Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Comparison of Local, Spinal and General Anesthesia for Inguinal Herniorrhaphy

การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบด้วยวิธีฉีดยาชาเฉพาะที่กับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังและการดมยาสลบ

Parkpoom Manositisak (ภาคภูมิ มโนสิทธิศักดิ์) 1




หลักการและเหตุผล :  การผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอก (ambulatory or day case surgery) ในการผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบจะช่วยลดอัตราการครองเตียงและการฉีดยาชาเฉพาะที่ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่อาจจะเหมาะสมและสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยและโรงพยาบาลได้

วัตถุประสงค์ :    เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด  อาการปวดแผลหลังผ่าตัด  ภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด  ระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบ  โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่กับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง  และการดมยาสลบ

รูปแบบ :    เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดไปข้างหน้า  (Prospective  randomized  clinical  trial)

สถานที่ทำการศึกษา :   กลุ่มงานศัลยกรรม  โรงพยาบาลกาฬสินธุ์

วิธีการศึกษา :    ทำการศึกษาในผู้ป่วยชายที่เป็นไส้เลื่อนข้างเดียวและไม่เคยผ่าตัดมาก่อนจำนวน  120  คน  ที่มารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  ตั้งแต่เดือนมกราคม  2546  ถึงเดือนธันวาคม  2550  โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น  3  กลุ่มๆ ละ  40  คน  ผู้ป่วยกลุ่มแรกผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่  กลุ่มที่สองผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง  กลุ่มที่สามผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ  การผ่าตัดทั้งหมดกระทำโดยผู้วิจัยเพียงคนเดียว  ทำการบันทึกระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด  อาการปวดแผลหลังผ่าตัด   ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด  ระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ในผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม

ผลการศึกษา :    พบว่าระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการผ่าตัดในผู้ป่วยทั้ง  3  กลุ่ม  ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p >  0.05)  ผู้ป่วยกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดใกล้เคียงกัน  แต่จะมีอาการปวดแผลน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่สามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≤  0.05)  ผู้ป่วยกลุ่มที่สามมีเลือดคั่งที่แผลผ่าตัด  1  ราย  และมีอาการคลื่นไส้  มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มแรก  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p   0.05 )  ผู้ป่วยกลุ่มที่สอง  มีอาการปัสสาวะคั่งมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มแรก  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p    0.05)  ผู้ป่วยกลุ่มที่สองและสาม  มีระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มแรก  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≤  0.05)

สรุป :     ผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบ  สามารถให้การผ่าตัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก (ambulatory or day case  surgery) ด้วยวิธีการฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ เพราะสะดวกสบาย มีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า  ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดน้อยกว่า  ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า  และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังหรือการดมยาสลบ 

คำสำคัญ : การผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบ,การฉีดยาชาเฉพาะที่,การผ่าตัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก

Background  :  Local  anesthesia  for  inguinal  herniorrhaphy  can  decrease  the  length  of  hospital  stay,  and  cost.  These  advantages  make  local  anesthesia  suitable  for  the  hospital  that  limited  of  beds  and    lacking  of  budget

Objective  :  To  compare  local,  spinal  and  general  anesthesia  for  inguinal  herniorrhaphy  in  otherwise  healthy  patients  with  respect  to  duration  of  operation,  postoperative  pain,  complication,  length  of  hospital  stay  and  costs

Study  design  :  Prospective  randomized  clinical  trial

Setting  :  Department  of  surgery,  Kalasin  hospital

Materials and Methods  :  One  hundred  twenty  men  who  had  elective  repair  of  unilateral  primary  inguinal  hernia  at  this  hospital  during  January  2003  to  december  2007.  These  patients  were  divided  into  three  groups  equally.  Group  1  of  patients  were  operated  by  local  anesthesia.  Group  2  were  operated  by  spinal  anesthesia.  Group  3  were  operated  by  general  anesthesia.  Three  groups  were  operated  by  the  same  surgeon.  Duration  of  operation,  postoperative  pain,  complication,  length  of  hospital  stay  and  costs  were  recorded 

Result  :  There  was  no  difference  in  the  median  duration  of  operation  in  all  groups 

(P ≤ 0.01).  Group 1 and group  2  had  lower  pain  scores  than  group  3  significantly (p >  0.05).  One  patients  in  group  3  had  wound  hematoma.  Nausea  occured  in  group  3  more  than  group  1  significantly  (p ≤  0.05).  Group  2  had  urinary  retention  more  than  group  1  significantly  (p ≤  0.05).  The  length  of  hospital  stay  and  costs  in  group  1  was  less  than  group  2,  3  significantly  (p ≤  0.05)

Conclusion  :  In  the  otherwise  healthy  patients  undergoing  inguinal  herniorrhaphy,  local  anesthesia  is  more  comfort  and  convenience  for  day  case  surgery  with  slightly  fewer  post  operative  pain,  complication,  length  of  hospital  stay  and  costs

Key words ; Inguinal  herniorrhaphy,  Local  anesthesia,  Day  case  surgery 

 

 

บทนำ

ปัจจุบันโรงพยาบาลภาครัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งมีการพัฒนาคุณภาพบริการ  โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง  เพื่อให้การรักษาพยาบาลได้มาตรฐาน  และผู้ป่วยพึงพอใจในงานบริการ  ในขณะที่โรงพยาบาลบางแห่ง  ยังมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณและทรัพยากร  ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด

กลุ่มงานศัลยกรรม  โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  เป็นกลุ่มงานหนึ่งที่มีการพัฒนาคุณภาพบริการโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง แต่เนื่องจากการจำกัดของเตียงผู้ป่วย ทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบริการคือ   อัตราการครองเตียงที่สูงเกินร้อยละ  100  ตลอดปี  ก่อให้เกิดความแออัดของผู้ป่วยบนตึกผู้ป่วย  เพิ่มภาระงานแก่เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วย 

ไส้เลื่อนที่ขาหนีบเป็นโรคทางศัลยกรรมที่พบได้บ่อยในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์   พบโรคนี้ประมาณ  500  รายต่อปี1  และที่ได้เข้าพักในโรงพยาบาลเพื่อรักษาด้วยการผ่าตัดประมาณ  250 – 350  รายต่อปี1  วิธีการผ่าตัด2,3  ทำได้หลายวิธี  เช่นการผ่าตัดไส้เลื่อนแบบเปิด  ด้วยเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง  การผ่าตัดแบบเปิด  โดยการใช้ผนังหน้าท้องเทียม  (mesh  graft)  และการผ่าตัดไส้เลื่อนโดยใช้กล้องวีดีทัศน์  (endoscopic  herniorrhaphy)   ส่วนวิธีการให้ยาระงับความรู้สึกสำหรับการผ่าตัด โดยปกติแล้วในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์จะใช้วิธีการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังและการดมยาสลบ      แต่จากงานวิจัยที่รายงานถึงความสำเร็จและข้อดีของการผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่แบบผู้ป่วยนอก(ambulatory  or  day  case  surgery)4,5  คือทำให้ลดระยะเวลาที่พักรักษาในโรงพยาบาลทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องแยกจากครอบครัว  ซึ่งสะดวกต่อทั้งผู้ป่วยและญาติ และทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

 ซึ่งจากข้อดีดังกล่าวผู้วิจัย  จึงได้ศึกษาเชิงทดลองเปรียบเทียบ  ระยะเวลาในการผ่าตัด  อาการปวดแผลหลังผ่าตัดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด  ระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาในผู้ป่วย  ที่ได้รับการผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่กับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังและการดมยาสลบ

 

วิธีการศึกษา

          เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดไปข้างหน้า  (prospective  randomized  clinical  trial)  ในผู้ป่วยชายที่เป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบข้างเดียว  ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  ตั้งแต่ เดือนมกราคม  พ.ศ. 2546  ถึง  เดือนธันวาคม พ.ศ. 2550  จำนวน  120  คน  โดยแบ่งผู้ป่วยเป็น  3  กลุ่มๆ ละ  40  คน  กลุ่มแรกใช้วิธีการผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่  (local  anesthesia)  กลุ่มที่สองใช้วิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง  (spinal  anesthesia)  กลุ่มที่สามใช้วิธีดมยาสลบ  (general  anesthesia) 

                หลังจากได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาล  ผู้ป่วยทุกคนได้รับการลงลายมือชื่อในใบยินยอมในการผ่าตัดและเป็นผู้ป่วยเพศชายมีสุขภาพแข็งแรงดีไม่มีข้อห้ามในการให้ยาทั้ง  3  วิธี  ผู้ป่วยอาจจะเป็นไส้เลื่อนขาหนีบชนิด  direct หรือ  indirect ที่สามารถหดกลับ  (reducible)  และเป็นชนิด   bubonocele  หรือ  funicular  ผู้ป่วยต้องไม่เป็นไส้เลื่อนชนิดที่  3  (scrotal  type)  หรือไม่เป็นไส้เลื่อนที่กลับมาเป็นอีก  (recurrent)  และมีดัชนีมวลกาย  (BMI)  น้อยกว่า  30    ผู้ป่วยที่ผ่าตัดโดยวิธีการฉีดยาชาเฉพาะที่หรือฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง  ถ้ายังมีอาการปวดขณะผ่าตัดสามารถเปลี่ยนไปดมยาสลบแทนได้  โดยไม่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวแบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่มโดยใช้วิธี computerized random group กลุ่มละ 40  คน ดังนี้

กลุ่มที่ 1  ผู้ป่วยได้รับยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่  ผู้ป่วยทุกคนจะถูกฉีด  diazepam  3  มิลลิกรัม  เข้ากล้ามเนื้อก่อนผ่าตัดครึ่งชั่วโมง  และฉีดยาชาเฉพาะที่ด้วย  2 %  lidocaine ปริมาณ  0.25  มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว  1  กิโลกรัมตามวิธีการของ  Amid  และคณะ6

กลุ่มที่ 2  ผู้ป่วยได้รับยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง7 ใช้  0.5 %  bupivacaine  ปริมาณ  3  ลูกบาศก์เซนติเมตร  โดยใช้เข็มแทงหลังขนาด  25  เข้าที่ช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังระดับเอวที่  3  และ  4

               กลุ่มที่ 3  ผู้ป่วยได้รับยาระงับความรู้สึกโดยการดมยาสลบ7 ใช้  thiopental  ขนาด  6  มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว  1  กิโลกรัมแล้วตามด้วย  cisatracurium  ขนาด  0.1  มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว  1  กิโลกรัม  และ morphine 0.1  มิลลิกรัมต่อ   น้ำหนักตัว  1  กิโลกรัม หลังจากนั้นใช้  1 – 2  MAC  sevoflurane  และ  66 %  ไนตรัสออกไซด์ในออกซิเจน

การผ่าตัด

          ผ่าตัดโดยผู้วิจัยเพียงผู้เดียว  โดยวิธีการเย็บซ่อมตามเทคนิคของ  Bassini  (Bassini’s  herniorrhaphy)  ระยะเวลาในการผ่าตัด  เริ่มนับตั้งแต่ลงมีดผ่าตัดจนถึงเย็บแผลเสร็จ  โดยมีวิสัญญีพยาบาลเป็นผู้จดบันทึก สัญญาณชีพของผู้ป่วยขณะผ่าตัด

การประเมินผู้ป่วยหลังผ่าตัด

          ผู้ป่วยทุกคนจะถูกประเมิน  ความรุนแรงของความเจ็บปวดขณะพัก  โดยใช้  Visual analoque       Scale8-10 ที่เวลา  1,  4,  8,  12,  16,  20  และ  24  ชั่วโมงหลังการผ่าตัด โดยวิสัญญีพยาบาล

          ข้อบ่งชี้ที่ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยาระงับปวด  tramol  ขนาด  50  มิลลิกรัม  เข้ากล้ามเนื้อก็ต่อเมื่อผู้ป่วยคนนั้นมีระดับความรุนแรงของความเจ็บปวดมากกว่า  30  มิลลิเมตร  และต้องการยาฉีดระงับปวดเท่านั้น 11-13 เมื่อฉีด tramol  ขนาด  50  มิลลิกรัม  เข้ากล้ามเนื้อ นับเป็น 1 ครั้ง

หลังการผ่าตัดผู้ป่วยทุกคนจะถูกบันทึกภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดและระยะ  24  ชั่วโมงแรก  หลังการผ่าตัด  อาการคลื่นไส้  อาการปัสสาวะคั่ง  ระยะที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล  ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  และผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัด  7  วัน  โดยการนัดมาตรวจที่ตึกผู้ป่วยนอกแผนกศัลยกรรม

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ANOVA  โดยใช้โปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social Science)

ผลการศึกษา

          ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยชายทั้งหมด  120  คน  โดยผู้ป่วยกลุ่มที่ 1  มีอายุระหว่าง  28 – 74  ปี  เฉลี่ย  50.7  ±  13.1  ปี  มีน้ำหนัก  48.82  กิโลกรัม  เฉลี่ย  65.2  ±  7.8  กิโลกรัม  มีส่วนสูง  145 – 189  เซนติเมตร  เฉลี่ย  162.1  ±  8.9  เซนติเมตร  มีดัชนีมวลกาย  20.6 – 29.8  เฉลี่ย  24.9  ±  2.2  เป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบชนิด  direct  5  คน  Indirect  35  คน  เป็นข้างขวา  23  คน  เป็นข้างซ้าย  17  คน  เป็น  bubonocele  type  20  คน  funicular  type  15  คน  เป็นโรคเบาหวาน  1  คน  โรคความดันโลหิตสูง  1  คน  กลุ่มที่2  มีอายุระหว่าง  24 – 89  ปี  เฉลี่ย  51.8  ±  14.6  ปี  มีน้ำหนัก  50 – 81  กิโลกรัม  เฉลี่ย  62.4  ±  7.7  กิโลกรัม  มีส่วนสูง  143 – 189  เซนติเมตร  เฉลี่ย  159.0  ± 7.5  เซนติเมตร  มีดัชนีมวลกาย  20.4 – 28.7  เฉลี่ย  24.7  ±  2.2  เป็นไส้เลื่อนขาหนีบชนิด  direct  4  คน  Indirect  36  คน  เป็นข้างขวา  22  คน  เป็นข้างซ้าย  14  คน  เป็น  bubonocele  type  21  คน  funicular  type  15  คน  เป็นโรคเบาหวาน  1  คน  โรคความดันโลหิตสูง  2  คน  กลุ่มที่ 3  มีอายุระหว่าง  23 – 73  ปี  เฉลี่ย  50.8  ±  13.6  ปี  มีน้ำหนัก  47 – 84  กิโลกรัม  เฉลี่ย  62.4  ±  8.0  กิโลกรัม  มีส่วนสูง  151 – 172  เซนติเมตร  เฉลี่ย  159.1  ± 4.8  เซนติเมตร  มีดัชนีมวลกาย  20.1 – 28.7  เฉลี่ย  24.6  ± 4.2  เป็นไส้เลื่อนขาหนีบชนิด  direct  6  คน  Indirect  34  คน  เป็นข้างขวา  24  คน  เป็นข้างซ้าย  16  คน  เป็น  bubonocele  type  20  คน  funicular  type  14  คน  เป็นโรคเบาหวาน  2  คน  โรคความดันโลหิตสูง    4  คน  ซึ่งลักษณะของผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม  ไม่มีความแตกต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≥ 0.05)  (ตารางที่  1)

          ระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการผ่าตัด  กลุ่มที่ 1 เท่ากับ  46.9  ±  7.4  นาที  กลุ่มที่ 2 เท่ากับ  47.4  ±  7.5  นาที  และกลุ่มที่ 3 เท่ากับ  42.2  ±  7.4  นาที  ซึ่งพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  (p ≥ 0.05)  (ตารางที่  1) 

 

ตารางที่  1   ลักษณะของผู้ป่วยทั้ง  3  กลุ่ม  และระยะเวลาที่ใช้ผ่าตัด

 

กลุ่มที่  1

(n = 40)

กลุ่มที่  2

(n = 40)

กลุ่มที่  3

(n = 40)

อายุ (ปี)

28 -74

(เฉลี่ย 50.7 ±  13.1)

24 -89

(เฉลี่ย 51.7 ±  14.6)

23 -73

(เฉลี่ย 50.8 ±  13.6)

น้ำหนัก (กิโลกรัม)

48 -82

(เฉลี่ย 65.2 ±  7.8)

50 -81

(เฉลี่ย 62.4 ±  7.7)

47 -84

(เฉลี่ย 62.4 ±  8.0)

ส่วนสูง (เซนติเมตร)

145 - 189

(เฉลี่ย 162.1 ±  8.9)

143 -189

(เฉลี่ย 159.0 ±  7.5)

151 -172

(เฉลี่ย 159.1 ±  4.8)

ดัชนีมวลกาย  (BMI)

 (กิโลกรัม / เมตร2 )

20.6 -29.8

(เฉลี่ย 24.9 ±  2.2)

20.4 -28.7

 (เฉลี่ย 24.7 ±  2.2)

20.1 -28.7

 (เฉลี่ย 24.6 ±  4.2)

จำนวนและชนิดไส้เลื่อน

 

 

 

Direct : Indirect

5:35

4:36

6:34

            ขวา : ซ้าย

23:17

22:14

24:16

            Bubonocele  Type

20

21

20

            Funicular  Type

15

15

14

เป็นโรคเบาหวาน

1

1

2

เป็นโรคความดันโลหิตสูง

1

2

4

ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด (นาที)

46.9 ±  7.4*

47.4 ±  7.5

42.2 ±  7.4

*  P    0.05  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่สองและสาม

 

          อาการปวดแผลหลังการผ่าตัด  พบว่าหลังการผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2  จะมีอาการปวดแผลน้อยกว่ากลุ่มที่ 3  โดยผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2  จะมีอาการปวดแผลใกล้เคียงกันใน  12  ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด  แต่หลังจาก  12  ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 จะมีอาการปวดแผลลดลงเล็กน้อย  แต่กลุ่มที่ 2  และกลุ่มที่ 3  จะมีอาการปวดแผลเพิ่มขึ้น  จำนวนครั้งของการฉีดยาแก้ปวดในคนไข้กลุ่มที่ 1 เท่ากับ  1.0  ±  0.5  และกลุ่มที่ 2  เท่ากับ  1.4  ±  0.5  และกลุ่มที่ 3  เท่ากับ  2.0  ±  0.5  ซึ่งพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≤ 0.05)  (รูปที่  1  และตารางที่  2)

ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดภายใน  24  ชั่วโมงแรก  พบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มที่ 3 เกิดเลือดคั่งที่แผลผ่าตัด  (hematoma)  1  คน  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 มีคลื่นไส้  1  คน  ปัสสาวะคั่ง  1  คน  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 2  มีคลื่นไส้  2  คน  ปัสสาวะคั่ง  7  คน  ซึ่งอาการปัสสาวะคั่งในผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≤ 0.05)  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 3  มีคลื่นไส้  7  คน  ปัสสาวะคั่ง  2  คน  ซึ่งพบว่าอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยกลุ่มที่3  มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p≤  0.05)  และไม่พบว่ามีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมากกว่า  24  ชั่วโมง  ในผู้ป่วยทุกกลุ่ม  (ตารางที่  2)

          ระยะเวลาที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  พบว่า  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเฉลี่ย  22.5  ±  3.7  ชั่วโมง  กลุ่มที่ 2  นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเฉลี่ย  32.2  ±  3.0  ชั่วโมง  และผู้ป่วยกลุ่มที่ 3  นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเฉลี่ย  45.1  ±  7.0  ชั่วโมง  ซึ่งพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 ใช้เวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 2  และ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p    0.05)  และผู้ป่วยกลุ่มที่ 2  ใช้เวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 3  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p ≤  0.05)  (ตารางที่  2)

          ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเท่ากับ  6,500  ±  0.0  บาท  กลุ่มที่ 2เท่ากับ  9,000  ±  128.4  บาท  กลุ่มที่ 3  เท่ากับ  9,307  ±  154.2  บาท  ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยกว่า  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 2  และกลุ่มที่ 3  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ    (p ≤ 0.05)  และผู้ป่วยกลุ่มที่ 2  มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยกว่า  ผู้ป่วยกลุ่มที่ 3  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  (p    0.05)  (ตารางที่  2)

 

รูปที่  1  ความรุนแรงของความเจ็บปวดแผลผ่าตัดขณะพักกับเวลาป่วยกลุ่มที่หนึ่ง

แทนด้วยวงกลม  กลุ่มที่สองแทนด้วยสามเหลี่ยม  กลุ่มที่สามแทนด้วยสี่เหลี่ยม

*  =  P ≤ 0.05  เปรียบเทียบการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังกับการฉีดยาชาเฉพาะที่    

#    =  P ≤ 0.05  เปรียบเทียบการดมยาสลบกับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง

 

ตารางที่  2  ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด,  จำนวนครั้งการฉีดยาแก้ปวด ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

 

กลุ่มที่  1

กลุ่มที่  2

กลุ่มที่  3

 

(N = 40)

(N = 40)

(N = 40)

เลือดคั่งที่แผลผ่าตัด

0

0

1

อาการคลื่นไส้

1

2

    7 *

อาการปัสสาวะคั่ง

1

    7 #

2

จำนวนของการฉีดยาแก้ปวด (ครั้ง)

0 - 2

1 - 2

1 - 3

 

(เฉลี่ย  1.04  ± .5)é

(เฉลี่ย  1.4  ±  0.5)

(เฉลี่ย  2.0  ±  0.5)

ระยะเวลานอนพักรักษา

22.5  ±  3.7 é

32.2  ±  3.0

45.1  ±  7.0

ในโรงพยาบาล (ชั่วโมง)

 

 

 

ค่ารักษาพยาบาล (บาท)

6,000 ± 0.0é

9,000  ±  128.4

9,307  ± 154.2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

* p ≤  0.05  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่หนึ่ง

#  p ≤  0.05  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่หนึ่ง

é p ≤  0.05  เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่สอง  และสาม

 

 

 

วิจารณ์

          จากผลการศึกษา  พบว่าระยะเวลาในการผ่าตัดในคนไข้ทั้งสามกลุ่มไม่แตกต่างกัน  ซึ่งจากการศึกษาของ  Ozgun  และคณะ5   ก็ให้ผลการศึกษาเหมือนกับการศึกษานี้และจากการศึกษาอาการปวดแผลหลังการผ่าตัด  พบว่าผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดโดยใช้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่กับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังจะมีอาการปวดแผลน้อยกว่าการผ่าตัดโดยวิธีดมยาสลบ  ใน  12  ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด  แต่หลังจาก  12  ชั่วโมงแรกผ่านไปผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยาชาเฉพาะที่จะมีอาการปวดแผลลดลงในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยาฉีดเข้าช่องไขสันหลังกับผู้ป่วยที่ได้รับยาดมสลบจะมีอาการปวดแผลผ่าตัดเพิ่มขึ้น  ซึ่งจะเห็นได้จากความต้องการยาระงับปวดของผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 น้อยกว่ากลุ่มที่ 2 และ3   ซึ่งผลการศึกษาจะคล้ายกับ รายงานอื่น5, 9,14  แต่ความรุนแรงของอาการปวดแผลในการศึกษานี้จะมากกว่า  การศึกษาของ    Ozgun  และคณะ5  ซึ่งผู้วิจัยคิดว่าน่าจะเกิดจากวิธีการผ่าตัด  ซึ่ง   Ozgun  และคณะ5 ใช้วิธีเย็บซ่อมโดยใช้ผนังหน้าท้องเทียม  (mesh  graft)  แต่ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีเย็บซ่อมโดยใช้เนื้อเยื่อผู้ป่วยเอง  ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อเยื่อตึง  ทำให้มีความรุนแรงของอาการปวดมากกว่า15,16   แต่จากการติดตามผลการรักษาในระยะยาวก็ยังไม่พบว่ามีผู้ป่วยกลับมาเป็นใหม่อีก  (recurrent)  ส่วนเรื่องของภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด  จะเห็นว่าในผู้ป่วยกลุ่มที่ 1  ภาวะแทรกซ้อนมีเพียงอาการคลื่นไส้ 1 คน และอาการปัสสาวะคั่ง  1 คน  ที่แตกต่างจากผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 เป็นอย่างมากคือ  กลุ่มที่ 2  มีอาการคลื่นไส้  2  คน  และอาการปัสสาวะคั่งถึง  7 คน  ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ในผู้ป่วยกลุ่มที่ 3 มีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเกิดขึ้นคือ  เกิดเลือดคั่งที่แผลผ่าตัด 1 คน  มีอาการคลื่นไส้ถึง  7  คน และมีอาการปัสสาวะคั่ง  2  คน

          ระยะเวลานอนพักรักษาในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  พบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 1  มีระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 และ 3 อย่างชัดเจน (ตารางที่2)

          จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าการทำผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ มีข้อดีกว่าการผ่าตัดโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังและการดมยาสลบหลายอย่างทั้งอาการปวดแผลหลังการผ่าตัดน้อยกว่า ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า  ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าและค่ารักษาพยาบาลน้อยกว่า  นอกจากนี้ยังสามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการดมยาสลบ9-17  เช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial  infarction) หรือในผู้ป่วยสูงอายุ ที่กระดูกสันหลังเสื่อมติด  การฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังทำได้ยาก

          จากข้อดีดังกล่าว  การผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่น่าจะเป็นวิธีการผ่าตัดที่สามารถนำไปใช้สำหรับการให้บริการแบบผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลทั่วไป  ที่มีอัตราการครองเตียงเกินร้อยละ  100 เพราะนอกจากจะช่วยลดความแออัดที่ตึกผู้ป่วยแล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย

 

สรุป

                ผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบ  สามารถให้การผ่าตัดรักษาแบบผู้ป่วยนอกโดยเฉพาะ(ambulatory or day case  surgery) โดยวิธีการฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ เพราะสะดวกสบาย มีอาการปวดแผลและภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดน้อยกว่า  ระยะเวลานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า  และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถูกกว่า  เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังหรือการดมยาสลบ

กิตติกรรมประกาศ

          ขอขอบคุณ นายแพทย์ประวิง  เอื้อนนทัช  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์,  นายแพทย์สมอาจ    ตั้งเจริญ  หัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรมโรงพยาบาลกาฬสินธุ์  เจ้าหน้าที่ทุกท่านในทีม PCT ศัลยกรรม ที่สนับสนุนการทำวิจัยครั้งนี้ 

               รองศาสตราจารย์นายแพทย์สมพนธ์  ทัศนิยม  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ที่ให้คำแนะนำและให้ความรู้ทางด้านการวิจัย 

               บรรณารักษ์ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ที่ช่วยหานิพนธ์ต้นฉบับ

          และนางสมปอง  จันทะคราม ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนบทความ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. รายงานประจำปี  โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  2547:23
  2. Mann CV, Russell RCG.  Hernias, umbilicus, abdominal  wall. In: Bailey  &  Love’s  Short  Practice  of  Surgery, 22nd  ed.  London: Chadpman & Hall  1995: 887 – 93.
  3. Charles Brunicardi F, Andersen DK, Billiar TR, Dunn DL, Hunter JG, Pollock RE. Inguinal Hernias. In: Charles Brunicardi F, et al. (editors). Schwartz’s Principles of Surgery, 8th ed. New York:  McGraw – Hill  2005:1353 – 95.
  4. สมรัตน์ จารุลักษณานันท์. การให้ยาระงับความรู้สึกสำหรับการผ่าตัดผู้ป่วยนอก.ใน:สมรัตน์ จารุลักษณานันท์, บรรณาธิการ. ตำราวิสัญญีวิทยา: การให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย.พิมพ์ครั้งที่ 1. สมุทรปราการ:วินเพรสโปรดักชั่นเฮ้าส์, 2548:213-32 .
  5. Ozgun H,  Kurt MN, Kurt I, Cevikel MH.  Comparison  of  local  spinal,  and  general  anesthesia  for  inguinal herniorrhaphy.  Eur  J  Surg  2003;168 : 455-9.
  6. Amid  PK. , Shulman  AG,  Lichtenstein IL.  Local  anesthesia  for  inguinal  hernia  repair  step – by – step  procedure. In: Ann  Surg , 1994;220 :735 – 7.
  7. วราภรณ์  เชื้ออินทร์. การเตรียมผู้ป่วยและการให้ยาก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก.ใน:วราภรณ์  เชื้ออินทร์, ดีนา อารยะสัจพงษ์, สมบูรณ์ เทียนทอง, บรรณาธิการ. วิสัญญีวิทยา.พิมพ์ครั้งที่ 3. ขอนแก่น:             ศิริภัณฑ์ ออฟเซ็ต,2537:37-48.
  8. Westlund  KN.  Introduction  to  basic  science  of  pain  and  headache  for  clinician  Anatomical  concepts. In :  Proceeding  of  the  9th  world  congress  on  pain  Veinna  :  IASP  press,1999 :  547 – 59.
  9. Tverskoy M,  Cozacov C,  Ayache M, Bradley EL Jr, Kissin I. Postoperative  pain  after  inguinal  herniorrhaphy  with  different  types  of  anesthesia. Anesth Analg  1990;70:29-35.
  10. Thomas T, Robinson C, Champion D, McKell M, Pell M. Prediction and assessment of the severity   of  postoperative pain and of satisfaction with management. Pain 1998; 75: 177-85.
  11. American Society of Anesthesiologists Practice guidelines for acute pain management in the perioperative setting. Anesthesiology 2004; 100: 1573-81.
  12. White PF. The changing role of non-opioid analgesic techniques in the management of post-operative pain. Anesth Analg 2005; 101: S5-S22.
  13. International Association for the Study of Pain Task Force on Acute Pain. Pharmacology. In: Ready LB, Edwards WT, editors. Management of acute pain: a practical guide. Seattle: IASP publications; 1992. :11-21.
  14. Young  DV.  Comparison  of  local,  spinal  and  general  anesthesia  for  inguinal  herniorrhaphy.  Am  J  Surg.  1987 ; 153 : 560-3.
  15. Svensson I, Sjostrom B, Haljamae H. Assessment of pain experience after elective surgery. J Pain Symptom Manage 2000; 20: 193-201.
  16. Redmond M, Florence B, Glass PS. Effective analgesic modalities for ambulatory patients. Anesthesiology Clin N Am 2003; 21: 329-46.
  17. กมล  กัญญาประสิทธิ์.  การผ่าตัดซ่อมไส้เลื่อนขาหนีบด้วยยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่.  พุทธชินราชเวชสาร   2548 ; 22:247 – 51.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Surveillance of and Risk Fztors for Difficult Intubation At Srinagarind Hosipital (การเฝ้าระวังการใส่ท่อช่วยหายใจลำบากระหว่างการวางยาระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง)
 
Surveillance of Drug Error during Anesthesia at Srinagarind Hospital Khon Kaen University (การเฝ้าระวังความผิดพลาดในการให้ยาระหว่างการให้ยาระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
 
Incidence of Anesthesia-Associated Cardiac Arrest And Related Factors At Srinagarind Hospital (อุบัติการณ์ภาวะหัวใจหยุดเต้นและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
New Trend Anesthesia for Cesarean Section (แนวโน้มการให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อผ่าตัดคลอด)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Anesthesia
 
Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0