Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

A Retrospective Review of 418 Cases of Necrotizing Fasciitis in Sisaket Hospital

การศึกษา necrotizing fasciitis ย้อนหลัง 418 ราย ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

Tossaporn Uthisan (ทศพร อุทธิเสน) 1




การศึกษา necrotizing  fasciitis ย้อนหลัง 418 ราย  ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

ทศพร  อุทธิเสน 

กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลศรีสะเกษ อ.เมือง  จ.ศรีสะเกษ

A Retrospective Review  of 418  Cases  of  Necrotizing  Fasciitis in Sisaket Hospital

Tossaporn  Uthisan

Department  of  Surgery , Sisaket  Hospital

 

หลักการและเหตุผล  : Necrotizing  fasciitis   เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงของผิวหนัง มีอัตราพิการและอัตราตายสูง มักเกิดตามหลังการมีบาดแผลนำมาก่อน สามารถลุกลามได้รวดเร็ว เนื่องจากได้รับการวินิจฉัยล่าช้าและได้รับการผ่าตัดเนื้อตายที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วย

วัตถุประสงค์ :  ศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค  Necrotizing  fasciitis    สาเหตุ  เชื้อที่พบ  ปัจจัยเสี่ยง ตำแหน่งที่เกิดโรค อาการและอาการแสดง  โรคร่วมที่พบ  การรักษา ความไวของยาต่อการรักษาโรค และผลการจำหน่ายผู้ป่วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนแนวทางการรักษา   การป้องกัน  และนำความรู้ไปสู่ประชาชนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค   สามารถลดอัตราการเจ็บป่วยหรืออัตราตายด้วยโรคดังกล่าว ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รูปแบบการวิจัย :  เป็นการวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive  Research) 

วิธีการศึกษา:  โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วย Necrotizing fasciitis ในโรงพยาบาลศรีสะเกษระหว่างปี พ.. 2547 – 2549  จำนวน  418 ราย  โดยศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค     สาเหตุ   เชื้อที่พบ  ปัจจัยเสี่ยง  ตำแหน่งที่เกิดโรค  อาการและอาการแสดง  โรคร่วมที่พบ  การรักษา  ความไวของยาต่อการรักษาโรค และผลการจำหน่ายผู้ป่วย  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่  ร้อยละ  นำเสนอตามตัวแปรที่รวบรวมและจำแนกตามตัวแปรที่กำหนด

ผลการศึกษา:  พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชายต่อเพศหญิง เท่ากับ 1.2  : 1  ช่วงอายุระหว่าง 2 – 95  ปี    ประกอบอาชีพชาวนาร้อยละ 83.0  มารับการรักษามากช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน (ร้อยละ 41.4) รองลงมาเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม –ตุลาคม (ร้อยละ 40.2) สาเหตุ/เชื้อโรคที่สำคัญของการเกิดโรค  Necrotizing  fasciitis    พบว่า   เป็นเชื้อ Pseudomonas  aeruginosa  มากที่สุด (ร้อยละ 26.3) ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ  พบว่า  เกือบหนึ่งในสี่ (ร้อยละ 24.9) ของผู้ป่วยมีความเสี่ยงจากการมีบาดแผลเรื้อรัง  รองลงมาเป็นการถูกของมีคมบาด/ทิ่มแทง (ร้อยละ 16.2)  เกิดอุบัติเหตุจากการชนของแข็งถูกของทับและพลัดตกหกล้มร้อยละ 8.8  พบว่าตำแหน่งที่เกิดเกือบครึ่งหนึ่งเกิดที่บริเวณขา (ร้อยละ49.8)  รองลงมาเป็นบริเวณเท้า(ร้อยละ 28.5)  มีอาการบวมแดงมากที่สุด (ร้อยละ 44.0)  รองลงมามีอาการปวด(ร้อยละ 32.3)  มีไข้อุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส (ร้อยละ 18.2)  ความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มม.ปรอทร้อยละ 9.8   ในขณะที่โรคร่วมที่พบส่วนมากได้แก่ ภาวะ hypovolumic  shock (ร้อยละ 34.4)  septicemia (ร้อยละ 27.3) diabetes mellitus (ร้อยละ 19.1)  acute renal failure (ร้อยละ 14.8)  สำหรับการรักษาผู้ป่วย   พบว่าส่วนใหญ่(ร้อยละ 86.6) ต้องได้รับการผ่าตัดซึ่งเป็นการทำ debridement ถึงร้อยละ 92.5 ของผู้ที่ได้รับการผ่าตัด และ ความไวของยาต่อการรักษาโรค พบว่าเชื้อ Pseudomonas  aeruginosa   มีความไวต่อยา amikacin ร้อยละ 48.4 ผลการจำหน่าย พบว่า ผู้ป่วยส่วนมาก (ร้อยละ 80.9) มีอาการดีขึ้น รองลงมาเสียชีวิต (ร้อยละ 11.7)

สรุป:  การตระหนักและให้ความสำคัญกับอาการของโรค Neccrotizing fasciitis ในระยะแรก  การวินิจฉัยที่รวดเร็วและได้รับการผ่าตัดเนื้อตายที่เพียงพอ   จะช่วยลดอัตราการตายได้

Background: Necrotizing fasciitis is a life-threatening soft-tissue infection.  Prompt diagnosis and immediate aggressive surgical debridement of all compromised tissues are critical to reducing morbidity and mortality in these rapidly progressive infections

Objective  : The  purposes  of  descriptive   research  were  to  analyse the  Necrotizing  fasciitis  in  Sisaket Hospital during  the  year  2004 to 2006, including  418 patients  ,  in  terms  of  incidence,  clinical  feature,  microbiology,   location of infection, risk  factors, sign symptoms, co-morbidity ,the type of therapy used (debridement or amputation), treatment,  drug sensitivity and outcome.

Setting  : Sisaket Hospital

Research  Design    :  Retrospective  descriptive research

Materials and Methods : The study  retrospectively  investigated the  medical  records  of  418  patients  who  were  diagnosed  and  treated  for necrotizing fasciitis during  the  year  2004 to 2006 at our  hospital.

Results : The  incidence   in  the  year  2004  to  2006  of   male to female ratio 1.2 : 1.  Age  2-95 years.The most of their occupation  were farmer(83.0%), The highest number of patients came to the hospital in March to June. Pseudomonas  aeruginosa  was the common causative organism(26.3 %).  Risk factors was  the chronic wounds (24.9%), injury from sharp materials (16.2%) and minor lacerated wound (8.8%).  The common location necrotizing fascitis was the subcutis of the leg (48.8%) and foot (28.5%).  The comorbidity included hypovolumic shock (34.4%), septicemia (27.3%), diabetes mellitus (19.1%), acute renal failure (14.8%).  Pain and swelling occurred in most  patients (44.0 %), and the presence of erythema and edema was variable ; co-morbidity. Treatment included  (86.6 %) ; debridement (92.5 %) and amputation to control infection.  Eighty-six point six percent of the patient were operated.  An enhanced bactericidal response to  amikacin was noted. There were 49 deaths  (11.7%).

Conclusions: Early recognition and treatment of necrotizing fasciitis   and operative débridement was demonstrated to reduce mortality among patients with this condition. A high index of suspicion is important in view of the paucity of specific cutaneous findings early in the course of the disease.

 

การศึกษา necrotizing  fasciitis ย้อนหลัง 418 ราย  ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

ทศพร  อุทธิเสน 

กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลศรีสะเกษ อ.เมือง  จ.ศรีสะเกษ

A Retrospective Review  of 418  Cases  of  Necrotizing  Fasciitis in Sisaket Hospital

Tossaporn  Uthisan

Department  of  Surgery , Sisaket  Hospital

 

หลักการและเหตุผล  : Necrotizing  fasciitis   เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงของผิวหนัง มีอัตราพิการและอัตราตายสูง มักเกิดตามหลังการมีบาดแผลนำมาก่อน สามารถลุกลามได้รวดเร็ว เนื่องจากได้รับการวินิจฉัยล่าช้าและได้รับการผ่าตัดเนื้อตายที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วย

วัตถุประสงค์ :  ศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค  Necrotizing  fasciitis    สาเหตุ  เชื้อที่พบ  ปัจจัยเสี่ยง ตำแหน่งที่เกิดโรค อาการและอาการแสดง  โรคร่วมที่พบ  การรักษา ความไวของยาต่อการรักษาโรค และผลการจำหน่ายผู้ป่วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนแนวทางการรักษา   การป้องกัน  และนำความรู้ไปสู่ประชาชนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค   สามารถลดอัตราการเจ็บป่วยหรืออัตราตายด้วยโรคดังกล่าว ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รูปแบบการวิจัย :  เป็นการวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive  Research) 

วิธีการศึกษา:  โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วย Necrotizing fasciitis ในโรงพยาบาลศรีสะเกษระหว่างปี พ.. 2547 – 2549  จำนวน  418 ราย  โดยศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค     สาเหตุ   เชื้อที่พบ  ปัจจัยเสี่ยง  ตำแหน่งที่เกิดโรค  อาการและอาการแสดง  โรคร่วมที่พบ  การรักษา  ความไวของยาต่อการรักษาโรค และผลการจำหน่ายผู้ป่วย  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่  ร้อยละ  นำเสนอตามตัวแปรที่รวบรวมและจำแนกตามตัวแปรที่กำหนด

ผลการศึกษา:  พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชายต่อเพศหญิง เท่ากับ 1.2  : 1  ช่วงอายุระหว่าง 2 – 95  ปี    ประกอบอาชีพชาวนาร้อยละ 83.0  มารับการรักษามากช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน (ร้อยละ 41.4) รองลงมาเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม –ตุลาคม (ร้อยละ 40.2) สาเหตุ/เชื้อโรคที่สำคัญของการเกิดโรค  Necrotizing  fasciitis    พบว่า   เป็นเชื้อ Pseudomonas  aeruginosa  มากที่สุด (ร้อยละ 26.3) ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ  พบว่า  เกือบหนึ่งในสี่ (ร้อยละ 24.9) ของผู้ป่วยมีความเสี่ยงจากการมีบาดแผลเรื้อรัง  รองลงมาเป็นการถูกของมีคมบาด/ทิ่มแทง (ร้อยละ 16.2)  เกิดอุบัติเหตุจากการชนของแข็งถูกของทับและพลัดตกหกล้มร้อยละ 8.8  พบว่าตำแหน่งที่เกิดเกือบครึ่งหนึ่งเกิดที่บริเวณขา (ร้อยละ49.8)  รองลงมาเป็นบริเวณเท้า(ร้อยละ 28.5)  มีอาการบวมแดงมากที่สุด (ร้อยละ 44.0)  รองลงมามีอาการปวด(ร้อยละ 32.3)  มีไข้อุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส (ร้อยละ 18.2)  ความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มม.ปรอทร้อยละ 9.8   ในขณะที่โรคร่วมที่พบส่วนมากได้แก่ ภาวะ hypovolumic  shock (ร้อยละ 34.4)  septicemia (ร้อยละ 27.3) diabetes mellitus (ร้อยละ 19.1)  acute renal failure (ร้อยละ 14.8)  สำหรับการรักษาผู้ป่วย   พบว่าส่วนใหญ่(ร้อยละ 86.6) ต้องได้รับการผ่าตัดซึ่งเป็นการทำ debridement ถึงร้อยละ 92.5 ของผู้ที่ได้รับการผ่าตัด และ ความไวของยาต่อการรักษาโรค พบว่าเชื้อ Pseudomonas  aeruginosa   มีความไวต่อยา amikacin ร้อยละ 48.4 ผลการจำหน่าย พบว่า ผู้ป่วยส่วนมาก (ร้อยละ 80.9) มีอาการดีขึ้น รองลงมาเสียชีวิต (ร้อยละ 11.7)

สรุป:  การตระหนักและให้ความสำคัญกับอาการของโรค Neccrotizing fasciitis ในระยะแรก  การวินิจฉัยที่รวดเร็วและได้รับการผ่าตัดเนื้อตายที่เพียงพอ   จะช่วยลดอัตราการตายได้

 

Background: Necrotizing fasciitis is a life-threatening soft-tissue infection.  Prompt diagnosis and immediate aggressive surgical debridement of all compromised tissues are critical to reducing morbidity and mortality in these rapidly progressive infections

Objective  : The  purposes  of  descriptive   research  were  to  analyse the  Necrotizing  fasciitis  in  Sisaket Hospital during  the  year  2004 to 2006, including  418 patients  ,  in  terms  of  incidence,  clinical  feature,  microbiology,   location of infection, risk  factors, sign symptoms, co-morbidity ,the type of therapy used (debridement or amputation), treatment,  drug sensitivity and outcome.

Setting  : Sisaket Hospital

Research  Design    :  Retrospective  descriptive research

Materials and Methods : The study  retrospectively  investigated the  medical  records  of  418  patients  who  were  diagnosed  and  treated  for necrotizing fasciitis during  the  year  2004 to 2006 at our  hospital.

Results : The  incidence   in  the  year  2004  to  2006  of   male to female ratio 1.2 : 1.  Age  2-95 years.The most of their occupation  were farmer(83.0%), The highest number of patients came to the hospital in March to June. Pseudomonas  aeruginosa  was the common causative organism(26.3 %).  Risk factors was  the chronic wounds (24.9%), injury from sharp materials (16.2%) and minor lacerated wound (8.8%).  The common location necrotizing fascitis was the subcutis of the leg (48.8%) and foot (28.5%).  The comorbidity included hypovolumic shock (34.4%), septicemia (27.3%), diabetes mellitus (19.1%), acute renal failure (14.8%).  Pain and swelling occurred in most  patients (44.0 %), and the presence of erythema and edema was variable ; co-morbidity. Treatment included  (86.6 %) ; debridement (92.5 %) and amputation to control infection.  Eighty-six point six percent of the patient were operated.  An enhanced bactericidal response to  amikacin was noted. There were 49 deaths  (11.7%).

Conclusions: Early recognition and treatment of necrotizing fasciitis   and operative débridement was demonstrated to reduce mortality among patients with this condition. A high index of suspicion is important in view of the paucity of specific cutaneous findings early in the course of the disease.

 

บทนำ

          Necrotizing  fasciitis  เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงของผิวหนัง  ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดร่วมกัน1-5  มีการลุกลามอย่างรวดเร็ว  มีอัตราพิการและอัตราตายสูง  มักเกิดตามหลังการมีบาดแผลนำมาก่อน  ซึ่งอาจเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ4-7 เช่น  แผลถลอก  ถูกหนามทิ่ม  มีดบาด  ยุงกัด  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ4,7,8  เช่น  เบาหวาน  ไตวาย  เป็นต้น

          จากการศึกษาของ Stone  DR และ Gorbach  SL9  กล่าวว่า Necrotizing  fasciitis  เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด  เพราะอัตราตายสูง      ลุกลามได้รวดเร็ว  เนื่องจากมักเกิดจากการวินิจฉัยล่าช้าและได้รับการผ่าตัดเนื้อตายที่ไม่พียงพอ2,10,11 ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อความอยู่รอดของผู้ป่วย  อาการของ Necrotizing  fasciitis  ในระยะแรก  จะคล้ายกับ  cellulitis  หรือแผลอักเสบเล็กๆ  น้อยๆ10,12  ถ้าไม่สงสัยไว้ก่อน  ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดที่ล่าช้า  เพราะกว่าที่จะวินิจฉัยได้  อาการก็มักที่จะเป็นรุนแรงขึ้น  ต่อมาจะมีการเน่าตายของผิวหนังเป็นบริเวณกว้าง  อาจร่วมกับมีภาวะ  sepsis  หรือ  shock  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยคือ  ผู้ป่วยถูกส่งมาพบศัลยแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว  ทำให้ผลการรักษาไม่ดี

              โรงพยาบาลศรีสะเกษได้เห็นถึงความสำคัญที่ส่งผลต่อผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ระหว่างการรักษา  หลายรายต้องสูญเสียอวัยวะหรือชีวิต  ต้องใช้เวลาในการนอนรักษาตัวนาน  ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง  ดังนั้น  ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาข้อมูลผู้ป่วย  โดยการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง  3  ปี ระหว่างปี  2547-2549  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค  สาเหตุ   ตำแหน่งที่เกิด  อาการและอาการแสดง  โรคร่วมที่พบ ตลอดจนการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผน การรักษาและการป้องกันต่อไป   

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

1.  เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของโรค Necrotizing  fasciitis ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

          2. เพื่อศึกษาสาเหตุ    เชื้อที่พบ  ปัจจัยเสี่ยง  ตำแหน่งที่เป็น  อาการและอาการแสดง  ของโรค Necrotizing fasciitis  ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

          3.  เพื่อศึกษาโรคร่วมที่พบ  การรักษา  ความไวของยาต่อการรักษาโรค ผลการจำหน่ายผู้ป่วยโรค   Necrotizing  fasciitis ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ

วิธีดำเนินการวิจัย

เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective review)   โดยศึกษาจากข้อมูลในเวชระเบียนที่วินิจฉัยว่าเป็นโรค Necrotizing  Fasciitis ทุกรายที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ  ระหว่างปี 2547-2549   จำนวน 418 แฟ้ม

วิเคราะห์ข้อมูล  นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา    เพื่อหาค่าความถี่  ค่าร้อยละ   ค่าเฉลี่ย

ผลการศึกษา

อุบัติการณ์ของโรค  จากข้อมูลในเวชระเบียนพบว่า  กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ  55.1   อาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวนาร้อยละ 83.0  มีอายุเฉลี่ย  68  ปี  ระยะเวลาการเจ็บป่วยก่อนเข้ารับการรักษาเฉลี่ย  6  วัน  เฉลี่ยวันนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล  13  วัน/ราย   ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย  27,949  บาท/ราย  ค่า น้ำหนักสัมพัทธ์(adjusted  relative  weight : adjRW) เฉลี่ย  2.5  สำหรับอุบัติการณ์พบมากในฤดูร้อน(มีนาคม-มิถุนายน)ร้อยละ  41.4  รองลงมาคือฤดูฝน(กรกฎาคม-ตุลาคม)ร้อยละ 40.2  (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1  จำนวนและร้อยละของอุบัติการณ์ของโรค Necrotizing  Fasciitis (n=418)

อุบัติการณ์ของโรค

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1.เพศ   - ชาย

75

48.4

68

50.4

87

67.9

230

55.1

            - หญิง

80

51.6

67

49.6

41

32.1

188

44.9

2.อาชีพ    - ชาวนา

124

80.0

103

76.3

120

93.8

347

83.0

                - รับจ้าง

4

2.6

5

3.7

3

2.3

12

2.9

                -  ข้าราชการ

3

1.9

0

0.0

0

0.0

3

0.7

                -   อื่น ๆ

24

15.5

27

20.0

5

3.9

56

13.4

3. อายุ   - ช่วงอายุ

2-92  ปี

2-90  ปี

17-95  ปี

2-95  ปี

             -  อายุเฉลี่ย

74  ปี

64  ปี

66  ปี

68  ปี

4. วันนอน

 

 

 

 

    - รวมวันนอน/ปี

2,223

1,816

1,492

5,531

   -  วันนอนเฉลี่ย(วัน)

14

13

11

13

   -  รวมค่ารักษา/ปี

4,710,415 บาท

3,754,276 บาท

3,217,998  บาท

11,682,689 บาท

   -  รวมค่ารักษาเฉลี่ย/ราย

30,389 บาท

27,809 บาท

25,140 บาท

27,949 บาท

   -  ค่า adjRW รวม

337.6

342.4

369.4

1049.3

   - ค่าเฉลี่ย adjRW

2.2

2.5

2.8

2.5

   - เฉลี่ยระยะเวลา

6.7

5.1

6.6

6.2

      เจ็บป่วยก่อนเข้ารับ

 

 

 

 

 

 

 

 

      การรักษา

 

 

 

 

 

 

 

 

5. ฤดูกาล

 

 

 

 

 

 

 

 

   -  ฤดูร้อน(มีค-มิย)

84

54.2

40

29.6

49

38.3

173

41.4

   -  ฤดูฝน(กค.-ตค.)

44

28.4

68

50.4

56

44.8

168

40.2

   -   ฤดูหนาว(พย.-กพ.)

27

17.4

27

20.0

23

17.9

77

18.4

 

สาเหตุของการเกิดโรค  จากการศึกษาแฟ้มเวชระเบียนจำนวนทั้งสิ้น 418 แฟ้ม พบว่ามีเวชระเบียนที่มีการพิจารณาว่าจะส่งเพาะเชื้อเพียงจำนวน 271 แฟ้ม ซึ่งจากเวชระเบียนดังกล่าว  พบว่า ไม่ส่งเพาะเชื้อร้อยละ 28.8  และส่งเพาะเชื้อร้อยละ 71.2    ซึ่งจำนวนแฟ้มเวชระเบียนในการส่งเพาะเชื้อพบร้อยละ 61.1 โดยพบเชื้อเพียงตัวเดียว   ร้อยละ  76.3 ของแฟ้มที่ตรวจพบเชื้อและมากกว่า 2 ตัวร้อยละ 23.7 ของแฟ้มที่ตรวจพบเชื้อ  (ตารางที่ 2)

ตารางที่  2  จำนวนและร้อยละของผลการเพาะเชื้อของโรค Necrotizing  Fasciitis (n=271)

การเพาะเชื้อ

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวนเวชระเบียนที่ศึกษา

85

100.0

105

100.0

81

100.0

271

100.0

1.ไม่ส่งเพาะเชื้อ

27

31.8

35

33.3

16

19.6

78

28.8

2.ส่งเพาะเชื้อ

58

68.2

70

66.7

65

80.2

193

71.8

   2.1. ไม่พบเชื้อ

28

48.3

31

44.3

16

24.6

75

38.9

   2.2  พบเชื้อ

30

51.7

39

55.7

49

75.4

118

61.1

          2.2.1 พบเชื้อ 1 ตัว

18

60.0

34

87.2

38

77.6

90

76.3

          2.2.2 พบเชื้อมาก

12

40.0

5

12.8

11

22.4

28

23.7

                   กว่า  2 ตัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากการเพาะเชื้อ พบว่า  เวชระเบียนที่เพาะพบเชื้อของปี 2547-2549 จำนวน 30  , 39 และ 49 รายตามลำดับ รวมจำนวนทั้งสิ้น  118 ราย โดย พบเชื้อ Pseudomonas aeruginosa มากที่สุดร้อยละ 26.3  รองลงมาคือ Enterobactor  spp.  ร้อยละ 18.6   และ  Klebsiella spp. ร้อยละ 14.4  (ตารางที่ 3)

 

 

ตารางที่ 3  จำนวนและร้อยละของเชื้อที่เพาะพบของโรค Necrotizing  Fasciitis (n=118)

เชื้อที่พบ

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

เวชระเบียนที่เพาะพบเชื้อ

30

100.0

39

100.0

49

100.0

118

100.0

1.Pseudomonas

11

36.7

8

20.5

12

24.5

31

26.3

   aeruginosa

 

 

 

 

 

 

 

 

2.Streptococcus Group  A

3

10.0

1

2.6

5

10.2

9

7.6

3.Streptococcus Group อื่น

3

10.0

4

10.3

6

12.2

13

11.0

4.Enterobactor  spp.

7

23.3

4

10.3

11

22.4

22

18.6

5.Klebsiella  spp.

4

13.3

7

17.9

6

12.2

17

14.4

6.Staphylococcus  aureus 

6

20.0

4

10.3

6

12.2

16

13.6

7.E.Coli

3

10.0

5

12.8

5

10.2

13

11.0

8.Acinetobacter anitratus

3

10.0

1

2.6

7

14.3

11

9.3

9. Staphylococcus

2

66.7

0

0.0

5

10.2

7

5.9

    coagulase negative

 

 

 

 

 

 

 

 

10.Proteus Vulgaris

2

66.7

2

5.1

2

4.1

6

5.1

11.Bacillus  spp.

1

3.3

4

10.3

1

2.0

6

5.1

12.Morganella  morganii

1

3.3

0

0.0

0

0.0

1

0.8

13.Citrobacter

1

3.3

0

0.0

0

0.0

1

0.8

14.Fungus

0

0.0

1

0.0

0

0.0

1

0.8

 

ปัจจัยเสี่ยง  จากการศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนพบว่ามีระบุปัจจัยเสี่ยงไว้เพียง  353 รายคิดเป็นร้อยละ 84.4  ของเวชระเบียนทั้งหมด  ซึ่งพบว่า  ปัจจัยเสี่ยงของการมีบาดแผลและภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการติดเชื้อ  พบว่า ผู้ป่วยมีแผลเรื้อรังร้อยละ 24.9  ของเวชระเบียนที่ระบุปัจจัยเสี่ยง  รองลงมาคือแผลผ่าตัดร้อยละ  1.4  นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยมีบาดแผลนำมาก่อน ได้แก่  ถูกของมีคมบาด/ทิ่มแทงร้อยละ  16.1   รองลงมาคือ อุบัติเหตุจากการชนของแข็ง ถูกของแข็งทับ และพลัดตก  หกล้มร้อยละ  8.8     ถูกสัตว์กัด ชนและขวิด     ร้อยละ  7.9 

อาการและอาการแสดง   ในการศึกษาครั้งนี้  ผู้ป่วยโรค  Necrotizing  Fasciitis มีการระบุตำแหน่งที่เกิดโรคไว้เพียง  361  แฟ้ม  ซึ่งปี  2547-2549  จำนวน  87  , 176 และ  98  แฟ้มตามลำดับ   ซึ่งพบว่าตำแหน่งที่เกิดส่วนใหญ่เกิดบริเวณขาร้อยละ  49.8  รองลงมาคือบริเวณเท้าร้อยละ 28.5  

          อาการและอาการแสดง  จากเวชระเบียนทั้งหมด จำนวน 418 แฟ้มพบว่า มีอาการบวมแดงร้อยละ 44.0  ปวดร้อยละ 32.3   มีแผลร้อยละ 27.0   มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสร้อยละ 18.2   ความดันโลหิตต่ำกว่า  90/60 มม.ปรอทร้อยละ  9.8  สำหรับผลทางห้องปฏิบัติการพบว่ามี WBC มากกว่า 10,000 mm3 ร้อยละ  43.1  (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4   จำนวน  ร้อยละของอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยโรค Necrotizing  Fasciitis (n=418)

อาการและอาการแสดง

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

- ปวด (pain)

38

24.5

44

32.6

53

41.4

135

32.3

- บวมแดง (erythema)

59

38.1

60

44.4

65

50.8

184

44.0

- แผล (ulcer)

29

18.7

39

28.9

45

35.2

113

27.0

- น้ำซึม(abnormal        

   discharge)

4

2.6

10

7.4

14

10.9

28

6.7

- มีไข้ (T>37.5)

16

10.3

29

21.5

31

24.2

76

18.2

- ความดันโลหิตต่ำ

  (BP<90/60 มม.ปรอท)

9

5.8

21

15.6

11

8.6

41

9.8

- WBC>10,000 mm3

66

42.6

49

36.3

65

50.8

180

43.1

-WBC<4,000  mm3

4

2.6

26

19.3

28

21.9

58

13.9

รวม

155

100.0

135

100.0

128

100.0

418

100.0

 

โรคร่วมที่พบ  ในการศึกษาครั้งนี้  โรคร่วมที่พบในผู้ป่วยโรค Necrotizing Fasciitis พบว่า เป็นภาวะ hypovolemic  shock ร้อยละ 34.4   septicemia ร้อยละ 27.3  diabetes  mellitusร้อยละ 19.1    acute  renal failureร้อยละ 14.8    chronic renal failure ร้อยละ 8.9    heart  diseasesร้อยละ 5.5   liver diseaseร้อยละ 5.0    hypertensionร้อยละ 3.8  และ thalassemia ร้อยละ 0.9

การรักษา       จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดร้อยละ 86.6 ของผู้ป่วยทั้งหมด  โดยพบว่ามีการผ่าตัดในปี 2547-2549 ร้อยละ  85.8  , 88.1  และ 85.9  ตามลำดับ  ซึ่งจากผู้ที่ได้รับการผ่าตัดพบว่าเป็นการทำ debridement ร้อยละ 92.5   debridement  of  open  fracture  size ร้อยละ 0.3  และ amputation  ร้อยละ  8.6   skin  graft ร้อยละ  11.6 

 

 ความไวของยาต่อการรักษา   ตั้งแต่ปี 2547-2549  การรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ตรวจพบ  โดยให้ยาตามความไวของเชื้อในการศึกษาครั้งนี้ พบว่าเชื้อ Pseudomonas  aeruginosa  มีความไวต่อยา amikacin ร้อยละ 48.4  ส่วนเชื้อ streptococcus group A และอื่น ๆ มีความไวต่อยา ampicillin ร้อยละ 63.6      เชื้อ Enterbactor  spp.  มีความไวต่อยา cefotaxime ร้อยละ 86.4  และเชื้อ Klebsiella  spp. มีความไวต่อยา cefotaxime ร้อยละ 48.4

                   สำหรับเชื้อ Staphylococcus  aureus  มีความไวต่อยา clindamycin และ co-trimoxazole ร้อยละ 56.2  ส่วนเชื้อ E.Coli มีความไวต่อยา co-trimoxazole และ Gentamicin ร้อยละ 61.5      เชื้อ Acinetobacter anitratus มีความไวต่อยา sulperazone ร้อยละ 72.7  และเชื้อ Staphylococcus  Coagulase–ve  มีความไวต่อยา co-trimoxazole ร้อยละ 83.3

          ส่วนเชื้อ Proteus  Vulgaris มีความไวต่อยา cefotaxime ร้อยละ 100.0  ส่วนเชื้อ Morganella  morganii มีความไวต่อยา amikacin , ceftriazone, co-trimoxazole , ceftazidime , ciprofloxacin, cefotaxime sulperazoneและ gentamicin    ส่วนเชื้อ  Citrobactor มีความไวต่อยา amikacin , ceftazidime, ceftriazone, cefotaxime,  gentamicin และเชื้อ Acinetobacter anitratus   มีความไวต่อยา ceftazidime, ceftriazone และ ciprofloxacin

ผลการจำหน่าย (Discharge  type)   จากการศึกษาในช่วงปี 2547-2549 นี้ พบว่า  ผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ จำหน่ายเมื่อผู้ป่วยดีขึ้น   ร้อยละ 80.9  รองลงมาคือผู้ป่วยเสียชีวิตร้อยละ 11.7 ส่งต่อไปทำแผลใกล้บ้านร้อยละ 4.3 และอาการไม่ดีขึ้นขอกลับบ้านร้อยละ 3.1 ซึ่งแนวโน้มจะมีอัตราเสียชีวิตลดลงทุกปี

          สำหรับเวชระเบียนในผู้ป่วยที่เสียชีวิตจำนวน  49 รายนั้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุ อาการทางคลินิกทั้งตำแหน่ง อาการ ผลการเพาะเชื้อ และโรคร่วม พบว่ามีเวชระเบียนที่มีความสมบูรณ์จำนวน  48  ราย โดยพบว่าเป็นเพศหญิง    ร้อยละ 60.4  อายุระหว่าง  2-92   ปี    อายุเฉลี่ย  64  ปี  วันนอนเฉลี่ย  6  วัน/ราย  (ตารางที่ 5)

 

ตารางที่  5  จำนวนและร้อยละข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยโรค Necrotizing  Fasciitisที่เสียชีวิต (n=48)

ข้อมูลทั่วไป

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1. เพศ    - ชาย

10

41.7

3

20.0

6

66.7

19

39.6

              - หญิง

14

58.3

12

80.0

3

33.3

29

60.4

2.วันนอนรวม

131

 

132

 

55

 

318

 

3.วันนอนเฉลี่ย

5.5

 

8.8

 

6.1

 

6.6

 

4. ช่วงอายุ

2-82

 

46-86

 

45-92

 

2-92

 

5.อายุเฉลี่ย

64

 

64

 

65

 

64

 

รวม

24

100.0

15

100.0

9

100.0

48

100.0

          แต่เมื่อวิเคราะห์หาอาการทางคลินิก      ทั้งตำแหน่ง  อาการ การเพาะเชื้อและโรคร่วม พบว่า   มีเวชระเบียนที่ระบุไว้เพียง  37  รายเท่านั้น  โดยพบว่าผู้ป่วยโรค Necrotizing  Fasciitis ที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่มีแผลที่ขาร้อยละ 48.6  รองลงมาคือที่เท้าร้อยละ 27.0  เมื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ  พบว่าไม่ทราบสาเหตุร้อยละ 40.6  รองลงมาคือแผลเรื้อรัง/พุพอง/อักเสบและแผลถูกของมีคมทิ่ม/แทงร้อยละ 29.7 เท่ากัน  และมีการส่งเพาะเชื้อเพียงร้อยละ 59.5 เท่านั้น   ซึ่งพบเชื้อร้อยละ 45.5  ของผู้ป่วยที่ส่งเพาะเชื้อ  และพบว่าเป็นเชื้อStreptococcus ร้อยละ 50.0 รองลงมาคือเชื้อ Bacillus spp.และ Pseudomonas spp.ร้อยละ 20.0 เท่ากัน และโรคร่วมที่พบในผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรค diabetes mellitus  ร้อยละ 16.7  รองลงมาคือ  chronic  renal  failure ร้อยละ 14.6  (ตารางที่  6)

 

ตารางที่  6  จำนวนและร้อยละของอาการทางคลินิก การเพาะเชื้อและโรคร่วมของผู้ป่วยโรค Necrotizing  Fasciitis ที่เสียชีวิต(n=37)

อาการทางคลินิก

ปี 2547

ปี  2548

ปี 2549

รวม

การเพาะเชื้อและโรคร่วม

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1.ตำแหน่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

  - ขา

11

64.7

5

45.4

3

33.3

18

48.6

  - เท้า

3

17.7

3

27.3

4

44.5

10

27.0

 -  แขน

2

11.8

3

27.3

1

11.1

6

16.2

  - เต้านม

0

0.0

1

9.0

0

0.0

1

2.7

  - หลัง

0

0.0

0

0.0

0

0.0

0

0.0

  - มือ

1

5.8

0

0.0

1

11.1

2

5.5

2.สาเหตุ

 

 

 

 

 

 

 

 

  - แผลเรื้อรัง/แผลพุพอง/

5

29.4

3

27.3

3

33.3

11

29.7

    อักเสบ

 

 

 

 

 

 

 

 

  - ถูกของมีคม/ทิ่ม/แทง

4

23.5

5

45.4

2

22.2

11

29.7

  - ไม่ทราบสาเหตุ

8

47.1

3

27.3

4

44.5

15

40.6

3.ผลการเพาะเชื้อ

 

 

 

 

 

 

 

 

  - ไม่ส่งเพาะเชื้อ

11

64.7

3

27.3

1

11.1

15

40.5

  - ส่งเพาะเชื้อ

6

35.3

8

72.7

8

88.9

22

59.5

       - พบเชื้อ

3

50.0

4

50.0

3

37.5

10

45.5

       - ไม่พบเชื้อ

3

50.0

4

50.0

5

62.5

12

54.5

4. พบเชื้อ

 

 

 

 

 

 

 

 

  - Streptococcus  gr.A

1

33.3

2

50.0

2

66.7

5

50.0

  - Staphylococcus aureus

0

0.0

1

25.0

0

0.0

1

10.0

  - Bacillus  spp.

0

0.0

1

25.0

1

33.3

2

20.0

  - Pseudomonas

1

33.3

1

25.0

0

0.0

2

20.0

     aeruginosa

 

 

 

 

 

 

 

 

  - Acinetobacter anitratus

1

33.3

0

0.00

0

0.0

1

10.0

  - Klebsiella spp.

1

33.3

0

0.00

0

0.0

1

10.0

5.โรคร่วมที่พบ

 

 

 

 

 

 

 

 

   -Diabetes Mellitus

5

20.8

1

6.7

2

22.2

8

16.7

   - Hypertension

1

4.2

0

0.0

0

0.0

1

2.1

   - Chronic Renal Failure

2

8.3

4

26.7

1

11.1

7

14.6

   - Liver disease

3

12.5

0

0.0

0

0.0

3

6.3

   - Chronic Lung disease

1

4.2

0

0.0

0

0.0

1

2.1

   - Heart disease

1

4.2

2

13.3

2

22.2

5

10.4

รวม

17

100.0

11

100.0

9

100.0

37

100.0

วิจารณ์

การศึกษาครั้งนี้ พบว่า โรค Necrotizing Fasciitis พบในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างเพศหญิงและชาย  อาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวนา  อายุเฉลี่ย  68  ปี  ระยะเวลาเฉลี่ยในการวันนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมากถึง  13  วัน/ราย   ค่ารักษาพยาบาลสูงเฉลี่ย  27,949  บาท/ราย  พบมากในฤดูร้อนและฤดูฝน  จากการศึกษาของธานี  ลิ้มทอง19  ส่วนใหญ่พบมากในฤดูฝนถึงร้อยละ 60.1 ซึ่งเป็นฤดูที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงควรให้ความระมัดระวังหรือเตรียมการประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักถึงการป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าว   

          จากเวชระเบียนที่มีการพิจารณาว่าจะส่งเพาะเชื้อเพียงจำนวน 271 แฟ้ม  พบว่า ไม่ส่งเพาะเชื้อร้อยละ 28.8  และส่งเพาะเชื้อร้อยละ 71.2    ซึ่งผลการส่งเพาะเชื้อนั้นพบเชื้อสูงร้อยละ 61.1 และเป็นเชื้อเพียงตัวเดียวร้อยละ  76.3  และเชื้อมากกว่า 2 ตัวร้อยละ 23.7  ซึ่งต่างจากการศึกษาวิจัยอื่นที่มักพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดร่วมกันมากกว่า   โดยพบเชื้อชนิดเดียวเพียงร้อยละ  21.04,16    ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ เชื้อที่พบเป็นเชื้อ Pseudomonas aeruginosa มากที่สุดร้อยละ 26.3  รองลงมาคือ Enterobactor spp.  ร้อยละ 18.6   และ  Klebsiella ร้อยละ 14.4   จะเห็นว่าการส่งเพาะเชื้อมีเพียงร้อยละ 46.2 ของเวชระเบียนทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราค่อนข้างน้อย จึงควรตระหนักในการวินิจฉัยโรคด้วยการส่งเพาะเชื้อมากขึ้น เพื่อให้การรักษาด้วยยาที่ถูกต้องต่อไป

ส่วนเวชระเบียนมีการระบุปัจจัยเสี่ยงไว้เพียงร้อยละ 84.4  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของการมีบาดแผลและภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการติดเชื้อ  พบว่า ผู้ป่วยมีแผลเรื้อรังร้อยละ 24.9    รองลงมาคือแผลผ่าตัดร้อยละ  1.4  นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยมีบาดแผลนำมาก่อน ได้แก่  ถูกของมีคมบาด/ทิ่มแทงร้อยละ  16.2   รองลงมาคือ อุบัติเหตุจากการชนของแข็ง ถูกของแข็งทับ และพลัดตก  หกล้มร้อยละ  8.8   ถูกสัตว์กัด ชนและขวิดร้อยละ  7.9   เช่นเดียวกันกับการศึกษาอื่นที่พบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80.06,7,12 มีบาดแผลเล็กน้อยนำมาก่อน  เช่น  ถูกมดกัด  แมลงต่อย  งูกัด  สุนัขกัด  แมวข่วน  มีดบาด  หนามทิ่ม  ตะปูตำ  แผลถลอก  การฉีดยา      เป็นต้น  ดังนั้น  จะเห็นว่าเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง  ซึ่งเกิดจากการมีบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก่อน  จึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาดของบาดแผลในเบื้องต้นก่อนมาพบแพทย์ต่อไป   

              สำหรับตำแหน่งที่พบส่วนใหญ่เกิดบริเวณขาร้อยละ  49.8  รองลงมาคือบริเวณเท้าร้อยละ 28.5   เช่นเดียวกัน12-14,19   ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องลงทำนาทำไร่  ขาและเท้ามีโอกาสเกิดบาดแผลและปนเปื้อนได้มากกว่า    มีอาการบวมแดงร้อยละ 44.0  ปวดร้อยละ 32.3   มีแผลร้อยละ 27.0   มีไข้อุณหภูมิสูงกว่า 37.5  องศาเซลเซียสร้อยละ 18.2   ความดันโลหิตต่ำกว่า  90/60 มม.ปรอทร้อยละ  9.8   สำหรับผลทางห้องปฏิบัติการพบว่ามี WBC มากกว่า 10,000 mm3 ร้อยละ  43.1 

             ส่วนโรคร่วม พบว่า เป็นภาวะ hypovolemic  shock ร้อยละ 34.4   septiccemia ร้อยละ 27.3  โรคเบาหวานร้อยละ 19.1   acute  renal failureร้อยละ 14.8 จะเห็นว่าพบได้บ่อยในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ 4,7,8 

              จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดร้อยละ 86.6 ของผู้ป่วยทั้งหมด  โดยพบว่ามีการผ่าตัดในปี 2547-2549 ร้อยละ  85.8, 88.1  และ 85.9  ตามลำดับ  ซึ่งจากผู้ที่ได้รับการผ่าตัดพบว่าเป็นการทำ debridement ร้อยละ 92.5    และ  amputation  ร้อยละ  8.6    ซึ่งในการ amputation  นั้นเพื่อกำจัดแหล่งเชื้อโรคและเพื่อรักษาชีวิตไว้  ในกรณีที่ผ่าตัดไปหลายครั้งแผลก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งจากการศึกษาอื่นๆ พบว่าผู้ป่วย Necrotizing  Fasciitis มีอัตราการตัดอวัยวะ (amputation)  ประมาณร้อยละ 6.1-26.06,13,15,19  การรักษาด้วยการผ่าตัด (debridement) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคนี้  ถ้าได้รับการ debridement ที่รวดเร็วภายในเวลา  24  ชั่วโมงร่วมกับการได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม  จะลดความพิการและอัตราตายลงได้

                สำหรับการรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ตรวจพบ พบว่ายามีความไวต่อเชื้อที่ค่อนข้างแตกต่างกัน  เช่น เชื้อ Pseudomonas  aeuruginosa  มีความไวต่อยา Amikacin ร้อยละ 48.4  แต่ธานี ลิ้มทอง19 พบว่ามีความไวต่อยา gentamicin สูงร้อยละ 93.7   ส่วนเชื้อ Streptococcus group A และอื่น ๆ  มีความไวต่อยา ampicillin ร้อยละ 63.6   แต่การศึกษาของธานี  ลิ้มทอง19ที่มีความไวต่อยา erythomycin     ร้อยละ 72.7     เชื้อ Enterbactor spp. และ Klebsiella  มีความไวต่อยา cefotaxime ร้อยละ 86.4  และ 48.4 ตามลำดับ  แต่การศึกษาของธานี  ลิ้มทอง19 ที่พบว่ามีความไวต่อยา chloramphenical และ gentamicin ร้อยละ 76.9 และ 76.9  ตามลำดับ  ดังนั้น  แนวทางในการให้ยาปฏิชีวนะเบื้องต้น  ควรให้เป็น broad  spectrum  ครอบคลุมทั้ง  aerobic  และ anaerobic  bacteria  และครอบคลุมทั้งแบคทีเรียกรัมบวกและกรัมลบด้วย  ถึงแม้ในการศึกษาครั้งนี้เชื้อส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพียงตัวเดียว  เมื่อผลการเพาะเชื้อกลับมาแล้ว  จึงเปลี่ยนยาปฏิชีวนะตามความไวของเชื้อต่อไป

          ส่วนการจำหน่ายผู้ป่วย พบว่า จำหน่ายเมื่อผู้ป่วยดีขึ้นร้อยละ 80.9  รองลงมาคือผู้ป่วยเสียชีวิตร้อยละ 11.7   ส่งต่อไปทำแผลใกล้บ้านร้อยละ 4.3 และอาการไม่ดีขึ้นขอกลับบ้านร้อยละ 3.1   แม้ว่าข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 2547-2549 จะมีแนวโน้มลดลงกล่าวคือ ร้อยละ 16.1, 11.1 และ 7.0 ตามลำดับ ก็ตาม แต่ในภาพรวมเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง เช่นเดียวกัน6,13,19 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากโรคนี้พบในผู้ป่วยสูงอายุ (เฉลี่ย  68 ปี)  และการมีโรคประจำตัวร่วมของผู้ป่วย  ดังนั้น  จึงควรให้ความสำคัญกับการวินิจฉัย  การส่งเพาะเชื้อให้มากขึ้น เพราะจากการศึกษาของ Wong  และคณะ2   พบว่า  การให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้ตั้งแต่แรกรับผู้ป่วยเข้านอนในโรงพยาบาลมีเพียง ร้อยละ  14.6  นอกนั้นจะวินิจฉัยโรคได้ภายหลัง  เมื่อพบว่าโรคมีการลุกลาม  ผิวหนังเน่าตายเป็นบริเวณกว้างแล้ว  ซึ่งจากการศึกษาในเวชระเบียนที่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตในครั้งนี้  พบว่าไม่ทราบสาเหตุถึงร้อยละ 40.6   รองลงมาคือแผลเรื้อรัง/พุพอง/อักเสบและแผลถูกของมีคมทิ่ม/แทงร้อยละ 29.7 เท่ากัน  และมีการส่งเพาะเชื้อเพียงร้อยละ 59.5 เท่านั้น   ซึ่งพบเชื้อร้อยละ 45.5  ของผู้ป่วยที่ส่งเพาะเชื้อ  และเป็นเชื้อ  Streptococcus ร้อยละ 50.0    รองลงมาคือเชื้อ Bacillus spp.และ Pseudomonas ร้อยละ 20.0 เท่ากัน โรคร่วมที่พบในผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า ส่วนใหญ่เป็นโรค diabetes mellitus  ร้อยละ 16.7  รองลงมาคือ  chronic  renal  failure ร้อยละ 14.6  เช่นเดียวกับการศึกษาของ Mc Henry และคณะ16และ Childers และคณะ17  ที่มีผู้ป่วยกว่าร้อยละ  20.0 ที่ไม่ทราบสาเหตุ  หรือมีบาดแผลนำมาก่อน  โดยมักพบในผู้ป่วยเบาหวาน  โรคไต  ตับแข็ง

 

สรุป

           Necrotizing  fasciitis  เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงของผิวหนังและไขมันผิวหนัง  มีอัตราตายและพิการสูง  เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประชาชน  โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรม  ทำไร่ทำนา  ทำให้มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคได้ง่าย  มีอาการปวด  บวม  แดง  ร้อน ที่เป็นอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะอาการปวดที่ค่อนข้างมากที่ไม่สัมพันธ์กับบาดแผล  ถือเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้  รวมทั้งมีไข้สูง  บริเวณบาดแผลมีผิวหนังสีคล้ำ  ม่วง ดำ หรือมีถุงน้ำ  การให้การวินิจฉัยที่รวดเร็วและนำผู้ป่วยไปผ่าตัด (Debridement)  เอาเนื้อตายออก  รวมทั้งการให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ  จะทำให้อัตราตายและอัตราพิการของผู้ป่วยลดลง

          สำหรับประชาชน  การให้ความรู้และให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ  โดยเฉพาะในกรณีที่มีบาดแผล  ควรรีบทำความสะอาด  ถึงแม้จะเป็นบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม  ก็จะทำให้ลดการเกิดโรคนี้ได้

กิตติกรรมประกาศ

รายงานการวิจัยครั้งนี้  สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  เนื่องจากได้รับความกรุณาและเอาใจใส่  ให้คำปรึกษา  สนับสนุนช่วยเหลือให้แนวคิดและให้คำแนะนำเป็นอย่างดีจาก นพ.ชาย  ธีระสุต  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ

          ขอขอบคุณ  คุณสุมาลี  จรุงจิตตานุสนธ์  พยาบาลวิชาชีพ 7  โรงพยาบาลศรีสะเกษที่ได้ช่วยเหลือและแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพ

          ขอขอบคุณ   เจ้าหน้าที่งานสิทธิบัตรของโรงพยาบาลศรีสะเกษทุกท่าน  ที่ให้ความร่วมมือในการค้นหาเวชระเบียนโรค Necrotizing  fasciitis   และขอขอบคุณทุกท่านที่มิได้กล่าวถึงที่ให้การสนับสนุน  เป็นกำลังใจ  และช่วยเหลือทุกๆ ด้าน  จนกระทั่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้บรรลุผลสำเร็วด้วยดี  ผู้วิจัยขอระลึกถึงและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งไว้    โอกาสนี้ด้วย

เอกสารอ้างอิง

1.      Hsieh  WS,  Yang  PH, Chao HC, Lai  JY. Neonatal  necrotizing  fasciitis  : A  report  of three  cases and  review  of  the  literature.  Pediatrics  1999 ; 103 : 53-62.

2.      Wong  CH, Chang  HC, Pasupathy  S, Khin LW, Tan JL, Low CO. Necrotizing  fasciitis : clinical  presentation,  microbiology, and  determinants  of  mortality.  J Bone Joint Surg Am  2003; 85:1454-60.

3.      Muqim  R. Necrotizing  fasciitis  : Management  and  outcome.  J  Coll  Physicians  Surg  Pak  2003;  13: 711-4.

4.      Anaya  DA, Dellinger  EP. Surginal  infection  and  choice  of  antibiotics.  In : Townsend  CM , Beauchamp RD , Evers  BM , Mattox ML. eds.    Sabiston  textook  of  surgery.  The  biological  basis  of  modern  surgical  practice.  17th  ed.  Philadelphia : Saunders,  2004 : 264-6.

5.      Hasham  S  , Matteucci  P  ,  Stanley  PR  , Hart  NB.  Clinical  review. Necrotizing  fasciitis.  BMJ  2005 ;  330 :  830-3.

6.      ทองอวบ  อุตรวิเชียร. Necrotizing  soft  tissue  infections.  ใน  :  ณรงค์  ไวท์ยางกูร , อรุณ  เผ่าสวัสดิ์, ชุมศักดิ์  พฤกษาพงษ์,  ทองดี  ชัยพานิช,  บรรณาธิการ.  ศัลยศาสตร์วิวัฒน์  6.  กรุงเทพฯ :  สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,  2531  :  153-81.

7.      Patino  JF. Necrotizing  infection  of  the  skin  and  soft  tissue.  In  :  Cameron  JL, ed.  Current  surgical  therapy  6th  ed.  Baltimore  :  Mosby ,  1998:1054-6.

8.      Hansen  SL,  Mathes  SJ,  Young  DM.  Skin  and  subcutaneous  tissue. In  : Brunicardi  FC,  Anderson  DK,  Billiar  TR,  eds.  Schwartzs  Principle  of  surgery  8th ed  :  The  McGRAW-HILL  companies,  Inc.  2005 : 434.

9.      Stone  DR,  Gorbach  SL.  Necrotizing  fasciitis  : The  Changing  spectrum.  Dermatal  Clin  1997; 15 : 213-20.

10.  Urschel  JD. Necrotizing  soft  tissue  infections.  Post  grad  Med  J  1999;75 : 645-9.

11.  Bilton  BD,  Zibari  GB,  McMillan  RW, Aultman DF, Dunn G, Mcdonald JC.   Aggressive  surgical  management  of  necrotizing  fasciitis  serves  to  decrease  mortality:  a  retrospective  study.  Am  Surg  1998; 64:397-400.

12.  Green  RJ  , Dafoe  DC  ,  Raffin  TA. Necrotizing  fasciitis.  Chest  1996;110: 219-29.

13.  อภิรักษ์  ศรีมันตะ.  การศึกษาย้อนหลัง necrotizing  fasciitis 528  รายในโรงพยาบาลยโสธร.  จุลสารชมรมศัลยแพทย์  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.   กันยายน-ธันวาคม  2548 ; 10: 5-15.

14.  Trent  JT  ,  Kirsner  RS. Necrotizing   fasciitis.  Wound  2002 ;14 :284-92.

15.  Anaya DA, McMahon K, Nathens AB, Sullivan SR, Foy H, Bulger E.  Predictors  of  mortality  and  limb  loss  in  necrotizing  soft  tissue  infection. Arch  Surg  2005;140:151-7.

16.  McHenry  CR,  Brandt  CP,  Piotrowski  JJ,  Jacobs DG, Malangoni MA.  Idiopathic  necrotizing  fasciitis :  recognition ,  incidence,  and  outcome  of  therapy.  Am  Surg 1994;60:490-4.

17.  Childers BJ, Potyondy LD, Nachreiner R, Rogers FR, Childers ER, Oberg KC, et al. Necrotizing  fasciitis:  a  fourteen-year  retrospective  study  of  163  consecutive  patients.  Am  Surg  2002;68 :109-16.

18.  Kotrappa  KS  ,  Bansal  RS  ,  Amin  NM. Necrotizing  fasciitis.  American  Family  Physician  1996 ;  53:1691-7.

19.  ธานี  ลิ้มทอง.  Necrotizing  fasciitis ในแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลลำปาง. ลำปางเวชสาร.    2547;25:39-48.

 

 

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

 
Current concept in management of cholangiocarcinoma (โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma))
 
Comparative Study Between the Conventional Endoscopic Cholecystectomy of Paient with Gall Stone using the Operative Assistants and Endoscopic Cholecystectomy using the new Innovated Adjustable Telescopic Holder (การศึกษาเปรียบเทียบการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีกล้องวิดิทัศน์ด้วยการใช้เครื่องมือช่วยจับถือกล้องวิดิทัศน์ (Adustable Telescopic Holder) ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองกับการใช้ผู้ช่วยผ่าตัดถือกล้องวิดิทัศน์)
 
Laparoscopic Cholecystectomy (การผ่าตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Surgery
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0