Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Nutritional Status, Food Comsumption and Health Practice of Menopausal Women Attending Menopause Clinic, Srinagarind Hospital , Khon Kaen University

ภาวะโภชนาการ การบริโภคอาหาร และการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือน ที่มารับบริการที่คลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นขอนแก่น

Kanthapitcha Sutchantho (กัณฐพิชชา สุดจันโท) 1, Suwalee Lowirakorn (สุวลี โล่วิรกรณ์) 2




หลักการและเหตุผล : สตรีวัยหมดประจำเดือนจัดเป็นกำลังสำคัญของชาติเนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นสตรีที่ยังอยู่ในกลุ่มวัยทำงาน  ภาวะการหมดประจำเดือนส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและภาวะจิตใจ วิธีการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพและการปฏิบัติด้านโภชนาการที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสตรีวัยหมดประจำเดือน  ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาภาวะโภชนาการ การบริโภคอาหารและการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือน เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนด้านการให้ความรู้คำแนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสมแก่สตรีวัยหมดประจำเดือนต่อไป

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาภาวะโภชนาการการบริโภคอาหารและการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือน ที่มารับบริการที่คลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลศรีนครินทร์

รูปแบบการวิจัย : เป็นการวิจัยการศึกษาเชิงพรรณนา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง : สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีชื่อในทะเบียนของคลินิกสตรีวัยหมดประจำเดือนและอาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมือง  จังหวัดขอนแก่น จำนวน  121  คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย :  แบบสัมภาษณ์

วิเคราะห์ข้อมูล : ใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่  ความถี่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA

ผลการวิจัย : ผลการศึกษาพบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.4 มีอายุระหว่าง 55-59 ปี ปริมาณพลังงานที่ได้รับมีค่ามัธยฐาน 1,147 กิโลแคลอรี่ คิดเป็นร้อยละ 65.5 ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับ ปริมาณโปรตีนที่ได้รับมีค่าเฉลี่ย 52.0 กรัม คิดเป็นร้อยละ 97.9 ของปริมาณที่ควรได้รับโดยแหล่งโปรตีนส่วนใหญ่เป็นโปรตีนจากสัตว์ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ส่วนวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายได้แก่ แคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง และวิตามินซี ที่สตรีวัยหมดประจำเดือนได้รับน้อยกว่า2/3 ของปริมาณที่ควรได้รับ มีร้อยละ 93.3, 99.1, 85.1, 59.5 และ 55.3 ตามลำดับ พลังงานจากอาหารที่บริโภคมาจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ร้อยละ 60.1, 17.3 และ 22.0 ตามลำดับสำหรับภาวะโภชนาการพบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนมีภาวะอ้วนและภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ร้อยละ 41.3 และ 25.6 ตามลำดับและสัดส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกมากกว่า 0.8 ร้อยละ 36.4 ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังอันจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของสตรีวัยหมดประจำเดือนต่อไป

สรุป: สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มารับบริการมากกว่าครึ่งหนึ่งมีภาวะโภชนาการเกินแต่ได้รับพลังงานและสารอาหารน้อยกว่าปริมาณที่ควรได้รับประจำวันอันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือน ดังนั้น จึงควรมีการให้ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารที่เหมาะสมต่อไป

คำสำคัญ:  ภาวะโภชนาการ  การบริโภคอาหาร  การปฏิบัติตัวด้านสุขภาพ สตรีวัยหมดประจำเดือน

 

Blackground: Menopausal women are the important human resource in developing country society and economic. Menopause is the period of physiologic changes that may cause inappropriate health and nutritional practice.  We carimed to study nutritional status, food consumption and health practice among menopausal women. This study would provide useful information to develop the proper practices among menopausal women.

Objective: To determine nutritional status, food consumption and health practice among peri and post menopausal women attending the Menopausal Clinic, Srinagarind Hospital.

Design: Cross-sectional descriptive study

Population:  One hundred and twenty-one  peri and post menopausal  women  attending  the Menopausal clinic and living in Amphur Muang, Khon Kaen Provice

Measurement:  Interview

Statistical analyses: All data were analyzed using descriptive statistics; frequencies, percentage, mean and standard deviation by the statistical software STATA.

Results: Sixty-nine point four percent of menopausal women were 55-59 years old. Their energy intake was 65.5% of recommended diary allowances (mean = 1,147 calories) while protein intake was 97.9% of recommended diary allowances (mean = 52 gram.). Most protein sources were from animals that had high quality. Women  received calcium, iron, vitamin A, vitamin B1, and vitamin C less than 2/3 of recommended dietary were 93.9%, 99.1%, 85.1%, 59.5% and 55.3% respectively. The energy distribution from carbohydrate, protein and fat was 60.2%, 17.3% and 22.0 % respectively. According to nutritional status, menopausal women were over weight and obese and risk status of obesity at 41.3% and 25.6% respectively. Moreover, 36.4% of them had waist-hip ratio more than 0.8 that was at risk from chronic diseases.

Conclusion: Over half of menopausal women were over nutrition status.  They got energy and nutrient lower than recommended diary allowances. Therefore, menopausal women should be educated on the appropriate of food consumption.

Keywords: Nutritional status, Food consumption, Health practice, Menopausal women

 

บทนำ

จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการแพทย์และระบบสาธารณสุขได้ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพอนามัยที่ชัดเจนส่งผลให้อัตราการตายของประชากรลดลง ทำให้ประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่าในอดีต โดยเฉพาะอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยเพิ่มเป็น 74.9 ปี1 โดยคาดว่าจำนวนสตรีที่มีอายุอยู่ระหว่าง 45-59 ปี จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และในอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ 9.3 ของประชากรทั้งประเทศ2 จากการเพิ่มขึ้นของสตรีที่มีอายุระหว่าง 45-59 ปี  พบว่าผู้หญิงวัยนี้จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาทางสุขภาพซึ่งกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิตโดยเฉพาะต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสุขภาพสตรีวัยหมดประจำเดือนจัดเป็นกำลังสำคัญของชาติเนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นสตรีที่ยังอยู่ในกลุ่มวัยทำงานเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสตรีวัยหมดประจำเดือนบางส่วนต้องช่วยเหลือครอบครัวในการทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวภาวะการหมดประจำเดือนเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ก็อาจทำให้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและภาวะจิตใจ3,4  ส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่สำคัญ    5 ระบบ ได้แก่ ระบบโครงกระดูก ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบอวัยวะสืบพันธุ์5   นอกจากสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้วยังมีสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งเสริมให้สตรีประสบกับปัญหาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นั่นคือการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเครียด การดื่มชา กาแฟ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง อาทิ รับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันโปรตีนสูงเกินความต้องการของร่างกายรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย เป็นต้น6,7 ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนและดำเนินงานส่งเสริมความรู้     ความเข้าใจต่อสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือนเพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวช่วยเหลือตนเองได้อย่างถูกต้องและเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาระบบการส่งเสริมสุขภาพและการให้โภชนศึกษาแก่สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มารับบริการในคลินิกสตรีวัยหมดประจำเดือนของโรงพยาบาลศรีนครินทร์     จังหวัดขอนแก่น ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

วิธีการวิจัย

          ประชากรตัวอย่าง คือ สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มารับบริการในคลินิกวัยหมดประจำเดือน จำนวน 121 คน และเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลได้แก่  แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ  ส่วนที่ 1  ข้อมูลลักษณะทั่วไปของสตรีวัยหมดประจำเดือน ส่วนที่ 2 แบบบันทึกเพื่อประเมินภาวะโภชนาการ ส่วนที่ 3 แบบสัมภาษณ์ความถี่ในการบริโภคอาหารและรูปแบบการบริโภคอาหาร ส่วนที่ 4 ปริมาณอาหารที่บริโภคย้อนหลัง 24 ชั่วโมง  ส่วนที่ 5 แบบสัมภาษณ์การปฏิบัติตัวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ  ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาและความครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของแบบสัมภาษณ์โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 และรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยนำแบบสัมภาษณ์ ไปสัมภาษณ์สตรีวัยหมดประจำเดือนในคลินิกสตรีวัยหมดประจำเดือนและติดตามสัมภาษณ์ที่บ้านในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาคลินิกวัยหมดประจำเดือนและทำการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง วัดเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกของสตรีวัยหมดประจำเดือนสำหรับการสัมภาษณ์การบริโภคอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง         จะสัมภาษณ์โดยใช้เครื่องมือได้แก่เครื่องชั่งอาหาร  ช้อนตวง ถ้วยตวง ไม้บรรทัดและตัวอย่างอาหารจริงบางชนิด ตลอดจนภาพปริมาณอาหารตามหมวดอาหารชนิดต่างๆ โดยสัมภาษณ์การบริโภคอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง จำนวน  3 วัน รวมวันหยุด 1 วัน ติดต่อกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป STATA โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่า Q1และ Q3 (เนื่องจากข้อมูลแจกแจงไม่ปกติ) วิเคราะห์สารอาหารที่ได้รับด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป INMUCAL แปลผลพลังงานและสารอาหารที่ได้รับเป็นปริมาณที่ได้รับและค่าร้อยละของข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย  ประเมินภาวะโภชนาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยใช้เกณฑ์เทียบกับดัชนีมวลกาย (BMI) สำหรับคนเอเชีย8 สำหรับเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกที่ได้จากการวัดจากสตรีวัยหมดประจำเดือนเทียบกับเกณฑ์เส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง สำหรับชาวเอเชียตามเกณฑ์ของกองโภชนาการ กรมอนามัย9 โครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผลการวิจัย

          1.  ข้อมูลลักษณะทั่วไป  ของสตรีวัยหมดประจำเดือนพบว่าสตรีในการศึกษาครั้งนี้มีอายุระหว่าง 55-59 ปี ร้อยละ 69.4 อายุเฉลี่ยที่หมดประจำเดือน เท่ากับ 49.8 ± 3.2 ปี มีสถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 66.1                    จบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ  36.4  อาชีพส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน ร้อยละ 32.2  และ  อาชีพรองลงมา ได้แก่  รับราชการ ร้อยละ 30.6 รายได้ครอบครัวต่อเดือน 10,001-15,000 บาท  ร้อยละ 25.6 ในด้านการได้รับความรู้พบว่า สตรีส่วนใหญ่เคยได้รับความรู้เรื่องโภชนาการเพื่อสุขภาพ ร้อยละ 84.3 โดยแหล่งรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และบุคลากรด้านสาธารณสุขได้แก่ แพทย์  พยาบาล เท่ากัน คือร้อยละ  61.2 ข้อมูลที่ได้รับรู้มากที่สุด คือ เรื่องอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ร้อยละ 76.0 ส่วนข้อมูลที่อยากได้รับเพิ่มเติม ได้แก่ อยากรับรู้เรื่องอาหารที่มีประโยชน์สำหรับวัยทองความรู้และวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องสำหรับวัยทองตลอดจนการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับวัยทอง ร้อยละ 61.2

          2.  ภาวะโภชนาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนมีภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วน (BMI 23.0-24.9 kg/m2) ร้อยละ  25.6  และ  ภาวะอ้วน   (BMI  >  25.0  kg/m2) ร้อยละ 41.3 ค่าสัดส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกของสตรีวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวบ่งชี้ ภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ พบว่า    มีค่าสัดส่วนมากกว่า 0.8 ร้อยละ 36.4   (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1 ภาวะโภชนาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน  (n=121)

ภาวะโภชนาการ

จำนวน

ร้อยละ

95% CI

ค่าดัชนีความหนาของร่างกาย

 

 

 

น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ (BMI < 18.5)

4

3.3

16.85-18.47

น้ำหนักปกติ (BMI = 18.5-22.9)

36

29.8

21.43-22.14

ภาวะเสี่ยงต่อโรคอ้วน (BMI =23.0-24.9)

31

25.6

23.65-24.05

ภาวะอ้วน (BMI > 25.0)

50

41.3

26.44-27.50

ค่าสัดส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก

 

 

 

<  0.8

77

63.6

0.77-0.80

>  0.8

44

36.4

0.87-0.89

 

3.  ความถี่ของการบริโภคอาหารและรูปแบบการบริโภคอาหาร พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนบริโภคข้าวเจ้า  เป็นประจำทุกวัน ร้อยละ 71.9 และบริโภคเนื้อปลาเป็นประจำทุกวันร้อยละ  76.9 ส่วนอาหารประเภทผัดและอาหารทอด พบว่าบริโภค 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 51.2 และ 42.2  ตามลำดับประเภทผักและผลไม้บริโภคเป็นประจำ      ทุกวันร้อยละ 90.1 และ 75.2 ตามลำดับ เครื่องดื่มต่างๆ พบว่า   สตรีวัยหมดประจำเดือน ดื่มชา/กาแฟเป็นประจำทุกวัน ร้อยละ 42.2  สตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่รับประทานอาหารครบ 3 มื้อต่อวัน ร้อยละ 69.4 และรับประทานอาหาร 2 มื้อต่อวัน ร้อยละ 24.8 สตรีวัยหมดประจำเดือนรับประทานอาหารมื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น ร้อยละ 77.4, 94.2 และ 95.0  ตามลำดับ การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพบร้อยละ 39.7  โดยให้เหตุผลของการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายเมื่อมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ได้แก่ เห็ดหลินจือ (แคปซูล) กระเทียมอัดเม็ด สาหร่ายเกลียวทอง เป็นต้น

          4.  ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่สตรีวัยหมดประจำเดือนได้รับ พบว่า พลังงานที่ได้รับมีค่ามัธยฐาน 1,147.1 กิโลแคลอรีต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 65.5 ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับโปรตีนที่ได้รับมีค่าเฉลี่ย 52.0 กรัม    ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 97.9 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ส่วนคาร์โบไฮเดรต ที่ได้รับมีค่าเฉลี่ย 178.5 กรัมต่อวัน และไขมันที่ได้รับมีค่ามัธยฐาน 27.5 กรัมต่อวัน สำหรับปริมาณสารอาหารที่ได้รับแสดงในตารางที่ 2  และจากการศึกษาพบว่าปริมาณแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก สตรีวัยหมดประจำเดือนได้รับน้อยกว่า 1/3 ของข้อกำหนดที่ควรได้รับประจำวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ร้อยละ 93.3, 43.8 และ 99.1 ตามลำดับ สำหรับวิตามินส่วนใหญ่สตรีวัยหมดประจำเดือนได้รับน้อยกว่า 2/3 ของข้อกำหนดที่ควรได้รับประจำวัน  ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้แก่  วิตามินเอ  วิตามินบีหนึ่ง  วิตามินซีและวิตามินบีสอง  ร้อยละ 85.1, 59.5, 55.3 และ 38.0 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 2  ปริมาณพลังงานและสารอาหารที่สตรีวัยหมดประจำเดือนได้รับ  (n=121 

พลังงานและสารอาหาร

ปริมาณที่ได้รับ

ร้อยละ ของ DRI

พลังงาน(กิโลแคลอรี)

 

 

± SD

1193.4 ± 235.3

68.1 ± 13.4

Median (Q1- Q3)

1147.1 (1035.5-1318.6)

65.5 (59.1-75.3)

95%  CI  Median

1120.8 ± 1221.0

64.0 – 69.7

 

 

 

โปรตีน (กรัม)

 

 

± SD

52.0 ± 11.4**

100.1 ± 21.9**

Median (Q1- Q3)

50.9 (44.1 – 59.2)

97.9 (84.9-113.9)

95%  CI  Median

50.0-54.1**

96.1-104.0**

คาร์โบไฮเดรต (กรัม)*

 

 

 ± SD

178.5 ± 34.6*

-

Median (Q1- Q3)

177.7 (153.7-199.6)

-

95%  CI  Median

172.2-184.7*

-

ไขมัน (กรัม)*

 

 

 ± SD

29.7 ± 12.2

-

Median (Q1- Q3)

27.5 (21.2-37.5)

-

95%  CI  Median

24.4-31.0

-

 แคลเซียม (มิลลิกรัม)

 

 

 ± SD

391.8 ± 163.8

39.1 ± 16.3

Median (Q1- Q3)

352.7 (279.3-462.7)

35.2 (27.9-46.2)

95%  CI  Median

312.9 ± 391.7

31.2 – 39.1

ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม)

 

 

 ± SD

547.8 ± 309.8

78.2 ± 44.2

Median (Q1- Q3)

510.7 ( 428.9 – 604.3)

72.9 (61.2-86.3)

95%  CI  Median

477.9  -  536.5

68.2-76.6

เหล็ก (มิลลิกรัม)

 

 

 ± SD

7.7  ± 2.9

31.3 ± 11.8

Median (Q1- Q3)

7.2(5.9 – 8.8)

29.3 (24.2 – 35.7)

95%  CI  Median

6.9-7.8

28.2 – 31.5

วิตามินเอ (ไมโครกรัม)

 

 

 ± SD

352.0 ± 570.9

58.6 ± 95.1

Median (Q1- Q3)

173.6 (116.8 – 262.8)

28.9 (19.4 - 43.8)

95%  CI  Median

159.4-194.3

26.5 - 32.3

วิตามินบีหนึ่ง(มิลลิกรัม)

 

 

 ± SD

0.7 ± 0.3

67.1 ± 30.2

Median (Q1- Q3)

0.6 (0.4-0.9)

61.3 (44.9 - 84.7)

95%  CI  Median

0.6-0.7

56.0 - 67.4

วิตามินบีสอง (มิลลิกรัม)

 

 

 

 

 

 ± SD

0.9 ± 0.3

84.1 ± 33.4

Median (Q1- Q3)

0.8 (0.6 - 1.0)

79.7 (60.3-97.7)

95%  CI  Median

0.7-0.9

72.2-84.9

วิตามินซี (มิลลิกรัม)

 

 

 ± SD

60.8 ± 50.8

81.1 ± 67.7

Median (Q1- Q3)

45.1 (33.9-78.9)

60.2 (45.2-105.2)

95%  CI  Median

41.5-56.8

55.3-75.7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ  ข้อมูลมีการแจกแจงไม่ปกติ จึงนำเสนอค่าเฉลี่ยด้วยค่ามัธยฐาน (Median) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานด้วยค่าควอไทล์ที่ 1-3 (Q1- Q3)

*  ไม่มีข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย

** ข้อมูลแจกแจงปกติ แสดงค่ากลางของข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ยและ 95% CI ของค่าเฉลี่ย

          5.  การปฏิบัติตัวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่ออกกำลังกายร้อยละ  69.4 ความถี่ของการออกกำลังกาย  3-5  ครั้งต่อสัปดาห์  ร้อยละ  32.2 ระยะเวลาที่ออกกำลังกาย  30-45  นาที ร้อยละ 53.6ชนิดของการออกกำลังกายส่วนใหญ่ใช้วิธีเดินเร็ว  ส่วนการพักผ่อนนอนหลับ  พบว่าส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน         6 ชั่วโมงต่อวัน    ปัญหาในการนอนไม่หลับพบร้อยละ 41.3  สำหรับการแก้ไขการนอนไม่หลับส่วนใหญ่ไม่ทำอะไรเลย ร้อยละ 36.0 ภาวะสุขภาพพบว่ามีโรคประจำตัว ร้อยละ 24.0 โรคที่เป็นได้แก่โรคกระเพาะอาหาร หอบ ภูมิแพ้ วิงเวียนศีรษะ ในด้านความเครียดพบว่ามีความเครียดปานกลาง ร้อยละ 56.2 สาเหตุของความเครียดเกิดจากครอบครัว ร้อยละ 55.4 วิธีการขจัดความเครียดส่วนใหญ่ใช้วิธีการดูหนังฟังเพลง  ร้อยละ 42.2 ส่วนการพักผ่อนหย่อนใจพบว่า ส่วนใหญ่ ใช้วิธีการรดน้ำต้นไม้  ร้อยละ 69.4   ดูหนังฟังเพลง  ร้อยละ 59.5 และอ่านหนังสือ  ร้อยละ 38.0 ตามลำดับ

 

วิจารณ์

          สตรีวัยหมดประจำเดือนในการศึกษานี้ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 55-59 ปี อายุเฉลี่ยการหมดประจำเดือนของสตรีวัยหมดประจำเดือนเท่ากับ 49.8 ± 3.2 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับการศึกษาของมลฤดี  และคณะ10   ที่ศึกษาอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มารับบริการในคลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ พบอายุเฉลี่ยที่หมดประจำเดือนเท่ากับ  48.7 ± 4.3 ปี สตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการเกินจัดอยู่ในภาวะอ้วน ร้อยละ 41.3 และเสี่ยงต่อโรคอ้วน ร้อยละ 25.6  สอดคล้องกับการศึกษาของสุมัทนา  และคณะ11  ที่ทำการศึกษาภาวะสุขภาพสตรีวัยหมดประจำเดือนในคลินิกวัยทองโรงพยาบาลมหาสารคาม พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายอยู่ในภาวะอ้วน ร้อยละ 44.1 ค่าสัดส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพกของสตรีวัยหมดประจำเดือนเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนลงพุงซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพพบว่ามีค่าสัดส่วนมากกว่า 0.8 ร้อยละ 36.4  สตรีวัยหมดประจำเดือนบริโภคอาหารครบ  3  มื้อต่อวันร้อยละ 69.4 และพบว่าบริโภคอาหารมื้อเย็นมากที่สุดร้อยละ 95.5  ประกอบกับเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยสูงอายุขึ้นมีการใช้พลังงานน้อยและออกกำลังกายไม่เพียงพอ จะทำให้ BMR (Basal metabolism rate) ของร่างกายลดลงจึงทำให้มีพลังงานเหลือใช้แม้จะรับประทานอาหารไม่มากก็ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้1  แต่มื้ออาหารที่มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากที่สุด  คือมื้อเช้ากลับพบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนบริโภคเพียงร้อยละ 77.7 เท่านั้น ปริมาณพลังงานที่สตรีวัยหมดประจำเดือน ได้รับค่าเฉลี่ย 1,147 กิโลแคลอรี่ คิดเป็นร้อยละ 65.5 ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับ ซึ่งได้รับพลังงานที่ต่ำกว่าปริมาณพลังงานที่ควรได้รับในหนึ่งวัน (1,750 กิโลแคลอรี่ต่อวัน)  ส่วนปริมาณโปรตีนที่ได้รับมีค่าเฉลี่ย 52.0 กรัม คิดเป็นร้อยละ 97.9 ของปริมาณที่ควรได้รับ (52 กรัมต่อวัน) เป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สำหรับวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกาย ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่งและวิตามินซี พบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือน ได้รับน้อยกว่า 2/3 ของปริมาณที่ควรได้รับซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สำหรับการกระจายพลังงานโดยเฉลี่ยมาจากคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  และไขมัน ร้อยละ  60.2,  17.3 และ 22.0 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของพลังงานได้จากคาร์โบไฮเดรตสูงกว่าค่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย จึงน่าจะมีการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานจากโปรตีนให้มากขึ้น

สรุป

          สตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่ได้รับพลังงานและสารอาหารน้อยกว่าปริมาณที่ควรได้รับประจำวัน        แต่พบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนมีภาวะโภชนาการเกินและเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน ซึ่งอาจเนื่องจากควบคุมการบริโภคอาหารที่ไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมและขาดการออกกำลังกาย

ข้อเสนอแนะ

          1)  สตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่ได้รับพลังงานและสารอาหารต่ำกว่าปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน แต่กลับพบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการอยู่ในภาวะอ้วนและเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน ดังนั้นจึงควรมีแนวทางในการส่งเสริมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสมในการควบคุมน้ำหนักและป้องกันการขาดสารอาหารอื่นๆ  ที่อาจเกิดจากการควบคุมน้ำหนักโดยให้รับประทานโปรตีน เกลือแร่และวิตามินเพิ่มขึ้นแต่รับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยลง

          2)  ควรมีการส่งเสริมการออกกำลังกาย ความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมสำหรับวัยทอง การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับวัยทอง

          3)  ปรับปรุงสื่อการให้โภชนศึกษาแก่สตรีวัยหมดประจำเดือนได้แก่ จัดทำหนังสือ คู่มือ แผ่นพับ โปสเตอร์ สื่อวีดีทัศน์   เพื่อเผยแพร่รณรงค์ มีการให้คำปรึกษาในรายบุคคลบ้างเพื่อส่งเสริมสุขภาพของสตรีวัยหมดประจำเดือนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

 

กิตติกรรมประกาศ

          ผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยเหลืองานวิจัยครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ได้แก่บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้การสนับสนุนทุนอุดหนุนและส่งเสริมการทำวิทยานิพนธ์และขอขอบพระคุณสตรีวัยหมดประจำเดือนทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสัมภาษณ์     ขอกราบขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุกรี สุนทราภา นายแพทย์ 9 สังกัดภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น         ที่กรุณาเป็นกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย   ท้ายสุดนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มิได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ ที่มีส่วนช่วยในการวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี

 

เอกสารอ้างอิง

1.     สำนักงานสถิติแห่งชาติ.  ประมวลข้อมูลสถิติที่สำคัญของประเทศไทย พ.ศ. 2545.  กองคลังข้อมูลและสนเทศสถิติ  สำนักงานสถิติแห่งชาติ.

2.     กระทรวงสาธารณสุข. ทำเนียบโรงพยาบาลและสถิติสาธารณสุข 2540-2541.  กรุงเทพฯ: อัลฟารีเสริช;   2540.

3.     สุกรี   สุนทราภา. “วัยหมดระดู” ใน: นรีเวชวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 2 , หน้า 355-58. ชวนชม  สกนธวัฒน์,บรรณาธิการ.ขอนแก่น : ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2535;355-8.

4.     อร่าม   โรจนสกุล. ปัญหาที่พบบ่อยในวัยหมดระดู. ในปัญหาที่พบบ่อยในวิทยาเอนโดครีนนรี-เวช.  : กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง; 2533.

5.     กองอนามัยครอบครัว   กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข.  แนวทางการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพสตรีวัยก่อนและหลังหมดระดูสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข.(อัดสำเนา) 2539.

6.     สุรเกียรติ  อาชานานุภาพ. 9 . สู่วิถีชีวิตไทยและสุขภาพ. วารสารหมอชาวบ้าน.  2539; 16 : 23- 4.

7.     สุวิภา   บุญยะโหตระ. ภาวะสุขภาพผู้หญิงไทยวัยหมดระดู .วารสารการวิจัยระบบสาธารณสุข. 2539 ; 4 : 29-36.

8.     Weisell  RC. Body mass index as an indicator of obesity. Asia Pacific J Clin Nutr 2002 ;11: 681-4.

9.     โรคเมตะบอลิกซินโดรม (โรคอ้วนลงพุง)/ Available from: http://konthairaipung.anamai.moph.go.th. [cite September 12  2008]

10. มลฤดี  ประสิทธิ์, ชวนชม  สกนธวัฒน์, เกสร เหล่าอรรคะ, สุกรี สุนทราภา, ศรีนารี  แก้วฤดี, วรลักษณ์ สมบูรณ์พร และคณะ. อาการของสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มารับบริการที่คลินิกวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลศรีนครินทร์. ศรีนครินทร์เวชสาร 2550; 22: 267-74.

11. สุมัทนา  กลางคาร , วรพจน์  พรหมสัตยพรต. ภาวะสุขภาพสตรีวัยหมดประจำเดือนในคลินิกวัยทอง โรงพยาบาลมหามหาสารคาม. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2548 ; 24 : 28-33.

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Heman Genome Project and Infertility Practice (โครงการจีโนมมนุษย์กับการดูแลรักษาภาวะมีบุตรยาก)
 
Hypersensitivity Reactions Induced by Paclitaxel : Focus on Premedication (การให้ยาป้องกันการเกิดภาวะภูมิไวเกิน(Hypersensitivity reactions )จากยา Paclitaxel )
 
Prevalence of Anemia in Pregnant Women at Srinagarind Hospital (ความชุกของภาวะเลือดจางในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Molar Pregnancy in Srinagarind Hospital (ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Obstetric and Gynecology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0