Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

The Study of Prevalence of Staphylococcus aureus Contamination in Health Personal’s Mobile Phone at Srinagarind Hospital

ศึกษาความชุกของเชื้อ Staphylococcus aureus ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์

Janpen Bourpoern (จันทร์เพ็ญ บัวเผื่อน) 1, Saisamorn Poldongnauk (สายสมร พลดงนอก) 2, Weerachai Kosuwon (วีระชัย โควสุวรรณ) 3, Prakai Pitak (ประกาย พิทักษ์) 4, Prajuab Chaimanee (ประจวบ ชัยมณี) 5




หลักการและเหตุผล  :  บุคลากรทางการแพทย์นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร และพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาโทรศัพท์มือถืออาจเป็นแหล่งพาหะของเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม  S. aureus  ซึ่งสามารถเกิดการแพร่ระบาดในโรงพยาบาลได้

วัตถุประสงค์  : เพื่อศึกษาความชุกของเชื้อ S. aureus  ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์  

วัสดุและวิธีการ : เก็บตัวอย่างจากผิวด้านนอกของโทรศัพท์มือถือและเพาะเชื้อด้วยวิธี Mannitol Salt Agar

รูปแบบการศึกษา  : เป็นรูปแบบการศึกษาเชิงพรรณนา

สถานที่ศึกษา  :  โรงพยาบาลศรีนครินทร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ประชากรศึกษาและกลุ่มตัวอย่าง :   โทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน  220 เครื่อง

ผลการศึกษา :  พบการปนเปื้อนของเชื้อในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร จำนวน 64 ตัวอย่าง (ร้อยละ 34.5)  และไม่ใช่เชื้อ S. aureus  จำนวน 32 ตัวอย่าง  (ร้อยละ 14.5)   พบเชื้อ S .aureus (MSSA)  จำนวน 7 ตัวอย่าง  (ร้อยละ 3.2)  แต่ไม่พบเชื้อ Methicillin Resistant  Staphylococcus  aureus (MRSA)   บุคลากรทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ  จำนวน 85 ตัวอย่าง  (ร้อยละ 43.2) โดยใช้ผ้าสะอาด  ผ้าชุบน้ำและใช้สำลีแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดภายนอกเครื่องมากที่สุด การไม่ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือมีโอกาสเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคสูงถึง 1.5 เท่า โดยมีความเชื่อมั่น ร้อยละ 95  (0.96-2.16)  เมื่อเทียบกับการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ

สรุป :  พบความชุกของเชื้อ Staphylococcus aureus ร้อยละ 14.5 ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศรีนครินทร์    การทำความสะอาดและการทำลายเชื้อด้วย 70% Alcohol   ภายนอกเครื่องของโทรศัพท์ สามารถลดโอกาสการปนเปื้อนเชื้อโรคในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรได้

Background : Health personnel always carry and uses mobile phone for communication, therefore, mobile phone may be the source and cause of Staphylococcus aureus contamination and endemic in the hospital.

Objective : To study the prevalence of  S. aureus contamination on the mobile phone of health personnel in Srinagarind hospital.

Materials and Methods : Health personnel will be randomized by simple method; the outer surfaces of the mobile phone will be swabbed and Cultured using Transferred Mannitol salt agar.

Study design : This is descriptive study.

Site of the study :  Srinagarind  Hospital.

Population and sample : Two hundred twenty mobile phones of health personnel.

Results : Sixty four of 220 samples (34.5%) of mobile phones were contaminated, thirty two samples (14.5%) were found  to be  S. aureus and  32 samples (14.5%) were not S. aureus. Methicillin sensitive Staphylococcus aureus (MSSA) was found in seven sample (3.2%) , however, there was no Methicillin resistant  Staphylococcus aureus (MRSA) found in this study. Eighty five (43.2%) personnel always clean their mobile phones using clean wet cloth or alcohol to wipe out their mobile phones. The risk of mobile phone contamination was 1.5 times higher in the no-cleaning mobile phone than the cleaning one.

Conclusion  : There was 14.5% prevalence of S. aureus contamination on the health personnel’s mobile phone at Srinagarind hospital. To clean  and wipe out the mobile phone will reduce the chance of this contamination.

Key word :  Staphylococcus aureus,  mobile phones,  health personnel,  contamination,  mehticilin resistant / sensitive

 

บทนำ

          การติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นปัญหาที่โรงพยาบาลทุกแห่งให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ เนื่องจากส่งผลให้เกิดความสูญเสียในด้านเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลารักษาตัวนานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมากขึ้น การสูญเสียรายได้จากการว่างงาน   รวมทั้งอาจจะทุพลภาพหรือเสียชีวิตได้1  ผลกระทบในส่วนของโรงพยาบาลต่อการรักษาที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น อัตราการครองเตียงเพิ่มขึ้น ความสามารถในการรับผู้ป่วยใหม่ได้น้อยลง  รวมทั้งอาจได้รับการร้องเรียน หรือไม่พึงพอใจของผู้ป่วย ส่งผลให้คุณภาพการบริการลดลง นอกจากนั้น การติดเชื้อในโรงพยาบาลยังแพร่กระจายไปสู่ผู้ป่วยอื่น บุคลากรผู้ให้การดูแลรักษาหรือเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อได้   จากการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของการติดเชื้อ   Methicillin Resistant  Staphylococcus  aureus  (MRSA)   ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในเมือง Toronto ประเทศแคนาดา ในปี 1996-1998 พบค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ MRSA  เท่ากับ 14,360 เหรียญสหรัฐต่อผู้ป่วย 1 รายและหากผู้ป่วยเป็นพาหะของโรค มีค่าใช้จ่าย 1,363 เหรียญสหรัฐต่อผู้ป่วย 1 ราย2

          การแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลประกอบด้วยการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ จากการไอ จาม หายใจรดกัน  และละอองฝอยทางอากาศ   รวมทั้งการแพร่กระจายเชื้อทางการสัมผัส   จากการระบาดของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลในประเทศไทยหลายแห่ง  ได้รายงานถึงการระบาดของเชื้อ Staphylococcus aureus  (S. aureus) ที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพ เชื้อ MRSA บางสายพันธุ์ สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วในโรงพยาบาล ทำให้เกิดการติดเชื้อ  MRSA  และการตายของผู้ป่วยสูงขึ้น   และมีแนวโน้มจะกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น   ซึ่งยากที่จะควบคุม  ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ พบเชื้อ MRSA  เป็นอันดับที่ 4  ของเชื้อก่อโรคในโรงพยาบาลและมีการระบาดของเชื้อ MRSA ปีละ 1-2 ครั้ง3     จากการศึกษาอัตราการเป็นพาหะของเชื้อ  Staphylococcus  aureus  ในจมูกและมือของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ปี 25474    พบว่าบุคลากรมีเชื้อ S. aureus  และ MRSA ในจมูกและมือ  พบว่าบุคลากรทุกตำแหน่งมีการปนเปื้อนของเชื้อ S. aureus  ในจมูก ตั้งแต่ร้อยละ 18.8 – 26.6  และพบการปนเปื้อนของเชื้อ S. aureus  ในมือของบุคลากรผู้ช่วยพยาบาลและพนักงานการแพทย์  ร้อยละ 2.4 – 4.4 นอกจากนั้น ยังพบว่าพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และคนงาน มีการปนเปื้อนของเชื้อดื้อยา  MRSA  ในจมูก คิดเป็น ร้อยละ 5.6,  2.2  และ 3.7  ตามลำดับ 

 

          ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์เกือบทุกคนนิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร  ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วยจะพกพาโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดเวลา ซึ่งการดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือมักคำนึงเฉพาะในส่วนของการตกกระแทกพื้นหรือถูกน้ำเนื่องจากโทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกภายในโทรศัพท์มือถือจึงมีขนาดเล็กและบอบบาง  ทำให้บุคลากรไม่คำนึงถึงความสะอาดหรือการปนเปื้อนเชื้อโรคที่เกาะติดในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งพาหะของเชื้อในกลุ่ม  S. aureus  หรือ MRSA และจากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ยังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับการปนเปื้อนของเชื้อ S .aureusในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย  ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาถึงความชุกของเชื้อ  S. aureus ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดการปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อภายในโรงพยาบาล

วัตถุประสงค์

          เพื่อศึกษาความชุกของเชื้อ  S. aureus   ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์

วัสดุและวิธีการ  

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive study)  โดยคำนวณกลุ่มตัวอย่าง จากข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการนับ (Qualitative data)  ได้คิดจาก prevalence ของการปนเปื้อนในโทรศัพท์มือถือของ Brady และคณะ5   ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.291 ได้จำนวนตัวอย่างที่จะทำการศึกษาทั้งสิ้น 220 คน  เพื่อให้เกิดการกระจายให้ครอบคลุมทุกตำแหน่งของกลุ่มตัวอย่าง ผู้ศึกษาจึงได้แบ่งกลุ่มตัวอย่าง  ดังนี้

          1. กลุ่มบุคลากรที่สังกัดภาควิชาทางคลินิก  ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ไม่ได้ดูแลรักษาผู้ป่วยตลอดเวลาได้แก่  บุคลากรแพทย์  และนักศึกษาแพทย์ที่สังกัดภาควิชาอายุรศาสตร์  ภาควิชาศัลยศาสตร์  ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์   ภาควิชาออร์โธปิดิกส์  ภาควิชาจักษุวิทยาและภาควิชารังสีวิทยา จำนวน 73 ราย (ร้อยละ 33) โดยกำหนดสัดส่วน  แพทย์ : นักศึกษาแพทย์  เป็น 1 : 1 ดังนั้นแพทย์ จำนวน 36 ราย และนักศึกษาแพทย์ จำนวน 37  ราย

               2.  กลุ่มพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล  คนงาน  นักกายภาพบำบัด และนักโภชนากร จำนวน  147 ราย (ร้อยละ 67)  แบ่งเป็น 

                     2.1)  กลุ่มพยาบาล  ผู้ช่วยพยาบาล  พนักงานการแพทย์ คนงานที่สังกัดแผนกการพยาบาลผู้ป่วยนอก   (13 ราย)  แผนกการพยาบาลระยะวิกฤต (22 ราย)    แผนกการพยาบาลอุบัติเหตุฉุกเฉิน  (23 ราย)   แผนกการพยาบาลอายุรกรรม   (16 ราย)   แผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์  (32 ราย)   แผนกการพยาบาลกุมารเวชกรรม  (17 ราย)  แผนกห้องผ่าตัด  (9 ราย) และภาควิชาวิสัญญีวิทยา (10 ราย) จำนวน 142 ราย  โดยกำหนดสัดส่วนพยาบาล :  ผู้ช่วยพยาบาล  :  พนักงานการแพทย์และคนงาน   เป็น  6:3:1  

                      2.2) กลุ่มนักกายภาพบำบัด          จำนวน  3 ราย

                      2.3) กลุ่มนักโภชนากร                 จำนวน  2 ราย

          วิธีการเก็บข้อมูล

                1.  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการดูแลรักษาโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ โดยผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้น

                 2.  การเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาเชื้อ  S. aureus  และเชื้อ MRSA  ตามวิธีมาตรฐานที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์กำหนด คือ วิธี mannitol salt agar

                   2.1  บุคลากรกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบข้อมูลการศึกษาวิจัย จากคณะผู้วิจัยและยินยอมให้ทำการศึกษาวิจัย โดยลงลายมือชื่อแสดงการยินยอม

                   2.2  ผู้วิจัยสวมใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกและล้างมือด้วยน้ำยา 70% alcohol gel

                   2.3  เปิดหลอด Stuart Transport media แล้วนำไม้พันสำลีปราศจากเชื้อจุ่มในน้ำปราศจากเชื้อ (Sterile water)  พอหมาดๆ

                   2.4  นำไม้พันสำลีป้ายบริเวณพื้นผิวของโทรศัพท์มือถือทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้ทั่วทุกพื้นผิว

                   2.5  นำไม้พันสำลีในข้อ 2.4 จุ่มลงใน transport  media  แล้วปิดฝาหลอด

                   2.6  ติดป้ายชื่อแสดงหมายเลขโทรศัพท์มือถือในหลอด Stuart Transport media และ แบบสอบถาม

                   2.7  ล้างมือด้วยน้ำยา alcohol gel ภายหลังการเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อในแต่ละราย

                   2.8  นำตัวอย่างที่เก็บได้ไปเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ  ณ หน่วยจุลชีววิทยาคลินิก  งานห้องปฏิบัติการเวชศาสตร์ชันสูตร  โรงพยาบาลศรีนครินทร์

          3  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Odds ratio

ผลการศึกษา

          การศึกษาความชุกของเชื้อ  S. aureus  ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม  – 31 พฤษภาคม 2549 จำนวน 220 ตัวอย่าง โดยศึกษาในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์  อายุ  21-50 ปี (mean 32.24, SD 8.07) เพศหญิง มากกว่าเพศชาย (หญิง : ชาย = 4.49 : 1 ) โดยมีตำแหน่งพยาบาลสูงสุด รองลงมาคือ ตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลและนักศึกษาแพทย์ ตามลำดับ  (ร้อยละ 39.1,  19.1  และ  16.8)   ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด   โดยได้เก็บตัวอย่างทุกหอผู้ป่วย เมื่อจำแนกตามหน่วยงานและภาควิชาพบว่าโทรศัพท์มือถือของบุคลากร   มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ร้อยละ 34.5  โดยพบการปนเปื้อนเชื้อ  S. aureus  ร้อยละ 8.2   พบเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ  (ที่ไม่ใช่เชื้อ S. aureus)  ร้อยละ 14.5  รวมทั้งพบการปนเปื้อนเชื้อมากกว่า 1 ชนิด ร้อยละ 8.6  พบเชื้อ Meticillin Sensitive S.aureus (MSSA) ร้อยละ 3.2   โดยพบเชื้อ MSSA ในโทรศัพท์มือถือของแพทย์และนักศึกษาแพทย์ ร้อยละ 0.9  ส่วนพยาบาล  ผู้ช่วยพยาบาล และบุคลากรโภชนาการ พบร้อยละ 0.5  (ตารางที่ 1 และ 2)

 

ตารางที่ 1   ผลการตรวจพบเชื้อ S. aureus  และแบคทีเรียชนิดอื่นในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร

 

ตำแหน่ง

เชื้อแบคทีเรีย : จำนวน  (ร้อยละ)

ไม่พบเชื้อ

เชื้อ

S.aureus

เชื้อแบคทีเรีย

อื่นๆ

เชื้อ S.aureus ร่วมกับ เชื้อ แบคทีเรียอื่น

เชื้อ MSSA

MRSA

รวม

แพทย์

12 (5.5)

6 (2.7)

7 (3.2)

9 (4.1)

2 (0.9)

0 (0.0)

36 (16.4)

พยาบาล

61 (27.7)

5 (2.3)

13 (5.9)

6 (2.7)

1 (0.5)

0 (0.0)

86 (39.1)

ผู้ช่วยพยาบาล

33 (15.0)

2 (0.9)

4 (1.8)

2 (0.9)

1 (0.5)

0 (0.0)

42 (19.1)

พนักงานการแพทย์

11 (5.5)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

12 (5.5)

คนงาน

1 (0.5)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

2 (0.9)

นักกายภาพบำบัด

3 (1.4)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

3 (1.4)

นักศึกษาแพทย์

22 (10.0)

5 (2.3)

6 (2.7)

2 (0.9)

2 (0.9)

0 (0.0)

37 (16.8)

นักโภชนาการ

1 (0.5)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

2 (0.9)

รวม

144 (65.5)

18 (8.2)

32 (14.5)

19 (8.64)

7 (3.2)

0 (0.0)

220 (100.0)

 

ตารางที่  2   ผลการตรวจพบเชื้อแบคทีเรียก่อในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร เมื่อจำแนกตามหน่วยงาน และภาควิชา

 

หน่วยงาน / ภาควิชา

จำนวน

ที่ศึกษา

(ราย)

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย

จำนวน  (ร้อยละ)

พบเชื้อแบคทีเรีย

จำนวน (ร้อยละ)

แผนกการพยาบาลอายุรกรรม

16

14 (81.5)

2 (12.5)

แผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์

32

23 (71.9)

9 (28.1)

แผนกการพยาบาลกุมารเวชกรรม

17

12 (70.6)

5 (70.6)

แผนกการพยาบาลอุบัติเหตุและฉุกเฉิน

23

23 (100.0)

0 (0.0)

แผนกการพยาบาลผู้ป่วยระยะวิกฤต

22

14 (63.6)

8 (36.4)

แผนกการพยาบาลห้องผ่าตัด

9

2 (22.2)

7 (77.8)

แผนกการพยาบาลผู้ป่วยนอก

13

12 (92.3)

1 (7.7)

ภาควิชาวิสัญญีวิทยา

10

6 (60.0)

4 (40.0)

งานโภชนาการ

2

1 (50.0)

1 (50.0)

ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู

3

3 (100.0)

0 (0.0)

ภาควิชาอายุรศาสตร์

22

14 (63.6)

8 (36.4)

ภาควิชาศัลยศาสตร์

16

5 (31.8)

11 (68.2)

ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

14

8 (57.1)

6 (42.9)

ภาควิชาออร์โธปิดิกส์

6

2 (33.3)

4 (66.7)

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

12

3 (25.0)

9 (75.0)

ภาควิชาจักษุวิทยา

2

1 (50.0)

1 (50.0)

ภาควิชารังสีวิทยา

2

1 (50.0)

1 (50.0)

                                     รวม

220

144 (65.5)

76 (34.5)

 

          เมื่อศึกษาข้อมูลการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของบุคลากร  พบว่า บุคลากรไม่ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ  จำนวน  125 คน   คิดเป็นร้อยละ 56.8  และมีบุคลากรที่ทำความสะอาดมือถือ  จำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ 43.2  โดยมีวิธีการทำความสะอาด   โดยใช้ผ้าสะอาดเช็ด  รองลงมาคือ การใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดและการใช้สำลีชุบ  70% alcohol  เช็ดทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ  ร้อยละ  26.4,  15.5 และ 3.2  (ตารางที่  3)

 


 

ตารางที่ 3   การทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของบุคลากร

 

 

ตำแหน่ง

การทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ : จำนวน  (ร้อยละ)

ไม่ทำ

ใช้

ผ้าสะอาด

เช็ด

เช็ดด้วย

สำลีชุบ

70%

alcohol

ใช้ผ้าชุบ

น้ำเช็ด

ใช้

กระดาษ

ชำระชุบ

น้ำเช็ด

ใช้น้ำยา

เช็ด

โทรศัพท์

เช็ด

ปัดฝุ่น/

เป่าลม

ไม่ระบุ

รวม

แพทย์

19 (8.6)

7 (3.2)

3 (1.4)

3 (1.4)

0 (0.0)

1 (0.5)

1 (0.5)

2 (0.9)

36 (16.4)

พยาบาล

47 (21.4)

23 (10.5)

2 (0.9)

6 (2.7)

3 (1.4)

1 (0.5)

0 (0.0)

4 (1.8)

86 (39.1)

ผู้ช่วยพยาบาล

24 (10.9)

14 (6.4)

1 (0.5)

2 (0.9)

0 (0.0)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

42 (19.1)

พนักงานการแพทย์

5 (2.3)

6 (2.7)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.5)

12 (5.5)

คนงาน

2 (0.9)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

2 (0.9)

นักกายภาพบำบัด

1 (0.5)

1 (0.5)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

3 (1.4)

นักศึกษาแพทย์

27 (12.3)

5 (2.3)

1 (0.5)

0 (0.0)

1 (0.5)

0 (0.0)

0 (0.0)

3 (1.4)

37 (16.8)

นักโภชนาการ

0 (0.0)

2 (0.9)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

2 (0.9)

                รวม

125

(56.8)

58

(26.4)

7

(3.2)

12

(15.5)

4

(1.8)

2

(0.9)

2

(0.9)

10

(4.5)

220

(100.0)

 

          เมื่อวิเคราะห์การทำความสะอาดกับการพบเชื้อในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร    พบว่าโทรศัพท์มือถือของบุคลากรที่ไม่ได้ทำความสะอาด จำนวน 125 เครื่อง พบการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ร้อยละ 38.4  โดยพบเชื้อS. aureus  ร้อยละ 8.6 และเชื้อ  MSSA  ร้อยละ 2.4  นอกจากนั้นยังพบว่าการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือที่บุคลากร  ปฏิบัติมากที่สุด คือ การใช้ผ้าสะอาดเช็ด ร้อยละ 26.4  พบเชื้อ S. aureus   ร้อยละ 5.2  พบเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ  ร้อยละ 15.5  และยังพบเชื้อ MSSA  ร้อยละ 3.4   (ตารางที่ 4) เมื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการพบเชื้อพบว่าการไม่ทำความสะอาดโทรศัพท์ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย 1.5 เท่า ของการทำความสะอาดโดยมีค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (0.96-2.16)

 

ตารางที่ 4   การทำความสะอาดในโทรศัพท์มือถือกับการตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย

 

วิธีการทำความสะอาด

เชื้อแบคทีเรีย  :  จำนวน  (ร้อยละ)

ไม่พบเชื้อ

เชื้อ

S.aureus

เชื้อก่อโรคที่ไม่ใช่เชื้อ

S.aureus

เชื้อ S.aureus

ร่วมกับเชื้อโรคอื่น

เชื้อ

MSSA

รวม

ไม่ทำความสะอาด

77 (61.6)

10 (8.6)

21(16.0)

15 (12.0)

3 (2.4)

125 (100.0)

ใช้ผ้าสะอาดเช็ด

42 (72.4)

3 (5.2)

9 (15.5)

2 (3.4)

2 (3.4)

58 (100.0)

ใช้สำลีชุบ 70% alcohol เช็ด

6 (85.7)

1 (14.3)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

7 (100.0)

ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด

10 (83.4)

1 (8.3)

0 (0.0)

1 (8.3)

0 (0.0)

12 (100.0)

ใช้กระดาษชำระชุบน้ำเช็ด

3 (75.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

1 (25.0)

4 (100.0)

ใช้น้ำยาเช็ดโทรศัพท์เช็ด

0 (0.0)

1 (50.0)

1 (50.0)

0 (0.0)

0 (0.0)

2 (100.0)

ปัดฝุ่น/ เป่าลม

0 (0.0)

0 (0.0)

1 (50.0)

1 (50.0)

0 (0.0)

2 (100.0)

ไม่ระบุ

6 (60.0)

2 (20.0)

1 (10.0)

0 (0.0)

1 (10.0)

10 (100.0)

                รวม

144 (65.5)

18 (8.2)

32 (14.5)

19 (8.6)

7 (3.2)

220 (100.0)

 

วิจารณ์

          การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่บุคลากรทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่โรงพยาบาลกำหนด     การศึกษาในครั้งนี้   สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ส่วนตัวสามารถเป็นแหล่งของเชื้อโรค     โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Aerobic gram-positive cocci ที่อยู่ตามผิวหนังของร่างกาย   ได้แก่ เชื้อ Staphylococcus aureus  (S. aureus) และ Bacillus5  มีการปนเปื้อนเชื้อ S. aureus  ในโทรศัพท์มือถือของบุคลากร  ร้อยละ 8.2   และ มีการปนเปื้อนของเชื้อ  S.aureus ร่วมกับเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ อีก ร้อยละ 8.64  แต่ไม่พบการติดเชื้อ MRSA  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาของ  Brady  และ คณะ6   ที่ทำการศึกษาการปนเปื้อนเชื้อในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศอังกฤษในปี 2004 พบว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อ S. aureus  ถึงร้อยละ 93.33  และพบเชื้อ MRSA  ถึงร้อยละ 1.91  และเมื่อศึกษาการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของบุคลากร พบว่าบุคลากรร้อยละ 43.2  มีการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของตน โดยใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ด  และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือกับการพบเชื้อแบคทีเรีย  พบว่า  การใช้สำลีแอลกอฮอล์ (บีบหมาดๆ)  และผ้าสะอาดชุบน้ำทำความสะอาด   สามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี (ตารางที่ 4)  แต่การใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ด ยังคงพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อชนิด  Methicillin sensitive Staphylococcus aureus : MSSA  ที่เป็นเชื้อก่อโรคในโรงพยาบาล

 

สรุป

          จากการศึกษาการปนเปื้อนเชื้อโรคในโทรศัพท์มือถือของบุคลากรโรงพยาบาลศรีนครินทร์ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2549  จำนวน 220 เครื่อง  พบความชุกของเชื้อ Staphylococcus aureus ร้อยละ 8.2 ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อดื้อยา MRSA   บุคลากรทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 43.2  โดยใช้ผ้าแห้งสะอาดเช็ดมากที่สุด  การใช้สำลีชุบ 70% Alcohol  เช็ดทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือสามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อได้ดีที่สุด ร้อยละ 85.7   และการไม่ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียสูงกว่าการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ถึง 1.5 เท่า

ข้อเสนอแนะ

          การใช้โทรศัพท์มือถือของบุคลากรในขณะให้การดูแลรักษาผู้ป่วย จะมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อที่เป็นเชื้อประจำถิ่น รวมทั้งเชื้อก่อโรคในโรงพยาบาล  การเข้มงวดในการล้างมือก่อนการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ และการทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือด้วยผ้าชุบน้ำ  กระดาษชำระชุบน้ำ หรือสำลีแอลกอฮอล์จะช่วยให้ลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในโทรศัพท์ลงได้   หน่วยงานด้านการป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการใช้โทรศัพท์มือถือของบุคลากรในขณะปฏิบัติงานในโรงพยาบาล  เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อรวมทั้งป้องกันการระบาดของเชื้อก่อโรครุนแรงในโรงพยาบาล

เอกสารอ้างอิง

 

  1. อะเคื้อ  อุณหเลขกะ.  การติดเชื้อในโรงพยาบาล ระบาดวิทยาการป้องกัน. พิมพ์ครั้งที่ 1.  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง. 2545.
  2. Kim  T, Oh PI,  Simor  AE. The Econimic Impact of Methicillin -Resistant  Staphylococcus  aureus in Candadian Hospitals. Imfect Control Hosp Epidemiol, 2001; 22:99-104.
  3. หน่วยควบคุมโรคติดเชื้อ งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลศรีนครินทร์.  รายงานการระบาดของเชื้อ MRSA ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์.  ขอนแก่น : 2547.
  4. วุฒิชัย  ขิมลาภ, ศิริพร  อินทรประสิทธิ์.  การสำรวจพาหะ MRSA ในบุคลากรทางการแพทย์ ในโรงพยาบาบลศรีนครินทร์.  ภาคนิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (เทคนิคการแพทย์).   คณะเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2547.
  5. จุณจันทน์  วิลัยลักษณคณา, นิชา  เจริญศรี, บรรณาธิการ. แบคทีเรียวินิจฉัย.  ภาควิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์   มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2537.
  6. Brady RR,  Wasson AA, Stirling I, Mcallister C, Damani NN.  Is your phone bugged?  The incidence  of  bacteria know to cause nosocomail infection on health-care worker’s mobile phones.  The Hospital  infection. 2006;62:123-5.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Incidence of Positive Culture form Catheter Tip after Endotracheal Tube Suctioning Uning Disposable VS. Sterilized Reusable Gloves (การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเพราะเชื้อได้ผลบวกจากปลายสายดูดเสมหะจากท่อช่วยหายใจเมื่อใช้ถุงมือปราศจากเชื้อในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Enterotoxins, TSST-1 Production and Drug Semsitivity Of Staphyrococcus aureus Isolated from Hospital Staffs And Medical Student in Srinagarind Hospital (Enterotoxins, Toxic shock syndrome toxin- 1 และความไวต่อยาของเชื้อ Staphylococcus aureus ที่แยกจากบุคลากรโรงพยาบาลและนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Diarrhea due to Vibrio cholera 0139 in Srinagarind Hospital (โรคอุจจาระร่วงอย่างแรงจากเชื้อ Viabrio cholera 0139ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Ebola Virus (อีโบลา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Microbiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0