Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

(เรื่องเล่า) การพยาบาล ผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์: ผู้ป่วยอัมพาตจากการบาดเจ็บไขสันหลัง

(เรื่องเล่า) การพยาบาล ผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์: ผู้ป่วยอัมพาตจากการบาดเจ็บไขสันหลัง

กิ่งเพ็ชร วงส์พิเชษฐ 1




(เรื่องเล่า)

การพยาบาล ผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์: ผู้ป่วยอัมพาตจากการบาดเจ็บไขสันหลัง

 

กิ่งเพ็ชร วงส์พิเชษฐ

ห้องตรวจเวชศาสตร์ฟื้นฟู งานบริการพยาบาล รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

ผู้ป่วยอัมพาตจากการบาดเจ็บไขสันหลังมักมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากคนปกติเป็นผู้ป่วยอัมพาตพิการอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีการเตรียมการณ์มาก่อน ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้เกี่ยวข้องจึงประสบปัญหามากมายในการดำเนินชีวิตแบบผู้อัมพาต ซึ่งเป็นวิถีชีวิตใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ นับตั้งแต่การดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การปรับตัวและทำใจยอมรับสภาพใหม่ที่ต้องมีชีวิตแบบผู้อัมพาตพิการ และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

สภาพของการเป็นอัมพาต ทำให้ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ต้องกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในทุกๆด้าน ทั้งด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การดูแลการขับถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระ การป้องกันแผลกดทับ การป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังต้องกลับมาติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สภาวะการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ผู้ป่วยมักรู้สึกสูญเสียพลังอำนาจ ขาดความมั่นใจในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไปแบบผู้อัมพาต ซึ่งปัญหาการปรับตัวและทำใจยอมรับสภาพใหม่ที่ต้องมีชีวิตแบบคนอัมพาตตลอดชีวิตที่เหลือ เป็นอุปสรรคสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ทำให้การดูแลสุขภาพผู้ป่วยไม่เป็นไปตามเป้าหมายของการรักษาพยาบาล

จากสภาพปัญหาทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจของผู้ป่วยดังกล่าวข้างต้น จึงได้มีการปรึกษากับผู้ป่วยและทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟูดำเนินการจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเองในกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ตั้งแต่ปี พ.. 2544-ปัจจุบัน โดยการสนับสนุนเริ่มแรกจากผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ในทีม เมื่อสามารถรวมกลุ่มกันได้จึงขอการสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ โครงการบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นกิจกรรมเสริมในการดูแลผู้ป่วยทางด้านจิตใจ และเป็นกิจกรรมสนับสนุนการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทางด้านร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการรักษาพยาบาลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเติมเต็มการทำหน้าที่การรักษาพยาบาล ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง เพิ่มจากงานที่ดำเนินการอยู่เป็นประจำ (Routine)

วิธีการหลักในการดำเนินงานจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเอง ประกอบด้วย การจัดพื้นที่ให้ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลได้มีโอกาสอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ในการเล่าทุกข์ ระบายความในใจ แลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์วิธีการดูแลตนเองตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้แก่กันและกัน ด้วยบรรยากาศเปิดใจ และมีอิสระที่จะเลือกรับบทเรียนของผู้อื่นไปใช้ในการดูแลตนเองอย่างสมัครใจ ทั้งนี้ การจัดพื้นที่อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและการดำเนินการด้วยบรรยากาศเปิดใจและมีอิสระในการเลือกรับบทเรียน เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญสองประการแรก ที่ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเอง

อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มบุคคลมีความเชื่อเช่นเดียวกัน เป็นพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเอง ซึ่งในการดำเนินการจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเองนี้ เป็นการดำเนินการบนพื้นฐานของความเชื่อร่วมกันว่า “บุคคลมีศักยภาพในการช่วยเหลือตนเอง” และเชื่อว่า “ผู้ที่จะเข้าใจความต้องการที่แท้จริง และให้การช่วยเหลือที่ดียิ่ง คือ ผู้ที่มีประสบการณ์เดียวกัน” ซึ่งความเชื่อดังกล่าว ช่วยให้เกิดการระดมสมอง ร่วมกันวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเอง สามารถสรุปและเสนอวิธีการแก้ปัญหา ที่สอดคล้องกับข้อจำกัดและวิถีการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเป็นรายบุคคลมากขึ้น

การกำหนดระดับของความสำเร็จ ในการดำเนินการแก้ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแลตนเอง ใช้เทคนิค ”ฝันให้ไกล ไปทีละขั้น เดินทีละก้าว” โดยอิงตามศักยภาพ ตามความพร้อม และตามความสมัครใจ ของผู้ป่วยแต่ละราย โดยกำหนดระดับของความสำเร็จตามข้อเท็จจริง ไม่ได้กำหนดตามความอยาก และ มีการสรุปบทเรียน

ผลจากการจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเอง มีผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรม 70 คน ญาติผู้ดูแล 56 คน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 14 คน และผู้สนใจขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ 27 คน ทำให้เกิดเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดสังคมของผู้ป่วยซึ่งประกอบด้วย ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่เห็นใจ เพื่อนร่วมชะตากรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งของการดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เนื่องจากช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้ป่วย และช่วยเพิ่มพลังอำนาจในการดูแลตนเองให้ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมถึงการมีเป้าหมายในการดำรงชีวิตในสังคม จากอดีตที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีเป้าหมายในการดำรงชีวิต

นอกจากผลที่เกิดกับผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล ในการดำเนินการจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเองยังได้เปิดโอกาสให้แพทย์ พยาบาล ตลอดบุคลากรทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู เข้าร่วมสังเกตการณ์และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในฐานะผู้สนใจอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บุคคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ได้เรียนรู้และรับทราบสภาวะที่เป็นจริงของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเติมเต็มความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการรักษาพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มนี้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษา หรือปรับปรุงแผนการรักษา ตลอดการให้คำแนะนำผู้ป่วยระหว่างการติดตามผลการรักษา

ในช่วง ปี พ.. 2548-49 นอกจากการดำเนินกิจกรรมกลุ่มช่วยเหลือตนเองดังที่ปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.. 2544 แล้ว ได้เพิ่มกิจกรรมปรับสภาพแวดล้อม เพื่อเอื้อให้ผู้ป่วยอัมพาตเหล่านี้สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตน ได้ด้วยตนเองมากขึ้น เป็นการลดภาระของญาติผู้ดูแลบางส่วน ช่วยให้ญาติสามารถมีเวลาไปทำกิจกรรมด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ซึ่งกิจกรรมปรับสภาพแวดล้อมนี้ ได้มีการดำเนินการให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มแรก จำนวน 11 ราย ประกอบด้วย การปรับสภาพห้องน้ำ 5 ราย การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้าน 3 ราย และการปรับสภาพแวดล้อมบริเวณรอบบ้าน (เช่น ระเบียงบ้าน ทางเข้า-ออกบ้าน เป็นต้น) จำนวน 5 ราย นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผู้ป่วยในการเลี้ยงไก่บ้าน 1 ราย และการปลูกเห็ด 1 ราย

 

          จากการประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการและได้รับการสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมบริเวณบ้าน ด้วยแบบประเมิน SF-36 โดยเปรียบเทียบกับสภาวะก่อนปรับสภาพแวดล้อมฯ พบว่า ผู้ป่วยมีความสามารถทางกาย (Physical Functioning) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2  ใช้ความพยายามในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (Role-Physical) น้อยลงร้อยละ  7  รู้สึกว่าความเจ็บปวดที่แสดงออกทางกาย (Bodily Pain) น้อยลงร้อยละ 20-36  รู้สึกว่าสุขภาพทั่วไปของตน (General Health) ดีขึ้นร้อยละ 7  ความสามารถทางสังคม (Social Functioning) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1  ภาวะสุขภาพใจ (Vitality) รู้สึกกระปี้กระเปร่าขึ้นร้อยละ 11  มีความสามารถทางอารมณ์หรือความเชื่อมั่นในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (Role-Emotion) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11  และภาวะสุขภาพจิต (Metal Health) รู้สึกวิตกกังวล/ซึมเศร้าหดหู่ ลดลงร้อยละ 3

           ส่วนผลการประเมินความคิดเห็นของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล ที่เข้าร่วมโครงการ พบว่า ผู้ป่วยและญาติจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 74 ยอมรับว่าได้รับประโยชน์และได้เรียนรู้/แลกเปลี่ยน/ถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ในระดับมากถึงมากที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติสามารถพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองให้เพิ่มขึ้น มีแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิต/แนวทางปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตน และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ครอบครัวและชุมชน มีส่วนร่วม วางแผน ตัดสินใจในการปรับสภาพแวดล้อมสำหรับผู้พิการ ทำให้การช่วยเหลือที่ให้กับผู้ป่วยมีความสอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพการดำรงชีวิตของผู้ป่วย  ทำให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพผู้พิการ อย่างต่อเนื่องในชุมชนได้

           การที่จะให้บริการผู้ป่วยให้ได้ครบสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมนั้น สามารถดำเนินการได้ โดยการทำงานในหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แก้ปัญหาตามข้อเท็จจริงอย่างไม่มีอคติ กำหนดระดับของความสำเร็จตามข้อเท็จจริง และมีการสรุปบทเรียน

เอกสารอ้างอิง

1.  กิ่งเพ็ชร วงส์พิเชษฐ และคณะ รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยกระดูกสันหลัง ระดับคอหักและมีอัมพาตร่วมด้วย ขอนแก่น: คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2538

2. กิ่งเพ็ชร วงส์พิเชษฐ และคณะ รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกลุ่มช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง. ขอนแก่น: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2547

3. กิ่งเพ็ชร วงส์พิเชษฐ และคณะ รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังด้านการปรับตัว . ขอนแก่น: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2548

4. วัชรี เลอมานกุล และปารณีย์ มีแต้ม การทดสอบแบบสอบถาม SF 36 ภาษาไทยฉบับแปลใหม่ไทย    เภสัชสาร 2005;29:69-88.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Extract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0