Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Surveillance of the Incidence of Urinary Retention following the use of Single Dose Spinal or Epidural Anesthesia in Srinagarind Hospital

สำรวจภาวะปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค Spinal หรือ Epidural Block ชนิดฉีดครั้งเดียวในโรงพยาบาลศรีนครินทร์

Nipapun Sasing (นิภาพันธ์ สาสิงห์) 1, Waraporn Chau-In (วราภรณ์ เชื้ออินทร์) 2, Tippawan Muknumporn (ทิพยวรรณ มุกนำพร) 3, Kanchana Uppan (กาญจนา อุปปัญ) 4, Somyong Srichaipunha (สมยงค์ ศรีชัยปัญหา) 5




หลักการและเหตุผล: ภาวะปัสสาวะคั่งเป็นภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งมักมีสาเหตุร่วมหลายปัจจัย เช่นเพศ อายุ ชนิดของการผ่าตัดและการให้ยาระงับความรู้สึก

วัตถุประสงค์: สำรวจภาวะปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียวในโรงพยาบาลศรีนครินทร์

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง ในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียว จำนวน 1,538 ราย ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเพศ อายุ ชนิดของการ block ที่ให้หรือไม่ให้ยากลุ่ม opioid ชนิดของการผ่าตัด รวมทั้งสถานที่เกิดเหตุการณ์ ภาวะปัสสาวะคั่งหลังผ่าตัดหมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถปัสสาวะได้เองหลังได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block  ชนิดฉีดครั้งเดียว และต้องได้รับการสวนปัสสาวะภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ใช้สถิติเชิงพรรณนาแจกแจงความถี่ และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ

ผลการศึกษา: พบอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งร้อยละ11.2

(95%CI,9.7-12.9) เพศชายมากกว่าเพศหญิง 122:50 ราย คิดเป็น Odds ratio (95%CI) =1.3(0.9,1.7) ช่วงอายุของกลุ่มศึกษาที่พบมากที่สุดคือ 21- 50 ปี เกิดภาวะปัสสาวะคั่ง 106 ราย(ร้อยละ 61.7) เมื่อหาความสัมพันธ์ของช่วงอายุที่มากกว่า 50 ปี มีโอกาสเกิดภาวะนี้เป็น1.7 เท่าของกลุ่มอายุที่น้อยกว่า 50 ปีเมื่อหาความสัมพันธ์ของช่วงอายุที่มากกว่า 50 ปี มีโอกาสเกิดภาวะนี้เป็น1.7 เท่าของกลุ่มอายุที่น้อยกว่า 50 ปี พบอุบัติการณ์มากที่สุดมาจากการบริหารยาชาทาง spinalอย่างเดียว 139 ราย คิดเป็นร้อยละ (95%CI) เท่ากับ 9.9(8.4-11.6) รองลงมาคือบริหารยาชาร่วมกับมอร์ฟีน และเกิดภาวะนี้ 18 รายคิดเป็นร้อยละ(95%CI) เท่ากับ 25.7(16-37.6) ส่วนการผ่าตัดบริเวณ extremity, hernia and perineum และ superficial พบร้อยละ 64, 19.2 และ11.6 ตามลำดับ

สรุป : การสำรวจภาวะปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียวในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ พบอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งร้อยละ11.2  ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี มีโอกาสเกิดภาวะนี้มากกว่า

 

Background: Urinary retention is a common postoperative complication associated with multifactorial risk factors such as types of anesthesia, surgery, analgesics, anticholinergics, and underlying medical conditions.

Objective: The goal of this study was to surveillance of the incidence of urinary retention following the single use of spinal and epidural anesthesia in Srinagarind Hospital.

Methods: A retrospective study was performed by reviewing the medical records of 1,538 surgical patients undergoing spinal or epidural anesthesia from January 1,2005 to December 31,2006. We defined urinary retention as occurring when intermittent urinary catheterization was performed after surgery within 24 hours. We collected variables including age, gender, type of surgery and anesthesia. Descriptive analysis was used to determine the incidence and associated risk factors.

Results: The overall incidence of urinary retention after the single use of spinal and epidural anesthesia, were 11.2% (95%CI,9.7-12.9).  The study showed a positive correlation between male patients with ascending age. The incidence of urinary retention after spinal anesthesia was 9.9 %(95%CI 8.4-11.6). Increasing age (odds-ratio [OR] is 1.7; p-value is 0.002) was found to be the only factors significantly associated with postoperative urinary retention. Gender, type of surgery and choice of anaesthesia were not found to be significantly associated with urinary retention.

Conclusion: In our patient population, male patients and increasing age are at increased risk

of developing urinary retention following single dose spinal or epidural anesthesia.

 

Key words: urinary retention, incidence, spinal and epidural anesthesia,

 

 

อุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งหลังการระงับความรู้สึกพบประมาณร้อยละ 7-521  ภาวะปัสสาวะคั่งที่เกิดตามหลังการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังพบได้บ่อยกว่าการระงับความรู้สึกทั้งตัว2-5 แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นผลของยาชาชนิดใด เมื่อทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา6-8 พบว่าอุบัติการณ์มีความแตกต่างกันมาก โดยมีปัจจัยเกี่ยวข้อง ร่วมกันหลายประการ ได้แก่ เพศ อายุ โรคที่เกี่ยวข้อง ชนิดของการผ่าตัด วิธีการระงับความรู้สึก การได้รับสารน้ำและการสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัด และการบริหารยาระงับปวดหลังผ่าตัด เป็นต้น1-4 ซึ่งเป็นผลแทรกซ้อนที่ไม่อันตราย ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น9 เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น ภาวะปัสสาวะคั่งทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เกิดการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะและความเจ็บปวดขณะปัสสาวะหลังการสวนปัสสาวะการสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะชั่วคราว ท่อปัสสาวะอักเสบและกระเพาะปัสสาวะถูกยืดขยายมากเกินไป10-12 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ภายหลังการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังโดยเทคนิค spinal หรือ epidural แบบฉีดครั้งเดียวทั้งที่ให้และไม่ให้ยากลุ่ม opioid ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาต่อไป

 

วิธีการศึกษา

          เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (retrospective descriptive) โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการจริยธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากคลังข้อมูลของแบบบันทึกข้อมูลการระงับความรู้สึกของภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เลือกศึกษาเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกเพื่อรับการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน (elective) และแบบเร่งด่วน (emergency) เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ป่วยได้แก่ 1) ผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียว  2) มี ASA physical status class 1 -3 ร่วมกับมีค่าเครตินินน้อย กว่าหรือเท่ากับ 2 และ 3)ไม่คาสายสวนปัสสาวะหลังการผ่าตัด ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม  พ.ศ.2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2549 จำนวน 1,538 ราย วิสัญญีพยาบาลเป็นผู้ประเมินภาวะปัสสาวะคั่งภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด

คำจำกัดความในการระงับความรู้สึก

1.      Spinal block ด้วยยาชา หมายถึงการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังด้วยยาชาเพียงอย่างเดียว ได้แก่ 0.5 % heavy หรือ isobaric bupivacaine

2.      Spinal opioid และ ยาชา หมายถึงการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังด้วยยาชาในข้อ 1ร่วมกับ morphrine หรือ fentanyl หรือ pethidine

3.      Epidural block หมายถึงการฉีดยาชาเข้าช่อง epidural ด้วยยาชาเพียงอย่างเดียวได้แก่ 2% lidocaine with epinephrine

4.      Epidural morphine หมายถึงการฉีดยาชาเข้าช่อง epidural ด้วยยาชาในข้อ 3 ร่วมกับ morphrine

ภาวะปัสสาวะคั่ง  หมายถึง  ภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถปัสสาวะได้เองหลังผ่าตัดที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block  ชนิดฉีดครั้งเดียว และต้องได้รับการสวนปัสสาวะภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด

             การวิเคราะห์ข้อมูล  วิเคราะห์โดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for window version 13 โดยสถิติที่ใช้อธิบายคุณลักษณะของตัวแปรเชิงคุณภาพใช้จำนวนและร้อยละ ตัวแปรข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆกับการเกิดภาวะปัสสาวะคั่งใช้การวิเคราะห์แบบทวิปัจจัย (bivariable analysis) เช่น Chi-square test, Independent t-test Odds ratio   เพื่อทดสอบนัยสำคัญของปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยกำหนดค่า P<0.05 ถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากนั้นนำตัวแปรมาวิเคราะห์สถิติถดถอยลอจิสติกแบบพหุปัจจัย (multivariable logistic regression analysis) เพื่อควบคุมตัวแปรกวน (confounding factors)

ผลการศึกษา

                   ผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียวเพื่อรับการผ่าตัดในช่วงเวลาที่ศึกษามี 1,538 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 1010  ราย(ร้อยละ 65.7)  พบอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งร้อยละ11.2(95%CI,9.7-12.9) เพศชายมากกว่าเพศหญิง 122:50 ราย คิดเป็น Odds ratio (95%CI) =1.3(0.9,1.7) อายุเฉลี่ย 42.7 ปี ช่วงอายุของกลุ่มศึกษาที่พบมากที่สุดคือ 21- 50 ปีมี 712 ราย (ร้อยละ52.1) เกิดภาวะปัสสาวะคั่ง 106 ราย (ร้อยละ 61.7) (ตารางที่ 1) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มอายุที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 ปีกับกลุ่มอายุที่มากกว่า 50 ปี (ตามการศึกษาของ Keita และคณะ1) ได้ค่า Odds ratio เท่ากับ 0.6 (0.4-0.8,P=0.002) (ตารางที่ 2)


          จากตารางที่ 1 แสดงวิธีการระงับความรู้สึกที่นิยมใช้มากที่สุดคือเทคนิค spinal block 1,518 ราย(ร้อยละ97.1) พบอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งมากที่สุดมาจากการบริหารยาชาทาง spinalอย่างเดียว 139 ราย คิดเป็นร้อยละ(95%CI) เท่ากับ 9.9 (8.4-11.6) รองลงมาคือบริหารยาชาร่วมกับมอร์ฟีน และเกิดภาวะนี้ 18 รายคิดเป็นร้อยละ (95%CI) เท่ากับ 25.7 (16-37.6) ส่วนการทำ epidural block 16 ราย(ร้อยละ 1.1) เป็นการบริหารด้วยยาชาอย่างเดียว 12 ราย(ร้อยละ 0.8) พบอุบัติการณ์ 3 รายคิดเป็นร้อยละ(95%CI) เท่ากับ 25 (5.5-57.2) ส่วนการบริหารด้วยยาชาทาง epidural ร่วมกับมอร์ฟีนพบ 2 ใน 4 รายเกิดภาวะปัสสาวะคั่งคิดเป็นร้อยละ (95%CI) เท่ากับ 50 (6.8-93.2) เมื่อเปรียบเทียบวิธีการระงับความรู้สึกระหว่าง epidural และ spinal block ได้ค่า Odds ratio(95%CI) เท่ากับ 2.1(0.7-5.9) (P=0.175) และเปรียบเทียบระหว่างการไม่ใช้ opioid ับการใช้ opioid  ได้ค่า Odds ratio(95%CI) เท่ากับ 2.8 (2.0-3.9,p=0.000) (ตารางที่ 2)

 

          บริเวณที่ผ่าตัดส่วนมากเป็น extremity 740 ราย(ร้อยละ 54.2) รองลงมา คือ perineum และ hernia 282 ราย (ร้อยละ20.6) และ superficial 272 ราย (ร้อยละ 19.9) พบอุบัติการณ์ของภาวะปัสสาวะคั่งสามอันดับแรกในการผ่าตัดบริเวณ extremity, hernia and perineum และ superficial พบร้อยละ 64, 19.2 และ11.6 ตามลำดับ(ตารางที่ 1)  เมื่อเปรียบเทียบตำแหน่งการผ่าตัดช่องท้องใต้ระดับสะดือและการผ่าตัดส่วนเหนือระดับสะดือได้ค่า Odds ratio เท่ากับ 0.3(0.1-1.8, p=0.203)

          สถานที่ที่เกิดเหตุการณ์และได้รับการรักษาโดยการใส่สายสวนปัสสาวะ พบว่าส่วนใหญ่เกิดภาวะปัสสาวะคั่งที่ตึกผู้ป่วย (ร้อยละ 94.2) และการใส่สายสวนเป็นครั้งคราวโดยส่วนใหญ่ใส่เพียงครั้งเดียว (ร้อยละ 86.0) มีเพียง 8 ราย (ร้อยละ 4.7) ที่ต้องคาสายสวน (ตารางที่ 3)


 

ตารางที่ 1 Rate of postoperative urinary retention (PUR)

Variables

Total

N(%)

Urine retention

N(%)

Percentage with PUR (95% CI)

Total

1538

172

11.2 (9.7-12.9)

Sex

 

 

 

male

1010 (65.7)

122 (70.9)

12.1 (10.1-14.2)

female

528 (34.3)

50 (29.1)

9.5 (7.1-12.3)

Age interval (year)

 

 

 

 0-10

1 (0.1)

0

0 (0-97.5)

 11-20

194 (12.6)

27 (15.7)

13.9 (9.4-19.6)

 21-30

266 (17.3)

34 (19.8)

12.8 (9.0-17.40

 31-40

281 (18.3)

39 (22.7)

13.9 (10.1-18.5)

 41-50

271 (17.6)

33 (19.2)

12.2 (8.5-16.7)

 51-60

254 (16.5)

22 (12.8)

8.7 (5.5-12.8)

 61-70

148 (9.6)

9 (5.2)

6.1 (2.8-11.2)

>70

123 (8.0)

8 (4.7)

6.5 (2.8-12.4)

Type of anesthesia

 

 

 

Spinal block

1401 (91.1)

139 (80.8)

9.9 (8.4-11.6)

Spinal morphine

70 (4.6)

18 (10.5)

25.7 (16-37.6)

Spinal fentanyl

46 (3.0)

9(5.2)

19.6 (9.4-33.9)

Spinal pethidine

5 (0.3)

1 (0.6)

20 (0.5-71.6)

Epidural block

12 (0.8)

3 (1.7)

25 (5.5-57.2)

Epidural morphine

4 (0.3)

2 (1.2)

50 (6.8-93.2)

Site of operation

 

 

 

Extremities

740 (54.2)

110 (64)

12.9 (10.8-15.4)

Perineum/hernia

282 (20.6)

33 (19.2)

10.5 (7.3-14.4)

Superficial

272 (19.9)

20 (11.6)

6.8 (4.2-10.4)

Lower abdomen

47 (3.4)

8 (4.7)

14.6 (6.5-26.7)

Upper abdomen

3 (0.2)

1 (0.6)

25 (0-80.6)

Major vascular

1 (0.1)

0

0 (0-97.5)

Endoscope

21 (1.5)

0

0 (0-16.1)

 

 

ตารางที่  2 logistic regression models predictors of urinary retention

Variables

Logistic Regression

OR (95%CI)

p-value

Sex

 

 

male / Female

1.3(0.9-1.7)

0.149

Age

 

 

11-20

2.2(1.1-4.7)

0.036

21-30

1.9(0.9-3.9)

0.087

31-40

2.0(0.9-4.2)

0.052

41-50

1.8(0.9-3.8)

0.099

51-60

1.4(0.7-3.0)

0.365

61-70

0.8(0.3—2.0)

0.666

< 50 / > 50 yrs

0.6 (0.4-0.8)

0.002

Type of anesthesia

 

 

Spinal block

0.4(0.1-2.1)

0.303

Spinal morphine

1.3 (0.3-6.8)

0.689

Spinal fentanyl

1 (0.2-4.9)

0.974

Spinal pethidine

0

0

Epidural block

1.3 (0.2-10.1)

0.781

Epidural morphine

4 (0.5-31.9)

0.191

Epidural /Spinal

2.1(0.7-5.9)

0.175

Without opioid/with opioid

2.8(2.0-3.9)

0.000

Site of operation

 

 

Extremities

0.7(0.5-1.02)

0.066

 Perineum/hernia

1.3 (0.8-1.9)

0.3

Superficial

1.2 (0.7-2.1)

0.460

Lower abdomen

0.8 (0.4-1.7)

0.593

Upper abdomen

0.3 (0.1-2.5)

0.332

OR(95%CI) = Odds Ratio(95%Confidence Interval)

 

ตารางที่  3 Place and number of catheterization (N=171)

 

Urine retention: N(%)

Place

 

 

PACU

9(5.2)

Missing 1

ward

162(94.2)

 

Frequency of catheterization(time)

 

 

1

147(86.0)

Missing 1

2

14(8.2)

 

3

2 (1.2)

 

>3

0

 

Retained catheter

8 (4.7)

 

 

วิจารณ์

การสำรวจภาวะปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียวในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2549 พบอุบัติการณ์ร้อยละ 11.2 (9.7-12.9)  ซึ่งใกล้เคียงการศึกษาของกชกรและคณะ8 พบว่าภาวะปัสสาวะคั่งร้อยละ 11.7 จากการให้ยาระงับความรู้สึกโดยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลศรีนครินทร์  แต่ในการศึกษานี้ไม่ได้จำแนกว่าได้ให้ยาชาร่วมกับมอร์ฟีนหรือไม่ ซึ่งอุบัติการณ์ภาวะปัสสาวะคั่งในหลายการศึกษาพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง 504   เนื่องจากกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน การให้คำจำกัดความของภาวะปัสสาวะคั่งที่ต่างกัน รวมทั้งสาเหตุของภาวะปัสสาวะคั่งที่แต่ละการศึกษามุ่งเน้น ซึ่งการศึกษาครั้งนี้เน้นเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบเฉพาะส่วนชนิดฉีดครั้งเดียวและผลของการให้ opioid ร่วมด้วย โดยทั่วไปสาเหตุของภาวะปัสสาวะคั่งแบ่งตามพยาธิสรีรวิทยาเป็น1) มีการเพิ่มแรงต้านการไหลของปัสสาวะ เช่นท่อทางเดินปัสสาวะตีบ (urethral stricture) หรือเกิดภาวะการอุดตันแบบไดนามิก (dynamic obstruction) เนื่องจากมีการเพิ่มแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อเรียบ 2) มีการยับยั้งเส้นประสาทที่เลี้ยงผนังกระเพาะปัสสาวะหรือกล้ามเนื้อ detrusor หรือเป็นผลจากยา และ3) สาเหตุใดก็ตามที่ทำงานกระเพาะปัสสาวะยืดขยาย ส่วนใหญ่เกิดตามหลังการผ่าตัดที่ใช้เทคนิคการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป รวมทั้งยาระงับปวดกลุ่ม opioid จะลดความไวของกระเพาะปัสสาวะต่อความจุของปัสสาวะ ส่วนยาอื่นๆที่มีผลได้แก่ยากลุ่ม anticholinergic ซึ่งยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ detrusor และภาวะ high adrenergic tone ภายหลังการผ่าตัดจะเพิ่มแรงบีบตัวของหูรูดปัสสาวะ13 และมักมีหลายสาเหตุร่วมกัน (multifactorial) การศึกษาครั้งนี้จึงเลือกเฉพาะการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียว ภายหลังฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง ยาชาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการนำ กระแสประสาทบริเวณรากประสาท (nerve roots) และปมประสาทส่วนหลัง (dorsal root ganglia) ความล่าช้าในการกลับมาทำงาน ของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะคั่ง

จากการศึกษาพบว่าเพศไม่เป็นปัจจัยสำคัญ (P=0.149)  ถึงแม้ว่าจากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยชายมีโอกาสเกิดภาวะปัสสาวะคั่งเป็น 1.3 เท่าของผู้ป่วยหญิง ซึ่งค้านกับการศึกษาเดิมที่สนับสนุนว่าผู้ป่วยชายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ1,5,14-18  โดยเฉพาะชายสูงอายุ การศึกษาครั้งนี้กลับพบว่าปัจจัยด้านอายุเป็นปัจจัยสำคัญจริง(p<0.002) และเมื่อหาความสัมพันธ์ของช่วงอายุที่มากกว่า 50 ปี มีโอกาสเกิดภาวะนี้เป็น1.7 เท่าของกลุ่มอายุที่น้อยกว่า 50 ปี ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้านี้ 15,17,18 ที่เน้นว่าผู้ป่วยชายสูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญทั้งที่มีหรือไม่มีภาวะต่อมลูกหมากโต

จากการศึกษาพบว่าชนิดของการให้ยาระงับความรู้สึกทั้ง spinal และ epidural block ไม่เป็นปัจจัยสำคัญ (P>0.05) (ตารางที่ 2) แต่เมื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสองเทคนิคได้ค่า Odds ratio(95%CI) เท่ากับ2.1(0.7-5.9,p=0.175) เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบ epidural มีน้อยราย  พบอัตราการเกิดปัสสาวะคั่งมากที่สุดในผู้ป่วยที่บริหารยาชาร่วมกับมอร์ฟีนคือร้อยละ50 แต่เนื่องจากมีประชากรกลุ่มนี้น้อยมาก (n=4) เมื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ในการเกิดอุบัติการณ์จึงไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญถึงอย่างไรก็ตามควรนำมาพิจารณาร่วมด้วยในการหาแนวทางเพื่อลดอุบัติการณ์ ส่วนการใช้ spinal block ระหว่างการให้และไม่ให้ opioid มีความสำคัญทางสถิติ(p<0.000) และสามารถเน้นความสัมพันธ์พบว่าการไม่ใช้ opioid มีโอกาสเกิดภาวะปัสสาวะคั่งเป็น 2.8 เท่าของกลุ่มที่ใช้ opioid  ซึ่งไม่สอดคล้องกับการศึกษาของ Lingaraj และคณะในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าพบอุบัติการณ์ภาวะปัสสาวะคั่งร้อยละ 8 (95%CI 3.9,14.2) และพบว่า ผู้ป่วยชาย และการใช้เทคนิค epidural anesthesia จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัสสาวะคั่งภายหลังผ่าตัด Odds ratio เท่ากับ 5.9 และ 7.6 ตามลำดับ16  เนื่องจากการศึกษาไม่ได้ควบคุมปริมาณสารละลายที่ใช้

ตำแหน่งของการผ่าตัดเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับภาวะปัสสาวะคั่ง พบอุบัติการณ์มากสุดในกลุ่มที่มีการผ่าตัดในช่องท้องส่วนบน (ตารางที่ 1) เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่และให้สารละลายมาก ส่วนการผ่าตัดบริเวณขา มีอุบัติการณ์ภาวะนี้ร้อยละ 13 (95%CI 10.8-15.4) (ตารางที่ 2) เป็น 1.3  เท่าของการผ่าตัดบริเวณ perineum  (95% CI 0.8-1.9)  ซึ่งต่างจากหลายการศึกษาก่อนหน้านี้ ที่สนับสนุนว่าการผ่าตัดบริเวณ perineum รวมทั้งการคลอดทารกเกิดแผลฉีกขาด การผ่าตัดริดสีดวงทวารมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปัสสาวะคั่ง เนื่องการผ่าตัดกระตุ้นบริเวณทวารหนัก ความเจ็บปวดและการใช้ก๊อซอุดบริเวณทวารหนักมีผลกระตุ้น vesico-anal reflex ทำให้เกิดการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ detrusor ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสำคัญในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะจึงเกิดการกักคั่งของปัสสาวะ19,20

          ข้อจำกัดของการศึกษาเป็นใช้ข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้ควบคุมปริมาณสารละลายที่ใช้ระหว่างผ่าตัด ช่วงเวลาในการผ่าตัด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลไม่หนักแน่น แต่สามารถควบคุมชนิดของสารละลายได้เนื่องจากข้อกำหนดมาตรฐานของภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ป่วยทุกรายก่อนการทำหัตถการ spinal หรือ epidural block จะได้รับสารละลายที่ไม่มีกลูโคสเป็น preload 500 มล.

สรุป

          การสำรวจภาวะปัสสาวะคั่ง หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยเทคนิค spinal หรือ epidural block ชนิดฉีดครั้งเดียวในโรงพยาบาลศรีนครินทร์พบอุบัติการณ์ร้อยละ 11.2(9.7-12.9) ผู้ป่วยชายที่อายุมากกว่า 50 ปีมีโอกาสเกิดได้มากกว่าผู้ป่วยหญิง และการทำหัตถการด้วยยาชาผสมกับยา opioid และชนิดของการผ่าตัดไม่เป็นปัจจัยเสี่ยง

เอกสารอ้างอิง

  1. Keita H, Diout E, Tubach F, Brouwer T, Dahmani S, Mantz J, et al. Predictive factors of early postoperative urinary retention in the postanesthesia care unit. Anesth Analg 2005;101:592-6.
  2. Kemp D, Tabaka N. Postoperative urinary retention: Part II-A retrospective study. J Post Anesth Nur 1990; 5: 397-400.
  3. Mahan KT, Wang J. Spinal morphine anesthesia and urinary retention.J Am Pediatr Med Assoc 1993;83:607-14.
  4. Lamonerie L, Marret E, Deleuze A, Lembert N, Dupont M, Bonnet F. Prevalence of postoperative bladder distension and urinary retention by ultrasound measurement. Br J Anaesth 2004;92:544-6.
  5. Koch CA, Grinberg GG, Farley DR. Incidence and risk factors for urinary retention after endoscopic hernia repair. Am J Surg 2006;191:381-5.
  6. Lau H, Lam B. Management of postoperative urinary retention: a randomized trial of in–out versus overnight catheterization. ANZ  J Surg 2004;74: 658–61.
  7. รุ่งนภา ตรงนำชัย, ดวงแข  แสงหิรัญ ,คะนึงนุช  ตราลักษมี,ผ่องศรี  จันทรคุปต์. ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังโรงพยาบาลเลิดสิน. วิสัญญีสาร 2542;25: 49-53.
  8. กชกร  พลาชีวะ, วราภรณ์  เชื้ออินทร์, เพ็ญวิสา แนวทอง,กาญจนา  อุปปัญ, รัดดา  กำหอม. ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกโดยวิธีฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลศรีนครินทร์. วิสัญญีสาร 2544;27:13-20
  9. Zaheer S, Reilly WT, Pemberton LH, Ilstrup D. Urinary retention after operations for benign anorectal diseases. Dis Colon Rectum 1998; 41: 696-704.
  10. Rouehrborn CG. Acute urinary retention: risk and management. Rev Urol 2005;7(suppl 4):S31-41.
  1. Beadnell SW, Connaughton B, Farhood VW. Management of postoperative urinary retention. J Oral Maxillofac Surg 1989; 47: 1307-1310.
  1. Stallard S, Prescott S. Postoperative urinary retention in general surgical patients. Br J Surg 1988; 75: 1141-3.
  2. Tammela T. Postoperative urinary retention: why the patient can not void. Scand J Urol Nephrol Supp 1995; 29: 75-7.
  3. Hassouna M, Elmayergi N, Abdelhady M. Acute urinary retention in the elderly. Business briefing: US Kidney and Urological Disease 2005:1-5.
  4. Olsen SW, Nielsen J. A study into postoperative urinary retention in the recovery ward. British Journal of Anaesthetic and Recovery Nursing 2007;8:91-5.
  5. Gedney JA, Liu EH. Side effects of epidural infusion of opioid bupivacaine mixture. Anaesthesia 1998;53:1148-55.
  6. Lingaraj K, Ruben M, Chan YH, Das De S. Identification of risk factors for urinary retention following total knee arthroplasty: A Singapore hospital experience. Singapore Med J 2007;48:213-6.
  7. Anderson JB, Grant JBF. Postoperative retention of urine: a prospective urodynamic study. BMJ 1991;302:894-6.
  8. Sarasin SM, Walton MJ, Singh HP, Clark DI. Can a urinary tract symptom score predict the development of postoperative urinary retention in patients undergoing lower limb arthroplasty under spinal anaesthesia? A prospective study. Ann R Coll Surg Engl 2006;88:394-8.
  9. Musselwhite KL, Faris P, Moore K, Berci D, King KM. Use of epidural anesthesia and the risk of acute postpartum urinary retention. Am J Obstet Gynecol 2007;196:472.e1-e5.
  10. Chai A H-L, Wong T, mak H-L J, Cheon C, Yip S-K, Wong ASM. Prevalence and associated risk factors of retention of urine after caesarean section. Int Urogynecol J 2008;19:537-42.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Surveillance of and Risk Fztors for Difficult Intubation At Srinagarind Hosipital (การเฝ้าระวังการใส่ท่อช่วยหายใจลำบากระหว่างการวางยาระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง)
 
Surveillance of Drug Error during Anesthesia at Srinagarind Hospital Khon Kaen University (การเฝ้าระวังความผิดพลาดในการให้ยาระหว่างการให้ยาระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
 
Incidence of Anesthesia-Associated Cardiac Arrest And Related Factors At Srinagarind Hospital (อุบัติการณ์ภาวะหัวใจหยุดเต้นและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
New Trend Anesthesia for Cesarean Section (แนวโน้มการให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดคลอด)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Anesthesia
 
Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0