Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Duration of Antiretroviral Therapy and Adherence in HIV-Infected Children at Srinagarind Hospital

ระยะเวลาในการกินยากับวินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี ในเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีของโรงพยาบาลศรีนครินทร์

Thanitta Udompanich (ธนิษฐา อุดมพานิช) 1, Pope Kosalaraksa (ภพ โกศลารักษ์) 2, Somjai Ratanamanee (สมใจ รัตนมณี) 3




หลักการและเหตุผล: การดูแลรักษาการติดเชื้อ เอช ไอ วี ด้วยยาต้านไวรัสให้ได้ผลดี ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอตลอดไป ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ปกครอง ตัวเด็กและทีมงานสหวิชาชีพ การกินยาเป็นเวลานานทำให้เกิดการเบื่อหน่าย เมื่อเด็กโตขึ้น การศึกษานี้ต้องการทราบถึงวินัยในการกินยาต้านไวรัสของเด็กที่มารับการรักษาที่ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อวางแผนในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยต่อไป 

วัตถุประสงค์ :                          

วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียน และ แบบบันทึกติดตามการรักษา ในผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวีของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยคำนวณความสม่ำเสมอหรือวินัยในการกินยาจากสูตร

                 % Adherence    =           (initial stock + refilled amount)-final stock ×100

                                                       numbers of  pill/day × number of days in follow up

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญโดยใช้ ไคสแควร์  ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95                              

ผลการศึกษา: จากการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึง 31 พฤษภาคม 2550 ในเด็กที่มาติดตามการรักษา จำนวน 125 ราย เป็นเด็กหญิง 71 ราย เด็กชาย 54 ราย มีข้อมูลเด็กที่มาติดตามการรักษาทั้งสิ้น 808 ครั้ง เป็นข้อมูลของกลุ่มเด็กเล็ก 395 ครั้ง เด็กโต 413 ครั้ง โดยกลุ่มเด็กโตและกลุ่มเด็กเล็ก สามารถมีวินัยในการกินยาได้ดีร้อยละ 73.1 และ 77.0 ตามลำดับ (p = 0.21) เมื่อติดตามไประยะหนึ่งพบว่ากลุ่มเด็กโตมีวินัยการกินยาที่ดีลดลง โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่กินยามานาน 288-322 สัปดาห์ และกินยามาเกิน 322 สัปดาห์ ซึ่งต่างจากกลุ่มเด็กเล็ก อย่างมีนัยสำคัญ (p <  0.05) เด็กโตที่ต้องดูแลเรื่องการกินยาเองมีวินัยในการกินยาที่ดีร้อยละ 65.1 ต่างกับกลุ่มเด็กโตที่มีผู้ปกครองดูแลเรื่องการกินยามีวินัยในการกินยาที่ดี เท่ากับร้อยละ 86.5 การศึกษานี้ไม่พบความแตกต่างของวินัยในการกินยาของปัจจัยอื่นๆ

สรุป: เด็กที่กินยาต้านไวรัส ในการศึกษานี้ส่วนใหญ่มีวินัยในการกินยาที่ดี ระยะเวลากินยาที่ยาวนานมีผลต่อวินัยในการกินยาในกลุ่มเด็กโต อย่างไรก็ตามเด็กโตที่มีผู้ปกครองช่วยดูแลเรื่องการกินยา จะมีวินัยในการกินยาที่ดีมากกว่ากลุ่มที่ต้องดูแลด้วยตนเอง

Background: HIV-infected patients need  a long-term good adherence  the regimen of antiretroviral therapy to achieve the maximal response. Therefore, parents, patients and multidisciplinary team have a cooperatively essential role to maintain drug adherence. However, children become fed up with in take of drugs. This study aimed to explore the effect of duration of antiretroviral treatment with the adherence to treatment and to develop strategy in taking care of these patients in HIV-infected children in Srinagarind Hospital in the future.

Methods:  Demographic data of HIV- infected children and treatment information of retroviral drugs were collected retrospectively during June 01, 2005 to May31, 2007 at Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University.. Adherence was calculated by standard formula.

 % Adherence     =      (initial stock + refilled amount)-final stock × 100                                                               

                                        Number of  pill/day × Number of follow-up days

Data were analyzed by using mean, standard deviation and Chi square (95% confidence ).

Results:  One hundred and twenty five HIV infected children, 71 girls and 54 boys, included in the study. There was a total of 808 visits ; young age group of 395 visits and older age group of 413 visits. Young and older age group achieved good adherence by 73.1 % and  77.0 % respectively, p=0.21. Despite no difference in the percentage of good adherence between these 2 groups,  the older age group became less adherent by the follow-up period, especially during and after 288-322 weeks and more than 322 weeks. Good adherences were 65.1% and 86.5% of medication given by self-giving in older children and parents, respectively.  No other factors affected the adherence to drug therapy.

Conclusion: Most of HIV-infected children in this study had good adherence. The duration of antiretroviral therapy affected the adherence in older age group. Care givers had role to improve the adherence.  

 Key word : Drug adherence, HIV-infected children, Antiretroviral drugs, Caregiver

 

 

 

บทนำ

จากรายงานสถานการณ์โรคเอดส์ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2548 พบว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ทั่วโลกประมาณ 34-46 ล้านคน จำแนกเป็นผู้ใหญ่ 31-43 ล้านคน เป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ประมาณ 2.1-2.9 ล้านคน1  ข้อมูลทางระบาดวิทยา จากสำนักงานระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2527 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2550 พบมีจำนวนผู้ป่วยเอดส์ในเด็กโดยแบ่งตามกลุ่มอายุดังนี้ เด็กติดเชื้อแรกเกิดถึง 4 ปี จำนวน 7,878 ราย อายุ 5-9 ปีจำนวน 3,424 ราย อายุ10-14 ปี จำนวน 1,007 ราย อายุ 15-19 ปีจำนวน 2,314 ราย2

แม้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงที่เรียกว่า Highly Active Antiretroviral Therapy (HAART) สามารถลดปริมาณเชื้อเอชไอวี และลดอัตราการตายจากโรคเอดส์ได้ แต่การรักษาที่จะสามารถลดปริมาณเชื้อเอชไอวีให้ลดต่ำลงมาก คือมีระดับ HIV-RNA น้อยกว่า 50 copies/mm3นั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีวินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างถูกต้อง คือ ถูกวิธี ครบทุกเม็ด ทุกมื้อ ตรงเวลา อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายมีปริมาณต่ำที่สุด เป็นระยะเวลานานที่สุด ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีภูมคุ้มกันดีขึ้น สามารถชะลอการดำเนินของโรคเอดส์และชะลอการดื้อยาของเชื้อเอชไอวี  มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่กินยาต้านไวรัสเอชไอวีได้น้อยกว่าร้อยละ 95  ของยาที่ต้องกินตามแผนการรักษา จะไม่สามารถลดเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ3,4  ความสม่ำเสมอ (adherence) ในการกินยาต้านไวรัส จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะพยากรณ์ถึงความสำเร็จในการรักษาในระยะยาวของผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัส5ในผู้ป่วยที่มีความสม่ำเสมอในการกินยาได้ร้อยละ 80-94.9 จะมีความล้มเหลวในการรักษาถึงร้อยละ 61 และผู้ป่วยที่มีความสม่ำเสมอในการกินยาน้อยกว่าร้อยละ 80 พบความล้มเหลวในการรักษาถึงร้อยละ 80 6 สาเหตุที่ทำให้การกินยาต้านไวรัสได้ไม่สม่ำเสมอมีหลายประการ เช่น เวลาในการกินยาไม่หมาะสม เม็ดยาขนาดใหญ่ จำนวนมาก การต้องรอกินยาก่อนหลังอาหาร การเก็บรักษายา  ลืม ซึ่งพบได้ร้อยละ  34-52  ส่วนสาเหตุจากการรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันพบร้อยละ 40 และสาเหตุจากการเกิดจากอาการข้างเคียงจากยาพบร้อยละ 19-256 เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน เด็กมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก มีเพื่อนและกิจกรรมนอกบ้าน การกินยาต้านไวรัสทุกวัน อาจทำให้เด็กเบื่อหน่าย มีความแตกต่างจากเพื่อนฝูง ทำให้เด็กอาจหยุดยาเองหรือแอบทิ้งยาได้ 7การดูแลเด็กและครอบครัวโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อาจช่วยให้วินัยในการกินยาของผู้ป่วยดีขึ้น8

          ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2549) โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้บริการดูแลรักษาเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี มีจำนวน 233 ราย โดยมีการดูแลรักษาเด็กและครอบครัวแบบองค์รวม โดยทีมสหสาขาวิชาชีพซึ่งประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ กลุ่มอาสาสมัครและองค์กรเอกชน โดยมุ่งหวังประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพในการรักษาและคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวให้ครอบคลุมทุกด้าน

               ในการดูแลรักษาผู้ป่วย จะมีทั้งการติดตามอาการในกลุ่มที่ยังไม่มีอาการและยังมีระดับภูมิคุ้มกันที่ดี และ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ร่วมกับการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีข้อบ่งชี้ในการเริ่มยา โดยใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีแบบ HAART ซึ่งประกอบด้วยสูตรยา 3 ชนิดขึ้นไป9,10 ซึ่งการรักษาแบบนี้สามารถลดปริมาณเชื้อเอชไอวี และลดอัตราการตายจากเอดส์ได้ จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่กินยาต้านไวรัสเอชไอวีได้น้อยกว่าร้อยละ 95 3,4  ของยาที่ต้องกินตามแผนการรักษา จะไม่สามารถลดเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อการกินยาได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง11

                1. ปัจจัยด้านรูปแบบการใช้ยาของผู้ป่วย (regimen related factors)

            2. ปัจจัยเรื่องโรคและสภาวะการเจ็บป่วย (illness related factors)

            3. ปัจจัยทางด้านตัวของผู้ป่วย (patient related factors)  

            4. ปัจจัยทางด้านบุคลากรทางการแพทย์ (provider related factors)

5. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก (health care contex  related factors)

             นอกจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าสัมพันธภาพในครอบครัว การรับรู้และการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัว ภาวะจิตใจของผู้ป่วย ความเชื่อและทัศนคติของผู้ป่วยยังส่งผลต่อความสม่ำเสมอในการกินยา6, 12, 13  จากปัจจัยเหล่านี้การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยทีมสหสาขาวิชาชีพจึงมุ่งส่งเสริมวินัยในการกินยาของผู้ป่วยและพยายามช่วยลดอุปสรรคต่างๆที่มีผลต่อวินัยในการกินยา  แต่เนื่องจากการกินยาต้านไวรัสเอชไอวีนั้นต้องกินทุกวัน ตรงเวลา และต้องกินไปตลอดชีวิต การกินมาเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้วินัยในการกินยาของผู้ป่วยลดลงได้ การทราบถึงวินัยในการกินยาอาจทำโดยการสอบถามเด็กหรือผู้ดูแล อย่างไรก็ตามวิธีนับจำนวนยาที่กินไปยังเป็นวิธีที่น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องกว่า และวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ การศึกษานี้จึงทำการวัดวินัยในการกินยาของเด็กโดยวิธีคำนวณยาที่กินเข้าไปในแต่ละช่วงเวลาที่แพทย์นัด โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาวินัยในการกินยาต้านไวรัสของผู้ป่วยเด็กติดเชื้อ เอช ไอ วี และ เพื่อศึกษา ผลของระยะเวลาในการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ต่อวินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี ในผู้ป่วยเด็ก โดยมีสมมติฐานว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน จะส่งผลให้วินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี ของผู้ป่วยเด็กลดลง

คำจำกัดความที่ใช้ในการศึกษา

          ระยะเวลาในการกินยา  หมายถึงเวลาที่นับจากผู้ป่วยเริ่มกินยาต้านไวรัสเอชไอวี ครั้งแรกจนถึงวันที่มาตรวจและรับยาในครั้งที่เก็บข้อมูล

         เด็กเล็ก หมายถึง ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีที่มีอายุน้อยกว่า 10 ปี ในวันที่มารับยาและเก็บข้อมูล

          เด็กโต หมายถึง ผู้ป่วยเด็กที่ได้รับยาต้านไวรัส เอชไอวีที่มีอายุตั้งแต่10 ปีขึ้นไป ในวันที่มารับยาและเก็บข้อมูล

         วินัยในการกินยาที่ดี หมายถึงความร่วมมือและสม่ำเสมอในการกินยาของผู้ป่วย ตั้งแต่ร้อยละ 95 ขึ้นไป

วิธีการดำเนินการศึกษา

การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังโดยการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวีของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลคือ เวชระเบียนและแบบบันทึกติดตามการรักษา (follow-up chart) เก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึง 31 พฤษภาคม 2550 โดยเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย เพศ อายุ ผู้ดูแล การกินยา (กินยาเอง หรือผู้ปกครองป้อน) ข้อมูลด้านยาได้แก่  วันที่เริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวีครั้งแรก วันที่ได้รับยา ชนิดของยา ขนาดยาที่กิน จำนวนยาที่ได้รับ จำนวนยาที่เหลือ แล้วทำการคำนวณ วินัยในการกินยาจากสูตร5

                    % Adherence   =      (initial stock + refilled amount)- final stock  ×100

           number of  pill/day × number of days of follow-up

โดยหา % adherence  จากการกินยาแต่ละครั้งจากค่าเฉลี่ยของ % adherence ของยาต้านไวรัสทุกตัวที่กินในครั้งนั้น โดยมีเกณฑ์ในการคัดตัวอย่างเข้าร่วมการวิจัย คือเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี อายุ 1- 18 ปี และยังได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี ในวันที่เก็บข้อมูล  และมีเกณฑ์ในการคัดตัวอย่างออกจากการวิจัยคือ  เด็กที่ได้รับยาต้านไวรัสจากโรงพยาบาลอื่น นอกจากคลินิกโรคติดเชื้อเด็ก แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลศรีนครินทร์ หรือ เด็กที่ไม่ได้นำยาที่เหลือมาเมื่อมาติดตามผลการรักษา   วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติแบบพรรณนา โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบความแตกต่างด้วยไคว์สแคว ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95

 

ผลการศึกษา

จากข้อมูลของผู้ป่วยจำนวน 125 ราย เป็นเด็กหญิง 71 ราย และเด็กชาย 54 ราย มีการเก็บข้อมูลการติดตามการรักษาทั้งสิ้น 808 ครั้ง  เป็นข้อมูลจากกลุ่มเด็กเล็ก 395 ครั้ง และเป็นข้อมูลจากกลุ่มเด็กโต 413 ครั้ง พบว่าเด็กเล็กส่วนใหญ่ จะมีผู้ปกครองดูแลในการกินยา คิดเป็นร้อยละ 83.3 ในขณะที่เด็กโตมักจะกินยาเองหรือผู้ปกครองไม่ดูแลใกล้ชิด คิดเป็นร้อยละ 62.5  (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่1   การดูแลการกินยาของเด็ก

กลุ่มเด็ก

กินยาเอง

ผู้ปกครองดูแล

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

เด็กโต

258

79.6

155

32.0

เด็กเล็ก

66

20.4

329

68.0

รวม

324

100.0

484

100.0

 

               พบว่าเด็กทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยของวินัยการกินยาที่ดีเป็นร้อยละ75  โดยกลุ่มเด็กโตและกลุ่มเด็กเล็ก สามารถมีวินัยในการกินยาได้ดีร้อยละ 73.1 และ 77.0 ตามลำดับ  (ตารางที่ 2)    

                        จากการศึกษาผลของระยะเวลาในการกินยาโดยแบ่งออกเป็นช่วงๆ ละ 48 สัปดาห์ พบว่าค่าเฉลี่ยร้อยละของวินัยในการกินยาที่ดีของผู้ป่วยที่กินยามานาน 0-48 สัปดาห์ กลุ่มเด็กโตและกลุ่มเด็กเล็กคือร้อยละ82.3และ 73.8 ตามลำดับ ส่วนผู้ป่วยที่กินยามานานเกิน 332 สัปดาห์มีมีค่าเฉลี่ยร้อยละของวินัยในการกินยาร้อยละ 66.0 และ 91.4 สำหรับเด็กเล็กและเด็กโตตามลำดับ (ตารางที่ 2)  นอกจากนี้พบว่ามีค่าเฉลี่ยร้อยละของวินัยในการกินยาของกลุ่มเด็กโตลดลง เมื่อกินยาไปเป็นเวลานานขึ้น แตกต่างจากกลุ่มเด็กเล็ก (แผนภูมิที่1) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในกลุ่มที่กินยามานาน 288 -332 สัปดาห์ และกินยามานานเกิน 332 สัปดาห์ (ตารางที่ 2)   

 

ตารางที่ 2  เปรียบเทียบร้อยละของวินัยในการกินยาระหว่างกลุ่มเด็กเล็กและเด็กโต

Duration of ARV therapy (weeks)

Age group 10-18 years

Age group < 10 years

p-value

c2

95%CI

Good adherence > 95%

Poor adherence < 95%

Good adherence > 95%

Poor adherence < 95%

N

%

N

%

N

%

N

%

0-48

51

82.3

11

17.7

104

73.8

37

26.2

0.19

1.7

0.7-3.9

49-96

29

90.6

3

9.4

26

74.3

9

25.7

0.08

3.0

0.7-20.9

97-144

34

66.7

17

33.3

34

77.3

10

22.7

0.07

3.2

0.8-20.2

145-192

42

80.8

10

19.2

34

75.6

11

24.4

0.53

0.4

0.5-4.0

193-240

39

72.2

15

27.8

20

66.7

10

33.3

0.59

0.3

0.4-3.8

241-288

42

72.4

16

27.6

25

80.7

6

19.4

0.39

0.7

0.2-2.0

289-332

30

58.8

21

41.2

29

85.3

5

14.7

0.01

6.7*

0.06-0.08

> 332

35

66.0

18

34.0

32

91.4

3

8.6

0.01

7.5*

0.03-0.7

Total

302

73.1

111

26.9

304

77.0

91

23.0

0.21

1.6

0.6-1.1

 

จากการศึกษาข้อมูลในส่วนของการดูแลการกินยาของเด็ก พบว่าในกลุ่มเด็กเล็กผู้ปกครองจะมีส่วนในการดูแลการกินยาอย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่มเด็กโต ผู้ปกครองจะคอยกำชับในการกินยาแต่เด็กต้องจัดการในการกินยาเอง โดยพบว่ามีกลุ่มเด็กโตต้องดูแลการกินยาเอง ร้อยละ 62.5 ส่วนเด็กเล็กที่ดูแลการกินยาด้วยตนเอง ร้อยละ 16.7 กลุ่มเด็กโตที่กินยาเอง มีวินัยในการกินยาดี ร้อยละ 65.1 ส่วนเด็กโตที่ผู้ปกครองดูแล มีวินัยในการกินยาดีร้อยละ 86.5 ซึ่งมีแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเกือบทุกช่วงระยะเวลาการกินยา ยกเว้นในช่วงการกินยาช่วง 0-48 สัปดาห์ 49-96 สัปดาห์และ 288-332 สัปดาห์ (ตารางที่ 3) 

            ผู้ป่วยร้อยละ 45.3 ทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กโต โดยพบว่าเด็กโตร้อยละ 70.9 จะรับรู้ว่าตนเองติดเชื้อ ส่วนเด็กเล็กเพียงร้อยละ 18.5 เท่านั้นที่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ เมื่อเปรียบเทียบวินัยในการกินยาที่ดีในเด็กที่ทราบและไม่ทราบผลการติดเชื้อ พบว่าโดยเด็กที่รับรู้ว่าตนเองติดเชื้อ มีวินัยในการกินยาที่ดี ร้อยละ70.2 ส่วนเด็กที่ไม่รับรู้การติดเชื้อของตน มีวินัยในการกินยาที่ดีร้อยละ 79.0

การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง (HAART) ประกอบด้วยยาอย่างน้อย 3 ชนิด ในการศึกษานี้พบว่าเด็กที่กินยาต้านไวรัส วันละ 3, 4 และ 2รายการ(combine pill)  เป็นร้อยละ45.3, 29.2 และ14.9 ตามลำดับ และพบว่าจำนวนขนานยาที่กินในแต่ละวันไม่มีผลต่อค่าเฉลี่ยของวินัยในการกินยาต้านไวรัสทั้งในผู้ป่วยกลุ่มเด็กเล็กและเด็กโต (ตารางที่ 4)

 

ตารางที่ 3  วินัยในการกินยาของกลุ่มเด็กโตที่ดูแลการกินยาด้วยตนเองกับกลุ่มที่มีผู้ปกครองดูแล ใกล้ชิด

Duration of ARV therapy (weeks)

กินยาเอง

ผู้ปกครองดูแล

p-value

c2

95%CI

Good adherence > 95%

Poor adherence < 95%

Good adherence > 95%

Poor adherence < 95%

N

%

N

%

N

%

N

%

0-48

33

86.8

5

13.2

18

75.0

6

25.0

0.23

1.4

0.5-10.4

49-96

19

95.0

1

5.0

10

83.3

2

16.7

0.27

1.2

0.2-23.5

97-144

14

51.9

13

48.2

20

83.3

4

16.7

0.01*

5.7

0.04-0.9

145-192

19

70.4

8

29.6

23

92.0

2

8.0

0.05*

3.9

0.02-1.2

193-240

18

58.1

13

41.9

21

91.3

2

8.7

0.01*

7.3

0.01-0.7

241-288

26

63.4

15

36.6

16

94.1

1

5.9

0.02*

5.7

0.0-0.9

289-332

23

56.1

18

43.9

7

70.0

3

30.0

0.42

0.6

0.1-2.9

> 332

16

48.5

17

51.5

19

95.0

1

5.0

0.00*

12.0

0.0-0.4

Total

168

65.1

90

34.9

134

86.5

21

13.6

0.00*

22.4

0.2-0.5

 

ตารางที่ 4  ค่าเฉลี่ยของวินัยในการกินยาต้านไวรัสของเด็กแต่ละกลุ่ม ที่ได้รับจำนวนขนานยาต่างๆ กันในแต่ละวัน

จำนวนขนานยาต้านไวรัสที่กินในแต่ละวัน

ค่าเฉลี่ย ของ adherence (ร้อยละ)

จำนวนครั้งในการติดตามข้อมูล

เด็กโต

เด็กเล็ก

รวม

เด็กโต

เด็กเล็ก

รวม

1

94.7

93.7

94.2

23

27

50

2

93.9

95.3

94.4

76

44

120

3

94.9

96.4

95.5

214

152

366

4

94.8

94.6

94.6

87

149

236

5

97.7

98.1

97.9

13

19

32

6

-

93.7

93.7

-

4

4

ผลรวมทั้งหมด

94.7

95.4

95.1

413

395

808

 

 

รูปที่ 1   ระยะเวลาในการกินยา และร้อยละการมีวินัยการกินยาที่ดี

 

รูปที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยของวินัยในการกินยาของกลุ่มเด็กโตที่ดูแลการกินยาด้วยตนเองกับกลุ่มเด็กโตที่มีผู้ปกครองดูแล

 

วิจารณ์

เมื่อดูค่าเฉลี่ยทั้งหมดของเด็กที่มีวินัยการกินยาที่ดี พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กโต (ตารางที่2)  ในเรื่องของระยะเวลาในการกินยากับวินัยในการกินยา แต่เมื่อวิเคราะห์แยกกลุ่มเด็กเล็กและกลุ่มเด็กโต พบว่ากลุ่มเด็กโตจะมีวินัยการกินยาที่ดีลดลงเมื่อกินยาไปเป็นเวลานาน เช่นเดียวกันกับการศึกษาของ Ostrop และคณะ8 ต่างจากกลุ่มเด็กเล็กอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเกิดจากการเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องกินยาเป็นเวลานาน ประกอบกับเด็กโตจะมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ชอบการบังคับ ต้องการเหมือนเพื่อน มีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น10  ต้องดูแลการกินยาเอง รวมทั้งผู้ดูแลโดยเฉพาะญาติที่สูงอายุ ไม่สามารถบอกหรือช่วยให้เด็กกินยาได้เหมือนกลุ่มเด็กเล็ก เมื่อดูเรื่องวินัยในการกินยาของกลุ่มเด็กเล็ก จะพบว่าไม่ค่อยดีในช่วงแรก ซึ่งอาจเกิดจากผู้ดูแลยังไม่เข้าใจวิธีการให้ยาที่ถูกต้อง รวมทั้งเด็กยังไม่เคยชินกับการกินยา การให้คำปรึกษาและข้อมูลในการใช้ยาแก่เด็ก และผู้ดูแลในช่วงแรกของการเริ่มยาจึงมีความสำคัญ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประเมินความเข้าใจด้วย

               แม้พบว่ากลุ่มเด็กโตจะมีวินัยในการกินยาที่ดีลดลงเมื่อกินยาเป็นเวลานานขึ้น จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่ผลการศึกษานี้พบว่าในกลุ่มเด็กโตที่มีผู้ปกครองช่วยเหลือในการกินยา จะมีวินัยในการกินยาที่ดีกว่ากลุ่มเด็กโตที่ต้องรับผิดชอบการกินยาเองอย่างมีนัยสำคัญ (ตารางที่ 4) ซึ่งจากการที่มีผู้ดูแลช่วยเตือนและเตรียมยาให้ ทำให้เด็กไม่ลืม นอกจากนี้เด็กโตที่ยอมให้ผู้ดูแลช่วยเหลือในการกินยาอาจเป็นเด็กที่มีบุคลิกภาพเชื่อฟังผู้ดูแล อายุยังไม่มาก หรือมีสัมพันธภาพในครอบครัวดีกว่า ซึ่งต้องทำการศึกษาต่อไป และควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมวินัยในการกินยารวมทั้งการให้ความรู้ต่างๆในเรื่องโรคกับเด็ก

            แม้จะเชื่อว่าการบอกเด็กให้รับทราบภาวการณ์เจ็บป่วยของตนเอง (disclosure) อาจทำให้วินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวีดีขึ้น14 แต่การศึกษานี้พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ผลการติดเชื้อเอชไอวีของเด็กโตกับวินัยการกินยาที่ดี เนื่องจากการดูแลรักษาตัวเองของเด็กจะเกิดเมื่อเด็กมีความเข้าใจเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีอย่างถ่องแท้ทั้งความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้อง   การเตรียมพร้อมในด้านต่างๆเหล่านี้จึงมีความสำคัญกว่าการบอกผลเพื่อคาดหวังว่าเด็กจะเกิดความกลัว และมีวินัยในการกินยาดีขึ้น

ด้านจำนวนขนานยาที่เด็กต้องกินในแต่ละวันนั้น ไม่พบว่าทำให้วินัยการกินยามีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น 4, 3 หรือ 2 ขนาน ซึ่งอาจเกิดจากมีการเลือกขนานยาให้เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคน และมีการอธิบาย สอนวิธีการเตรียมยาและติดตามการกินยาโดยทีมสหวิชาชีพอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่าเด็กและผู้ใหญ่ทั่วไปมักไม่ชอบการกินยาหลายขนาน ปัจจุบันมียาสูตรผสมมากขึ้น จึงควรพิจารณาปรับสูตรยา เพื่อความสะดวกในการกินยาและการพกพา หลังจากการพูดคุยกับเด็กและผู้ดูแล

การใช้ประโยชน์

ผลจากการศึกษาครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงปัญหาที่จะเกิดมากขึ้นในอนาคต เมื่อเด็กติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการดูแลจกโรงพยาบาลศรีนครินทร์เติบโตเข้าสู่กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นมากขึ้น ทีมสหวิชาชีพสามารถนำผลการศึกษานี้ไปพัฒนางานในการดูแลรักษาผู้ป่วยโดยวางรูปแบบกิจกรรม การให้ความรู้ความเข้าใจ ให้เด็กโตและวัยรุ่นสามารถดูแลการกินยาและดูแลตนเองได้ถูกต้องมากขึ้น

              นอกจากนี้ผลการศึกษานี้ อาจใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเป็นแนวทางในการศึกษาครั้งต่อไป เพื่อหาสาเหตุต่างๆที่มีผลต่อวินัยในการกินยาของเด็กแต่ละกลุ่ม  และเครื่องมือต่างๆที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยเด็กเหล่านี้

เอกสารอ้างอิง

 1. วิเคราะห์สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทย.กลุ่มโรคเอดส์ 

     สำนักโรคเอดส์ วัณโรคแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรคกระทรวง สาธารณสุข,     

     2549. [ค้นเมื่อ 30/06/2550] ; จาก http://www.aidsthai.org/sathana_050131.html )

2. สถิติผู้ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่ กันยายน 2527 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2550.สำนักระบาดวิทยา กรม 

     ควบคุมโรค.สถิติเอดส์, 2550. [ค้นเมื่อ 13/07/2550]  จาก http://www.aidsbangkok.cjb.

     net.2550.)

3. Moatti JP, Spire B, Kazatchkine M. Drug resistance and adherence to HIV/AIDS   

     antiretroviral treatment against a double standard between north and south . AIDS. 2004; 18:   

     s55-61

4. Peterson DL, Swindells S, Mohr J, Brester M, Vergis EN, Squier C, et al. Adherence to protease inhibitor therapy and  outcomes in patients with HIV infection. Ann Intern Med 2000; 133: 21-30.

5. อรรณพ หิรัญดิษฐ์. ความร่วมมือในการใช้ยา (Adherence). ใน: พีระมน นิงสานนท์, สัญชัย

   ชาสมบัติ, ธิดาพร จิรวัฒนะไพศาล, และคณะ, บรรณาธิการ. สรุปบทเรียนการส่งเสริมการ 

  รับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.   

  กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด; 2547: 21-35.

6. เสาวคนธ์ อ่อนเกตุพล, กิตติกร นิลมานัต, ประณีต ส่งวัฒนา. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความ 

    สม่ำเสมอในการกินยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์. วารสารโรคเอดส์2549; 19:  

    18-62.               

7. นภาวรรณ วิริยะศิริกุล, บุษกร พันธ์เมธาฤทธิ์, วันธนี วิรุฬห์พานิช. อิทธิพลของสัมพันธภาพใน

    ครอบครัวและภาระการดูแลต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนที่ติดเชื้อเอ็ชไอวี.วารสาร

    โรคเอดส์ 2549; 18: 150-9.

8. Ostrop N, Hallett K, Gill M . Long –term patient adherence to antiretroviral therapy. Ann

      Pharmacotherapy 2000: 34: 703-9.          

 9. Guidelines for the Use of Antiretroviral Agents in Pediatric HIV Infection, 2006. [Accessed

      24/05/2006]; Available from :  http://www.hivpositive.com/f-treatment/NIH-AntiViral/GuLnsKids/.)

10. Panel on Clinical Practices for Treatment of HIV Infection. Guidelines for the use of   

      antiretroviral agents in Pediatric HIV Infection, 2006. [Accessed 24/03/2006] ;  Available from :  http:// aidsinfo.nih.gov ) 

11. Fielding D, Duff A. Compliance with treatment protocols; intervention for children with  

     chronic illness. Arch Dis Child 1999; 80: 196-200.

12. เพณณินาท์ โอเบอร์ดอร์เฟอร์. การช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นให้มีวินัยในการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี.

     วารสารกุมารเวชศาสตร์ 2548; 45: 159-64.

13. Mehta S, Moore RD, Graham NMH. Potential factors affecting adherence with HIV therapy.

     AIDS1997; 11: 1165-70.

14. Bikaako-Kajura W,  Luyirika E, Purcell DW, Downing J, Kaharuza F, Mermin j,  et al.  Disclosure of Hiv status and adherence to daily drug regimens among HIV infected children in Ugunda . Aids and  Behavior 2006 ; 10: S85-93.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Blood Smear Examination for Disseminated Histoplasmosis In 50 HIV Seropositive Patients in ChulalongKorn Hospital (การศึกษาการใช้การตรวจแผ่นฟิล์มเลือดในการคัดกรองโรคฮิสโตพลาโมซิส แบบกระจายในผู้ป่วยโรคเอดส์ 50 ราย ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ )
 
How Well Prepared are Doctors and Nurses in Khon Kaen Province to Care for HIV/AIDS Patients at District Level? (ความพร้อมของแพทย์ พยาบาลระดับอำเภอ ในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยเอดส์ )
 
Standard Time and Determination of Number of Pharmaceutical Care Operators for Ambulatory HIV/AIDS Clinic at Warinchumrab Hopsital (เวลามาตรฐานการทำงานและการกำหนดอัตรากำลังในงานบริบาลเภสัชกรรม คลินิกเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลวารินชำราบ)
 
Development of Animation for Educating of the HIV Infected Pediatric Patients (การพัฒนาสื่อแอนิเมชั่นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

HIV/ AIDS
 
Pediatrics
 
Pharmacology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0