Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Prevalence of Abnormal Prenatal Screening for Down Syndrome in Udonthani Hospital Using Nuchal Translucency and Biochemical Marker

ความชุกของความผิดปกติจากการตรวจคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีตั้งครรภ์โดยใช้การวัดค่า Nuchal translucency และค่าทางชีวเคมีในโรงพยาบาลอุดรธานี

Srisuda Songthamwat (ศรีสุดา ทรงธรรมวัฒน์) 1




 

หลักการและเหตุผล :  ภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์เป็นสาเหตุของภาวะปัญญาอ่อนที่พบได้บ่อย และรุนแรง  การตรวจคัดกรองภาวะดังกล่าวในสตรีตั้งครรภ์จะทำให้สามารถตรวจพบภาวะดังกล่าวได้ก่อนคลอดและช่วยให้สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวมีโอกาสที่จะเลือกยุติการตั้งครรภ์หรือเตรียมพร้อมในการดูแลบุตรที่จะเกิดมาต่อไป

วัตถุประสงค์ :  เพื่อศึกษาความชุกของความผิดปกติจากการคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์โดยการใช้การตรวจวัดค่า Nuchal  translucency  และการใช้ค่าทางชีวเคมีในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลอุดรธานี

ชนิดของการวิจัย :  การวิจัยเชิงพรรณนา

สถานที่ทำการวิจัย:   คลินิกฝากครรภ์  กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม  โรงพยาบาลอุดรธานี

กลุ่มตัวอย่าง :   สตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์  โรงพยาบาลอุดรธานีในระหว่าง  1  มกราคม  พ.ศ. 2548  -31  ธันวาคม พ.ศ. 2550  เป็นเวลา  3  ปี 

วิธีการศึกษา :  ทำการตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ จำนวน 314  ราย  โดยวัดค่า Nuchal  translucency   ระหว่างอายุครรภ์ 10-13  สัปดาห์  ร่วมกับการตรวจทางชีวเคมีในการคัดกรอง  จำนวน  123 ราย  และทำการตรวจค่าทางชีวเคมีอย่างเดียว  โดยตรวจค่า  PAPP-A  และค่า  Free  beta hCG  ระหว่างอายุครรภ์ 10-14  สัปดาห์  หรือตรวจค่า  Alpha fetoprotein  และค่า  Free  beta hCG  ระหว่างอายุครรภ์ 15-20  สัปดาห์  จำนวน  191  ราย  โดยใช้การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุอายุครรภ์   และแนะนำการเจาะตรวจน้ำคร่ำเพื่อตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมในกรณีที่มีค่า Nuchal  translucency  มากกว่าหรือเท่ากับ  3  มม. หรือค่าที่คำนวณจากการตรวจทางชีวเคมีให้ค่าความเสี่ยงมากกว่า  1 : 270  และในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุ ณ วันกำหนดคลอดมากกว่าหรือเท่ากับ  35 ปี 

          ติดตามข้อมูลของทารกที่คลอดทุกรายในช่วงเวลาที่ศึกษาทั้งกลุ่มทารกที่คัดกรองและไม่ได้รับการคัดกรอง  นำผลที่ได้มาคำนวณทางสถิติ

ผลการศึกษา :   พบความชุกของผลการคัดกรองเป็นบวกร้อยละ  9.6 (30/314)  โดยตรวจพบค่า  Nuchal  translucency  มากกว่าหรือเท่ากับ  3  ร้อยละ 2.4 (3/123)     ตรวจพบค่าทางชีวเคมีผิดปกติโดยมีค่าความเสี่ยงมากกว่าหรือเท่ากับ 1: 270   ร้อยละ  8.9 (28/314)     ทุกรายได้รับการตรวจน้ำคร่ำเพื่อวินิจฉัยทางพันธุกรรมพบว่าให้ผลเป็น  Trisomy 21  1  ราย คิดเป็นร้อยละ 3.3 (1/30)  ซึ่งเป็นมารดาที่มีความเสี่ยงต่ำและมารดาตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์   มารดาที่ผลการตรวจคัดกรองเป็นลบติดตามผลการตรวจทารกแรกเกิดพบเป็น  trisomy  21  จำนวน  1  ราย  คิดเป็นอัตราการตรวจพบทารกกลุ่มอาการดาวน์ร้อยละ 50  และผลบวกลวงร้อยละ 9.3

สรุป :  การตรวจวัดค่า  Nuchal  translucency  และค่าทางชีวเคมี  ในการคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลอุดรธานี สามารถช่วยให้ตรวจพบทารกที่มีภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำได้  ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับสตรีตั้งครรภ์เพื่อให้สามารถวินิจฉัยภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้ก่อนการคลอดบุตร

 

Background  :  Down syndrome  is the most common  genetic  cause of mental  retardation  . Prenatal  screening  test could be useful  for  early  detection  and   provides the chance  for  termination  of  pregnancy  or  prepare  the  family  to  take care of their baby.

Objective :  To  study  the prevalence  of  positive  results of  prenatal  screening  for Down syndrome  using  Nuchal  translucency  and  biochemical  test  in  Udonthani  hospital.

Design :   A  descriptive  study.

Setting :  Antenatal  care  clinic , Department  of  Obstetrics  and Gynecology  ,Udonthani  hospital  ,Udonthani.

 

Subjects :    Pregnant  women   who  had  their  antenatal  care  at  Udonthani  Hospital  from  January  2005  to  December  2007 

Materials and Methods :  Prenatal  screening test  for Down syndrome  were performed in  314  pregnant  women   composed  of  123  cases of  Nuchal  translucency  measurement  at 10-13 weeks of gestation  and  biochemical  tests ( using   PAPP-A   plus  Free  beta hCG   at  10-14  weeks  of  gestation  or Maternal  serum  Alpha fetoprotein  plus  Free  beta hCG   between 15-20  weeks )  and  biochemical  tests only  in  191 cases . Gestational  ages  were  determined  by  ultrasonographic  parameters   . Genetic  amniocentesis  were  offered  to  women  with  Nuchal  translucency  equal  or  more than  3   or  calculated  down  syndrome  risk  of 1 :270 or greater  and  to  women  aged  35  years  or  over 

          Babies  data  were  followed  after  birth  in both screening  and  non  screening  group .  

Results :  Prevalence  of  positive  screening  tests  were   9.6 %  (30/314)  composed of  Nuchal  translucency  more  than or equal  to   3 mms   2.4 % ( 3 /123)   and   8.9 % (28/314)  of  abnormal  biochemical test  ( risk greater  than or equal to 270 )  .  All  of  positive  screening  test  were  received   genetic  amniocentesis   and  1 case (3.3 %) of  trisomy 21 was detected  ,  All  of  negative  screening  cases  wered  followed  and  1  case  of  trisomy  21  was found (in  low risk group) . Detection rate  of our screening  test  is 50 % and  false positive rate  is 9.3 %

Conclusion :    Maternal  screening  using  nuchal  translucency  and  biochemical  test   is  effective  in the detection  of  fetal  down syndrome and  possibly  one  chioce  for   pregnant  women  especially  in low risk group.  

 

บทนำ

ทารกกลุ่มอาการดาวน์เป็นสาเหตุของภาวะปัญญาอ่อนจากพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบเป็นสาเหตุประมาณร้อยละ  25 –30  ของภาวะปัญญาอ่อนรุนแรง   โดยจะพบอุบัติการ ประมาณ  1 : 800 ถึง 1 : 1000  ของทารกแรกเกิด1  ส่วนในประเทศไทย มีรายงานพบประมาณ  0.97  รายต่อ 1000  การคลอดทั้งหมด2  โดยอุบัติการจะขึ้นกับอายุของมารดา โดยในกลุ่มมารดาอายุ  15  ปี พบอุบัติการประมาณ  1 : 1578 การคลอดมีชีพ  ส่วนมารดาที่มีอายุ  50  ปี  พบได้ถึง  1 :  6  การคลอดมีชีพ  

          ทารกกลุ่มดังกล่าวจะมีลักษณะที่คล้ายกันโดยจะมีศีรษะเล็ก  ตาเฉียงขึ้น  ดั้งจมูกแบน ตาห่าง  ลิ้นยื่น  ตัวเตี้ย มือเท้าสั้น จะที่สำคัญคือ มีสติปัญญาอ่อนในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน  และมักมีโรคหัวใจพิการหรือโรคลำไส้อุดตันตั้งแต่แรกเกิด3  ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ บิดา  มารดา  ครอบครัว  และญาติพี่น้อง  ภาวะดังกล่าวจึงเป็นภาวะที่มีการทำการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดของทารกในครรภ์มาเป็นระยะเวลานานแล้วและในปัจจุบันก็เป็นข้อบ่งชี้ที่มีการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดของสตรีตั้งครรภ์เป็นจำนวนมาก

          โรงพยาบาลอุดรธานีได้มีการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์มาเป็นเวลา  10 ปี โดยเริ่มต้นในปี 2540  ด้วยการเจาะตรวจน้ำคร่ำในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง  เช่นมารดาที่มีอายุมาก  แต่อย่างไรก็ตามการใช้เกณฑ์ดังกล่าวจะสามารถวินิจฉัยภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น4   ดังนั้นในปี พ.ศ.2548  จึงได้เริ่มมีการคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่ำด้วยการตรวจวัดค่า  Nuchal  translucency  และการตรวจค่าทางชีวเคมี    เพื่อหวังเพิ่มการตรวจวินิจฉัยภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้มากขึ้น  การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลการตรวจคัดกรองดังกล่าว  เพื่อนำผลที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดต่อไป

วัสดุและวิธีการ  เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive  study )  ประชากรที่ศึกษาได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลอุดรธานี   ในระหว่าง 1 มกราคม  พ.ศ. 2548  -31  ธันวาคม พ.ศ. 2550  เป็นเวลา 3 ปี โดยสตรีที่มาฝากครรภ์จะได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์  โดยสตรีตั้งครรภ์ที่

1.     อายุมากกว่าหรือเท่ากับ  35  ปี ณ วันกำหนดคลอด

2.     มีประวัติคลอดบุตรที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม

3.     บิดาหรือมารดามีโครโมโชมผิดปกติ

จะนับเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์สูง และได้รับคำแนะนำให้รับการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีการตรวจน้ำคร่ำก่อน  แต่หากสตรีตั้งครรภ์มีความกังวลต่อภาวะการแท้งบุตรหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตร  จะแนะนำการตรวจคัดกรองด้วยการวัดค่า nuchal translucency และการตรวจทางชีวเคมีก่อนเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ส่วนสตรีตั้งครรภ์ที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงใดๆ  จะถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ จะพิจารณาอายุครรภ์ประกอบการให้คำปรึกษาเพื่อการตรวจคัดกรองดังนี้

สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 14 สัปดาห์ จะได้รับคำแนะนำการตรวจวัดค่า nuchal translucency และ/หรือการตรวจทางชีวเคมี 

สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 14-20 สัปดาห์ จะได้รับคำแนะนำปรึกษาการตรวจทางชีวเคมีเพื่อคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์

การตรวจทางชีวเคมีสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 10-14 สัปดาห์จะได้รับการตรวจค่า PAPP-A  ร่วมกับ free beta hCG   ส่วนกรณีสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์  15 –20 สัปดาห์จะได้รับการตรวจ maternal serum alpha fetoprotein ร่วมกับ free beta hCG    โดยส่งตรวจที่หน่วยตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดโรงพยาบาลรามาธิบดี 

การอ่านผลค่า nuchal translucency  จะใช้การวัดความหนาของชั้นผิวหนังต้นคอทารกทางด้านหลังในแนวเดียวกับที่ใช้วัดค่า Crown lump length5  หากทารกมีค่า nuchal  translucency  มากกว่าหรือเท่ากับ 3 มิลลิเมตร  จะถือว่าผลการคัดกรองให้ผลบวก6

การอ่านผลค่าทางชีวเคมี  จะถือตามค่าความเสี่ยงต่อภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์  โดยถือค่าที่มีความเสี่ยงมากกว่าหรือเท่ากับ  1 : 270  เป็นค่าการคัดกรองที่ให้ผลบวก

หากผลการคัดกรองเป็นบวกค่าใดค่าหนึ่ง  สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์เพื่อรับการตรวจเพื่อยืนยันภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์โดยการตรวจน้ำคร่ำต่อไป

ในกรณีผลการตรวจน้ำคร่ำให้ผลเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์  สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์อีกครั้งเพื่อพิจารณาการยุติการตั้งครรภ์หรือเตรียมพร้อมที่จะดูแลบุตรหลังคลอด

กรณีผลการตรวจน้ำคร่ำให้ผลเป็นปกติ   หรือสตรีตั้งครรภ์ตัดสินใจไม่รับการตรวจน้ำคร่ำ  หรือ ในกรณีผลการตรวจคัดกรองให้ผลลบ  จะได้รับการฝากครรภ์และดูแลตามข้อบ่งชี้ ตามปกติ   และติดตามผลการตรวจทารกหลังคลอดจากรายงานการตรวจทารกแรกเกิดเพื่อบันทึกผล 

 

ผลการศึกษา

1.     ข้อมูลทั่วไป

          จากสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลอุดรธานี  ในระหว่าง 1 มกราคม พศ.2548  -31 ธันวาคม พ.ศ.2550  จำนวน 4,038 ราย    มีสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอดจำนวน 582 ราย  คิดเป็นร้อยละ 14.4  มีผู้ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์จำนวน 314 ราย  คิดเป็นร้อยละ 7.8 แบ่งการคัดกรองเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

          กลุ่มที่1  ทำการตรวจคัดกรองด้วยการวัดค่า nuchal translucency  ร่วมกับการตรวจทางชีวเคมี  รวมทั้งสิ้น  123 ราย 

          กลุ่มที่2 ทำการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียว รวมทั้งสิ้น 191 ราย

          อายุเฉลี่ยของผู้ได้รับการตรวจเท่ากับ 31.9 ปี (21 –42 ปี) อายุครรภ์ที่ตรวจคัดกรองตั้งแต่ 10 – 21 สัปดาห์ เฉลี่ย 14.4 สัปดาห์ 

          การตรวจวัดค่า nuchal translucency มีผู้ได้รับการตรวจ 123 ราย พบค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.57 (0.5- 3.4) โดยมีผู้มีค่า nuchal translucency มากกว่าหรือเท่ากับ 3 มม.จำนวน 3 ราย  คิดเป็นร้อยละ 2.4 โดยมีค่า MOM  ของ nuchal  translucency เฉลี่ย 1.33 มม. (0.67-2.29)

 

ตารางที่ 1  ผลการตรวจวัดค่า nuchal  translucency

 

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวนผู้ได้รับการคัดกรอง

          314

จำนวนผู้ได้รับการตรวจ NT

          123 (39.2)

จำนวนผู้มีค่า NT > 3

             3 (2.4)

trisomy 21

             0

          ในกลุ่มที่ได้รับการตรวจ nuchal translucency  ร่วมกับการตรวจทางชีวเคมี  จำนวน 123  รายนี้  นอกจากผู้ที่ให้ผลบวกจากค่า nuchal translucency จำนวน 2  ราย ผลการตรวจทางชีวเคมีให้ผลบวกอีกจำนวน 14 ราย  และอีก 1 รายให้ผลบวกทั้งการตรวจ nuchal translucency  และการตรวจทางชีวเคมี   เมื่อรวมในกลุ่มนี้จึงมีผู้ให้ผลบวกจากการตรวจคัดกรองทั้งสิ้น 17  ราย  คิดเป็นร้อยละ 13.8

          ในกลุ่มที่ทำการตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียว จำนวน 191 ราย  พบว่ามีผู้ให้ผลบวกจากการตรวจคัดกรองจำนวน 13  รายคิดเป็นร้อยละ 5.2

          รวมจึงมีผู้คัดกรองให้ผลเป็นบวกจากทั้งสองกลุ่มจำนวน 30 ราย  จากจำนวนผู้คัดกรองทั้งสิ้น 314  ราย คิดเป็นร้อยละ  9.6

          หากทำข้อมูลเฉพาะการตรวจวัดค่าทางชีวเคมีมาวิเคราะห์พบว่า   มีผู้ได้รับการตรวจทั้งสิ้น 314  ราย พบว่า ได้รับการตรวจ PAPP-A  ร่วมกับ free beta hCG  จำนวน 100 ราย  มีค่าเฉลี่ยของ PAPP-A 7849.4 (848.0-25540.0) ค่า MOM เฉลี่ย 1.16 (0.13 –5.57)    ได้รับการตรวจ maternal serum alpha fetoprotein  ร่วมกับ free beta hCG 214 ราย  มีค่าเฉลี่ยของ maternal serum alpha fetoprotein 37.39 (3.64-106.10)  โดยมีค่า MOM เฉลี่ย 1.09  (0.43-2.77)    ค่าเฉลี่ยของค่า free beta hCG เท่ากับ 31.01  โดยมีค่า MOM เฉลี่ย 1.19 (0.07-6.19 )    มีการตรวจค่า estriol  ในช่วงแรกของการศึกษาจำนวน 59 ราย  ได้ค่าเฉลี่ย 2.06  (0.34-9.20)  ค่า MOM เฉลี่ย 1.35 (0.27-5.91)

          ผลการตรวจทางชีวเคมี จากผู้รับการตรวจ 314 ราย  มีผลการตรวจคัดกรองเป็นลบ (ความเสี่ยงน้อยกว่า 1 : 270) 283 ราย คิดเป็น ร้อยละ 90.1  ผลการตรวจเป็นบวกโดยมีความเสี่ยงต่อภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ 28  ราย คิดเป็น ร้อยละ 8.9  ส่วนที่เหลือเป็นผลบวกต่อภาวะ neural tube  defect

 

ตารางที่ 2  ผลการตรวจทางชีวเคมี

 

จำนวน (ร้อยละ)

จำนวนผู้ได้รับการคัดกรองทั้งหมด

314

จำนวนผู้ได้รับการตรวจทางชีวเคมี

314 (100)

PAPP-A  plus free beta hCG

100 (31.8)

PAPP-A  plus free beta hCG  positive

12 (12.0)

MSAFP  plus free beta hCG 

214 (68.2)

MSAFP  plus free beta hCG positive

16 (7.5)

สรุปผลการตรวจทางชีวเคมีเป็นบวก

28 (8.9)

Trisomy  21 

1 (3.5)

 

          สตรีตั้งครรภ์ที่มีผลคัดกรองเป็นบวกทุกรายได้รับคำแนะนำให้ตรวจน้ำคร่ำเพื่อการวินิจฉัยก่อนคลอด  ผลการตรวจพบภาวะ trisomy 21 จำนวน 1 ราย (ร้อยละ 3.2)  โดยเป็นสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี และไม่มีประวัติเสี่ยง  ซึ่งได้ตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียวเนื่องจากมาฝากครรภ์ช้า  มารดาตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์

 

ตารางที่ 3 ผลการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลภาพรวม  กลุ่มความเสี่ยงสูง และกลุ่มความเสี่ยงต่ำ

 

ข้อมูลรวม

(ร้อยละ)

อายุ > 35 ปี

(ร้อยละ)

อายุ < 35 ปี

(ร้อยละ)

จำนวนผู้ฝากครรภ์

4038

582

3456

จำนวนผู้คัดกรอง

314 (7.8)

81 (13.9)

233 (6.7)

NT + biochemical test

123 (39.2)

35 (43.2)

88 (37.7)

NT + biochemical test  positive

17(13.8)

11 (31.4)

6 (6.8)

biochemical  test

191 (60.8)

46 (56.8)

145 (62.2)

biochemical  test positive

13 (6.8)

6 (13.0)

7 (4.8)

สรุปผลคัดกรองเป็นบวก

30 (9.6)

17 (21.0)

13 (5.6)

trisomy 21

1

0

1

 

2.  กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด (high risk group)

ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด มีอายุเฉลี่ย 36.6 ปี (35-48)   ทุกรายได้รับคำปรึกษาเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด    มีสตรีตั้งครรภ์ที่เลือกการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยการตรวจน้ำคร่ำจำนวน 401 ราย คิดเป็นร้อยละ 68.9  ตรวจพบภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ (trisomy 21)  2 ราย  คิดเป็นร้อยละ 0.5 (1: 201 )ของการตรวจน้ำคร่ำ

สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า หรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด จำนวน 81 ราย ขอเลือกวิธีการตรวจคัดกรอง   โดยจำนวน 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 43.2 ได้รับการตรวจทั้ง  nuchal  translucency  และการตรวจทางชีวเคมี  ส่วนที่เหลือได้รับการตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียวเนื่องจากมาฝากครรภ์ที่อายุครรภ์มากกว่า 14 สัปดาห์

กลุ่มที่เหลือปฏิเสธที่รับการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด หรือมาฝากครรภ์ที่อายุครรภ์ล่าช้าเกินกว่าจะทำการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดได้

ผลการตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี  ณ วันกำหนดคลอด

ผลการตรวจคัดกรองโดยการวัดค่า nuchal translucency  พบว่าจากผู้รับการตรวจคัดกรองที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด จำนวน 35 ราย มีค่าเฉลี่ยของค่า  nuchal translucency เท่ากับ 1.53 มม. ค่า SD เท่ากับ 0.64  และมีผู้มีค่า nuchal  translucency มากกว่าหรือเท่ากับ 3 มม.จำนวน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.2

ในกลุ่มนี้เมื่อตรวจทางชีวเคมีเพิ่มเติมพบว่ามีผู้มีผลการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีให้ผลบวกจำนวน 10  ราย ไม่มีรายใดให้ผลบวกทั้งสองอย่าง  จึงมีผลบวกจากการตรวจคัดกรองชนิดใดชนิดหนึ่งรวม 11  ราย คิดเป็นร้อยละ 31.4

ส่วนในกลุ่มที่คัดกรองชีวเคมีอย่างเดียวจำนวน 46 ราย พบให้ผลบวกจากการคัดกรองจำนวน  6  ราย  คิดเป็นร้อยละ  13.0

สรุปรวมผลการตรวจคัดกรองทั้งสองกลุ่มพบว่ามีสตรีตั้งครรภ์ที่ให้ผลการตรวจคัดกรองเป็นบวกจำนวน 17 ราย  คิดเป็นร้อยละ 21.0  ซึ่งได้รับการเจาะตรวจน้ำคร่ำทั้งหมดไม่พบภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์

 สตรีตั้งครรภ์ในกลุ่มนี้จำนวนทั้งสิ้น 81 ราย  สามารถติดตามผลการคลอดบุตรทั้งจากการติดตามเวชระเบียนและจากการติดตามทางโทรศัพท์สอบถามได้จำนวน 65 ราย  คิดเป็นร้อยละ 80.2   ทั้งหมดไม่พบความผิดปกติ

 

3. กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้อยกว่า 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด และไม่มีความเสี่ยงอื่นๆ (low risk  group)

ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จำนวน 3456 ราย  มีอายุเฉลี่ย 25.2 (14 - 34 ปี)   จำนวน 233 ราย (ร้อยละ 6.7)  ตัดสินใจรับการตรวจคัดกรอง  โดยจำนวน 88 ราย  คิดเป็นร้อยละ 37.7 ได้รับการตรวจทั้ง nuchal translucency และการตรวจทางชีวเคมี     ส่วนที่เหลือได้รับการตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียวเนื่องจากมาฝากครรภ์ที่อายุครรภ์มากกว่า 14 สัปดาห์

ผลการตรวจคัดกรองในสตรีตั้งครรภ์กลุ่มความเสี่ยงต่ำ

ผลการตรวจคัดกรองโดยการวัดค่า nuchal translucency  พบว่าค่าเฉลี่ยของค่า  nuchal translucency เท่ากับ 1.58    ค่า SD เท่ากับ 0.59 และมีผู้มีค่า nuchal translucency  มากกว่าหรือเท่ากับ 3 จำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.3

ในกลุ่มนี้เมื่อตรวจทางชีวเคมีเพิ่มเติมพบว่าผู้มีผลการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีให้ผลบวกจำนวน  5  ราย โดย มี 1 รายให้ผลบวกทั้งสองอย่าง  จึงมีผลบวกจากการตรวจคัดกรองชนิดใดชนิดหนึ่งรวม  6   ราย คิดเป็นร้อยละ 6.8

ส่วนในกลุ่มที่คัดกรองชีวเคมีอย่างเดียวจำนวน 145 ราย พบให้ผลบวกจากการคัดกรองจำนวน 7  ราย  คิดเป็นร้อยละ  4.8

เมื่อรวมผลการตรวจคัดกรองทั้งหมดที่ทำในกลุ่มความเสี่ยงต่ำจำนวน 233 รายนี้ พบว่ามีผลการตรวจคัดกรองเป็นบวกจำนวน 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.6  ซึ่งได้รับการเจาะตรวจน้ำคร่ำทั้งหมด  ผลพบ trisomy 21 จำนวน 1 ราย  ซึ่งมารดาตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์

 สตรีในกลุ่มนี้ที่ตั้งครรภ์ต่อไป  จำนวน 232 ราย  สามารถติดตามผลการคลอดบุตรทั้งจากการติดตามเวชระเบียนและจากการติดตามทางโทรศัพท์สอบถามได้จำนวน 152 ราย  คิดเป็นร้อยละ 65.5   พบความผิดปกติเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นสตรีตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า  35 ปีและได้รับการตรวจคัดกรองการตรวจทางชีวเคมีอย่างเดียว

 

4. ข้อมูลทารกกลุ่มอาการดาวน์

          จากข้อมูลของโรงพยาบาลอุดรธานี  ในช่วงระหว่างปี 2548 –2550  ตรวจพบทารกกลุ่มอาการดาวน์จำนวน 18 ราย  จากจำนวนทารกเกิดมีชีพทั้งหมดจำนวน  15,382  ราย  คิดเป็นความชุก 11.7 : 10,000 (1 : 854) ทารกมีชีพ   โดย 3 รายเป็นการตรวจพบจากการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดและได้รับการยุติการตั้งครรภ์ทั้งหมด คิดเป็นอัตราการตรวจพบร้อยละ 16.7  โดย 2  รายพบในสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด  อีก 1 รายเป็นสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีซึ่งมีผลการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีให้ผลบวก และมีสตรีตั้งครรภ์ที่มีผลคัดกรองทางชีวเคมีให้ผลลบแต่มีบุตรเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์ 1 ราย

          เมื่อนำมาวิเคราะห์ค่าผลการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีของการศึกษานี้พบว่า  มีค่าอัตราการตรวจพบ (detection  rate)  ร้อยละ 50  ค่าความจำเพาะ ร้อยละ 91.4  ค่าพยากรณ์ผลบวก 3.6   ค่าพยากรณ์ลบร้อยละ 99.6  มีค่าผลบวกลวง ร้อยละ 8.6  และค่าผลลบลวง ร้อยละ 50.0  ส่วนเมื่อวิเคราะห์การตรวจคัดกรองของทางโรงพยาบาลที่ผ่านมาพบว่ามีค่าอัตราการตรวจพบร้อยละ 50  ค่าความจำเพาะ ร้อยละ 90.7  ค่าพยากรณ์ผลบวก 3.3   ค่าพยากรณ์ลบร้อยละ  99.7  มีค่าผลบวกลวง ร้อยละ 9.3  และค่าผลลบลวง ร้อยละ 50.0  

 

วิจารณ์

          จากข้อมูลของโรงพยาบาลอุดรธานี พบในระหว่างปี 2548 –2550  ตรวจพบทารกกลุ่มอาการดาวน์จำนวน 18  ราย  จากจำนวนทารกเกิดมีชีพทั้งหมดจำนวน 15382 ราย  คิดเป็นความชุก 11.7 : 10,000 (1 : 854)   ทารกมีชีพ ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานอื่นๆ เช่น รายงานจากโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ จังหวัดกรุงเทพ7 พบความชุก 16.3 : 10000   โรงพยาบาลศรีนครินทร์  จังหวัดขอนแก่น พบความชุก 9.7 : 10,0002  โดยพบว่าทารกกลุ่มอาการดาวน์เพียง 15 ราย คิดเป็นร้อยละ 83.3  ที่มารดามีอายุขณะคลอดน้อยกว่า 35 ปี  ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานอื่นๆ ที่พบประมาณร้อยละ 69 –808-10 

          จากการวิจัยนี้พบสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลอุดรธานี  ร้อยละ 85.6  มีอายุน้อยกว่า 35 ปี  ซึ่งน้อยกว่ารายงานอื่นๆที่พบร้อยละ 92.5 –958-9,11 อาจเนื่องจากการเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่รับส่งต่อและดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง  และจากข้อมูลดังกล่าวหากใช้เกณฑ์อายุอย่างเดียวในการคัดกรองจะมีทารกกลุ่มอาการดาวน์ร้อยละ 83.3 ที่จะไม่ถูกตรวจพบ  ในสตรีกลุ่มนี้การตรวจคัดกรองจึงน่าจะเข้ามามีบทบาทเพื่อการตรวจวินิจฉัยภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์

          จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด  มีร้อยละ 85.2 ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด  สาเหตุของสตรีที่ไม่ได้รับการตรวจส่วนหนึ่งจากการมาฝากครรภ์ล่าช้า   และอีกส่วนมาจากการตัดสินใจของมารดาที่ไม่ต้องการตรวจเนื่องจากต้องการบุตรหรือความกลัวอันตรายจากการตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด

          จากการศึกษาครั้งนี้ สตรีตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจน้ำคร่ำที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด  พบภาวะ  trisomy 21  จำนวน 2 ราย คิดเป็น  1 : 291  และความผิดปกติของโครโมโซมอื่นๆ  0  ราย  คิดเป็นความผิดปกติของโครโมโซมร้อยละ 2.4   ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานโดยทั่วไปซึ่งพบความผิดปกติของโครโมโซมประมาณร้อยละ 1.8-4.512-14

          ในการศึกษาครั้งนี้สตรีตั้งครรภ์ที่เข้ารับการตรวจน้ำคร่ำที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด  จำนวน  81 ราย ตัดสินใจรับการตรวจคัดกรองเนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจน้ำคร่ำ ซึ่งผลการตรวจคัดกรองในกลุ่มนี้พบว่าให้ผลบวกคิดเป็นร้อยละ 21.0  ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า  35  ปี ที่ให้ผลบวกจากการตรวจคัดกรองเพียงร้อยละ 5.6     ซึ่งเปรียบเทียบรายงานจากโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ซึ่งพบผลการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีให้ผลบวกในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี ร้อยละ 4.1  และในกลุ่มอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปีพบร้อยละ 17.1 พบว่ามีความใกล้เคียงกัน7

 

          จะเห็นได้ว่ามีสตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี ณ วันกำหนดคลอด ร้อยละ 79.0  ที่สามารถหลีกเลี่ยงการเจาะน้ำคร่ำได้โดยใช้วิธีการตรวจคัดกรองแทน  อย่างไรก็ตามการให้คำปรึกษาในสตรีกลุ่มดังกล่าวจำเป็นต้องย้ำถึงค่าผลลบลวงจากการตรวจคัดกรอง  ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ก็พบผลลบลวงเกิดขึ้นในกลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 25  ปี จำนวน 1 ราย

          สำหรับในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำนั้น  ปัญหาของการคัดกรอง ได้แก่ ชนิดของการตรวจคัดกรองที่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้  โดยอาจใช้เฉพาะเกณฑ์อายุอย่างเดียว  ใช้ค่า nuchal translucency อย่างเดียว  หรือใช้เกณฑ์อายุร่วมกับการตรวจ nuchal translucency  หรือใช้เกณฑ์อายุร่วมกับการตรวจ serum marker หรือใช้เกณฑ์อายุร่วมกับการตรวจวัด nuchal  translucency  และ maternal serum marker6    ซึ่งการตรวจคัดกรองด้วยการวัดค่า nuchal translucency นั้นพบว่ามีค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดต่ำกว่า  แต่มีข้อจำกัดได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ต้องมาฝากครรภ์ที่อายุครรภ์น้อยกว่า 14 สัปดาห์   ต้องการเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีประสิทธิภาพ  ปัญหาด้านข้อจำกัดของบุคลากร  และเทคนิคการตรวจ รวมทั้งความแตกต่างระหว่างผู้ตรวจแต่ละคน15

          การใช้เกณฑ์การตัดสินค่า nuchal translucency  ที่ให้ผลบวกต่อการคัดกรองก็มีความแตกต่างกัน โดยมีรายงานการใช้ทั้งค่า 95 percentile ของอายุครรภ์นั้นๆ    การใช้ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 มิลลิเมตร 5 , 16  และการใช้ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 3 มิลลิเมตร17-19  แต่ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 3 มิลลิเมตร ถือเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง  ซึ่งมีรายงานพบว่าหากวัด  nuchal translucency หนาจะมีโอกาสเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์ประมาณร้อยละ 25-30  และหากวัดค่า nuchal translucency บางจะมีโอกาสเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์ประมาณร้อยละ 0.517-19       จากการศึกษาในครั้งนี้ยังไม่พบทารกที่วัดความหนาของ nuchal translucency มากกว่า 3 มิลลิเมตร รายใดเป็นทารกกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งน่าจะเกิดจากขนาดของกลุ่มตัวอย่างยังน้อยอยู่

          ส่วนการตรวจคัดกรองโดยใช้ค่าทางชีวเคมี  สามารถตรวจได้ในอายุครรภ์จนถึง 20 สัปดาห์  และไม่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรเนื่องจากสามารถส่งต่อเพื่อตรวจยังห้องปฏิบัติการได้   แต่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย  ทำให้สตรีตั้งครรภ์ตัดสินใจรับการตรวจน้อยกว่า  โดยในการศึกษานี้มีผู้รับการตรวจเพียงร้อยละ 6.7  ของสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่ำทั้งหมด

          การตรวจคัดกรองทั้งสองชนิดยังมีปัญหาด้านค่าอัตราการตรวจพบ  และผลบวกลวง  โดยพบว่ารายงานการใช้ค่า  nuchal  translucency  ที่เกณฑ์ 3 มิลลิเมตร  ให้ค่าอัตราการตรวจพบร้อยละ 58.3 –90.0   และผลบวกลวงร้อยละ 0.7 –4.217,20-24

          ส่วนค่าทางชีวเคมี  พบว่ารายงานจากโรงพยาบาลรามาธิบดีโดยใช้ค่า maternal serum  alpha  fetoprotein  ร่วมกับ free beta hCG  มีอัตราการตรวจพบร้อยละ 67.8  โดยมีผลบวกลวง ร้อยละ  8.2   ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้ triple marker  โดยเพิ่มค่า estriol  ซึ่งให้ค่าอัตราการตรวจพบร้อยละ 68.9  และอัตราผลบวกลวงร้อยละ 8.7  ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ในระยะแรกของการศึกษามีการตรวจค่า serum estriol ด้วย   แต่ต่อมาได้ตัดออกคงเหลือแต่เพียง alpha  fetoprotein  และ free  beta hCG  เท่านั้น

          จากการศึกษาพบผลการคัดกรองโดยค่าชีวเคมีให้ผลบวกร้อยละ 8.9  ซึ่งใกล้เคียงกับรายงานจากโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์  กรุงเทพ7 ซึ่งพบผลการคัดกรองให้ผลบวกร้อยละ 7.1  แต่มีอัตราการตรวจพบภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์เพียงร้อยละ 50 และผลบวกลวงร้อยละ 8.6   ซึ่งแตกต่างจากรายงานของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ซึ่งพบอัตราการตรวจพบถึงร้อยละ 83   ผลบวกลวง ร้อยละ 7.5  ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างของการศึกษาครั้งนี้ยังมีจำนวนน้อยอยู่   

          การใช้ค่า nuchal  translucency  ร่วมกับการตรวจทางชีวเคมีพบว่าให้ค่าความไวในการตรวจคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้ดีที่สุด โดยมีรายงานพบว่าการใช้ค่า nuchal  translucency  อย่างเดียวให้ค่าความไวร้อยละ 75  การใช้ค่าทางชีวเคมีให้ค่าความไวร้อยละ 60  และการใช้ร่วมกันจะให้ค่าความไวถึงร้อยละ 9017   อย่างไรก็ตามเนื่องจากขนาดตัวอย่างจากการวิจัยครั้งนี้ยังน้อยอยู่ การศึกษารวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมน่าจะเป็นประโยชน์ในการบอกความชัดเจนและประโยชน์ของการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง  รวมทั้งน่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงความคุ้มค่าในการคัดกรองภาวะนี้ในสตรีตั้งครรภ์กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำต่อไป

สรุป

          การคัดกรองภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ในสตรีตั้งครรภ์โดยใช้การตรวจวัดค่า nuchal  tranlucency  ร่วมกับการตรวจทางชีวเคมี ในโรงพยาบาลอุดรธานี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสตรีมีครรภ์  ซึ่งพบว่าสามารถตรวจพบภาวะทารกกลุ่มอาการดาวน์ได้ในสตรีกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ  แต่การนำมาใช้โดยทั่วไปในสตรีที่มาฝากครรภ์ทุกรายยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

เอกสารอ้างอิง

 1. Cunningham FG, Grant NF, Leveno KJ, Gilstrap LC III, Hauth JC, Wenstrom KD. Williams obstetrics . 21st ed . New York : McGraw Hill , 2001; 204-19 : 940-1004 .

2. ถวัลย์วงค์ รัตนสิริ . การให้คำปรึกษาเพื่อการส่งเสริมและป้องกันกลุ่มอาการดาวน์. ศรีนครินทร์เวชสาร 2547 ; 19 :  261-6 .

3. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข. การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันโรคทางพันธุกรรม “โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงและกลุ่มอาการดาวน์“. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ; 2548.

4. Hsu JJ, Hsieh TT, Soong YK, Spencer K. Comparison of Down syndrome screening strategies in Asians combining serum free beta –hCG and alpha-fetoprotein with maternal age. Prenat Diagn 1997 ; 17 : 707-16.

5. Jon H, Kypros N. First trimester ultrasound screening with nuchal translucency . Prenatal Diagnosis . New York ; McGraw Hill , 2006 : 289-308 .

6. สุพัตรา ศิริโชติยะกุล. Down  syndrome. ใน : วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก  บรรณาธิการ . สูตินรีแพทย์สัมพันธ์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บริษัท ทรี-ดีสแกน จำกัด,  2549  : 13-5 .

7.Vachirasrisoontra C, Ansakunwat W, Suthantikorn C, Prichakas P. Second trimester prenatal screening for Down syndrome in thai pregnant women using alpha-fetoprotein  and  free beta hCG . Thai J Obstet Gynaecol  2003 ; 15 : 69-77.

8. Haddow JE, Palomaki GE. Prenatal screening for Down syndrome . In : SimpsonJL , Elias S. Essentials of prenatal diagnosis , 1st  eds, New York ; Churchill Livingstone Inc 1993 : 185-97 .

9. Haddow JE, Palomaki GE, Knight GJ ,Cunningham GC, Lustig LS, Boyd PA. Reducing

the need for amniocentesis in women 35 years of age or older with serum markers for screening. N Engl J  Med 1994 ; 330 : 1114-8 .

10. Lopez PM, Stone D, Gilmour H. Epidemiology of Down syndrome in a Scottish city. Paed Perinat Epidemiol 1995 ; 9 : 331-40 .

11. Olsen CL, Cross PK, Gensburg LJ, Hughes JP. The effect of prenatal diagnosis, population prevalence of Down syndrome in New York State, 1983-1992. Prenat Diagn 1996; 16: 991-1002 .

12. Wanapirak C,Tongsong T, Sirivatanapa P. Mid - trimester amniocentesis : experience of 2040 cases . Thai J Obstet Gynaecol 1997; 9 :269-75.

13. Suwanrath C, Kor-anantakul O, Leetanaporn R, Suntharasaj T, Liabsuetrakul T, Ratanaprueksachat R. Genetic amniocentesis : 10 years experience at Songklanagarind Hospital. Thai J Obstet Gynaecol 1999 ;11:105-9.

14. Chaiworapongsa T, Ketupanya A, Muttamara S, Vuthiwong C. Genetic amniocentesis for prenatal diagnosis at Pramongkutklao Hospital : a six -years report. Thai J Obstet Gynaecol 1999 ;11 : 209-16.

15.Suntharasaj T, Ratanasiri T, Chanprapaph P, Kengpol P, Koranantakul O, Leetanaporn R, et al. Variability of nuchal translucency measurement : a multicenter study in Thailand. Gynecol Obstet Invest 2005;60 :201-5.

16. Panburana P, Jaovisidh A, Ajjimakorn S, Tungkajiwangoon P. Nuchal translucency in normal fetuses in a Thai population.J Med Assoc Thai’  2002 ;85:245-9.

17. Audibert F, Dommergues M, Benattar C,Taieb J, Thalabard JC, Frydman R. Screening for Down syndrome using first- trimester ultrasound and second-trimester maternal serum  markers in a low risk population ; a  prospective longitudinal study. Ultrasound Obstet Gynecol 2001;18:26-31.

18. Nicolaides KH, Brizot KL, Snijders RJ. Fetal nuchal translucency:  ultrasound screening  for fetal trisomy in the first trimester of pregnancy. Br J Obstet Gynecol 1994;101:782-6.

19. Pandya PP, Brizot ML, Kuhn P, Snijders RJ, Nicolaides KH. First – trimester fetal nuchal translucency thickness and risk for trisomies. Obstet Gynecol 1994;84:420-3.

20. Szbo J, Gellen J, Szemere G. First trimester ultrasound screening for fetal aneuploidies in women over and under 35 years of age.  Ultrasound Obstet Gynecol 1995;5:161-3.

21.Taipale P,Hiilesmaa V,Salonen R.Increased nuchal translucency as a marker for fetal chromosomal defects.N Engl J Med 1997;337:1654-8.

22. Pajkrt E, van Lith JMM, Mol BWJ. Screening for Down syndrome by fetal nuchal translucency measurement in a general obstetric population. Ultrasound Obstet Gynecol 1998;12:163-9.

23. Pajkrt E, Mol BWJ, van Lith JMM. Screening for Down syndrome by fetal nuchal translucency measurement in a high risk population. Ultrasound Obstet Gynecol 1998;12:156-62.

24. Rozenberg P, Malagrida L, Cuckle H. Down syndrome screening nuchal translucency at 12(+0)-14(+0) weeks and maternal serum  markers at 14(+1)-17(+0) weeks: a prospective study.Hum Reprod 2002;17:1903-8.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Heman Genome Project and Infertility Practice (โครงการจีโนมมนุษย์กับการดูแลรักษาภาวะมีบุตรยาก)
 
Hypersensitivity Reactions Induced by Paclitaxel : Focus on Premedication (การให้ยาป้องกันการเกิดภาวะภูมิไวเกิน(Hypersensitivity reactions )จากยา Paclitaxel )
 
Prevalence of Anemia in Pregnant Women at Srinagarind Hospital (ความชุกของภาวะเลือดจางในสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Molar Pregnancy in Srinagarind Hospital (ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุกในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Obstetric and Gynecology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0