Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

แนวทางการดูแลรักษาการล่วงละเมิดทางเพศในสตรีและเด็ก

แนวทางการดูแลรักษาการล่วงละเมิดทางเพศในสตรีและเด็ก






แนวทางการดูแลรักษาการล่วงละเมิดทางเพศในสตรีและเด็ก

 

ผศ. ศรีนารี แก้วฤดี

ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชกรรม  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อ.เมือง  จ.ขอนแก่น  40002

 

การล่วงละเมิดทางเพศในสตรีและเด็กในปัจจุบันมีแนวโน้มจะรุนแรงและมีอุบัติการณ์สูงขึ้น เนื่องจากสับสนและซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน แพทย์ในเวชปฏิบัติมีความจำเป็นต้องมีความรู้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างเหมาะสม

 

การวินิจฉัย

          ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะมาที่ห้องตรวจฉุกเฉินโดยตรง และบางคนปกปิดโดยแจ้งความประสงค์เพื่อตรวจเกี่ยวกับโรคทางกามโรคหรือโรคเอดส์ อาจมาด้วยปัญหาทางจิตเวช ด้วยอาการซึมเศร้า กังวล ต้องการฆ่าตัวตาย

          ในเด็กอาจจะมาพบแพทย์หลายรูปแบบ เช่น อาการทางระบบปัสสาวะ หรือระบบทางเดินอาหาร มีพฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น

          1. ข้อบ่งชี้ทางพฤติกรรม ได้แก่ เด็กบอกว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ทำร้ายตัวเอง ก้าวร้าวต่อผู้อื่น มีปัญหาการเรียน วิตก กังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พฤติกรรมถดถอย ขาดความมั่นใจ ความผิดปกติทางกายที่เกิดจากจิต (psychosomatic disorder)

2. ข้อบ่งชี้ทางร่างกาย ได้แก่ มีบาดแผลที่อวัยวะเพศ ตั้งครรภ์ โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ปวดคันบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอดอักเสบ

 

ขั้นตอนการตรวจประเมินผล

          1. ตรวจและรักษาบาดแผล และอาการบาดเจ็บต่างๆ

          2. การตรวจเก็บหลักฐาน สารคัดหลั่ง ทางนิติเวช

          3. ป้องกันและรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์

          4. ป้องกันการตั้งครรภ์

          5. การให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัว

          6. ป้องกันการเกิดซ้ำ

          ควรแยกตรวจผู้ป่วยเสียหายในสถานที่เหมาะสม ส่วนตัวไม่พลุกพล่าน แบ่งผู้เสียหายออกเป็น 3 กลุ่มตามความเหมาะสม

กลุ่มที่ 1       เกิดเหตุการณ์ภายใน 72 ชั่วโมง หรือรายที่มีความผิดปกติมาก ต้องตรวจทันทีมี

                   โอกาสพบร่องรอยได้มากที่สุด

กลุ่มที่ 2       รายที่เกิดเหตุการณ์นานกว่า 3 วัน ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ตรวจทันทีหรืออาจนัดตรวจ

                   ในวันรุ่งขึ้น เป็นกลุ่มที่อาจมีร่องรอยเหลืออยู่บ้าง

กลุ่มที่ 3       รายที่เกิดเหตุการณ์มานานแล้ว และผู้เสียหายไม่มีอาการใด เป็นกลุ่มที่มักไม่พบ

                   ร่องรอย สามารถนัดตรวจในเวลาที่เหมาะสม

 

การซักประวัติ

          หากผู้ถูกกระทำไม่ใช่เด็กเล็ก และสามารถให้ข้อมูลได้ควรได้ข้อมูลจากผู้เสียหายเองเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์และโรคติดเชื้อ และการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายก่อนเกิดเหตุการณ์ ต้องสอบถามว่าภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้อาบน้ำ ชำระล้างอวัยวะเพศ รับประทานอาหาร ดื่มน้ำมาก่อนรับการตรวจหรือไม่

          การซักประวัติในเด็ก ควรซักรวมกันและแยกซักเฉพาะเด็ก ในเด็กเล็กควรมีอุปกรณ์อื่นๆ ช่วยในการทำความเข้าใจ เช่น รูปภาพ วิซีดี หรือตุ๊กตา ที่สำคัญคือห้ามชี้นำในการซักประวัติ

 

การตรวจร่างกาย

          ต้องตรวจร่างกายอย่างระมัดระวังและตรวจละเอียดทั้งร่างกาย หาร่องรอย เช่น รอยซ้ำ รอยถลอก รอยแผล โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ก้นและแขนขา รอยกัด โดยเฉพาอย่างยิ่งบริเวณอวัยวะเพศและเต้านม ถ้ามีการล่วงละเมิดในช่องปาก (oral penetration) ต้องตรวจภายในช่องปากและคออย่างละเอียด

          การตรวจภายในในสตรีทั่วไป ควรต้องตรวจหารอยของการฉีกขาด รอยซ้ำ รอยถลอก บริเวณ vulva hymen vagina urethra และ rectum อาจพบสิ่งแปลกปลอมต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศ ใช้ speculum ที่หล่อลื่อด้วย normal saline ในกรณีที่บริเวณปากช่องคลอดแห้งใช้ไม้พันสำลีขนาดเล็กเก็บตัวอย่างทั้งภายนอกบริเวณ vulva และภายในช่องคลอดอาจใช้ normal saline ประมาณ 2 cc. ล้างบริเวณ vulva เพื่อสำรวจดูแผลฉีกขาดให้ชัดเจนขึ้น

          การตรวจในเด็กหรือวัยรุ่นยิ่งต้องใช้ความนุ่มนวล ให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจ ไม่ให้ดูเหมือนว่าถูกกระทำซ้ำเติม ไม่จำเป็นต้องตรวจภายในช่องคลอดทุกรายหากไม่มีการฉีกขาดเข้าไปภายใน ถ้าจำเป็นต้องตรวจเช่น สงสัยว่ามีการฉีกขาดของแผลลึกเข้าไปในช่องคลอด ควรใช้ยาสลบและทำการตรวจในห้องผ่าตัด ถ้าตรวจเฉพาะบริเวณปากช่องคลอดเพื่อหาร่องรอยภายนอก ควรอธิบายขั้นตอนการตรวจ ให้ดูเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียด

 

เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบด้วย

          1. เครื่องมือให้แสงสว่าง เช่น โคมไฟ ไฟฉาย

          2. เครื่องถ่างตรวจช่อง (speculum) ใช้เฉพาะในกรณีสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ไม่ใช้ในการตรวจเด็กหรือวัยรุ่น แต่หากต้องการเก็บตัวอย่างภายในช่องคลอด ใช้เพียงไม้พันสำลีขนาดเล็กสอดใส่ในช่องคลอดก็เพียงพอ เพราะการใช้ speculum จะทำให้เกิดแผลฉีกขาดและสร้างความเจ็บปวดทำให้ผู้ป่วยถูกล่วงละเมิดมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

          3. กล้องส่องตรวจหู (otoscope) ใช้ตรวจภายในช่องคลอดเด็กเล็ก ในกรณีที่เกิดการฉีกขาดภายใน หรือมีสิ่งแปลกปลอม จำเป็นต้องใช้ยาสลบทำภายในห้องผ่าตัด

          4. กล้องส่องตรวจช่องคลอด (colposcope) ใช้ขยายดูบาดแผลและร่องรอยต่างๆ บริเวณปากช่องคลอด เยื่อพรหมจารี มีประโยชน์ในการถ่ายภาพ ขยายภาพ และบันทึกภายได้

          5. แว่นขยาย

          6. ไม้พันสำลีขนาดเล็กเพื่อส่องตรวจ กระจกสไลด์

          7. สายสวนปัสสาวะ (Folley’s catheter) ใช้ Balloon เพื่อขยับดูรอยเยื่อพรหมจารี ที่ย่นพับไปมาทำให้รอยฉีกขาดอาจมองเห็นไม่ชัดพบในเด็กวัยรุ่นหรือหญิงสาวที่มีระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนสูง จะมีเยื่อพรหมจารีหนาและย่นพับ ซึ่งต่างจากเด็กเล็กจะมีเยื่อพรหมจารีบางใส

          8. สี toluidine blue เพื่อย้อมดูบาดแผลรอยถลอกให้เห็นชัดเจนขึ้น

          9. ภาพหรือตุ๊กตา เพื่อให้เด็กชี้จุดที่ถูกกระทำประกอบคำอธิบาย

 

การตรวจอวัยวะเพศ

          การตรวจอวัยวะเพศในผู้ใหญ่ โดยทั่วไปจะจัดผู้เสียหายในท่า Lithotomy แต่การตรวจในเด็ก จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

การตรวจอวัยวะเพศในเด็ก

ท่าที่ตรวจและวิธีการตรวจ

ในเด็กเล็กอาจให้นั่งบนตักมารดา โดยมารดาช่วยจับแยกขาเด็ก (รูปที่ 1)

          ให้เด็กนอนหงายบนเตียงที่ไม่มีขาหยั่ง ในท่านอนหงายงอขา (Frog leg position) (รูปที่ 2) จากนั้นตรวจดูปากช่องคลอดและฝีเย็บ หลังจากนั้นให้แยกแคมใหญ่ออกจากกันเพื่อตรวจปากช่องคลอดและเยื่อพรหมจารี

 

 

รูปที่ 1 จัดท่าให้เด็กนั่งบนตักมารดา

 

รูปที่ 2 ท่านอนหงายงอขา (Frog leg position)

 

รูปที่ 3 การตรวจในท่าโก้งโค้งนอนหงาย  supine knee-chest position

 

รูปที่ 4 การตรวจในท่าโก้งโค้งนอนคว่ำ prone knee-chest position 

 

          กรณีที่ต้องการตรวจให้เห็นภายในช่องคลอดชัดเจนยิ่งขึ้น อาจตรวจในท่าโก้งโค้งนอนหงาย (supine knee-chest position) (รูปที่ 3) โดยให้เด็กนอนชันเข่ามาชิดอก การตรวจในท่าโก้งโค้งนอนคว่ำ (prone knee-chest position) (รูปที่ 4) โดยให้เด็กนอนคว่ำไหล่และอกชิดพื้น งอเข่าและแยกขาออกจากกัน หันหน้าเข้าหาผู้ปกครอง แนะนำให้ผู้ปกครองพูดคุยกับเด็กขณะแพทย์ตรวจผู้ตรวจใช้นิ้วหัวแม่มือแตะที่แคมใหญ่แล้วแยกออกจากกันโดยดันขึ้นบน การตรวจในท่านี้ทำให้สามารถตรวจขอบของเยื่อพรหมจารีทางด้านหลังและทำให้มองเห็นเยื่อบุช่องคลอด

การแยกแคมใหญ่ออกจากกันทำได้ 2 วิธี คือ

          1. เทคนิคการแยก (separation technique) (รูปที่ 5) โดยใช้นิ้วมือวางบนด้านข้างของแคมใหญ่แล้วแยกแคมออกจากกัน

          2. เทคนิคการดึงรั้ง (traction technique) (รูปที่ 6) โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับที่แคมใหญ่แล้วถึงในทิศทางลงด้านล่างและให้แยกจากกัน วิธีนี้เผยให้เห็นเยื่อพรหมจารีและเยื่อบุช่องคลอดอย่างชัดเจน

 

รูปที่ 5 เทคนิคการแยก (separation technique)

 

รูปที่ 6 เทคนิคการดึงรั้ง (traction technique)

 

          การตรวจอวัยวะเพศของผู้ถูกล่วงละเมิด ผลการตรวจอาจแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ

          1. ผลการตรวจปกติ (normal examination) คือ ไม่พบสิ่งผิดปกติ อย่างไรก็ดีในภาวะปกติอาจพบความแปรผัน (variation) ของสิ่งปกติ ทำให้ดูคล้ายกับผิดปกติจึงควรระมัดระวังในการตรวจ เพราะเป็นสาเหตุของความผิดพลาดที่พบบ่อย

          2. ผลการตรวจผิดปกติแบบไม่จำเพาะ (nonspecific abnormalities) เช่น รอยแดง รอยถลอก รอยเกา ส่วนการติดเชื้อแบบไม่จำเพาะ เช่น bacterial vaginosis รอยแดงที่ posterior fourchett แคมยึดติด (labial adhesion) ติ่งเยื่อพรหมจารี (hymenal tags) รอยแยกและบวมนูนของเยื่อพรหาจารี (hymenal bumps and clefts) หรือรอยซ้ำที่อวัยวะเพศภายนอก

          3. ผลการตรวจแบบจำเพาะ (specific findings) ได้แก่ รอยฉีกของเยื่อพรหมจารีและช่องคลอด รอยฉีกของเยื่อพรหมจารีและฝีเย็บ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รอยกัดที่อวัยวะเพศ

          4. ผลการตรวจแบบแน่ชัด (definitive abnormalities) เช่น การตั้งครรภ์ การตรวจพบตัวอสุจิ หรือ acid phosphatase ให้ผลบวก

 

การตรวจทวารหนัก

          บากแผลบริเวณทวารหนักอาจเป็นรอยแผลสดหรือรอยแผลที่กำลังจะหาย ถ้าแผลไม่ลึกนักร่องรอยมักหายภายใน 1-2 สัปดาห์ ลักษณะที่ตรวจพบในเด็กที่ถูกล่วงละเมิด ได้แก่

          1. รอยฉีกกินลึกเลยจากเยื่อบุทวารหนักเข้าไปถึงผิวหนังฝีเย็บและอธิบายสาเหตุไม่ได้

          2. ทวารหนักหลวม (anal laxity) โดยมีการขยายของทวารหนักจากกริยาสนองฉับพลัน (reflex anal dilation-RAD) ใหญ่กว่า 15 มิลลิเมตร และไม่มีอุจจาระในส่วน ampulla

          ส่วนลักษณะที่อาจพบในเด็กปกติ ได้แก่ ลักษณะผิวหนังรอบทวารหนักแดง (perineal erythema) แผลรอยแยกทวารหนัก (anal fissure) ในเด็กที่ท้องผูกมาก หรือมีพยาธิเส้นด้าย หลอดเลือดดำพอง (venous distension) และการขยายของทวารหนักจากกริยาสนองฉับพลันอาจพบในเด็กปกติแต่จะพบอุจจาระในส่วน ampulla

 

การเก็บสิ่งตรวจทางนิติเวช

          ในการเก็บสิ่งสิ่งตรวจนิติเวช ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทุกอย่าง ควรพิจารณาส่งตรวจด้วยการเก็บตัวอย่างที่สัมพันธ์กับประวัติที่ซักได้ ดังต่อไปนี้

          1. ตัวอย่างทั่วไป ได้แก่ ตรวจหาร่องรอยนิ้วมือ ตรวจหาเส้นผมของผู้ต้องสงสัย และตรวจคราบอสุจิ คราบน้ำลายตามเสื้อผ้าผิวหนัง

          2. ตัวอย่างจากปากและช่องคอ เช่น การตรวจหาตัวอสุจิ (หลังเกิดเหตุไม่เกิน 6 ชั่วโมง) เพาะเชื้อหนองในจากช่องคอ

          3. ตัวอย่างจากอวัยวะเพศ อาทิเช่น วัตถุแปลกปลอม หวีขนหัวหน่าวเพื่อเก็บตัวอย่างขนหัวหน่าวของผู้ต้องสงสัย ส่วนการเก็บสารคัดหลั่งด้วยไม้พันสำลี ควรเก็บตัวอย่างที่คอมดลูกด้านใน ส่วนโค้งด้านล่างของช่องคลอด (posterior fornix) เพื่อตรวจสดด้วยกล้องจุลทรรศน์ ย้อมเชื้อ (ควรเก็บตัวอย่าง 3-4 กระจกสไลด์) เพาะเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจ wet smear ตรวจหาสารพันธุกรรม ตรวจหาตัวอสุจิ และ acid phosphatase (ด้วยไม้พันสำลีแห้งหรือกระดาษกรอง)

 

          4. ตัวอย่างจากทวารหนัก ประกอบด้วย วัตถุแปลกปลอม การเก็บสารคัดหลั่งในทวารหนักด้วยไม้พันสำลีเพื่อตรวจสดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (ควรเก็บตัวอย่าง 2 กระจกสไลด์) ย้อมเชื้อเพาะเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจหาสารพันธุกรรม (ด้วยไม้พันสำลีแห้ง) และ acid phosphatase (ด้วยไม้พันสำลีหรือกระดาษกรอง)

          5. ตัวอย่างเลือด เพื่อตรวจหากลุ่มเลือด ตรวจการตั้งครรภ์ ตรวจสารพิษ เช่น แอลกอฮอล์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

          ในผู้ใหญ่ควรตรวจเลือดหาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อเอชไอวี ทุกราย แต่ในเด็กการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจไม่จำเป็นต้องทำทุกคน ควรพิจารณาเป็นรายๆ ไปโดยมีข้อบ่งชี้ในการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเด็ก ได้แก่

          1. มีอาการ และอาการแสดงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

          2. มีประวัติหรือตรวจพบร่องรอยการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ช่องคลอดหรือทวารหนัก

          3.ผู้ล่วงละเมิดมีประวัติหรือตรวจพบว่ามีอาการและอาการแสดงออกของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

          4. ผู้ถูกล่วงละเมิดมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ติดยาเสพติดมีคู่นอนหลายคน อยู่ในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง

          5. มีการกระทำล่วงละเมิดที่รุนแรง มีรอยฉีกขาดหรือบาดแผลฉกรรจ์

          6. มีผู้ร่วมกระทำหลายคน

          7. หากผู้ถูกล่วงละเมิดหรือผู้ปกครองเด็ก มีความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงของการติดเชื้อ

          ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ขึ้นกับระยะเวลาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ดังนี้

          1. เมื่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นนานกว่า 1-2 สัปดาห์ ก่อนมาพบแพทย์

                   · การทดสอบที่ไม่ใช่การตรวจน้ำเหลืองของเลือด   เช่น การตรวจ wet smear, Gram’s stain, การเพาะเชื้อ เป็นต้น เพื่อตรวจหาเชื้อ N.gonorrhoeae. C.trachomatis และ T. vaginalis สามารถส่งตรวจได้ทันที

                   · การทดสอบด้วยการตรวจน้ำเหลืองของเลือด เช่น การตรวจเลือดโรคซิฟิลิส โรคเอดส์ โรคตับอักเสบ สามารถส่งตรวจได้ทันที

          2. เมื่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นไม่นาน (น้อยกว่า 2 สัปดาห์) อาจไม่จำเป็นต้องตรวจในทันทีเนื่องจากหากเพิ่งได้รับเชื้อยังอยู่ในระยะฟักตัวทำให้ตรวจไม่พบเชื้อในระยะแรก จึงต้องรอสังเกตอาการจากการตรวจติดตามครั้งต่อไป

                   2.1 เด็กเล็กมีโอกาสน้อยต่อการติดโรคมาก่อน การเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกราย พิจารณาตามข้อบ่งชี้และใช้การตรวจติดตามอาการผิดปกติแทน

                   2.2 เด็กโต วัยรุ่น หรือกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการติดโรคมาก่อนควรส่งตรวจแต่ต้นเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ทั้งการทดสอบที่ไม่ใช่การตรวจน้ำเหลืองของเลือด และ     การทดสอบด้วยการตรวจน้ำเหลืองของเลือด (ดังรายละเอียดในข้อ 1) สามารถส่งตรวจได้ทันที

          ในกรณีที่พบเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากการเพาะเชื้อ wet smear หรือ Gram’s strain ควรตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่งหลังจากรักษา 10-14 วัน ส่วนการทดสอบด้วยการตรวจน้ำเหลืองของเลือดสำหรับซิฟิลิส เช่น Venereal Disease Research Laboratory (VDRL), Fluorescent Treponemal Antibody Absorption (FTA-ABS) อาจให้ผลลวง ควรตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง 4-6 สัปดาห์ต่อมาหลังให้การรักษา

 

การป้องกันหลังสัมผัสโรค

          การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกัน (antibiotic prophylaxis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ

          1. กลุ่มผู้ใหญ่ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการให้ยา ceftriaxone ขนาด 125 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียว ร่วมกับยา metronidazole ขนาด 2 กรัม รับประทานครั้งเดียว ร่วมกับยา azithromycin ขนาด 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว หรือ doxycycline ขนาด 100 มิลลิกรัมรับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน

2. กลุ่มเด็กโต ควรให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันเช่นผู้ใหญ่

          3. กลุ่มเด็กเล็ก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง ดังนั้นไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันทุกราย แต่ควรพิจารณาให้ยาในกรณีต่อไปนี้ ได้แก่

                   · ถ้าไม่มีอาการหรืออาการแสดงของโรคยังไม่จำเป็นต้องให้ยา ควรชะลอการรักษาจนกว่าได้รับผลเพาะเชื้อหรือการตรวจเลือด serologic test เพื่อให้ยาที่จำเพาะต่อโรคมากที่สุด

                   · ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดโรคหรือไม่สามารถติดตามผลการรักษาได้ ควรให้ยาครอบคลุมโรคหนองใน การติดเชื้อคลายมายเดีย และโรคซิฟิลิส

                   · ถ้ามีอาการหรืออาการแสดงบ่งชี้ว่าช่องคลอดและปากช่องคลอดอักเสบ ควรให้ยาได้เลย และหากพบว่ามีการอักเสบอย่างรุนแรง ควรพิจารณาให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนครีมร่วมด้วยเพื่อช่วยให้เยื่อบุผิวหายแล้วเร็วขึ้น

                   · ถ้ามีอาการระคายเคืองหรือคันมาก ควรให้ hydrocortisone cream ร้อยละ 1 ทาเพื่อลดอาการ

การติดเชื้อเอชไอวี

          อุบัติการณ์ของการติดเชื้อเอชไอวีจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศค่อนข้างต่ำ หากมีการร่วมเพศทางช่องคลอดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเพียงร้อยละ 0.1-0.2 การร่วมเพศทางทวารหนักมีความเสี่ยงร้อยละ 0.5-3.0 ศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่แนะนำให้ยาต้านไวัสเพื่อป้องกันแก่ผู้ถูกล่วงละเมิดทุกราย อย่างไรก็ตามอาจพิจารณาให้ในกรณีที่ทราบว่าผู้ล่วงละเมิดทางเพศติดเชื้อเอชไอวีหรือให้ในรายที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

          1. มีการล่วงล้ำผ่านช่องคลอดหรือทวารหนัก

          2. มีการหลั่งน้ำอสุจิลงบน mucous membranes

          3. มีผู้กระทำหลายคน

          4. ผู้กระทำเป็นโรคเอดส์หรือมีความเสี่ยงสูง เช่น ติดยา อยู่ในเขตที่มีการแพร่กระจายของโรคสูง

หากผู้ถูกล่วงละเมิดหรือผู้ปกครองเด็ก มีความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคเอดส์ที่อาจเกิดขึ้นถึงแม้จะน้อยมาก อาจพิจารณาการรับยาต้านไวรัสโดยชี้แจงผลดีและผลเสียของการใช้ยาให้ทราบ อนึ่งการให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันต้องให้นาน 28 วัน และควรเริ่มยาขนานแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรค ไม่ควรให้ยาเพียงตัวเดียว ควรให้ยาอย่างน้อย 2 หรือ 3 ตัวตามความเสี่ยงก่อนให้ยาควรตรวจเลือดโรคเอดส์เป็นฐานอ้างอิง หลังจากนั้นควรตรวจติดตามหลังการตรวจครั้งแรกในระยะ 2, 6, 12 สัปดาห์ และ 6 เดือน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

          จากแนวทางเวชปฏิบัติของวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำเกี่ยวกับการแปลผลการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ผลบวกว่าเกี่ยวเนื่องกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ดังตาราง ที่ 1

 

ตารางที่ 1 การแปลผลการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ผลบวกกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ได้ผลบวก

การถูกละเมิดทางเพศ

โรคหนองใน

โรคซิฟิลิส

การติดเชื้อคลามายเดีย

หูดกามโรค

ช่องคลอดอักเสบจากพยาธิ

ไวรัสโรคเริม type 1 ที่อวัยวะเพศ

ไวรัสโรคเริม type 2

Bacterial vaginosis

โรคช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา

แน่นอน

แน่นอน

น่าจะใช่

น่าจะใช่

น่าจะใช่

อาจจะใช่

น่าจะใช่

ไม่แน่นอน

ไม่เกี่ยว

 

การซ่อมแซมแผลบาดเจ็บ

          ส่วนใหญ่มักมีการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง ในกรณีที่เป็นแผลถลอกหรือแผลฉีกเล็กน้อยมักหายเองได้ เพียงรักษาความสะอาดหรือนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่นเพื่อทำความสะดวก หากเป็นก้อนเลือดขัง (hematoma) ขนาดไม่ใหญ่ อาจประคบเย็นหรือใช้แรงกดให้เลือดหยุดขัง ในกรณีที่ก้อนเลือดขังมีขนาดใหญ่หรือมีแผลฉีกในช่องคลอดควรเย็บซ่อมแซมภายใต้การดมยาสลบ สำหรับแผลรอยกัดควรล้างแผลให้สะอาดและเปิดแผลไว้ ทำแผลนาน 3-5 วันจนกระทั่งมีเนื้อเยื่อ granulation จึงทำการเย็บปิดแผลภายหลัง ควรให้สารภูมิคุ้มกันต้านบาดทะยัก (antitetanus immune) หากไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน อนึ่งควรให้ยาปฏิชีวนะขนาดรักษาไม่ใช่ขนาดป้องกัน

 

การป้องกันการเกิดซ้ำ

          การถูกล่วงละเมิดทางเพศในเด็กมีโอกาสซ้ำบ่อยซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้นต้องสืบค้นเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำควรทราบว่าผู้กระทำเป็นใคร สัมพันธ์กับเด็กอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะปลอดภัย ถ้าไม่มั่นในอาจให้เด็กอยู่ในโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลเด็กไปพลางก่อน

 

การดูแลสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำและครอบครัว

          การถูกล่วงละเมิดทางเพศมีผลกระทบทางด้านจิตใจค่อนข้างมาก ทั้งต่อเด็กและครอบครัว ดังนั้นระหว่างการตรวจ การรักษา การทำคดี จำเป็นต้องมีการสนับสนุนและการดูแลด้านจิตใจอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กเกิดความไว้ใจ ความมั่นใจ และกล้าเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

การป้องกันการตั้งครรภ์ (Postcoital contraception)

          การป้องกันการตั้งครรภ์มีหลายวิธี ได้แก่ การใช้ฮอร์โมนเอสโทรเจนขนาดสูง ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่มีฮอร์โมนรวม ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่มีฮอร์โมนโพรเจสทินสูง การใส่ห่วงคุมกำเนิด แต่วิธีที่นิยมใช้ทั่วไปคือ

          1. ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่มีฮอร์โมนรวม (Yuzpe regimen) ประกอบด้วย ethinyl estradiol ขนาด 0.05 มิลลิกรัม ร่วมกับ norgestrel ขนาด 0.5 มิลลิกรัม (OvralÒ) หรือ ethinyl estradiol ขนาด 0.05 มิลลิกรัม ร่วมกับ norgestrel ขนาด 0.25 มิลลิกรัม (EugynonÒ, NordiolÒ) รับประทานครั้งละ 2 เม็ด จำนวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง โดยต้องรับประทานครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังการมีเพศสัมพันธ์ พบว่ามีอัตราการล้มเหลวร้อยละ 1.8-3.2 หากให้ใน 12 ชั่วโมงแรก อัตราการล้มเหลวเหลือเพียงร้อยละ 1.2 ผลข้างเคียงคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน เพราะฉะนั้นให้ยาแก้คลื่นไส้ก่อน 1 ชั่วโมง ถ้าอาเจียนภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ควรให้รับประทานยาฮอร์โมนซ้ำชดเชยยาเม็ดเดิมที่อาเจียนออก

          2. ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานที่มีฮอร์โมนโพรเจสทินสูง ฮอร์โมนที่แนะนำคือ levonorgestrel ขนาด 0.75 มิลลิกรัม รายงานผลของ WHO ระบุว่าได้ผลดีในป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่าสูตรของ Yuzpe กล่าวคือ อัตราการล้มเหลวเท่ากับร้อยละ 1.1-3.2 อีกทั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยกว่า ควรให้ทันทีภายใน 72 ชั่วโมง และให้ซ้ำอีกในขนาดเดิมหลังรับประทานครั้งแรก 12 ชั่วโมงต่อมา มีรายงานว่าหากรับประทานยาช้าคือหลัง 72 ชั่วโมงแต่ภายใน 5 วัน การป้องกันการตั้งครรภ์ก็ยังได้ผลดี ปัจจุบันจึงถือว่าเป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินที่ผลข้างเคียงต่ำและได้ผลดีที่สุด

บรรณานุกรม

1.                 พงศ์ธร วัฒนศิริสุข. การล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและวัยรุ่น. ใน: วีระพล จันดียิ่ง, จิตติ หาญประเสริฐพงษ์, บรรณาธิการ. นรีเวชวิทยาเด็กและวัยรุ่น Children adolescent gynecology, พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ: ชานเมืองการพิมพ์, 2548: 319-33.

2.                 Centers for disease control and prevention. Sexually transmitted diseases treatment guidelines 2006. MMWR Recomm Rep 2006; 55 (RR-11): 1-94.

3.                 Muram D. Child sexual abuse. In: Sanfilippo JS, Muram D, Lee PA, Dewhurst J, editors. Pediatric and adolescent gynecology. 2 nd ed. Philadelphia: W.B. Saunders, 2001: 399-414.

4.                 Fajman NN. Child and adolescent sexual abuse. In: Carpenter SEK, and Rock JA, editors. Pediatric and adolescent gynecology. 2 nd ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins, 2000: 488-501.

5.                 Hertzen Hv, Piaggioa G, Dingb J, Chenc J, Songd S, Bártfaie G, et al. Low dose mifepristone and two regimens of levonorgestrel for emergency contraception: a WHO multicentre randomized trial. Lancet 2002; 360: 1803-10.

6.                 Task force on postovulatory methods of fertility regulation. Randomized controlled trial of levonorgestrel versus the Yuzpe regimen of combined oral contraceptives for emergency contraception. Lancet 1998; 352: 428-33.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Extract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

A paired comparison study of ThinPrep Pap test and conventional cervical pap smears in Srinagarind Hospital, a preliminary report (รายงานการศึกษาเบื้องต้นเปรียบเทียบสไลด์แป้บสเมียร์ที่เตรียมด้วยวิธีใหม่ ThinPrep Pap Test และวิธีเดิมในโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Clinical Significance of Atypical Squamous Cells of Undetermined Significance from Cervical Pap Smear (ความสำคัญทางคลินิกของ Atypical Squamous Cells of Undetermined Significance จากากรตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก)
 
ABNORMAL PAP SMEAR IN AMPHURE KUMPHAWAPI (ระบาดวิทยาของสตรีที่มีแป๊ปสเมียร์ผิดปกติในอำเภอกุมภวาปี)
 
Contrraceptive in Family Planning Unit, Srinagarind Hospital (การคุมกำเนิดในงานวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Gynecology
 
Obstetric and Gynecology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0