way ANOVA, Pearson’s correlation, and Stepwise Multiple Regression Analysis. 

Results: The results showed most of volunteers were elderly females (61.2%), married (66%), and with a single family (50.7%).  Their educational levels were mostly at the primary scho9ol level or below (57%).  The overall results found most elderly have all problem-focused coping, social supports, and self-adjustment in good levels.  Interestingly, only marital status and type of family were involved with a self-adjustment.  Noticeably, elderly volunteers with a higher level of education can also do a better self-adjustment than those with a lower level.  More importantly, the results revealed a problem-focused coping was highly positively related to a self-adjustment in elderly.  In contrast, social support and social activity involvement were less positively involved with a self-adjustment. 

Conclusion: Conclusively, the elderly have the problem-focused coping, social supports, and self-adjustment in good levels.  Only, a problem-focused coping was strongly related to a self-adjustment of Thai elderly.

Key words:  Elderly    Self-Adjustment    Social Support    Problem-Focused Coping

 

 

 

บทนำ

 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยได้ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุขนาดใหญ่มาตั้งแต่ปี พ.2548 ซึ่งในปี พ.ศ. 2550  จำนวนประชากรผู้สูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 11.1 ของประชากรทั้งประเทศ จากการศึกษาของ ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน และคณะ1 ได้คาดการณ์ว่าสัดส่วนประชากรวัยสูงอายุของไทยจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต โดยอีก 17 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 14,452,000 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด2  ซึ่งมีปัจจัยมาจากการที่ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  ทำให้คนเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพและให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นตามไปด้วย3

การที่ประเทศไทยต้องก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้วิถีชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมเกิดการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วและอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม  จนทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศ4,5 นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม การเติบโตของสังคมเมือง  ค่านิยมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง และลักษณะครอบครัวเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังและขาดการดูแล6  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตผู้สูงอายุทั้งทางตรงและทางอ้อม6  ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเครียดได้ตลอดเวลา  ดังนั้นการที่ผู้สูงอายุรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆที่อาจก่อให้เกิดความเครียด โดยมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญา ความรู้ และประสบการณ์ของผู้สูงอายุเพื่อหาทางเลือกในการแก้ปัญหา  ปรับอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสมและเป็นการมุ่งแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข7 อย่างไรก็ตาม หากการปรับตัวล้มเหลวก็นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพหรือความเจ็บป่วย8,9  

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่สำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของผู้สูงอายุคือ การสนับสนุนทางสังคม ซึ่งเป็นตัวแปรด้านจิตวิทยาที่มีผลต่อภาวะสุขภาพและความเจ็บป่วยของบุคคลจัดเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการรับรู้ โดยบุคคลเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนทางสังคมมาช่วยให้การปรับตัวมีประสิทธิภาพ Schaefer10 ได้จำแนกการสนับสนุนทางสังคมไว้ 3 ด้าน คือ 1) การสนับสนุนทางอารมณ์ ได้แก่ ความใกล้ชิดสนิทสนม ความผูกพัน ความอบอุ่นใจ 2) การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร เป็นการให้ข้อมูลหรือคำแนะนำในการแก้ปัญหา และ 3) การสนับสนุนด้านสิ่งของซึ่งเป็นการช่วยเหลือด้วยการให้สิ่งของ เงินทอง และบริการ ซึ่งการสนับสนุนทางสังคมจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีการปรับตัวที่เหมาะสมได้

 การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุ  และเป็นการส่งเสริมสุขภาพกาย จิต และสังคมของผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี มีความพึงพอใจในชีวิตสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้11,12 จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา มีผลช่วยให้ผู้สูงอายุมีสัมพันธภาพที่เหมาะสมและทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและจิตที่ดี นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระของรัฐบาลในด้านการรักษาพยาบาลได้อีกทางหนึ่ง13  ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะดำเนินการศึกษาในประเด็นการปรับตัวของผู้สูงอายุที่มีปัจจัยด้านต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหากับการปรับตัวของผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดอุบลราชธานี

 

วิธีการศึกษา

รูปแบบการศึกษา เป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนาแบบภาพตัดขวาง (Descriptive, cross-sectional design) พื้นที่ตัวอย่างที่ทำการศึกษาครอบคลุมเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี โดยใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น 6 เดือน สำหรับประชากรที่ใช้ศึกษาเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 371 ราย ซึ่งสุ่มจากประชาการสูงอายุทั้งหมดจำนวน 5,160 ราย14 โดยการใช้สูตร  ดังนั้น ของ Lemeshow15 ดังนี้

                                       n    =       Z2a / 2s2 / d2

 

เมื่อ     n   =    ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

           Za / 2=   ค่ามาตรฐานใต้โค้งปกติที่ระดับ 0.05 =        1.96

           s2   =    ค่าความแปรปรวนของการปรับตัวของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานีที่ได้จากการศึกษานำร่อง = 24.14

           d    =    ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ของการสุ่มตัวอย่าง มีค่าเท่ากับ 0.50

แทนค่าในสูตร

                          n    =  (1.96*1.96) (24.14) / (0.50*0.50)          

                            n  =   370.94                   

ดังนั้น ขนาดตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เท่ากับ 371 รายโดยมีขั้นตอนในการสุ่มตัวอย่างดังนี้

ขั้นที่  1      แบ่งประชากรออกเป็นกลุ่ม โดยใช้ชมรมผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานีเป็นหน่วยในการสุ่ม

ขั้นที่  2      กำหนดสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละชมรม โดยใช้วิธีการเทียบอัตราส่วน

ขั้นที่  3        กำหนดตัวผู้สูงอายุ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) จากรายชื่อของสมาชิกในแต่ละชมรมจนครบตามจำนวน (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่  1  จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามชมรมผู้สูงอายุ ทำการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi- Stage Random Sampling)

ชมรมในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี

ประชากรผู้สูงอายุ (ราย)

กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ (ราย)

จำนวนร้อยละ

ชมรมวัดพระธาตุหนองบัว

ชมรมผู้สูงอายุวัดศรีประดู่

ชมรมผู้สูงอายุวัดปทุมมาลัย

ชมรมผู้สูงอายุวัดป่าแสนอุดม

ชมรมผู้สูงอายุวัดโรมันคาทอลิก

ชมรมผู้สูงอายุบ้านนาควาย

ชมรมผู้สูงอายุฉางข้าวสหกรณ์

ชมรมผู้สูงอายุวัดแจ้ง

ชมรมผู้สูงอายุวัดป่าใหญ่

109

42

77

97

123

65

184

42

322

38

15

27

34

43

23

64

15

112

10.24

4.04

7.28

9.16

11.60

6.20

17.25

4.04

30.19

                     รวม

1,061

371

100

 

เกณฑ์คุณสมบัติของผู้สูงอายุที่จะเข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย

Ø      มีการรับรู้และมีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีประวัติเป็นโรคจิต โรคประสาท

Ø      ผ่านการประเมินความสามารถในการช่วยตนเองโดยใช้  Barthel ADL Index  โดยระดับของ Barthel ADL Index  > 12 คะแนน

Ø      ผ่านการประเมินสมรรถภาพทางจิตโดยใช้แบบประเมินของจุฬา Chula Mental Test (CMT)โดยระดับของCMT  > 15 คะแนน คือไม่มีปัญหาของ Cognitive function

Ø      มีความสามารถในการสื่อสาร ทั้งการพูด การฟัง และสามารถตอบแบบสัมภาษณ์ได้ มีความยินดี และเต็มใจที่จะให้สัมภาษณ์

หมายเหตุ: เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงการศึกษาแบบเชิงพรรณาเท่านั้น (descriptive study) ที่ไม่มีผลกระทบด้านร่างกายหรือจิตใจของผู้สูงอายุแต่ประการใด ดังนั้นจึงไม่ได้เสนอขอพิจารณาทางจริยธรรม (ethic committee)

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

แบบสอบถามมี  5 ส่วน ซึ่งมีรายละเอียดที่ใช้ในการวิจัยดังนี้

ส่วนที่ 1  ข้อมูลส่วนบุคคล ได้เก่ เพศ สถานภาพสมรส ลักษณะครอบครัว รายได้ การเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ และระดับการศึกษา เป็นลักษณะคำถามเพื่อให้เลือกตอบจำนวน 6 ข้อ

 

ส่วนที่ 2  การสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ ลักษณะของแบบสัมภาษณ์เป็นคำถาม แบบเลือกตอบจำนวน 12 ข้อ ข้อคำถามพัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดของ Schaefer และคณะ10 และดัดแปลงจากแบบสอบถามของรุจิรางค์ แอกทาง16 ซึ่งลักษณะคำถามเป็นแบบวัดมาตราส่วนประเมินค่า (Rating   Scales) มี 3 ระดับ คือ

 

มาก        ให้   3 คะแนน    หมายถึง   ได้รับการปฏิบัติจากบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลในสังคม

บ่อยหรือเป็นประจำ

ปานกลาง  ให้  2 คะแนน    หมายถึง             ได้รับการปฏิบัติจากบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลในสังคม

เป็นบางครั้ง

น้อย    ให้      1 คะแนน   หมายถึง              ได้รับการปฏิบัติจากบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลในสังคม

นาน ๆ  ครั้งหรือไม่เคยได้รับการสนับสนุน

ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้  แบ่งการได้รับการสนับสนุนทางสังคมออกเป็น  3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง มาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3 ต่ำสุดเท่ากับ 1 คะแนน

                                                3-1

อันตรภาคชั้น    =       3        = 0.66

การแปลความหมายคะแนน การสนับสนุนทางสังคมใช้เกณฑ์ ดังนี้

ค่าเฉลี่ย  1.00 - 1.66   หมายถึง         ได้รับการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับน้อย

ค่าเฉลี่ย  1.67 - 2.33   หมายถึง         ได้รับการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย  2.34 - 3.00   หมายถึง         ได้รับการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก

 

ส่วนที่ 3  การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุ โดยจำแนกในการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม 3 ด้าน ตามกิจกรรมที่เป็นพื้นฐานในชุมชนดังนี้

          1. กิจกรรมทางศาสนา

          2. กิจกรรมกีฬาและนันทนาการ

          3. กิจกรรมอาสาสมัครพัฒนาชุมชน

ลักษณะคำถามเป็นแบบวัดมาตราส่วนประเมินค่า (Rating   Scale)   3 ระดับ จำนวน 12 ข้อ ให้ผู้สูงอายุเลือกตอบเพียง   1   ตัวเลือก ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

มาก           ให้          3 คะแนน หมายถึง      ปฏิบัติกิจกรรมตามข้อคำถามเป็นประจำ

ปานกลาง    ให้ 2 คะแนน หมายถึง      ปฏิบัติกิจกรรมตามข้อคำถามเป็นบางครั้ง

น้อย           ให้         1 คะแนน หมายถึง      ปฏิบัติกิจกรรมตามข้อคำถามนาน ๆ ครั้งหรือไม่เคยปฏิบัติ

 

ค่าอันตรภาคชั้นเท่ากับ 0.66 การแปลความหมายคะแนน การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมใช้เกณฑ์ ดังนี้

ค่าเฉลี่ย  1.00 - 1.66   หมายถึง         มีการเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับน้อย

ค่าเฉลี่ย  1.67 - 2.33   หมายถึง         มีการเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย  2.34 - 3.00   หมายถึง         มีการเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับมาก

ส่วนที่ 4  การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา ที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมเป็นลักษณะคำถามแบบวัดมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้

มาก          หมายถึง    ได้ปฏิบัติตรงตามข้อความนั้นเป็นประจำ

                   ปานกลาง    หมายถึง   ได้ปฏิบัติตรงตามข้อความนั้นเป็นบางครั้ง

                   น้อย           หมายถึง  ได้ปฏิบัตินาน ๆ ครั้งหรือไม่ได้ปฏิบัติตามข้อความนั้น

ให้ผู้สูงอายุเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือก โดย ข้อความที่มีลักษณะทางบวก (positive statement) หรือมีความเห็นด้วยคล้อยตาม (favorable statement) และข้อความที่มีลักษณะทางลบ (negative statement) หรือข้อความที่แสดงความไม่เห็นด้วย (unfavorable statement) (ข้อ 5, 6, 7) โดยมีเกณฑ์การเลือกตอบและให้คะแนนดังนี้

                                                                     ข้อความตรงกันข้าม

มาก          ให้           3        คะแนน           มาก          ให้           1        คะแนน

ปานกลาง   ให้           2        คะแนน           ปานกลาง    ให้           2        คะแนน

น้อย         ให้           1        คะแนน           น้อย          ให้                   3        คะแนน

ค่าอันตรภาคชั้นเท่ากับ 0.66 การแปลความหมายคะแนน การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมใช้เกณฑ์ ดังนี้

ค่าเฉลี่ย  1.00 - 1.66   หมายถึง         มีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาอยู่ในระดับไม่ดี

ค่าเฉลี่ย  1.67 - 2.33   หมายถึง         มีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย  2.34 - 3.00   หมายถึง         มีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาอยู่ในระดับดี

 

ส่วนที่ 5  การปรับตัว   ที่สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม รายงานการวิจัยต่างๆ โดยอาศัยกรอบทฤษฎีการปรับตัวของรอย9 แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย

          1.การปรับตัวด้านร่างกาย

          2.การปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์

          3.การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่

          4.การปรับตัวด้านการพึ่งพาระหว่างกันและกัน

เป็นข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) ประกอบด้วยตัวเลือก 3 ระดับ จำนวน จำนวน 12 ข้อ ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้

มาก          หมายถึง    ได้ปฏิบัติตรงตามข้อความนั้นเป็นประจำ

          ปานกลาง    หมายถึง   ได้ปฏิบัติตรงตามข้อความนั้นเป็นบางครั้ง

          น้อย           หมายถึง  ได้ปฏิบัติตรงตามข้อความนั้นนาน ๆ ครั้งหรือไม่ได้ปฏิบัติ

ให้ผู้สูงอายุเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือก โดย ข้อความที่มีลักษณะทางบวก (Positive statement) หรือมีความเห็นด้วยคล้อยตาม (Favorable statement) และข้อความที่มีลักษณะทางลบ (Negative statement) หรือข้อความที่แสดงความไม่เห็นด้วย (Unfavorable statement) (ข้อ 5, 8, 11) โดยมีเกณฑ์การเลือกตอบและให้คะแนนดังนี้

                                                                    ข้อความตรงกันข้าม

มาก          ให้           3        คะแนน           มาก          ให้           1        คะแนน

ปานกลาง   ให้           2        คะแนน           ปานกลาง    ให้           2        คะแนน

น้อย         ให้           1        คะแนน           น้อย          ให้                   3        คะแนน

ค่าอันตรภาคชั้นเท่ากับ 0.66   การแปลความหมายคะแนน การปรับตัว ใช้เกณฑ์ ดังนี้

ค่าเฉลี่ย  1.00 - 1.66   หมายถึง                   มีการปรับตัวอยู่ใน ระดับไม่ดี

ค่าเฉลี่ย  1.67 - 2.33   หมายถึง                   มีการปรับตัวอยู่ใน ระดับปานกลาง

ค่าเฉลี่ย  2.34 - 3.00   หมายถึง                   มีการปรับตัวอยู่ใน ระดับดี

การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

1.    ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) นำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน โดยใช้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index : CVI) ผลการตรวจสอบเท่ากับ 0.99

2.         นำแบบสัมภาษณ์ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วไปทดลองใช้

(Try out) กับผู้สูงอายุ ที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุในชมรมกลุ่มตัวอย่าง คือ ชมรมวัดท่าวังหิน จำนวน 30 คน

3.    นำแบบสัมภาษณ์มาคำนวณความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach Alpha -Coefficient) ได้ค่าเฉลี่ยสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ 0.807 ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้

การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. ผู้วิจัยเข้าพบหัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อชี้แจงรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งขอข้อมูลจำนวนชมรมผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี และรายชื่อสมาชิกในแต่ละชมรม

2. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองพร้อมผู้ช่วยวิจัยที่ผ่านการอบรมแล้ว จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ ทั้งหมด 9 ชมรม จำนวน 371 คน ครบถ้วนสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์

3. นำแบบสอบถามมาให้คะแนนและนำไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

2. สถิติเชิงวิเคราะห์  (Analytical  Statistics)  ได้แก่ สถิติ t-test ,One way ANOVA เปรียบเทียบความแตกต่างของการปรับตัว และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีของ Least Significant Difference (LSD)  สถิติสหสัมพันธ์ (Pearson’s Product Moment correlation Coefficient)วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณตามลำดับความสำคัญของตัวแปรที่นำเข้าสมการ (Stepwise Multiple Regression Analysis)วิเคราะห์ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุ โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ (Level of Significance) เท่ากับ 0.05

ผลการศึกษา

ส่วนที่ 1  การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์

          ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 371 ราย เป็นเพศชาย 144 ราย (ร้อยละ 38.8) และหญิง 227 ราย (ร้อยละ 61.2) ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 66) มีลักษณะครอบครัวเดี่ยวจำนวน 188 (ร้อยละ 50.7) และมีรายได้เพียงพอ (ร้อยละ 69.8) ผู้ตอบส่วนใหญ่มีการเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุสม่ำเสมอ (ร้อยละ79.2) นอกจากนี้ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 57

ส่วนที่  2 การวิเคราะห์ระดับการสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา และการปรับตัวของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี (ตารางที่1)

ตารางที่  1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดับ ของการสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา และการปรับตัวของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค่าระดับ

ตัวแปรต้น

-การสนับสนุนทางสังคม (  X1)

-การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม  ( X2 )

-การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา  ( X3)

ตัวแปรตาม

-การปรับตัวของผู้สูงอายุ (Y)

 

2.55

2.20

2.51

 

2.58

 

.331

.462

.340

 

.257

 

มาก

ปานกลาง

ดี

 

ดี

 

จากตารางที่ 1 พบว่า ผู้สูงอายุมีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา การสนับสนุนทางสังคม และการปรับตัว อยู่ในระดับ ดี (ค่าเฉลี่ย =2.51, 2.55 และ2.58 ตามลำดับ) ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอยู่ในระดับปานกลา (ค่าเฉลี่ย =2.20)

 

ส่วนที่  3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของการปรับตัวของผู้สูงอายุกับปัจจัยส่วนบุคคล

ผลการศึกษา พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านสถานภาพสมรสและลักษณะครอบครัวมีผลต่อการปรับตัวของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2  การเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการปรับตัวของผู้สูงอายุ (p<0.05)

ปัจจัยส่วนบุคคล

จำนวน

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

t

P – value

1.    เพศ

            ชาย

            หญิง

2.    สถานภาพสมรส

            คู่

            เดี่ยว

3.    ลักษณะครอบครัว

         ครอบครัวเดี่ยว

         ครอบครัวขยาย

4.    รายได้

         เพียงพอ

        ไม่เพียงพอ

5.         5.  การเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ

        เข้าร่วมทุกครั้ง

        เข้าร่วมเมื่อมีโอกาส

 

144

227

 

245

126

 

188

183

 

259

112

 

294

77

 

2.4450

2.4622

 

2.5014

2.3664

 

2.5013

2.4085

 

2.4707

2.4202

 

2.4677

2.4091

 

.2317

.2635

 

0.2444

0.2417

 

0.2589

0.2352

 

0.2497

0.2532

 

0.2501

0.2529

 

-.640

 

 

5.054

 

 

3.613

 

 

1.775

 

 

1.826

 

0.523

 

 

0.001*

 

 

0.001*

 

 

0.077

 

 

0.069

 

ปัจจัยส่วนบุคคล

df

SS

MS

F

P - value

6.         6.  แหล่งความแปรปรวน

         ระหว่างกลุ่ม

         ภายในกลุ่ม

                 รวม

 

3

367

370

 

.545

22.860

23.450

 

0.182

0.062

 

2.916

 

0.034

 

นอกจากนี้ พบว่าผู้สูงอายุที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าและสูงกว่ามัธยมศึกษามีการ

ปรับตัวแตกต่างกับผู้สูงอายุที่จบประถมศึกษาหรือต่ำกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0 .05) โดย

ผู้สูงอายุที่จบการศึกษาสูงกว่ามัธยมศึกษามีระดับการปรับตัวดีที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 2.5315) (ตารางที่ 3)

 

ตารางที่ 3 ผลการทดสอบความแตกต่างรายคู่ของการปรับตัวของผู้สูงอายุ จำแนกตาม ระดับการศึกษา

 

ระดับการศึกษา

ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า

(ค่าเฉลี่ย= 2.4257)

มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า

(ค่าเฉลี่ย= 2.4920)

สูงกว่ามัธยมศึกษา

(ค่าเฉลี่ย= 2.5315)

อื่นๆ

(ค่าเฉลี่ย= 2.4398)

ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า

(ค่าเฉลี่ย= 2.4257)

มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า

(ค่าเฉลี่ย= 2.4920 )

สูงกว่ามัธยมศึกษา

(ค่าเฉลี่ย= 2.5315 )

อื่นๆ

(ค่าเฉลี่ย= 2.4398 )

-

 

0.0663 *

 

1.058 *

 

0.0141

 

 

-

 

0.0395

 

-0.0522

 

 

 

 

-

 

-0.0917

 

 

 

 

 

 

-

 

*          นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05

 

ส่วนที่ 4  การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ

ผลการศึกษา พบว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกใน ระดับน้อย กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) (r = 0.266 และ 0.393 ตามลำดับ) ส่วนการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.600)

นอกจากนี้ ยังพบว่าการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0 .05) กับการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (r = 0.621 และ0.381 ตามลำดับ) ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (r= 0.278) โดยการสนับสนุนทางสังคมกับการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มากที่สุด (r = 0.621) (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 4   การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม (X1) การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม (X2) การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (X3) และการปรับตัวของผู้สูงอายุ (Y) ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ตัวแปร

X1

X2

X3

Y

X1

X2

X3

Y

1.000

0.621*

0.381*

0.393*

 

1.000

0.278*

0.266*

 

 

1.000

0.600*

 

 

 

1.000

 

* นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (Pearson’s Product Moment correlation Coefficient)

 

ส่วนที่ 5 การวิเคราะห์ตัวแปร การสนับสนุนทางสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา ที่สามารถร่วมกันทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุ

         จากตารางที่ 5 แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (X3) และการสนับสนุนทางสังคม (X1) คือ ตัวแปรที่สามารถใช้มนการร่วมกันทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุ (Y) ได้ร้อยละ 39.1 (R2 = 0.391) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.05) ซึ่งหมายความว่า ถ้าคะแนนการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา เพิ่มขึ้น 1 คะแนน จะทำให้ระดับคะแนนการปรับตัวของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้น 0.527 คะแนนและถ้าคะแนนการสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้น 1 คะแนน จะทำให้ระดับคะแนนการปรับตัวของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 0.192 คะแนน

         ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม (X2) ไม่มีความสัมพันธ์ในรูปเชิงเส้นกับการปรับตัวของผู้สูงอายุในทางสถิติ จึงไม่สามารถร่วมกันทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุได้

 

ตางรางที่ 5  การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณตามลำดับความสำคัญของตัวแปรที่นำเข้าสมการระหว่างการสนับสนุนทางสังคม (X1) การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม(X2) และการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (X3) ที่สามารถร่วมกันทำนายการปรับตัวของผู้สูงอายุ (Y)

ลำดับของตัวแปรที่ได้รับการคัดเลือก

b

Beta

t –value

p-value

ค่าคงที่ (Constant)

13.416

 

12.032

< 0.001

การเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา (X3)

.477

.527

11.973

< 0.001

การสนับสนุนทางสังคม (X1)

.146

.192

4.362

< 0.001

Excluded Variable การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม (X2)

2.166

.000

.008

0.994

R = .625       R2 = .391      Adj R2 = .388         F-test = 118.247         p-value < 0.001      

หมายเหตุ: วิเคราะห์โดยวิธี Stepwise Multiple Regression Analysis

 

 

เมื่อนำข้อมูลมาหาความสัมพันธ์ในรูปเชิงเส้นระหว่างการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาและการ

สนับสนุนทางสังคม กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุมีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาร่วมกับ

การสนับสนุนทางสังคมจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1  แสดงความสัมพันธ์ในรูปเชิงเส้นระหว่างการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาและการสนับสนุนทางสังคม กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ

 

วิจารณ์

         จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีการปรับตัวในภาพรวมอยู่ในระดับ ดี ซึ่งการปรับตัวรวมถึงพฤติกรรมในด้านต่างๆ เช่น พฤติกรรมของตนเองต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก โดยครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เช่น ผู้สูงอายุเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีความเต็มใจที่จะเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นและเต็มใจให้ความช่วยเหลือกิจกรรมสังคมตามความสามารถและกำลัง เป็นต้น ลักษณะที่กล่าวมาอาจเกิดจากการที่ผู้สูงอายุในพื้นที่ตัวอย่างดังกล่าวยังคงมีวิถีการดำเนินชีวิตในแบบสังคมไทยเดิมซึ่ง ประกอบด้วย การช่วยเหลือเกื้อกูล สนับสนุนกันแบบเครือญาติ การให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน มีความรักใคร่ผูกพันในครอบครัวและชุมชนและมีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันในชุมชน ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลแนะนำช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวด้านการพึ่งพาระหว่างกันและกันได้ดี 

         นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อบุคคลในครอบครัว มีความพอใจในบทบาทหน้าที่ของตนที่ได้ช่วยเหลือครอบครัว บุคคลในครอบครัวให้ความเคารพนับถือเอาใจใส่ดูแล จึงทำให้ผู้สูงอายุมีการปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์และด้านบทบาทหน้าที่ได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของAndrews and Roy9  ได้กล่าวถึงสุขภาพของบุคคลว่าเป็นผลสะท้อนของการปรับตัวหรือผลจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  ซึ่งความสำเร็จในการปรับตัวจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในชีวิต

            ผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนทางสังคมในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.55) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุยังคงได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดสนิทสนม ความผูกพันและความอบอุ่นใจจากบุคคลในครอบครัวเป็นอย่างดี สอดคล้องกับการศึกษาของเบ็ญจวรรณ  ป้อมเสมาพิทักษ์17 ที่ศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการปรับตัวด้านจิตสังคมของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรมและศัลยกรรมโรงพยาบาลของรัฐ กรุงเทพมหานคร  พบว่าการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและการสนับสนุนจากครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับตัวด้านจิตสังคมของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล  (p<0.001)   

ในด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุนั้น พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในระดับปานกลาง เช่น กิจกรรมทางศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้สูงอายุในสังคมไทยมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงให้ความสำคัญในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อปฏิบัติแล้วทำให้มีความสุขเกิดความสบายใจ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของจุฑาทิพย์  อภิรมย์ 18  และพีระสิทธิ คำนวณศิลป์19  พบว่าศาสนามีอิทธิพลต่อความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติและบุคลิกภาพของผู้สูงอายุทำให้ผู้สูงอายุได้ผ่อนคลายความเครียด ลดความวิตกกังวลลงมากหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

  ในด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการปรับตัวของผู้สูงอายุ พบว่าสถานภาพสมรสมีส่วนสำคัญในการปรับตัว โดยพบว่าผู้สูงอายุที่มีสถานภาพสมรสคู่มีการปรับตัวดีกว่าผู้สูงอายุที่มีสถานะภาพโสด ทั้งนี้อาจเนื่องจากเพราะสังคมไทยในปัจจุบันนี้ เป็นสังคมที่มีการดำเนินชีวิตแบบเร่งด่วน บุตรหลานต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้ากลับตอนค่ำ ทำให้ผู้สูงอายุที่มีสถานะภาพโสดต้องอยู่บ้านเพียงลำพังเกิดความเหงา ขาดกำลังใจที่จะดำรงชีวิต  ส่วนผู้สูงอายุที่มีชีวิตคู่ชีวิตจะมีสามีหรือภรรยาที่คอยดูแลซึ่งกันและกันตลอดเวลา มีที่ปรึกษา ทำให้มีกำลังใจและความมั่นใจในการเผชิญกับปัญหาต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของเบญจมา เลาหพูนรังสี20  ศึกษาการปรับตัวภายหลังเกษียณอายุราชการของข้าราชการพลเรือนจังหวัดนครราชสีมา พบว่าผู้เกษียณอายุราชการที่มีสถานภาพสมรสคู่มีการปรับตัวดีกว่าผู้เกษียณ อายุราชการที่สถานภาพโสด หม้าย หย่า แยก และสอดคล้องกับการศึกษาของเบเกอร์21  ที่ศึกษาผลของคู่สมรสต่อการปรับตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าผู้ป่วยที่มีคู่สมรสมีระดับการปรับตัวดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีคู่สมรส

            ลักษณะครอบครัวเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการปรับตัวของผู้สูงอายุ กล่าวคือผู้สูงอายุที่มีลักษณะครอบครัวเดี่ยวจะมีการปรับตัวดีกว่าผู้สูงอายุที่มีลักษณะครอบครัวขยาย โดยผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเดี่ยวประกอบด้วยพ่อ แม่ บุตร และหลาน ซึ่งนับว่าเป็นครอบครัวขนาดเล็กสามารถที่จะดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุได้อย่างใกล้ชิด มีการให้ความรัก ความอบอุ่นและให้กำลังใจต่อกันส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการปรับตัวที่เหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในครอบครัวขยายซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมาก และมีบุคคลหลายรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกันอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยขึ้นได้ ส่งผลให้ขาดความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ จารุนันท์  สมบูรณสิทธิ์22  กล่าวว่าครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุและครอบครัวมีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้สูงอายุมาก นอกจากนั้น พบว่าผู้สูงอายุที่มีบุตรหลานหรือญาติพี่น้องย่อมได้รับความรัก ความห่วงใยเอื้ออาทรจากบุคคลเหล่านั้นทำให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะปรับตัวรับสภาพการเปลี่ยนแปลงได้ดี

            นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้สูงอายุที่จบการศึกษาในระดับที่สูงจะมีการปรับตัวที่ดีกว่าผู้สูงอายุที่จบการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่า ทั้งนี้เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูงกว่าอาจใช้ความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน การใช้ชีวิตมาวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพการดำเนินชีวิต ความเข้าใจในการเผชิญปัญหาและการจัดการกับปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสมมากกว่า ส่งผลให้มีการปรับตัวในทุกๆด้านเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้ดีกว่า ซึ่งสอดคล้องกับสุทธิพันธ์  ฟักสุวรรณ23  ได้ศึกษาการปรับตัวของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์และผู้สูงอายุนอกสถานสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูงมีการปรับตัวดีกว่า (p<0.001) นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับข้อความของ Orem24 ที่กล่าวว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ ทักษะและการมีทัศนคติต่อการดูแลตนเอง การศึกษายังช่วยส่งเสริมให้บุคคลมีความสามารถในการค้นหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและการดูแลตนเอง

            นอกจากที่กล่าวไป ยังพบว่าการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ โดยเลือกวิธีการจัดการกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดนั้นอย่างเป็นระบบมากกว่าการใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาหรือหลีกหนีปัญหา มีวางแผนหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเพิ่มเติม วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและลงมือแก้ปัญหานั้นโดยใช้ประสบการณ์ที่มีของตนเองหรืออาจค้นหาผู้ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Lazarus and Folkman7  พบว่าการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ไขปัญหาโดยใช้สติปัญญาความรู้และประสบการณ์มาใช้เพื่อการหาทางเลือกในการแก้ปัญหา ปรับอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสม  เป็นการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำหน้าที่หรือมีบทบาททางสังคมได้อย่างมีความสุข

            อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคมและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกใน ระดับน้อย กับการปรับตัวของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์มากที่สุด รองลงมาคือด้านข้อมูลข่าวสาร ส่วนการสนับสนุนทางสังคมด้านสิ่งของ อยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจเนื่องจากสมาชิกในครอบครัวไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านนี้ต่อผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม หากผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนในด้านเหล่านี้ จะส่งผลทำให้การปรับตัวด้านร่างกาย และด้านการพึ่งพาระหว่างกันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา ที่พบว่าการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ8  ในด้านการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุ เป็นกิจกรรมในด้านศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจเนื่องจากการเข้าวัดทำบุญร่วมกันในประเพณีไทยต่างๆมีผลต่อจิตใจของผู้สูงอายุ ทำให้รู้สึกมีความสุข ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของพีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์19 ที่พบว่ากิจกรรมทางศาสนาสามารถช่วยลดความเครียดของผู้สูงอายุได้  ในส่วนของการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในด้านกีฬาและนันทนาการ ด้านอาสาสมัครพัฒนาชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดบางประการ เช่น สถานที่จัดกิจกรรมไม่เพียงพอ ไม่สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของคงวิทย์ ราษฎร์เจริญ25 ที่พบว่าปัจจัยสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุ ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม

ข้อเสนอแนะ

1.        มีการศึกษาเปรียบเทียบการปรับตัวของผู้สูงอายุในพื้นที่อื่น เพื่อนำผลการวิจัยมาอ้างถึงประชากรได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

2.        ศึกษาเปรียบเทียบการปรับตัวของผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุกับไม่เป็นสมาชิก เพื่อให้ทางชมรมผู้สูงอายุ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบของกิจกรรมในชมรมที่จะส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ มีการปรับตัวอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

3.        มีการศึกษาถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหาของผู้สูงอายุ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยมาเป็นข้อมูลสนับสนุนในการจัดฝึกอบรมหรือจัดโครงการต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุได้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์

4.        มีการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิตและผลกระทบที่ผู้สูงอายุได้รับจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในผู้สูงอายุที่มีสถานภาพสมรส ลักษณะครอบครัว และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และส่งเสริมการปรับตัวของผู้สูงอายุ

 

สรุป

ผู้สูงอายุมีการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหา, การสนับสนุนทางสังคมและการปรับตัวอยู่ในระดับ ดี และพบว่าตัวแปรด้านการเผชิญปัญหาที่มุ่งแก้ปัญหามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูกับการปรับตัวของผู้สูงอายุ ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์ในระดับน้อยกับการปรับตัวของผู้สูงอายุ

เอกสารอ้างอิง

1.      เกื้อ วงศ์บุญสิน.  คลังข้อมูลประชากรและแรงงานของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย (กัมพูชา พม่าและลาว) ในช่วงปี พ.ศ. 2493-2568. สถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545.

2.      Kinsella K, Velkoff V. U.S. Census Bureau. An Aging World: 2001. Washington, DC: U.S. Government Printing Office, 2001; series P95/01-1.

3.      Holmes S. Good food for long life-nutrition for elderly people.  Prof Nurse. 1990 Oct; 6(1):43-6.

4.      มาลินี  วงศ์สิทธิ์.  โครงการการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุให้บริการและกิจกรรมต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549.

5.      ปัญญภัทร  ภัทรกัณทากุล.  การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและความผาสุกทางใจของผู้สูงอายุ.

วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2548.

6.      กุศล  สุนทรธาดา. จุดเปลี่ยนนโยบายประชากรประเทศไทย.  กรุงเทพมหานคร : กองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2549.

7.      Lazarus RS, Folkman S.  Stress: appraisal and coping. New York : Spring Publishing Company, 1984.

8.      ทัศนีย์  เกริกกุลธร.  การศึกษาการสนับสนุนทางสังคม  และการปรับตัวของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองสระบุรี.  วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาพยาบาลศาสตร์  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.

9.      Andrew HA, Roy C.  Essentials of Roy Adaptation Model.  Norwalk : Appleton-century-crafts, 1986.

10.  Schaefer C, Coyne JC, Lazarus RS.  The health-related functions of social support.   Journal of Behavior Medicine 1981; 4 : 381-405.

11.  เกริกศักดิ์  บุญญานุพงศ์  และสุรีย์  บุญญานุพงศ์ . ศักยภาพของผู้สูงอายุในการงานเพื่อสังคม.เชียงใหม่  :  สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.

12.  Leitner MJ.  Toward healthy aging: human needs and nursing response, 6th eds.  Mosby, St.Louis , MO. 1996

13.  สุปราณี  แตงวงษ์.  การสนับสนุนทางสังคมกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตทวีวัฒนา.
วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่.มหาวิทยาลัยคริสเตียน,
2547.

14.  ศูนย์ข้อมูลสถิติจังหวัด สำนักงานสถิติจังหวัดอุบลราชธานี. [On-line]. Available from: http://www. obon.nso.go.th. 10/07/2009 

15.  Hosmer, Davidw; Stanley Lemeshow.  Applied Logistic Regression. 2nd ed. New York; Chichester, Wiley. 2000.

16.  รุจิรางค์  แอกทอง. การปรับตัวของผู้สูงอายุในเขเทศบาลนครปฐม  จังหวัดนครปฐม.วิทยา- นิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาจิตวิทยาชุมชน ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2549.  

17.  เบ็ญจวรรณ  ป้อมเสมาพิทักษ์. ปัจจัยที่คัดสรรที่สัมพันธ์กับการปรับตัวด้านจิตสังคมของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ  กรุงเทพมหานคร.  วิทยานิพนธ์ปริญญาครุ-ศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาการบริหารการพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548.

18.  จุฑาทิพย์  อภิรมย์.  ข้อเท็จจริงและทัศนะการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมของผู้สูงอายุ.วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.

19.  พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์.  การประเมินนโยบายและแผนงานด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุข. โรงพิมพ์พระธรรมขันต์ : ขอนแก่น . 2542.

20.  เบญจมา  เลาหพูนรังสี.   ความสัมพันธ์ของการเตรียมตัวก่อนการเกษียณอายุราชการกับการปรับตัวภายหลังการเกษียณอายุราชการของข้าราชการพลเรือนจังหวัดนครราชสีมา.

วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาเอกพยาบาลสาธารณสุข  บัณฑิต-

วิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล, 2547.

21.  Baker GE.  Boser RA, Household DL.  Coping at the crossroads: societal and educational transformation in the United States.  Journal of Technology Education 1992; 4(1): 5-17.

22.  จารุนันท์  สมบูรณ์สิทธิ์.  ความพึงพอใจระหว่างปัจจัยทางประชากร กิจกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันกับความพึงพอใจในชีวิตของผู้สูงอายุ.   วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิชาเอกพยาบาลสาธารณสุข  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2549.

23.  สุทธิพันธ์  ฟักสุวรรณ.  การปรับตัวของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ และผู้สูงอายุนอกสถานสงเคราะห์ในเขตกรุงเทพมหานคร.  วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกการศึกษาผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2547.

24.  Orem D. Nursing: Concepts of practice. 3rd ed. New York : Mc. Graw-Hill Book Co, 1985.

25.  คงวิทย์  ราษฎร์เจริญ.   เหตุผลที่ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน.วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่  บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2539.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0