Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Pediatric palliative care: challenging for health care providers

การดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย: ความท้าทายของบุคลากรทีมสุขภาพ

เกศนี บุณยวัฒนางกุล 1




การดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย: ความท้าทายของบุคลากรทีมสุขภาพ

Pediatric palliative care: challenging  for health care providers

 

เกศนี บุณยวัฒนางกุล

แผนกการพยาบาลกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลศรีนครินทร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น 40002

โทรศัพท์ 043-348-380  Email address: kboonyawat@yahoo.com

 

 

 

บทนำ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มีเกิด และมีดับ ตั้งแต่คนเราเกิด มีชีวิตอยู่รอด และที่สุดต้องตายแม้กระทั่ง สัตว์ นก ปลา พืช เกิดแล้วก็ต้องตาย เช่น ต้นไม้จากต้นเล็ก โตขึ้นมีชีวิต  เมื่อใบไม้แก่สีเหลืองก็จะร่วงสู่พื้น ดังนั้น    เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้นึกถึง ความตายเป็นวงจรปกติในชีวิตเราทุกคน

เนื่องจากความตาย  เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทุกคนเกิดมาต้องตายและเผชิญกับสภาวะใกล้ตาย “นี่คือความจริงที่หนีไม่พ้น” แต่ไม่มีใครคาดการณ์ได้แน่นอนว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร และความตายไม่จำกัดที่จะเกิดเฉพาะในผู้สูงอายุหรือคนแก่เท่านั้น ในเด็ก คนหนุ่มสาวก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ในสถานการณ์หรือสภาวะที่แตกต่างกันไป  หากเราเจอคำถามว่า “ ภาวะใกล้ตาย  และ ความตาย เป็นอย่างไร ?  มันน่ากลัวไหม ?  หนูกำลังจะตายใช่ไหม? ”  แล้วเราจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร? และทำนองเดียวกันหากเป็นคำถามของเด็กที่กำลังเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายที่แพทย์ไม่อาจเยียวยาได้ เราควรพูดคุยกับผู้ป่วยเด็กอย่างไร เราอาจลังเลและไม่แน่ใจว่าจะตอบหรือทำอย่างไร เพราะความจริงเรายังไม่มีประสบการณ์ตรง เนื่องจากเรายังไม่เคยประสบกับสภาวะใกล้ตาย หรือความตายด้วยตนเอง

 

มุมมองของผู้ป่วยเด็กกับความตาย

 

 

ปกติคนจะตาย เมื่อถึงวัยชรา หรือแก่เฒ่า  เด็กๆ จะตายก็ต่อเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากขึ้น แต่บางครั้งเมื่อเด็กเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะทำงานได้ไม่ดี และเสียชีวิต เรารู้ว่า “ความตาย” เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าส่วนใหญ่ความตายเกิดขึ้นในผู้สูงวัยก็ตาม ลองนึกถึงต้นไม้ ที่ออกลูกเต็มต้น แต่สังเกตเห็นว่าทุกลูกบนต้นไม้ ไม่สามารถ เป็นผลที่สุก ให้กินได้ทุกลูก เพราะบางลูกกว่าจะสุกก็โดนแมลงกัดกิน บาดเจ็บ เน่าเสีย ความตายในเด็กก็เช่นเดียวกัน

          ความเข้าใจของเด็กเรื่องความตาย มีประเด็นที่สำคัญ คือ1  2

  1. ความตายเป็นการจบสิ้นของชีวิต ไม่สามารถหวนคืนมาได้อีก (irreversibility)  เด็กอนุบาล (pre-school age) คิดว่าตายแล้วกลับมาได้ เหมือนการไปเที่ยวชั่วคราว  เด็กไม่สามารถรับรู้ได้ถึงการพรากจากอย่างแท้จริง
  2. ความตายเป็นจุดสุดท้าย หน้าที่ของความมีชีวิตจบลงอย่างสมบูรณ์ (non-functionality)  เด็กที่ยังไม่เข้าใจ เมื่อเห็นคนตายถูกฝังหรือเผา อาจจะรู้สึกกังวลหรือมีคำถามว่าคนตายอาจร้อน อาจหิวหรือไม่
  3. ความตายเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน (Universality)
  4. ความเข้าใจสาเหตุของความตายตามความเป็นจริง (causality)  เช่น เด็กอนุบาล ที่มีความคิดจินตนาการตามความเข้าใจ อาจคิดเชื่อมโยงการตายของคนที่รัก กับสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกัน คิดว่าตัวเองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบเกี่ยวกับการตาย และเกิดความรู้สึกผิด

          อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ การรับรู้ตามระดับพัฒนาการจะใกล้เคียงผู้ใหญ่มากขึ้น เข้าใจลึกซึ้งเรื่องชีวิตและความตาย รู้จักตัวตนของตัวเองมากขึ้น  การเผชิญความตายของเด็กน่าจะมีความหมายกับเด็กแต่ละคน ดังนั้นทีมผู้ดูแลรักษาที่ทำงานเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย ควรตระหนัก ใส่ใจ ให้ความสำคัญ เข้าใจพัฒนาการและวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเด็กแต่ละคน เพื่อเตรียมและช่วยให้เด็กก้าวสู่ภาวะใกล้ตายและความตายได้อย่างสงบ

          ความเข้าใจของเด็กเกี่ยวกับความตาย1  2

                   วัยแรกเกิดและวัยทารก      มีปฏิกิริยาด้วยการตอบสนองของ  physiological reflex  เพื่อต่อสู้ให้ตนเองมีชีวิตรอด  อย่างไรก็ตามเด็กทารกจะเชื่อมโยงกับคนรอบข้างโดยผ่านทางการสัมผัส กลิ่น เสียง เด็กจะร้องเมื่อหิว เจ็บ หรือมีอาการไม่สุขสบายต่างๆ เกิดขึ้นในร่างกาย และหากเด็กอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต พ่อ แม่ ตลอดจนบุคลากรทีมการดูแล ควรช่วยให้เด็กผ่านช่วงเวลาของความตายโดยไม่ทุกข์ทรมาน ไม่ปล่อยให้เด็กเผชิญความตายเพียงลำพัง

                   วัยอนุบาลหรือวัยก่อนเรียน  มองความตายด้วยข้อจำกัดของวัย คิดว่าตายแล้วสามารถกลับคืนมาได้ เหมือนการไปเที่ยวชั่วคราว หรือความตายเปรียบเหมือนการนอนหลับ  ทำให้เด็กบางคนกลัวการนอน กลัวว่าหลับแล้วอาจจะตายแล้วไม่ตื่นอีกเลย ดังนั้นการพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับความตายในเด็กวัยอนุบาล เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามเด็กวัยนี้บางคนอาจเข้าใจความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิตเกือบสมบูรณ์ โดยเฉพาะเด็กที่เคยเผชิญการตายของสัตว์เลี้ยงหรือผู้ใหญ่

                   วัยเรียน  เข้าใจความเป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้เกี่ยวกับการผันแปรของชีวิตมนุษย์  มองความตายที่มีต่อตนเองได้ชัดขึ้น เข้าใจความหมายของความตาย เรียนรู้ว่าตายแล้วจะกลับคืนมาอีกไม่ได้ เข้าใจเรื่องของเวลา อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เด็กอาจเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตนเองอาจจะมีชีวิต เติบโต หรือตายจากไป เด็กสามารถจินตนาการเรื่องความตาย และเข้าใจได้ว่าตัวเองก็อาจจะตายในวันหนึ่ง ดังนั้นเด็กวัยนี้จะสามารถเข้าใจเรื่องโรค การวินิจฉัย และการพยากรณ์โรคได้ด้วย

                    วัยรุ่น  เป็นวัยที่มีความเป็นส่วนตัว เป็นตัวของตัวเองมาก ต้องการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับตัวเองด้วยตัวเอง  ไม่ต้องการการบังคับ หรือควบคุม  การตายสำหรับวัยรุ่น จึงเหมือนการลงโทษ การถูกกำหนดให้เป็นไปทั้งที่ตนเองไม่ต้องการ เด็กวัยรุ่นจะรู้สึกโกรธ เศร้าใจ โดยแสดงความรู้สึกต่อพ่อแม่ ผู้คนรอบข้าง หรือโชคชะตา เมื่อทำไปแล้วจะรู้สึกผิด เพราะรู้ดีว่าคนเหล่านี้ให้ความรัก ปรารถนาดี และเอาใจใส่ตนเองอย่างแท้จริง และความโกรธนั้นก็จะหันเข้าหาตนเองแทน อย่างไรก็ตามวัยรุ่นต้องการพึ่งพิงหลายด้านจากครอบครัว และยังไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์  แต่ถึงกระนั้นโดยธรรมชาติของวัยรุ่นจะไม่ร้องขอการช่วยเหลือจากพ่อแม่ หรือผู้ดูแลตรง แม้ว่าในใจต้องการ  ดังนั้นพ่อแม่ หรือผู้ดูแล ควรให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ ตอบสนองความต้องการแม้ว่าเด็กไม่ได้ร้องขอ  โดยเฉพาะในช่วงลมหายใจสุดท้ายที่ใกล้จะมาถึง จะทำให้เด็กวัยรุ่นยอมรับการดูแลนั้นๆ ได้โดยไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีความเป็นตัวของตัวเอง

นอกจากนี้ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ พ่อ แม่ หรือผู้ดูแล ควรตอบคำถามเด็กอย่างไร เกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตาย ถ้าเด็กถามคำถามเหล่านี้

  1. ทำไมคนเราต้องตาย
  2. คุณหมอ  จะทำให้หนูไม่ตายได้ไหม
  3. ความตาย เป็นอย่างไร
  4. ตายแล้ว ไปที่ไหน
  5. คนกำลังจะตาย จะเจ็บปวดไหม
  6. ทำไมเด็กบางคนต้องตาย
  7. ถ้าเด็กคิดและบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย จะบอกเด็กอย่างไร
  8. สวรรค์ คืออะไร อยู่ที่ไหน
  9. ราจะมีโอกาสพบเจอคนที่ตายไปแล้วไหม
  10. ทำไม คนเราจึงรู้สึกเศร้า
  11. ทำไมคนเราจึงร้องไห้เมื่อรู้สึกเศร้า
  12. ทำไมเราต้องไปงานศพ
  13. หนู กำลังจะตายใช่ไหม

จากคำถามดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งท้าทายที่ยากในการสื่อสาร การสนทนา หรืออธิบายให้เด็กรับรู้และเข้าใจ ทั้งนี้บุคลากรผู้ดูแลควรมีความรู้ความเข้าใจ สามารถดูแลแลตอบคำถามเหล่านี้ได้ตามความเหมาะสม ภายใต้ความเชื่อ ค่านิยม ประเพณี ศาสนา วัฒนธรรมของแต่ละครอบครัว ตัวอย่างการสื่อสารกับผู้ป่วยเด็กหากเจอคำถามเหล่านี้ อาจมีวิธีการดังนี้

 

ทำไมคนเราต้องตาย ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

ดังกล่าวมาข้างต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มีเกิด และมีดับ ตั้งแต่คนเราเกิด…..........มีชีวิตอยู่รอด…..................และที่สุดต้องตาย….. แม้กระทั่ง สัตว์ นก ปลา พืช เกิดแล้วก็ต้องตาย เช่น ต้นไม้จากต้นเล็ก โตขึ้นมีชีวิต  เมื่อใบไม้แก่สีเหลืองก็จะร่วงสู่พื้น ดังนั้น    เกิด…....แก่…….เจ็บ....ตาย…....จึงเป็นเรื่องธรรมชาติ……เป็นวงจรปกติในชีวิตเราทุกคน

อาจใช้การเล่าเรื่องประกอบเช่น มีนิทานเล่าว่า…..ชาวนาคนหนึ่งบุตรได้ตายไป  ชาวนาจึงไปขอร้องพระเจ้าเพื่อทำให้บุตรของท่านฟื้น พระเจ้าบอก “เราจะทำให้บุตรของท่านฟื้น ถ้าท่านหาเมล็ดถั่วจากบ้านที่ไม่เคยมีใครตายมาให้ได้ก่อน”  ชาวนาเดินไปถามทุกบ้านก็ไม่มีบ้านใดไม่มีใครตาย ในที่สุดชาวนาจึงยอมรับว่าไม่เคยมีใครที่จะไม่เคยเศร้าสร้อยจากการตายของคนที่เป็นที่รัก

คุณหมอ  จะทำให้หนูไม่ตายได้ไหม ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

ถ้าหมอทำได้ หมอจะทำ แต่เมื่อเด็กถึงเวลาคุณหมอก็ไม่สามารถช่วยเหลือ หรือ

หยุดความตายเอาไว้ได้ หมอจะช่วยเหลืออย่างดีที่สุด เพื่อให้เด็กไม่ทุกข์ทรมาน และจากไปอย่างสงบ ตามที่พ่อแม่ต้องการ

 

ความตาย เป็นอย่างไร ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

คนที่ตายแล้วจะหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจะหยุด

ทำงาน จะไม่รู้สึกรับรู้ใดๆ หรือเจ็บปวด เหมือนกับว่าเขากำลังนอนหลับอย่างสงบตลอดไป และไม่ได้อยู่กับเราต่อไปแล้ว

 

ตายแล้ว ไปที่ไหน ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

คนเรามีความเชื่อแตกต่างกันว่า ตายก็คือ จากไป พ้นทุกข์ ไปสบายแล้ว หมดเวรหมดกรรม ตัวเขาจากไปแต่ยังอยู่ในใจของพ่อแม่เสมอ บางคนเชื่อว่าตายเพียงร่างกายแต่วิญญาณคงอยู่ บางคนเชื่อว่าวิญญาณจะไปอยู่บนสวรรค์ แล้วหนูคิดอย่างไร?

 

คนกำลังจะตาย จะเจ็บปวดไหม ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

ถ้ายังรู้สึกตัวอาจจะยังมีความเจ็บปวดได้ แต่มากน้อยแตกต่างกัน การเจ็บป่วยทางร่างกาย แพทย์ พยาบาลจะช่วยเหลือบรรเทาให้สบายขึ้น ดังนั้นจึงควรทำให้เด็กเป็นสุขที่สุด  จิตใจสงบ อบอุ่นที่เห็นพ่อแม่อยู่ข้างกายตลอด  จะช่วยลดความกลัว และความรู้สึกเจ็บปวดได้

ทำไมเด็กบางคนต้องตาย ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

ปกติคนจะตาย เมื่อถึงวัยชรา หรือแก่เฒ่า  เพราะเรามักคิดว่า เด็กๆ จะตายก็ต่อเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากขึ้น แต่บางครั้งเมื่อเด็กเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะทำงานได้ไม่ดี และเสียชีวิต เรารู้ว่า “ความตาย” เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าส่วนใหญ่ความตายเกิดขึ้นในผู้สูงวัยก็ตาม เราลองนึกถึงต้นไม้ ที่ออกลูกเต็มต้น แต่สังเกตเห็นว่าทุกลูกบนต้นไม้ ไม่สามารถ เป็นผลที่สุก ให้เรากินได้ทุกลูก เพราะบางลูกกว่าจะสุกก็โดนแมลงกัดกิน บาดเจ็บ เน่าเสีย ความตายในเด็กก็เช่นเดียวกัน

 

 

ถ้าเด็กคิดและบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย จะบอกเด็กอย่างไร? อาจสื่อสารกับเด็กโดย

พ่อแม่ควรถามลูก พร้อมดึงลูกมากอด “ไหนบอกแม่ซิ หนูรู้สึกอย่างไร”

 

เด็กเล็กๆ ยังไม่รู้จักความตาย อาจจะพูดตามเด็กคนอื่นและผู้ใหญ่ แต่ถ้าโตแล้ว อยู่ในวัยเรียนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป รู้จักคิด ถ้าเขาทรมานมาก หรือไม่สบายใจ อาจเป็นคนที่กำลังเจ็บป่วย หรือ อาจเป็นคนที่เราดูเหมือนว่า เขาปกติไม่มีความเจ็บป่วย เกิดอาการ “ซึมเศร้า” เขาอาจคิดหาทางออกไม่เจอ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี  เลยไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เศร้าแล้วจะฆ่าตัวตาย ถ้าเขารู้สึกว่ามีความต้องการที่อยากจะตาย เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบปรึกษาแพทย์ พยาบาลเด็ก หรือจิตแพทย์ กระตุ้นให้เด็กพูดระบายความรู้สึกกับพ่อแม่หรือบุคคลที่เขาไว้ใจ

 

สวรรค์ คืออะไร อยู่ที่ไหน?

ตามความเชื่อของศาสนา สวรรค์ คือ สถานที่สงบที่วิญญาณของผู้ตายไปอยู่ บางศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์เชื่อว่าตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าเช่นเดียวกับศาสนาอิสลามก็ไปอยู่กับพระเจ้า (พระอัลเลาะห์) ส่วนศาสนาพุทธเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ว่าทำดีตายแล้วขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก  สวรรค์เป็นสถานที่ไม่มีความปวด ความทุกข์ทรมาน หรือความเศร้า บางคนเชื่อว่าสวรรค์มีจริง แต่บางคนก็ไม่เชื่อเช่นนั้น

เราจะมีโอกาสพบเจอคนที่ตายไปแล้วไหม? อาจอธิบายเด็กดังนี้

ไม่มีใครรู้ บางคนเชื่อว่าเมื่อตายไปจะไม่ไปเจอคนที่ตายไปแล้ว  แต่บางคนอาจคิดฝันว่า จะได้ไปเจอคนที่ต้องการอยากเจอเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดี ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้ว

 

ทำไม คนเราจึงรู้สึกเศร้า? อาจอธิบายเด็กดังนี้

เราจะรู้สึกเศร้า  เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียและพลัดพรากจากคนที่เรารัก  หรือคนที่มีความหมายกับเรา หรือเพราะว่าคนเหล่านั้นเสียชีวิตจากเราไป เราคิดถึงเขา และเศร้าโศก ความเศร้าโศกเป็นปกติของชีวิตคนเราเมื่อสูญเสียบุคคลที่เรารัก จะรู้สึกว่าเมื่ออยากจะกอด อยากจะสัมผัสคนที่เรารัก เราไม่สามารถทำได้ ความรู้สึกเหมือนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถกลับคืนมาได้ ทำให้เรารู้สึกเศร้า ให้หนูลองนึกถึงตุ๊กตาหรือสิ่งของที่หนูรักหายไป  หนูรู้สึกอย่างไร

 

 

          ความเศร้าโศก หมายถึง ความคิด ความรู้สึก หลังจากเราสูญเสียคนที่เรารัก บางครั้งเรายังคงยิ้มและหัวเราะได้  ยังมีหลายสิ่งที่ดีและสนุกสนาน แต่บางครั้งเราจะรู้สึกทั้งดีและเศร้าสลับกัน บางครั้งอารมณ์เศร้าอาจกลับมาอีกเมื่อนึกถึงเพลง สถานที่ที่คุ้นเคย รูปถ่ายเก่าๆ มันเป็นเวลาแห่งความยากลำบากจริงๆ  หรือบางครั้งเราอาจรู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุก็เป็นได้

ทำไมคนเราจึงร้องไห้เมื่อรู้สึกเศร้า? อาจอธิบายเด็กดังนี้

การร้องไห้เป็นการแสดงออกทางธรรมชาติที่คนเราได้ระบายความรู้สึกข้างในออกมา อาจเป็นความรู้สึกดีใจหรือเศร้าใจก็ได้ ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น บางคนร้องไห้ง่ายมาก ซึ่งแต่ละคนจะแสดงออกไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบร้องในที่เงียบๆ บางคนอาจเศร้าแต่ไม่มีน้ำตาไหลให้เห็น หนูลองรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่อัดแน่นไปด้วยน้ำมาก ๆ ถ้าเราไม่เอาน้ำออกมาบ้าง ลูกโป่งอาจแตกได้

ทำไมเราต้องไปงานศพ? อาจอธิบายเด็กดังนี้

เมื่อถึงวันเกิดเราจัดงานฉลองวันเกิด เมื่อคนตายจะต้องมีงานสวดศพ งานฌาปนกิจศพ ดังนั้นเราควรต้องมีเวลาที่จะแสดงความรู้สึกรำลึกในสิ่งดีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา  คนที่ไปร่วมงานศพเป็นการแสดงน้ำใจต่อผู้ล่วงลับหรือญาติของผู้ล่วงลับ ให้กำลังใจ ปลอบประโลมแก่ครอบครัว เป็นเวลาดีที่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รำลึกและขอบคุณ คุณงามความดีของบุคคลที่จากไปโดยไม่มีวันกลับมา บางครั้งเราเศร้า บางครั้งเราสามารถที่จะมีความสุข และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี  เพื่อแลกเปลี่ยนและจดจำสิ่งดีๆ และมีคนที่เรารักอยู่รอบๆ

 

หนู กำลังจะตายใช่ไหม? ให้ถามกลับว่า“อะไรทำให้หนูคิดเช่นนั้น  หนูรู้สึกได้อย่างไร”  

เรามีสิ่งดีๆที่จะทำมากมาย  อยู่กับคนที่เรารัก ทำกิจกรรมร่วมกัน จะทำให้ชีวิตของเรามีความหมายที่สุด  และความตายก็เป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตคนเราเช่นกัน ความตายสอนให้เรารู้ว่า “ชีวิต คืออะไร” เตือนเราทำความดีกับคนที่เรารักอยู่ตลอดเวลา และทำในสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้เรามีความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าที่เราจะกังวลต่อความตาย

ดังนั้น พ่อแม่  ผู้ดูแลเด็ก หรือบุคลากรทีมสุขภาพ ควรได้พูดคุย 3 ข้อ ที่เด็กจำเป็นต้องรู้และเข้าใจเมื่อเขาโตขึ้น คือ 1) ความตายเกิดขึ้นกับทุกคน 2) ความตายเกิดจากอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายหยุดทำงาน และ 3) คนตายแล้วไม่ฟื้นกลับมา

 

การดูแลผู้ป่วยเด็กในระยะสุดท้าย (end of life care)

          การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความหมายไว้หมายถึง  การจัดการให้ผู้ป่วยที่กำลังเผชิญปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับความเจ็บป่วยที่คุกคามถึงชีวิตกับครอบครัว มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยการป้องกันบรรเทาความทุกข์ทรมานต่างๆ ด้วยการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ การประเมินอย่างแม่นยำ การรักษาความปวดและปัญหาอื่นๆ ให้ครบถ้วนด้านร่างกาย จิตสังคมและจิตวิญญาณดังนั้นในทางปฏิบัติคงไม่รอให้หมดหนทางก่อน แล้วจึงพิจารณาเรื่องนี้เป็นลำดับสุดท้าย3  ดังนั้นการรักษาแบบประคับประคอง (palliative care treatment) ในผู้ป่วยก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็การดูแลในมิติองค์รวมโดยตอบสนองความต้องการทางกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ เน้นความสุขสบาย (comfort care) และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็ก (increase quality of life) ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า มีความหมาย  สำหรับเด็ก พ่อแม่ เพื่อน บุคคลที่เด็กรัก สามารถเล่น ไปโรงเรียน หรือมาพบแพทย์เท่าที่เด็กต้องการ หรือมาโรงพยาบาลเพื่อบำบัดความปวด ให้เลือดเมื่อซีด หรือให้ออกซิเจนเมื่อเหนื่อยหอบ  หรืออื่นๆ ตามแนวทางการรักษาแบบประคับประคองที่วางแผนร่วมกัน โดยต้องอธิบายให้ญาติเข้าใจแต่แรกว่าการรักษาแบบประคับประคองเป้าหมายคืออะไร องค์ประกอบมีอะไร เพราะ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักเข้าใจคำว่าประคับประคอง คือแพทย์ ไม่รักษาแล้ว  แพทย์อาจให้กลับบ้านไปดูแลตามมีตามเกิด  อาการสำคัญบางอย่างที่ทีมการดูแลรักษาอาจสามารถจัดการช่วยเหลือประคับประคองเพื่อคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะสุดท้าย ได้แก่

 

การดูแลทางกาย 4  5

  1. การบำบัดความปวด (pain management) ความปวดเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ บั่นทอนคุณภาพชีวิต

ของผู้ป่วยเด็ก ดังนั้นควรได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งวิธีการใช้ยา (pharmacological method) และวิธีไม่ใช้ยา (non-pharmacological method) และมีเครื่องมือ (pain scales) และวิธีการประเมินความปวดในเด็กแต่ละวัยอย่างเหมาะสม

  1. การบำบัดภาวะเหนื่อยหอบ (respiratory management) อาการเหนื่อยหอบ หากเกิดจากการ

ติดเชื้อ แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะ อาจพิจารณารักษาทางยา หรือ ทำ minimal invasive procedure เพื่อประคับประคองอาการไม่ให้ทุกทรมานมากขึ้น หรือพิจารณาว่าทำแล้วจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรือหากเกิดจากตัวโรคที่คุกคาม รักษาไม่ได้ ทีมการดูแลพิจารณาให้ supportive care ตามแนวการรักษาดังนี้

2.1 การให้ออกซิเจนที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่เด็ก  เมื่อมีอาการทางระบบการหายใจ

เมื่อให้ออกซิเจนแล้วดีขึ้น นอกจากนี้เป็นการประคับประครองจิตใจของทุกคนในครอบครัว ซึ่งอยู่ในสภาวะวิตกกังวล กลัวการสูญเสีย  ให้รู้สึกว่าได้ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กอย่างเต็มที่ ไม่ให้ทรมานทุรนทุราย หรืออาจหลีกเลี่ยงหรือเลือกที่จะไม่ทำ monitoring ใดๆ

2.2 ให้เลือดเมื่อซีด ให้เกล็ดเลือดเมื่อมีเลือดออก หรือหลีกเลี่ยงการเจาะเลือด การแทง

น้ำเกลือ ที่จะก่อให้เกิดความปวดเฉียบพลันแก่เด็กโดยไม่จำเป็น

  1. การรักษาภาวะไข้และการติดเชื้อ ในผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย ภาวะไข้ อาจเกิดจากการติดเชื้อ

ตัวผู้ป่วยเอง หรือโรค เช่น โรคมะเร็ง ถ้าอาการไข้ทำให้ผู้ป่วยเด็กได้รับความทุกทรมาน ควรดูแลให้ยาตามแนวทางการรักษาของแพทย์

  1. การขาดอาหาร  ผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย อาจเบื่ออาหาร ต้องการอาหารลดลงเรื่อยๆ  หรือ

อาจมีอาการ cachexia เนื่องจากเมตาโบลิสมเพิ่มแต่ความอยากอาหารลดลง ดังนั้นควรให้อาหารเท่าที่เด็กรับได้และต้องการ ไม่บังคับ ซึ่งทีมการดูแลรักษาควรมีความรู้ความเข้าใจ สามารถอธิบาย ให้คำปรึกษาญาติ เพื่อคลายความกังวลที่เด็กรับประทานอาหารได้ลดลง และวางแผนร่วมกันกับบิดามารดาในการดูแล

          5. การกู้ชีวิต (CPR)   เมื่อมีเหตุทำให้หัวใจหยุดเต้น หรือผู้ป่วยเด็กหยุดหายใจ ควรทำความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ให้ไว้ล่าสุด เช่น ยินยอมให้กู้ชีวิต ให้ใส่ท่อ-เครื่องช่วยหายใจ หรือไม่ให้ใส่ การให้ยากระตุ้นหัวใจ การย้ายไปหอผู้ป่วยหนักฯลฯ ดังนั้นทีมผู้ดูแลรักษาควรให้ข้อมูลเป็นระยะ และควรประเมินการตัดสินใจของเด็ก (โต) และครอบครัวเมื่อถึงเวลาอันควร โดยให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจเอง

การดูแลด้านจิตสังคม

การดูแลด้านมิติจิตสังคม6 เป็นการเยียวยาด้านจิตใจ ที่มีความจำเป็นและสำคัญในการให้การดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายและครอบครัว โดยบุคลากรทีมสุขภาพ ควรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถประเมินและตอบสนองความต้องการ มีทักษะในการสื่อสารที่ดีกับผู้ป่วยเด็กและครอบครัว จะทำให้การดูแลมีประสิทธิภาพ เด็กและครอบครัวพึงพอใจ มีความสุขตามอัตถภาพภายใต้ข้อจำกัดของโรคและการรักษา ซึ่งการให้การดูแลด้านจิตสังคม อาจปฏิบัติดังนี้

1.  การให้การปรึกษาแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย หลังแพทย์แจ้งข่าวร้ายว่าโรครักษาไม่หายต้องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการรักษาแบบประคับประคอง พยาบาลหรือทีมผู้รับผิดชอบดูแลควรประเมินความเข้าใจของพ่อแม่หรือผู้ดูแล หรือเด็ก(โต)เกี่ยวกับเรื่องโรค การดำเนินโรค วิธีการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อประเมินว่าญาติผู้ดูแลหรือเด็กรับรู้ เข้าใจ อย่างไรบ้าง มีความคิดเห็นอย่างไร หรือคาดหวังต่อการรักษาอย่างไร อะไรคือสิ่งที่ยังเป็นกังวล อยากให้ช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้เกิดการวางแผนการดูแลร่วมกัน เข้าใจตรงกันระหว่างเด็ก ครอบครัว และทีมการดูแลรักษา ทั้งนี้การให้การปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นเป็นการเตรียมและช่วยเหลือประคับประคองด้านจิตใจที่ดี  ครอบครัวและเด็กมีเวลาเตรียมตัว มีพลังใจต่อสู้ หาทางออกได้เอง ลดภาวะวิตกกังวล นอกจากนี้อาจช่วยให้ระยะเวลาที่เหลือมีความหมายกับเด็กและครอบครัวมากที่สุด ทำในสิ่งที่อยากทำ  และก้าวล่วงสู่ภาวะใกล้ตายและความตายได้อย่างสงบ

2.ประเมินปัญหาสังคมและเศรษฐานะ เด็กระยะสุดท้ายโดยเฉพาะเด็กเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง ใช้เวลารักษานาน หรือเมื่อโรคกลับมาระหว่างการรักษา ต้องเริ่มต้นรักษาใหม่ ส่วนใหญ่บิดามารดามีอาชีพเกษตรกรรม ครอบครัวยากจน จากประสบการณ์การดูแลคนไข้กลุ่มนี้ บิดามารดามีปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 90  และจากการปฏิบัติงานพบว่าการประเมินเพื่อทราบปัญหาความต้องการจะสามารถช่วยประคับประคองจิตใจของครอบครัว ให้มีกำลังใจในการมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแหล่งสนับสนุนที่อาจแบ่งเบาภาระบางส่วนของครอบครัวได้เป็นครั้งคราว เช่น กองทุนช่วยเหลือเด็กโรคมะเร็งในโรงพยาบาล การปรึกษานักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาล การประสานและขอความอนุเคราะห์องค์กรภายนอก เช่น อบต. พัฒนาสงเคราะห์จังหวัด อย่างไรก็ตามในที่สดครอบครัวจะต้องช่วยเหลือตนเองโดยมีผู้หารายได้เป็นหลัก เช่น แม่เฝ้าลูก เพื่อให้บิดาไปทำงาน หรือรับจ้างตามความเหมาะสม เป็นต้น

3.ประเมินความต้องการของเด็กและครอบครัวเมื่อเข้ามารักษาในโรงพยาบาล  เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมต่างๆ การเข้ากลุ่ม support group, self-help group, play activities การใช้ศิลปะบำบัดวาดภาพระบายสี การฟังเพลง การเล่นกีตาร์ การดูทีวี การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ การดูธรรมชาติที่สนามเด็กเล่น โดยทีมการดูแลรักษาวางแผนร่วมกับเด็กและครอบครัวและจัดหาให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กแต่ละคน นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้ดูแล นอกจากนี้พ่อแม่หรือผู้ดูแลควรบริหารจัดการโดยมีเวลาพักผ่อนทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างเพียงพอ

4. การติดตามเยี่ยมบ้าน (home visit) เพื่อประเมินปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยเด็กและครอบครัวขณะอยู่ที่บ้าน มองเห็นบริบทโดยภาพรวมของครอบครัว และนำมาวางแผนดูแลต่อเนื่องได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้เปิดโอกาสให้ครอบครัวสามารถขอคำปรึกษาทางโทรศัพท์ได้อย่างสะดวก เช่น การให้ยาแก้ปวดขณะอยู่ที่บ้าน หรือการบำบัดอาการไม่สุขสบายอื่นๆ ครอบครัวกังวล หรือการให้คำปรึกษารวมทั้งการติดต่อหลังเสียชีวิต (bereavement counseling / bereavement visit) อาจติดตามโดยใช้จดหมาย และส่งการ์ดแสดงความเสียใจไปให้ครอบครัว ตลอดจนติดต่อประสานงานกับเครือข่ายหรือแหล่งสนับสนุนใกล้บ้าน  เป็นต้น

การดูแลด้านจิตวิญญาณ7  8

 

                   ปัจจุบันได้มีความพยายามค้นหาความหมายรวมของจิตวิญญาณ (spirituality) หมายถึง ประสบการณ์ที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตของบุคคลรวมทั้งความสำเร็จ ความผิดหวัง ความสุข และความทุกข์  จิตวิญญาณยังหมายถึงสิ่งที่เป็นภูมิหลัง วัฒนธรรม ประสบการณ์ด้านการงาน ด้านชีวิตในครอบครัว และชีวิตในสังคม รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ช่วยเสริมสร้างความเป็นหนึ่งของบุคคล และยังรวมถึงความสามารถในการตอบรับเหตุการณ์ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

เนื่องจากการดูแลด้านจิตวิญญาณ เป็นองค์ประกอบที่มีความจำเป็นและ

ละเอียดอ่อนในการดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายและครอบครัวให้เป็นองค์รวมโดยสมบูรณ์ เพื่อเตรียมเด็กและครอบครัวในการปรับตัว ปรับใจ ทำให้ยอมรับสภาวะใกล้ตายและความตายได้อย่างสงบ  อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อม ความเชื่อ ความรัก  ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม สิ่งยึดเหนี่ยว  ศาสนาของแต่ละครอบครัว ดังนั้นทีมการดูแลรักษาควรเคารพ ใส่ใจ ประเมินปัญหาและความต้องการด้านจิตวิญญาณของเด็กและครอบครัว อาจจัดทำโปรแกรมการดูแลหรือให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของเด็กและครอบครัว  ยกตัวอย่าง โครงการสานฝันในหอผู้ป่วยแก่เด็กระยะสุดท้าย ความต้องการของเด็ก เช่น “หนูอยากกินกุ้งเผา อยากไปกรุงเทพ” “หนูอยากได้ตุ๊กตาบาบี๋”  จัดทำคู่มือต่างๆ  หรือ การเอื้ออำนวยความสะดวกให้ครอบครัวสามารถประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในหอผู้ป่วย  มีพระมาตักบาตร  การสนทนาธรรม  ญาติบางคนบอกว่า “เปลี่ยนชื่อให้ลูกใหม่ เพราะชื่อเทพนิมิตร อาจเป็นชื่อที่สูงไป ทำให้ลูกเจ็บป่วย” “ให้หลานกินสมุนไพร ไปอยู่วัด กวาดลานวัด เด็กแข็งแรงดี” “ได้ทำบุญใส่บาตรแล้วสบายใจ” นี่เป็นเพียงบางส่วนที่ได้เรียนรู้ในการดูแลเด็กและครอบครัวจากประสบการที่เกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติงานในคลินิกร่วมกับทีมการดูแลรักษา และเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในการดูแลด้านมิติจิตวิญญาณ

แนวทางปฏิบัติในวันสุดท้ายของชีวิต (care of the last breath)  เป็นการยากที่จะบอกว่า เมื่อใด เวลาใด อย่างไร ไม่มีใครกำหนด หรือบอกได้ กระทั่งวันและเวลานั้นมาถึง อาจกล่าวได้ว่าความตายไม่ใช่ความล้มเหลวทางการแพทย์ แต่การล้มเหลวทางการแพทย์คือการไม่ได้ช่วยให้เขาเสียชีวิตหรือจากไปอย่างสงบต่างหาก ทีมผู้ดูแลรักษาควรเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ให้ถ่องแท้ อย่ามัวติดยึดกับเครื่องมือ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะชะลอระยะเวลาการตายยืดยาวขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อเด็กและครอบครัว เพราะความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชีวิตคือความสวยงาม ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความตายก็เป็นความสวยงามอย่างหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นการตายอย่างสงบน่าจะเป็นส่งที่งดงามและสมดุลในตัวของมันเอง  ผู้ที่เข้าใจชีวิตย่อมทราบดีว่าความตายไม่น่ากลัว ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า ถ้าเราได้นึกหรือระลึกถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากนี้เปิดโอกาสให้เด็กและครอบครัวสามารถเลือกสถานที่ที่จะเสียชีวิตได้ เช่น ขอกลับบ้าน ขออยู่ที่โรงพยาบาลจนวาระสุดท้าย ดังนั้นทีมการดูแลควรประเมินและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของเด็กและครอบครัวตามความเหมาะสม

                   การตอบสนองความต้องการด้านจิตวิญญาณเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เพราะจิตวิญญาณคือสิ่งที่อยู่ลึกซึ้งที่สุดของจิตใจ มีผลต่อชีวิตโดยส่วนรวมของบุคคลนั้น การตอบสนองความต้องการวาระสุดท้ายของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นการส่งผู้ป่วยให้จากไปอย่างสมเกียรติภูมิของความเป็นมนุษย์ เช่น ได้รับ “การดูใจ”  หรือ “บอกทาง”  จากบุคคลที่ผูกพัน ได้อยู่อย่างสงบ ปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ใช่ตามความเห็นของผู้อื่นหรือทีมการดูแลที่คิดว่าควรดำเนินการให้ผู้ป่วย8 สำหรับความต้องการของผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายจากประสบการณ์การทำงาน เช่น อยากกลับบ้าน อยากให้คนที่รักมาเยี่ยม อยากรับประทานอาหารที่ชอบ อยากเล่นของเล่นที่ชอบ อยากให้พ่อแม่อยู่ใกล้ๆ อยากไปเที่ยวทะเล อยากไปกรุงเทพ ไม่อยากเจ็บปวด มีเด็กวัยรุ่นอายุ 17 ปี การวินิจฉัย Ewing sarcoma recurrent และที่สุดได้รับการรักษาแบบประคับประคอง บอกว่า “ผมอยากไปไหว้พระที่วัดที่สมทรสาคร ที่แม่เคยพาไป เพราะผมเกิดที่นั่น ผมรู้ว่าโรครักษาไม่หาย ผมรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่อยากอยู่นานๆ เพราะมีหลายอย่างที่อยากทำให้แม่”  เป็นต้น

                   นอกจากนี้ในทางพุทธศาสนา9  การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจจะช่วยโดย ให้ความรักและความเห็นอกเห็นใจ  ช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับความตายที่จะมาถึง ช่วยให้จิตใจจดจ่อกับสิ่งดีงาม  ช่วยปลดเปลื้องสิ่งที่ค้างคาใจ ช่วยให้ผู้ป่วยปล่อยวางสิ่งต่างๆ สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ และกล่าวคำอำลา โดยมีวิธีการสื่อสาร เข้าถึงความต้องการ ความรู้สึกของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเหมาะสม ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ หากได้ศึกษาโดยความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะสามารถนำวิธีการมาประยุกต์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย ทั้งนี้ขึ้นกับระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

บทสรุปข้อควรปฏิบัติต่อผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย

ความรักของพ่อแม่และคนรอบข้างมีพลังยิ่งใหญ่เรามาช่วยกันเติมพลังใจให้เด็กมีความสุขที่สุด  ด้วย

·    ความรัก ความอ่อนโยน ความเมตตากรุณา

·    ซื่อสัตย์ อดทน จริงใจ พูดคุยด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายให้ข้อมูลเมื่อเด็กพร้อมตามความ

ต้องการของเด็กที่อยากรับรู้

·    ให้ข้อมูลซ้ำเมื่อเด็กต้องการ

·    ตรวจสอบว่าเด็กเข้าใจสิ่งที่เราพูดและบอก

·    เป็นผู้รับฟังที่ดี

·    พร้อมที่จะตอบคำถามง่ายๆ และอย่าแปลกใจถ้าเด็กถามคำถามที่ยาก

·    ไม่ควรห้ามเด็กไม่ให้ถาม และอย่าเปลี่ยนเรื่องเมื่อเด็กต้องการถาม

·    ถ้าเราตอบไม่ได้ก็ต้องบอกเด็กว่า “ตอบไม่ได้” ไม่ทราบก็ต้องบอกว่า “ไม่ทราบ”

·    ให้เด็กเผชิญความเศร้าโศกในวิถีทางของเขา และเราชวยประคับประคองให้ผ่านไปด้วยดี

·    อย่าพยายามบอกเด็กให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้

·    ช่วยให้เด็กหาหนทางที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา เช่น การวาดรูป การเขียนบันทึก ฯลฯ

·    สอบถามหรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับความเศร้าโศกของเด็ก

·    การแสดงออกถึงความเศร้าโศกเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรมีมากเกินไปจนทำให้เด็กกังวล หรือไม่สบายใจ

·    ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งปกติในเด็ก เช่น เด็กพยายามค้นหาหรือพูดถึงคนที่ตายไปแล้ว เช่น มองหาภายในบ้าน โทรศัพท์ถึง เรียกชื่อ  วิธีการค้นหาแบบนี้ เด็กอาจทำเพื่อบอกตัวเอง หรือเพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้อยู่แล้ว

·    อาจหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ในการพูดคุยอย่างระมัดระวัง และทำความเข้าใจ  หาโอกาสที่จะบอก และชี้ให้เด็กเห็นว่า ความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้น โดยอาจสื่อสารกับเด็กด้วยการเล่าเรื่องประกอบภาพการ์ตูน ภาพธรรมชาติ วงจรของสิ่งมีชีวิต ที่เข้าใจได้ง่าย และไม่น่ากลัว

·    ให้ความรักแก่เด็กอย่างต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจและส่งเสริมกำลังใจแก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นวัน สัปดาห์  เดือน หรือปีข้างหน้าที่จะมาถึง พ่อแม่และคนที่หนูรักยังมีความรักให้หนูเสมอ และตลอดไป

เอกสารอ้างอิง

1. Steven MM. Psychological adaptation of the dying child. In Doyle D, Hanks GWC, MaDonald., eds. Oxford textbook of palliative care. (2nd ed.). New York: Oxford University press, 2003:1045-55.

2. ปริชวัน จันทร์ศิริ. มุมมองของผู้ป่วยเด็กกับความตาย. ใน  ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย และคณะ,บรรณาธิการ, การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย End of life care: improve care of the dying. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2550:367-74.

3. เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี. การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย. ใน  ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย และคณะ บรรณาธิการ, การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย End of life care: improve care of the dying. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2550:15-32.

4. อิศรางค์ นุชประยูร. การดูแลรักษาเด็กป่วยระยะสุดท้าย. ใน  ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย และคณะ บรรณาธิการ, การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย End of life care: improve care of the dying. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2550:351-66.

5.Tyler LS, Lipman AG. Anorexia and cachexia in palliative care  patients.  In Lipman AG,  Jackson II KC,  Tyler LS., eds. New York: Haworth press, 2000:11-22.

6. จำลอง ดิษยวณิช. Psychosocial support in palliative care. ใน ลักษมี  ชาญเวชช์, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย. กรุงเทพฯ: เอ เอส พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2547:63-82.

7. เชิดชัย เลิศจิตรเลขา. ความต้องการและการอภิบาลด้านจิตวิญญาณในผู้ป่วยที่ใกล้ตาย. ใน ภัคภร ช่วยคุณูปการ, บรรณาธิการ. รวบรวมองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2547:30-51.

8. สิวลี ศิริไล. การดูแลด้านจิวิญญาณและประเด็นจริยธรรม. ใน ลักษมี  ชาญเวชช์, บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย. กรุงเทพฯ: เอ เอส พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2547:101-10.

9. พระไพศาล วิสาโล. การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยวิธีแบบพุทธ. ใน  ประเสริฐ เลิศสงวน  สินชัย และคณะ ,บรรณาธิการ. การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย End of life care: improve care of the dying.(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2550:239-57.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Extract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0