Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Sensitivity of Cholangiocarcinoma Cells to Chemotherapeutic Agents and Curcumin

ความไวของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีต่อยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมิน

Bunliang Suphim (บุญเลี้ยง สุพิมพ์) 1, Benjaporn Buranrat (เบญจพร บุราณรัตน์) 2, Auemduan Prawan (เอื้อมเดือน ประวาฬ) 3, Veerapol Kukongviriyapan (วีรพล คู่คงวิริยพันธุ์) 4




หลักการและเหตุผล: การรักษามะเร็งท่อน้ำดีด้วยยาคมีบำบัดมักไม่ได้ผลเนื่องจากการไม่ตอบสนองต่อยา  การศึกษาเพื่อดูผลของยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมินในการทำลายเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี โดยใช้เซลล์มะเร็งท่อน้ำดีเพาะเลี้ยง

วัตถุประสงค์: ทดสอบความไวของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีต่อยาเคมีบำบัด หลายชนิดและสารเคอร์คูมิน ในห้องปฏิบัติการ

วัสดุและวิธีการ: ใช้เซลล์มะเร็งท่อน้ำดีเพาะเลี้ยง 3 ชนิด คือ KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 มาทดสอบความไวต่อยาเคมีบำบัด 3 ชนิด ได้แก่ 5-fluorouracil, doxorubicin และ carboplatin และเคอร์คูมินในการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยการนับจำนวนเซลล์ที่รอดชีวิตและตายภายใต้กล้องฟลูออเรสเซนส์

ผลการศึกษา: พบว่า KKU-100 และ KKU-M214 จะเป็นเซลล์เพาะเลี้ยงที่ไวต่อ doxorubicin โดยมีค่า IC50 อยู่ในช่วง 0.4-0.7 nmol/l ขณะที่ KKU-OCA17 จะไวต่อยาเคมีบำบัดน้อยกว่า ที่น่าสนใจคือ เซลล์เพาะเลี้ยงทุกชนิดจะไวต่อเคอร์คูมิน โดยมีค่า IC50 อยู่ในช่วง 3-17 mmol/l

สรุป: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีมีความไวต่อยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดแตกต่างกัน และผลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเลือกยาเคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี นอกจากนี้ผลของเคอร์คูมินในการทำลายเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปพัฒนากลยุทธ์ในการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งท่อน้ำดี

.คำสำคัญ: มะเร็งท่อน้ำดี เคอร์คูมิน ยาเคมีบำบัด

 

Background: Chemotherapeutic treatment of cholangiocarcinoma is largely ineffective, because it is due to non-responsive for the obscured reason of the cancer to anticancer agents. Study was to investigate the cytotoxicity effects of chemotherapeutic agents and curcumin in vitro.

Objective: To test sensitivity of cholangiocarcinoma cell lines to chemotherapeutic agents and curcumin

Material and Methods: Three cholangiocarcinoma (CCA) cell lines, including KKU-100, KKU-M214 and KKU-OCA17 were used in the study. All cell lines were treated with three chemotherapeutic agents (5-fluorouracil, doxorubicin and carboplatin) or curcumin. The cell viability was determined under a fluorescence microscope by counting the number of living and dead cells after treatment.

Results: KKU-100 and KKU-M214 were the very sensitive cell lines to doxorubicin (IC50 values ranging from 0.4 to 0.7 nmol/l), whereas KKU-OCA17 was relatively more resistant cell line. Interestingly, all cell lines were sensitive to curcumin (IC50 values ranging from 3 to 17 mmol/l).

Conclusion: This study showed different degrees of  sensitivity of CCA cell lines to various chemotherapeutic agents. The data could serve as  basic information for chemotherapeutic selection for the treatment in CCA patients. Moreover curcumin exhibits the cytotoxicity on CCA cell lines, thereby it is suggested to that curcumin may be useful in the development of strategy for chemotherapy of CCA cancer.

Keywords: cholangiocarcinoma, curcumin, chemotherapeutic agent

 

 

บทนำ

          มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณท่อทางเดินน้ำดี พบทั่วโลกประมาณร้อยละ 10-15 ของมะเร็งตับทั้งหมด โดยทั่วไปมะเร็งชนิดนี้มีอุบัติการณ์ต่ำ1 แต่ในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุบัติการณ์เกิดมะเร็งชนิดนี้สูง2 สาเหตุการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ (Opisthorchis viverrini) และมีการรายงานว่าในภูมิภาคนี้มีการระบาดของพยาธิใบไม้ในตับสูงเช่นเดียวกัน การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุผนังในท่อทางเดินน้ำดี และมีการสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้น เช่น nitric oxide ซึ่งเชื่อว่ามีบทบาทสำคัญในกระบวนการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้1, 3 ในปัจจุบันนี้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอด แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัดช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตรอดอยู่ได้เพียงประมาณ 5 ปี เท่านั้นคิดเป็น ประมาณร้อยละ 10-40  หลังจากได้รับการผ่าตัด4, 5 และที่สำคัญคือ ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนหนึ่งในสามเท่านั้นที่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้

          จากรายงานการศึกษาทางคลินิก พบว่า อัตราการตอบสนองของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีต่อยาเคมีบำบัด มีการตอบสนองต่ำ ประมาณร้อยละ 0-306, 7 ดังนั้นการพัฒนาวิธีการรักษามะเร็งท่อน้ำดีด้วยยาเคมีบำบัดให้มีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการผ่าตัดไม่ได้ การเปรียบเทียบข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับความไวของยาเคมีบำบัดกับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดียังมีจำกัด8 ข้อมูลทางระบาดวิทยาและการศึกษาในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งของยาที่สำคัญพบว่าสารที่ได้จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเหล่านี้ ได้นำมาใช้ในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆมากมาย รวมทั้งมะเร็ง9, 10 ที่น่าสนใจคือ เคอร์คูมินซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารในประเทศต่างๆทั่วโลก เช่น จีน อินเดีย และไทย11 มีรายงานการนำมาใช้ทางการแพทย์ เช่น ใช้รักษาอาการอักเสบ และมีรายงานพบว่า เคอร์คูมินมีผลยับยั้ง cytokine TNF-a ที่ชักนำให้มีการแสดงออกของ cyclo-oxygenase-2 (COX-2) ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการเกิดการอักเสบและมีผลยับยั้งการกระตุ้นของ nuclear factor kappa B ซึ่งเป็น transcription factor ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเจริญ การเพิ่มจำนวนและการอยู่รอดของมะเร็งหลายชนิด12

เคอร์คูมิน เป็นสารประกอบที่สกัดได้จากขมิ้น (Curcuma longa Linn.) ซึ่งเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองอมส้ม ไม่ละลายน้ำ ในทางการแพทย์ใช้ในการรักษาอาการอักเสบ และมะเร็ง มีข้อบ่งใช้ทั้งกินและทาในการรักษาโรค มีรายงานพบว่า เคอร์คูมินสามารถยับยั้งการบุกรุกและการเจริญในมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่,13 ลำไส้เล็กส่วนต้น,10 กระเพาะอาหาร,14 ต่อมลูกหมาก15 และมะเร็งเต้านม16     

          การศึกษาครั้งนี้ได้ใช้เซลล์มะเร็งท่อน้ำดีที่ได้เพาะเลี้ยงขึ้นในห้องปฏิบัติการเพื่อมาใช้เป็นโมเดลในการทดสอบความไวของยาเคมีบำบัด และศึกษาคุณสมบัติในการเป็นเคมีบำบัดเสริมของเคอร์คูมินในเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี การศึกษาครั้งนี้จะทำการประเมินฤทธิ์ของยานั้นโดยการย้อมเซลล์เพาะเลี้ยงด้วยสีฟลูออเรสเซนส์  เพื่อทำการนับเซลล์ที่รอดชีวิตและเซลล์ที่ตาย

 

สารเคมีและวิธีการทดลอง

          เคอร์คูมินร้อยละ 65-75 ซื้อจาก Sigma Chemical (St Louis, MO, USA) fetal bovine serum (FBS) เป็นผลิตภัณฑ์จาก Hyclone laboratories (South Logan, UT) Ham’s F12, trypsin-EDTA 0.25% ซื้อจาก Gibco (Grand Island, N.Y., USA) ยาเคมีบำบัดทั้งหมด ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท มาสุ จำกัด

Human CCA cell lines

เซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 พัฒนาจากเนื้อเยื่อมะเร็งในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีแบบ intrahepatic cholangiocarcinoma ได้นำมาศึกษาครั้งนี้โดยความอนุเคราะห์จาก รศ.บรรจบ ศรีภา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เซลล์เพาะเลี้ยงทั้งหมดถูกเพาะเลี้ยงในมีเดียชนิด Ham’s F12 ซึ่งมีส่วนผสมเพิ่มเติม ร้อยละ 10 fetal bovine serum, 4 mM L-glutamine, 1 mM sodium-pyruvate, 100 U/ml penicillin และ 100 mg/ml streptomycin และเลี้ยงในตู้อบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 5 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เซลล์เพาะเลี้ยงในจานพลาสติกจะเปลี่ยนมีเดียใหม่ทุก 3 วัน เมื่อเซลล์เพิ่มจำนวนราวร้อยละ 70 จะทำการแยกเซลล์โดย trypsin-EDTA และเพาะเลี้ยงในมีเดียใหม่ เมื่อเพาะเลี้ยงนาน 24 ชั่วโมง จะนำไปทำการทดลองต่อไป

การวิเคราะห์การตายของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี

            การวิเคราะห์ความไวของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีต่อยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมิน โดยการย้อมสีติดเซลล์และนิวเคลียสของเซลล์ ในการศึกษานี้ใช้สี acridine orange และ ethidium bromide ที่เรืองแสง โดยดำเนินตามวิธีของ Parks และคณะ17 วิธีการโดยย่อ คือนำเซลล์เพาะเลี้ยงนาน 24 ชั่วโมง และเติมมีเดียใหม่ที่มีเคอร์คูมินความเข้มข้นตั้งแต่ 1 ถึง 100 mM หรือ ยาเคมีบำบัด 5-fluorouracil (3, 10, 30 mM ส่วน KKU-M214 10, 30, 100 mM), carboplatin (10, 30, 100 mM), doxorubicin (KKU-100 and KKU-M214 0.1, 0.3, 1 nM ส่วน KKU-OCA17 1, 10, 100 nM) แล้วนำไปบ่มเพาะเลี้ยง ที่ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เมื่อครบ 48 ชั่วโมง ล้างเซลล์ด้วย phosphate buffer saline และ ย้อมด้วย acridine orange/ethidium bromide ทำการนับเซลล์ในหลุม ณ ตำแหน่งที่สุ่มไว้อย่างเป็นระบบ โดยมีตัวอย่างละ 2 หลุมต่อการทดลอง ภายใต้กล้องฟูลออเรสเซนส์ โดยนับเซลล์ที่ติดสีเขียวเป็นเซลล์ที่มีชีวิต และเซลล์ที่ติดสีแดงเป็นเซลล์ตาย

 

การวิเคราะห์ทางสถิติ

ค่าความเข้มข้นของเคอร์คูมินและยาเคมีบำบัดที่ทำลายเซลล์ได้ร้อยละ 50 ของการเจริญสูงสุด (IC50) คำนวณโดยใช้ nonlinear regression ในโปรแกรม SigmaPlot version 9 และการทำลายเซลล์มะเร็งคำนวณเป็นร้อยละ ได้จากการนับเซลล์ที่มีชีวิตในกลุ่มที่ได้รับยาต่อกลุ่มที่ไม่ได้รับยา = 100 - (จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตจากกลุ่มที่ได้รับยา/ จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตในกลุ่มควบคุม) ´ 100 ในเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ทั้ง 3 เซลล์ แสดงเป็นค่า mean ± SD จากค่าเฉลี่ย 3 การทดลอง

 

ผลการศึกษา

ผลของยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมินต่อการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี

          เมื่อเซลล์ KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 ได้รับยาเคมีบำบัด พบว่า doxorubicin ให้เปอร์เซ็นต์การทำลายเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-M214 ได้สูงสุดเท่ากับร้อยละ 74.2 เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100 และ KKU-OCA17 carboplatin ให้เปอร์เซ็นต์การทำลายเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100 ได้สูงสุดเท่ากับร้อยละ 80.5 เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-M214 และ KKU-OCA17 5-fluorouracil ให้เปอร์เซ็นต์การทำลายเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-M214 สูงสุดเท่ากับร้อยละ 83.1 เมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100 และ KKU-OCA17 และเคอร์คูมิน พบว่า ให้เปอร์เซ็นต์การทำลายเซลล์เพาะเลี้ยงทั้ง 3 เซลล์ใกล้เคียงกันคืออยู่ในช่วงร้อยละ 94 ถึง 99 (รูปที่ 1-4)

เมื่อนำมาคำนวณเป็น IC50 พบว่า เมื่อเซลล์ KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 ได้รับยาเคมีบำบัด ได้แก่ 5-fluorouracil, carboplatin และ doxorubicin พบว่า เซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100 จะไวต่อ doxorubicin มากที่สุดคือ ค่า IC50 เท่ากับ 0.7 nmol/l รองลงมาคือ curcumin, carboplatin และ 5-fluorouracil โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 10.2, 11.1 และ 19.5 mmol/l ตามลำดับ เซลล์เพาะเลี้ยง KKU-M214 ไวต่อ doxorubicin มากที่สุดโดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.4 nmol/l รองลงมาคือ 5-fluorouracil, curcumin และ carboplatinค่า IC50 เท่ากับ 5, 5.4 และ 18.2 mmol/l ตามลำดับ และเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-OCA17 ไวต่อ doxorubicinเช่นเดียวกัน โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 18.96 nmol/l รองลงมาคือ 5-fluorouracil, curcumin และ carboplatin ค่า IC50 = 3.9, 17.1, 20.2 mmol/l ตามลำดับ (ตารางที่ 1)

จากค่าแสดง IC50 และ เปอร์เซ็นต์การทำลายเซลล์ พบว่า เซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100 และ KKU-M214 จะไวต่อยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมินมากที่สุด

 

 

รูปที่ 1 ผลการทำลายของเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 เมื่อได้รับยา doxorubicin ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง กราฟแสดงค่า mean±SD จาก 3 การทดลอง

 

 

รูปที่ 2 ผลการทำลายของเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 เมื่อได้รับยา carboplatin ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง กราฟแสดงค่า mean±SD จาก 3 การทดลอง

 

 

รูปที่ 3 ผลการทำลายของเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 เมื่อได้รับยา 5-fluorouracil ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง กราฟแสดงค่า mean±SD จาก 3 การทดลอง

 

 

รูปที่ 4 ผลการทำลายของเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 เมื่อได้รับ curcumin ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง กราฟแสดงค่า mean±SD จาก 3 การทดลอง

 

 

ตารางที่ 1 ค่า IC50 ของยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมินต่อการทำลายเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 เมื่อได้รับยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมิน ที่ความเข้มข้นต่างๆ เป็น เวลา 48 ชั่วโมง

Drugs

CCA cell lines

KKU-K100

KKU-M214

KKU-OCA17

IC50

IC50

IC50

Doxorubicin (nmol/l)

0.69± 0.88

0.42± 0.64

18.96±11.13

Carboplatin (mmol/l)

11.09± 1.78

18.17±18.08

20.18± 5.22

5-Fluorouracil (mmol/l)

19.48±10.36

5.00± 6.14

3.87± 3.04

Curcumin (mmol/l)

10.16± 7.11

5.36± 4.16

17.1± 18.41

           ข้อมูล แสดงค่า mean±SD จากค่าเฉลี่ย 3 การทดลอง

 

วิจารณ์

            ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการทดลองเพื่อหาความไวของเซลล์เพาะเลี้ยงมะเร็งท่อน้ำดีต่อยาเคมีบำบัดและเคอร์คูมิน โดยยาเคมีบำบัดที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ ได้เลือกทดสอบยาเคมีบำบัดที่ใช้ทั่วไปในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี ได้แก่ 5-fluorouracil, doxorubicin18 และ carboplatin19 โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่า การตอบสนองของเซลล์เพาะเลี้ยงต่อยาเคมีบำบัดจะแตกต่างกันตามชนิดของยาเคมีบำบัด ซึ่งโดยรวมแล้วเซลล์เพาะเลี้ยง KKU-100, KKU-M214 และ KKU-OCA17 จะไวต่อ doxorubicin และเซลล์เพาะเลี้ยงทั้ง 3 เซลล์จะดื้อต่อ carboplatin

          ผลการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Tepsiri และคณะ8 ซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของเซลล์เพาะเลี้ยงมะเร็งท่อน้ำดี 5 ชนิด ต่อยาเคมีบำบัด 13 ชนิด กล่าวคือ ยา doxorubicin มีฤทธิ์สูงกว่า 5-fluorouracil และ carboplatin แต่อย่างไรก็ตาม ค่า IC50 ของการศึกษาทั้งสองมีทั้งที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกันมาก เช่น ค่า IC50 ของ doxorubicin ในรายงานก่อนพบว่า อยู่ในช่วง 0.25-2.3 mmol/l ในขณะที่ในรายงานนี้ พบอยู่ในช่วงที่ต่ำกว่ามาก 0.4-19 nmol/l มีข้อสังเกตว่าการศึกษาทั้งสองใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่ต่างกัน การทดลองครั้งนี้ใช้การนับจำนวนเซลล์ ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา วิธีการวิเคราะห์การอยู่รอดของเซลล์ ที่นิยมใช้ทั่วไป คือ การใช้สีที่รีดิวซ์ได้ เช่น MTT หรือ MTS หลักการคือ สีเหล่านี้จะถูกรีดิวซ์โดยเอนไซม์ในไมโตคอนเดรียเกิดสารมีสีขึ้น ดังนั้นการยับยั้งเอนไซม์ในไมโตคอนเดรียและการเกิดสีขึ้นจึงนำมาสัมพันธ์กับการตายของเซลล์ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยอมรับว่าสีเหล่านี้ไม่ว่า MTT, MTS หรือ resazurin สามารถถูกรีดิวซ์ได้ด้วยเอนไซม์ในไซโตพลาซึม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก pyridine nucleotide หรือโดยอนุมูลอิสระออกซิเจน20, 21 ดังนั้น ผลการวัดการทำงานของเอนไซม์รีดักเตซเหล่านี้ จึงอาจไม่ได้บ่งบอกถึงการตายของเซลล์โดยตรง การวัดโดยการย้อมสีนับจำนวนเซลล์จึงน่าจะให้ค่าที่แน่นอนกว่าแม้จะเปลืองแรงงานมากกว่า

ในแง่การตอบสนองของเซลล์เพาะเลี้ยงมะเร็งท่อน้ำดีทั้ง 3 เซลล์ต่อเคอร์คูมิน พบว่า เคอร์คูมินสามารถทำลายเซลล์เพาะเลี้ยงได้ทั้ง 3 ชนิด และเซลล์เพาะเลี้ยงทั้ง 3 ชนิดส่วนใหญ่จะไวต่อเคอร์คูมิน โดยพิจารณาจากค่า IC50 ซึ่งอยู่ในช่วง 3 - 17 mmol/l จากผลการศึกษาในครั้งนี้และที่ผ่านมา เคอร์คูมินเป็นสารที่ได้จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจนถึงระยะรุกลาม ซึ่งในมะเร็งส่วนใหญ่เชื่อว่า เคอร์คูมินมีผลยับยั้ง cytokine และ transcription factor ที่เกี่ยวกับการเจริญ การเพิ่มจำนวนและการมีชีวิตรอดของเซลล์12 อย่างไรก็ตามในมะเร็งท่อน้ำดีกลไกในการทำลายเซลล์ของเคอร์คูมินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

นอกจากนี้การศึกษาครั้งนี้แสดงค่า IC50 ของ doxorubicin และ carboplatin อยู่ในช่วงระดับยาที่สามารถเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับยาดังกล่าว แต่การคาดคะเนผลจากการทดลองไปยังมนุษย์ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอีกมาก  

          ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาใน in vitro ครั้งนี้เพื่อศึกษาคุณสมบัติความไวของเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงที่เป็นโมเดลในการศึกษาต่อยาเคมี และเพื่อพัฒนาระบบการทดสอบยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้การศึกษาฤทธิ์ในการเป็นเคมีบำบัดเสริมของเคอร์คูมินจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปพัฒนากลยุทธ์ในการใช้เคมีบำบัดรักษามะเร็งท่อน้ำดี             

กิตติกรรมประกาศ

          งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการทำวิจัย (สกว.) 2550 และทุนอุดหนุนการทำวิจัยทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2550 นางสาว บุญเลี้ยง สุพิมพ์ ได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาจาก ศูนย์พยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดี และทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2550

 

เอกสารอ้างอิง

1. de Groen PC, Gores GJ, LaRusso NF, Gunderson LL, Nagorney DM. Biliary tract cancers. N Engl J Med 1999;341:1368-78.

2. Sriplung H, Sontipong S, Martin N, Wiangnon S, Vootiprux V, Cheirsilpa A, et al. Cancer incidence in Thailand, 1995-1997. Asian Pac J Cancer Prev 2005;6:276-81.

3. Srivatanakul P, Ohshima H, Khlat M, Parkin M, Sukaryodhin S, Brouet I, et al. Opisthorchis viverrini infestation and endogenous nitrosamines as risk factors for cholangiocarcinoma in Thailand. Int J Cancer 1991;48:821-5.

4. Ohtsuka M, Ito H, Kimura F, Shimizu H, Togawa A, Yoshidome H, et al. Extended hepatic resection and outcomes in intrahepatic cholangiocarcinoma. J Hepatobiliary Pancreat Surg 2003;10:259-64.

5. Uttaravichien T, Bhudhisawasdi V, Pairojkul C, Pugkhem A. Intrahepatic cholangiocarcinoma in Thailand. J Hepatobiliary Pancreat Surg 1999;6:128-35.

6. Choi CW, Choi IK, Seo JH, Kim BS, Kim JS, Kim CD, et al. Effects of 5-fluorouracil and leucovorin in the treatment of pancreatic-biliary tract adenocarcinomas. Am J Clin Oncol 2000;23:425-8.

7. Eng C, Ramanathan RK, Wong MK, Remick SC, Dai L, Wade-Oliver KT, et al. A Phase II trial of fixed dose rate gemcitabine in patients with advanced biliary tree carcinoma. Am J Clin Oncol 2004;27:565-9.

8. Tepsiri N, Chaturat L, Sripa B, Namwat W, Wongkham S, Bhudhisawasdi V, et al. Drug sensitivity and drug resistance profiles of human intrahepatic cholangiocarcinoma cell lines. World J Gastroenterol 2005;11:2748-53.

9. Willett WC. Diet and breast cancer. J Intern Med 2001;249:395-411.

10. Huang MT, Lou YR, Ma W, Newmark HL, Reuhl KR, Conney AH. Inhibitory effects of dietary curcumin on forestomach, duodenal, and colon carcinogenesis in mice. Cancer Res 1994;54:5841-7.

11. Sharma RA, Gescher AJ, Steward WP. Curcumin: the story so far. Eur J Cancer 2005;41:1955-68.

12. Plummer SM, Holloway KA, Manson MM, Munks RJ, Kaptein A, Farrow S, et al. Inhibition of cyclo-oxygenase 2 expression in colon cells by the chemopreventive agent curcumin involves inhibition of NF-kappaB activation via the NIK/IKK signalling complex. Oncogene 1999;18:6013-20.

13. Chen A, Xu J, Johnson AC. Curcumin inhibits human colon cancer cell growth by suppressing gene expression of epidermal growth factor receptor through reducing the activity of the transcription factor Egr-1. Oncogene 2006;25:278-87.

14. Singh SV, Hu X, Srivastava SK, Singh M, Xia H, Orchard JL, et al. Mechanism of inhibition of benzo[a]pyrene-induced forestomach cancer in mice by dietary curcumin. Carcinogenesis 1998;19:1357-60.

15. Dorai T, Cao YC, Dorai B, Buttyan R, Katz AE. Therapeutic potential of curcumin in human prostate cancer. III. Curcumin inhibits proliferation, induces apoptosis, and inhibits angiogenesis of LNCaP prostate cancer cells in vivo. Prostate 2001;47:293-303.

16. Choudhuri T, Pal S, Das T, Sa G. Curcumin selectively induces apoptosis in deregulated cyclin D1-expressed cells at G2 phase of cell cycle in a p53-dependent manner. J Biol Chem 2005;280:20059-68.

17. Parks DR, Bryan VM, Oi VT, Herzenberg LA. Antigen-specific identification and cloning of hybridomas with a fluorescence-activated cell sorter. Proc Natl Acad Sci USA 1979;76:1962-6.

18. Harvey JH, Smith FP, Schein PS. 5-Fluorouracil, mitomycin, and doxorubicin (FAM) in carcinoma of the biliary tract. J Clin Oncol 1984;2:1245-8.

19. Patt YZ, Hassan MM, Lozano RD, Waugh KA, Hoque AM, Frome AI, et al. Phase II trial of cisplatin, interferon alpha-2b, doxorubicin, and 5-fluorouracil for biliary tract cancer. Clin Cancer Res 2001;7:3375-80.

20. Berridge MV, Tan AS. Characterization of the cellular reduction of 3-(4,5-dimethylthiazol-2-yl)-2,5-diphenyltetrazolium bromide (MTT): subcellular localization, substrate dependence, and involvement of mitochondrial electron transport in MTT reduction. Arch Biochem Biophys 1993;303:474-82.

21. Vistica DT, Skehan P, Scudiero D, Monks A, Pittman A, Boyd MR. Tetrazolium-based assays for cellular viability: a critical examination of selected parameters affecting formazan production. Cancer Res 1991;51:2515-20.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Cancer Chemoprevention from Dietary Phytochemical (เคมีป้องกันมะเร็ง :กลไกการป้องกันของยาและสารจากธรรมชาติ)
 
Role of Natural Products on Cancer Prevention and Treatment (บทบาทของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการป้องกันและรักษามะเร็ง)
 
Prescription-Event Monitoring: New Systematic Approach of Adverse Drug Reaction Monitoring to New Drugs (Prescription-Event Monitoring: ระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ )
 
The use of Digoxin in Pediatrics (การใช้ยาดิจ๊อกซินในเด็ก)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0