Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Evidence-Based Medicine in Orthopedics

Evidence-Based Medicine in Orthopedics

รศ.นพ.ศักดา ไชกิจภิญโญ 1




Evidence-Based Medicine in Orthopedics

รศ.นพ.ศักดา ไชกิจภิญโญ

ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 40002

 

คำถามที่ว่าทำไมต้องทำ Evidence-Based Medicine มาจากเหตุผลหลักสองประการ คือเหตุผลที่หนึ่ง ประชาชนคาดหวังได้รับการบริการสุขภาพที่ดี คาดหวังแพทย์ต้องให้การรักษาที่ดี ถูกต้องตามหลักการทางระบาดวิทยาคลินิก มากกว่าทฤษฎีที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เหตุผลที่สอง หน่วยงานหรือองค์กรที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับบุคลากร หรือผู้ที่อยู่ในความคุ้มครองสุขภาพของตนเช่นบริษัทเอกชน บริษัทประกันสุขภาพ ฯลฯ ต้องการการรักษาที่มีประสิทธิภาพจากแพทย์ซึ่งทำเวชปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ (Evidence-Based Medicine: EBM)

 

          Sackett ให้นิยามคำว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ (Evidence-Based Medicine: EBM) ดังนี้คือ การใช้ความรู้ที่อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ โดยการค้นหาบทความวิจัย งานการศึกษาหลายๆงานมาวิพากษ์เพื่อสรุปหางานวิจัยที่ถูกต้องน่าเชื่อถือที่สุด อย่างเป็นระบบ โดยนำผลลัพธ์ของงานวิจัยนั้นมาหลอมรวมกับประสบการณ์เก่าของแพทย์ และนำผลไปประยุกต์ใช้

แหล่งที่เป็นหลักฐานอ้างอิงที่ดี

          แหล่งข้อมูลงานวิจัยที่เป็นหลักฐานอ้างอิงที่ดีที่สุด คืองานวิจัยรูปแบบการทดลอง (experimental) ซึ่งรูปแบบที่นิยมคือ Randomized Controlled Trials (RCTs) ที่ผู้ทำการวิจัยทำการศึกษาอย่างไม่ลำเอียง(Bias) ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง และได้ผลลัพธ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติได้ งานวิจัยรูปแบบ RCT นี้ เน้นการทำวิจัยที่ไม่ลำเอียง(Bias) และมีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มที่ให้การรักษา โดยทฤษฎีเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง ผู้วิจัยต้องปกปิดกลุ่มผู้เข้ารับการศึกษา ไม่ให้แพทย์ผู้รักษา แพทย์ผู้ประเมิน และผู้ป่วย เลือกหรือรู้ว่าอยู่กลุ่มใด ซึ่งทางการวิจัยเรียกว่า (Double Blind) ซึ่งการทำวิจัยรูปแบบนี้ในสาขาวิชาออร์ปิดิกส์ที่เน้นการผ่าตัดรักษานั้นทำได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องการลำเอียง เพราะไม่สามารถปกปิดแพทย์ผู้ประเมินไม่ให้รู้กลุ่มผู้ป่วยได้ เช่น ผู้ประเมินเห็นแผลผ่าตัด หรือ เห็นโละหะยึดตรึงกระดูกในภาพถ่ายรังสี ก็สามารถรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มการผ่าตัดรักษาเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่รักษาโดยวิธีอนุรักษ์ ดังนั้นจะเห็นว่างานวิจัยทางการแพทย์สาขาออร์โธปิดิกส์ในรูปแบบ RCT นั้นจะมีน้อย น้อยกว่า 1% ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้รูปแบบงานวิจัยอาจต้องปรับลดคุณภาพลงเพื่อให้สามารถทำการวิจัยได้ โดยพยายามยึดต้นแบบงานวิจัย RCT ไว้  (รูปที่ 1)

 

รูปที่ 1 แสดงแผนภูมิรูปแบบงานวิจัยอิงต้นแบบ RCT ที่ปรับลดเพื่อให้ทำวิจัยได้

 

แหล่งหลักฐานอ้างอิงที่ดีแบบอื่นๆ

          รูปแบบการวิจัยที่ดีรองจากการทดลอง (experimental: RCT) คือแบบสังเกตการณ์ (observation) เช่นรูปแบบ Prospective Cohort Studies, Retrospective Case-Control Studies และแบบพรรณนา [descriptive: Case series(>10 คน) และ Case reports] (รูปที่ 2)

 

 

รูปที่ 2 แสดงรูปแบบงานวิจัยต่างๆที่ใช้ในการทำวิจัย

 

ซึ่งรูปแบบและวิธีการดำเนินการวิจัยต่างๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cebm.net/levels_of_evidence.asp

http://www.ctfphc.org/ctfphc&methods.htm  

http://www2.ejbjs.org/misc/instrux.shtml#levels).

 

การฝึกปฏิบัติ EBM

          การฝึกปฏิบัติ EBM ในสาขาออร์โธปิดิกส์ เหมือนกับสาขาอื่นๆ เช่นสาขาอายุรศาสตร์ มี 5 ขั้นตอนดังนี้

  1. เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม ที่อยากให้มีคำตอบ
  2. นำคำถามนั้น มาตั้งเป็น key ในการค้นหาข้อมูลงานวิจัย จากฐานข้อมูลงานวิจัย เช่น www.pubmed.com หรือ ฐานข้อมูลของ Cochraneที่เน้นงานวิจัยแบบ RCT (www.cochrane.org/resources/index.htm)
  3. นำบทความวิจัยต่างๆที่ค้นได้ มาอ่าน แล้ววิพากษ์หารูปแบบงานวิจัยที่ดี คือมีความตรงต่อสิ่งที่ต้องการวัด (valid) ไม่มีความลำเอียง(Bias) ผลลัพธ์สามารถนำมาใช้ได้ทางคลินิก
  4. นำผลการศึกษาที่ได้จากงานวิจัยนั้นมาหลอมรวมกับประสบการณ์เดิมของตน และนำไปใช้กับผู้ป่วย
  5. ทบทวนขั้นตอนที่ 1-4 และทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วิจารณ์

          ในเวชปฏิบัติทั่วไป แพทย์ไม่ได้ทำการหาข้อมูล หรือความรู้จากEBM อย่างที่แนะนำ ส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติกัน คือแพทย์จะใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของตน เป็นตัวตัดสินใจเลือกใช้วิธีการรักษา ตามที่ได้ยินจากผู้แทนบริษัทยา หรือบริษัทเครื่องมือแพทย์ เมื่อมียาออกใหม่ หรือวิธีการรักษาใหม่ๆ หรือจากวารสารวิจัยที่อ่านแล้วเกิดความชอบใจ แล้วนำมาใช้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากขั้นตอนการปฏิบัติ EBM ยุ่งยาก และเสียเวลามาก แพทย์จึงไม่ทำหรือปฏิบัติ ที่ว่ายุ่งยากเพราะนอกจากแพทย์ต้องเรียนรู้รูปแบบงานวิจัยต่างๆให้เข้าใจอย่างดีแล้ว ยังต้องเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การหาจำนวนตัวอย่างข้อมูลให้ถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน รวมทั้งยังต้องเรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ต วิธีการค้นหาข้อมูลบนฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อได้ข้อมูลงานวิจัยแล้วยังต้องเรียนรู้หลักการการวิพากษ์งานวิจัยนั้นด้วยว่า งานวิจัยนั้นดี หรือไม่ดี

 

สรุป

          EBM  เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นกระบวนการ มีแบบแผน หลักการที่แน่นอนหรือที่เรียกว่าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูล หรือความรู้ที่มีคุณภาพ สามารถนำผลการวิจัยนั้นมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยได้ โดยไม่ต้องไปทำวิจัยใหม่ หรือวิจัยซ้ำในเรื่องที่มีผู้ทำวิจัยเรื่องนั้นไว้แล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ถ้าแพทย์ที่ให้บริการมีความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นแพทย์จึงควรเรียนรู้หลักการปฏิบัติ EBM และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพื่อให้การบริการสุขภาพที่ดีแก่ผู้ป่วย เช่นแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยได้ ลดภาวะแทรกซ้อนได้ หรือเพิ่มความพึงพอใจของการรักษาของผู้ป่วยได้

บรรณานุกรม

1.     Fletcher RH, Fletcher SW, Wagner EH. Clinical Epidemiology - The Essentials. Baltimore, Md: Lippincott Williams & Wilkins; 1996.

2.     Hulley SB, Cummings SR, Browner WS, Grady D, Hearst N, Newman TB. Designing Clinical Research. Philadelphia, Pa: Lippincott Williams & Wilkins; 2001.

3.     Sackett DL, Rosenberg WM, Gray JA, Haynes RB, RichardsonWS. Evidence based medicine: What it is and what it isn't. BMJ 1996; 312:71.

4.     Sackett DL, Straus SE, RichardsonWS, Rosenberg WM, Haynes RB. Evidence-Based Medicine: How to Practice and Teach EBM. Toronto, Canada: Churchill Livingstone; 2000.

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Extract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Self directed learning using computer assisted instruction in topic of Orthopedic trauma (การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาภยันตรายทางออร์โธปิดิกส์)
 
Efficacy of CAI as additional media for medical procedure training, a trial in blood collection procedure training (การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้สื่อการสอนในรูปแบบ ซี เอ ไอ ช่วยในการสอนการฝึกหัดเจาะเลือด)
 
Microcomputer assisted instruction in Orthopedics (ไมโครคอมพิวเตอร์ช่วยสอบวิชาออร์โทปิดิกส์)
 
Anesthesiology Improvement using the result of evaluation in Faculty of Medicine, Khon Kaen University (การปรับปรุงการสอนวิชาวิสัญญีวิทยาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นโดยใช้ผลการประเมิน)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Medical Education & Training
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0