Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Ultrastructure of tegumentary papillae of the excysted Opisthorchis viverrini metacercaria

Ultrastructure ของ tegumentary papillae ของ Opisthorchis viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรีย

Kamonwan Jongsomchai (กมลวรรณ จงสมชัย) 1, Wunnee Chaijaroonkhanarak (วรรณี ชัยจรูญคณารักษ์) 2, Smarn Tesana (สมาน เทศนา) 3, Channarong Arunyanart (ชาญณรงค์ อรัญนารถ) 4, Pipatpong Kanla (พิพัฒน์พงษ์ แคนลา) 5, Jariya Umka (จริยา อำคา) 6




หลักการและเหตุผล : โรคพยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini พบระบาดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นประเทศไทย ลาว กัมพูชา และทางตอนใต้ของเวียดนาม พยาธิชนิดนี้เป็นปัญหาสำคัญทางการแพทย์เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวกับตับและท่อน้ำดี และโรคมะเร็งท่อน้ำดี  ผนังลำตัวของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini มีอวัยวะรับความรู้สึกที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับความรู้สึก เมื่อเมตาเซอร์คาเรียเข้าไปในร่างกายคน พยาธิจะออกจากถุงหุ้มและเดินทางเข้าไปสู่ท่อน้ำดีโดยคืบคลานผ่าน hepatopancreatic ampulla ซึ่ง papilla ที่ผนังลำตัวพยาธิน่าจะเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการนำพยาธิเข้าสู่ตับ

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษา ultrastructure ของ tegumentary papilla ของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini   ระยะเมตาเซอร์คาเรียที่ออกจากถุงหุ้ม ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscope, SEM) และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (transmission electron microscope, TEM)

รูปแบบการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนา

สถานที่ทำการศึกษา: ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ และภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กลุ่มตัวอย่าง: พยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียที่ออกจากถุงหุ้ม ซึ่งได้จากปลาที่ติดเชื้อพยาธิตามแหล่งระบาดในจังหวัดขอนแก่น

วิธีการศึกษา: นำพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรีย มาย่อยถุงหุ้มด้วยสารละลาย trypsin ความเข้มข้น 1% นำพยาธิที่ออกจากถุงหุ้มมาเข้าสู่กระบวนการเตรียมตัวอย่าง สำหรับศึกษาด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน

ผลการวิจัย:  จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดพบ tegumentary  papilla     ที่ผนังลำตัว 4 ชนิด ชนิดที่ 1 เป็นปุ่มนูนเล็กมี cilium ยาวอันเดียว ชนิดที่ 2 มี cilium สั้นอันเดียวยื่นออกมาจากปุ่มนูนที่ใหญ่กว่าชนิดที่ 1 ส่วนชนิดที่ 3 มีลักษณะเป็นปุ่ม 2-3 ปุ่มอยู่บนฐานนูน dome shape ขนาดใหญ่เดียวกันโดยมีความยาวของ cilium ต่างกัน  ชนิดที่ 4 เป็นปุ่มนูนเดี่ยวไม่มี cilium พบเฉพาะที่ขอบด้านในของ oral และ ventral sucker  เมื่อศึกษา tegumentary papilla ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน พบ tegumentary papilla 2 ชนิด คือ ชนิดที่มี cilium เพียงเส้นเดียว (type A) และไม่มี cilium (type B) อาศัยรูปร่างลักษณะ และ ultrastructure ของ bulbous ending สามารถแบ่ง tegumentary papilla type A ได้เป็น 3 กลุ่มย่อย (A1, A2 และ A3) ส่วน type B มีลักษณะของผนังลำตัวชั้นนอกของพยาธินูนขึ้นจากแนวลำตัวปกติ และไม่มีช่องทางติดต่อระหว่างภายใน bulbous ending กับสิ่งแวดล้อมภายนอก

สรุป: จากการศึกษาด้วย SEM พยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียที่ออกจากถุงหุ้ม           มี tegumentary papilla แตกต่างกัน 4 ชนิด ส่วนการศึกษาด้วย TEM แยก tegumentary papilla ได้ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่มี cilium เส้นเดียว (uniciliated papilla) และชนิดที่ไม่มี cilium (non-ciliated papilla)  ชนิดที่มี cilium สามารถแบ่งได้เป็นอีกสามกลุ่มย่อย โดยอาศัยโครงสร้างภายในของ bulbous ending ในการศึกษาด้วย TEM พบ nerve process ทอดตัวต่อเนื่องไปยัง bulbous ending เป็นตัวสนับสนุนว่า  tegumentary papilla เหล่านี้น่าจะเป็น sensory receptor ที่รับความรู้สึกชนิดต่างๆ ของพยาธิ มีเพียง tegumentary papilla ชนิดที่ 2 ที่พบใน SEM ที่สัมพันธ์กับ uniciliated papilla ชนิด A1 ที่พบใน TEM เนื่องจากพบที่ตำแหน่งเดียวกันคือพบบนขอบของ oral sucker  

 

Background: Opisthorchiasis, caused by liver fluke  Opisthorchis viverrini  is  endemic  in many countries of the Southeast Asia such as Thailand, Laos PDR, Cambodia and South Vietnam. It is a medically important fluke which causes several hepatobiliary diseases and cholangiocarcinoma.  The tegument of O. viverrini is served as the site for sensory input.  When the metacercaria infects to human, it excysts and migrates into bile ducts by creeping to pass the hepatopancreatic ampulla. The metacercaria might be equipped with some sensory perceptions. The tegumentary papillae may have a role for sensation. No detail of the ultrastructural of the tegumentary papillae of the O. viverrini has been studied.

Objective:  To study the ultrastructure of the tegumentary papillae of newly excysted O. viverrini metacercariae by scanning electron microscopy (SEM) and transmission electron microscopy (TEM).

Study design: Descriptive study based on morphological observation at the ultrastructureral level.

Setting: Department of Anatomy and Department of Parasitology, Faculty of Medicine,

 Khon Kaen  University, Thailand.

Materials and Methods:  O.  viverrini metacercariae obtained from naturally infected cyprinoid fish in endemic area in Khon Kaen were excysted by suspending in 0.1% trypsin solution. The newly excysted metacercariae were processed and observed with a scanning and                  a transmission electron microscopes. 

Results: SEM studies of tegumentary papillae identified four types of papillae. Type I was a small conical papilla with long cilium (Fig. 1). Type II possessed short cilium and a larger conical papilla than type I (Fig. 2). Type III was characterized by grouping of 2-3 conical papillae on a dome-shaped base with variable length of the cilia (Fig. 3).  Type IV was non-ciliated conical papilla and found solely on inner lip of the oral and ventral suckers (Fig. 4).

TEM observation revealed two types of tegumantary papillae, ciliated (type A) and non-ciliated (type B) papillae. Only one cilium was found in all ciliated tegumantary papillae. Based on morphology of tegumentary papillae and ultrastructures of the bulbous ending, the ciliated papillae were further divided into three subtypes (A1, A2 and A3).   In type B, there was an elevation of the tegument and the bulbous ending was lack communication with the external surface.

Conclusions:  As seen by SEM, there were four types of tegumentary papillae of the excysted  O.  viverrini  metacercaria. By TEM observation, only two types of tegumentary papillae, uniciliated and non-ciliated were found. Based on internal structures of the bulbous ending, the uniciliated tegumentary  papillae  were further divided into  three subtypes . The evidence of a nerve process leading to the bulbous ending in the TEM study supported that these tegumentary papillae may consider to serve as  a structure for sensory perception. Only the type II papilla in SEM study and uniciliated papilla type A1 in TEM were both located in the outer lip of the oral sucker. Therefore, they might be the same type of papillae.

Key words:  Opisthorchis viverrini, metaceraria, papillae, SEM, TEM

 

 

บทนำ

พยาธิที่เป็นสาเหตุของโรค opisthorchiasis ในคนได้แก่ พยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini ซึ่งพบระบาดอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และตอนใต้ของเวียดนาม 1,2  ในประเทศไทยพบระบาดมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดขอนแก่น  การติดเชื้อพยาธิ O. viverrini เกิดจากการรับประทานอาหารที่ทำจากปลาดิบในตระกูลปลาตะเพียน เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ส้มปลา จ่อมปลาน้อย เป็นต้น เมื่อคนบริโภคเนื้อปลาที่ปนเปื้อนตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิเข้าไป ตัวอ่อนที่มีถุงหุ้ (encysted metacercaria)      จะถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ได้ตัวอ่อนเรียกว่า excysted metacercaria และเดินทางผ่านท่อน้ำดีรวม (common bile duct ) คืบคลานต่อไปยังท่อน้ำดีภายในตับ (intra-hepatic duct)3  และอาศัยอยู่จนเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย  การเดินทางของพยาธิเพื่อมายังท่อน้ำดีน่าจะมีโครงสร้างที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ผนังลำตัวของพยาธิ

การศึกษาที่ผนังลำตัวของพยาธิตัวแบนพบ  tegumentary papilla จำนวนมาก และมีรายงานว่า tegumentary papilla เหล่านี้เป็น sensory papilla4  ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึก  โครงสร้างดังกล่าวน่าจะเป็นตัวสำคัญที่นำพยาธิเข้าสู่โฮสต์กลางหรือการเคลื่อนที่เข้าอาศัยในโฮสต์สุดท้าย มีการศึกษาโครงสร้างของผนังลำตัวของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ในระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย5  ส่วนการศึกษาลักษณะของ tegumentary papilla ด้วย SEM ของพยาธิชนิดนี้มีเพียง รายงานของ Apinhasmit และคณะ ในปี 19936  ยังไม่มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับ ultrastructure ของ tegumentary papilla ในพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียด้วย TEM

วัตถุประสงค์

1. ศึกษารูปร่างลักษณะ ของ tegumentary papilla ของพยาธิใบไม้ตับชนิด O. viverrini         ระยะเมตาเซอร์คาเรียด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด

2. ศึกษาโครงสร้างภายในของ tegumentary papilla ของพยาธิใบไม้ตับชนิด O. viverrini      ระยะเมตาเซอร์คาเรียด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน

 

วิธีการศึกษา

1. การเตรียมตัวอย่างพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini  ระยะเมตาเซอร์คาเรีย

            นำปลาในตระกูลปลาตะเพียน (cyprinoid fish) ซึ่งได้จากแหล่งระบาดในจังหวัดขอนแก่นมาบดด้วยเครื่องบดเนื้อ ปั่นละเอียดด้วยเครื่องปั่นผลไม้ นำเนื้อปลาไปย่อยด้วย  pepsin 0.25% HCl solution นำไป incubate ใน shaking water bath  ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง แล้วนำมากรองผ่านตะแกรงที่มีขนาดรู 850, 300 และ 250 ไมโครเมตร ตามลำดับ เพื่อแยกกากขนาดใหญ่ออก จากนั้นนำมากรองด้วยตะแกรงซึ่งมีความถี่ขนาด 106  ไมโครเมตร  นำไปตกตะกอนในสารละลาย NaCl ความเข้มข้น 0.85% แยกเอาเฉพาะเมตาเซอร์คาเรียของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini  ภายใต้กล้องสามมิติ (stereoscope) โดยเลือกเฉพาะตัวที่สังเกตเห็น oral sucker, ventral sucker ชัดเจน ภายในลำตัวมีเม็ดสีน้ำตาลกระจายอยู่โดยทั่วไป และ excretory bladder มีแกรนูลเล็กๆ สีน้ำตาลดำ และตัวอ่อนพยาธิที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงอยู่ภายในซีสต์7  จากนั้นนำไปย่อยผนังหุ้มโดยใช้สารละลาย  trypsin ความเข้มข้น 1% ประมาณ 30 นาที ล้างตัวอ่อนพยาธิที่ออกจากถุงหุ้มด้วยน้ำเกลือ 3 ครั้ง เก็บไว้ในตู้เย็น  4 องศาเซลเซียส  ศึกษา tegumentary papilla ของตัวอ่อนระยะเมตาเซอร์คาเรียด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน

2.  การเตรียมตัวอย่างเพื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

     2.1 ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างเพื่อศึกษาด้วย SEM นำพยาธิจำนวน 20 ตัวที่แช่ใน modified Karnovsky’s fixative อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ล้างด้วย 0.1 M phosphate  buffer และ postfix ด้วย  osmium  tetroxide 1% ใน 0.1 M phosphate buffer อย่างน้อย 2 ชั่วโมง ล้างด้วย 0.1 M phosphate buffer  ทำการดึงน้ำออกจากตัวอย่าง (dehydration) ด้วยแอลกอฮอล์ครั้งละ 15 นาที  โดยเริ่มจาก 50%, 70%, 80%, 90%, 95% และ 100% (2 ครั้ง) ตามลำดับ แช่ตัวอย่างใน amyl acetate จากนั้นทำให้ตัวอย่างแห้งด้วยเครื่อง Critical Point Dryer (HITACHI HCP-2) (CPD) โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหลวเป็นตัวกลาง นำตัวอย่างติดบน metal stub เคลือบด้วยทองหนาประมาณ 20-50 นาโนเมตรโดยใช้เครื่อง ion coater (Eiko IB3) นำตัวอย่างที่ได้มาศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด(HITACHI S-3000N, S-3200N) ที่ accelerating voltage 10 kV. บันทึกภาพที่ต้องการ

2.2 ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างเพื่อศึกษาด้วย TEM นำพยาธิ 20 ตัวที่แช่ใน modified Karnovsky’s fixative อย่างน้อย 24 ชั่วโมง มาล้างด้วย 0.1 M phosphate  buffer postfix ด้วย  osmium  tetroxide 1% ใน 0.1 M phosphate buffer อย่างน้อย 2 ชั่วโมง    ล้างด้วย 0.1 M phosphate ทำการดึงน้ำออกจากตัวพยาธิด้วยแอลกอฮอล์ โดยเริ่มจาก 50%, 70%, 80%, 90%, 95% และ 100% (2 ครั้ง) ครั้งละ 20 นาที ตามลำดับ จากนั้นนำพยาธิมา infiltration ด้วย araldite แล้วนำมาฝัง (embed) ในพลาสติก (araldite) โดยใส่ตัวอย่าง ใน flat mold และอบในตู้อบ      60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 18 - 48 ชั่วโมง นำ block ตัวอย่างมาตัดแต่งหน้า block และตัด semithin section ด้วย  ultramicrotome ย้อมสองครั้งด้วย  1% toluidine blue และ 1% basic fushin หาตำแหน่งที่ต้องการ และตัด section มีความบาง 60 – 90 นาโนเมตร เก็บตัวอย่างด้วย copper grid ย้อมด้วย uranyl acetate และ lead citrate อย่างละ 30 นาที     นำตัวอย่างมาศึกษาและถ่ายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องผ่านด้วยเครื่อง  HITACHI H 600 electron microscope ที่ accelerating voltage 75 kV.

 

ผลการศึกษา

ลักษณะของ sensory papilla จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด

พบ tegumentary  papilla  กระจายอยู่รอบตัว มีลักษณะเป็นปุ่มนูนขึ้นมาจากผิวของตัวพยาธิ จากรูปร่างลักษณะภายนอกและความยาวของ  cilium  แบ่ง  tegumentary papilla ได้เป็น 4 ชนิด (ตารางที่ 1) ชนิดที่ 1 มี  cilium  ยาวเส้นเดียวยื่นออกมาจากฐานที่มีลักษณะเป็นปุ่มนูนเล็กซึ่งเกิดจากการยกตัวขึ้นเล็กน้อยของผนังลำตัว (small papilla with long cilium)  cilium  มีความยาว ประมาณ 2.90-5.61 ไมโครเมตร และมีฐานกว้างประมาณ 1.35-1.62 ไมโครเมตร   cilium  ชนิดนี้มีความยาวกว่า  cilium  ชนิดอื่นๆ พบ papilla ชนิดที่ 1 ประมาณ 8 ปุ่ม เรียงตัวเป็นวงอยู่รอบๆ ช่องขับถ่ายของเสีย (excretory pore) ของตัวพยาธิ (รูปที่ 1)  และพบที่บริเวณ 1/5 ทางด้านท้ายของลำตัว ชนิดที่ 2 (รูปที่ 2)  เป็นปุ่มนูนมี  cilium  สั้นเส้นเดียวยื่นออกมาจากฐานที่มีลักษณะเป็นปุ่มนูนใหญ่รูปกรวยคว่ำ (large conical papilla with short cilium) มีฐานกว้างประมาณ 0.62-2.50 ไมโครเมตร และ  cilium  ยาวประมาณ 1.87-3.40 ไมโครเมตร พบแห่งละประมาณ 6-9 ปุ่มที่บริเวณส่วนหน้าทางด้านท้องและทางด้านหลังของตัวพยาธิ ซึ่งจัดเรียงตัวเป็นแนวตามยาวของลำตัว นอกจากนี้ยังพบรอบๆ oral sucker (รูปที่ 3)  โดยเรียงตัวเป็นวง 2 วง วงละ 5 ปุ่ม ซึ่ง papilla บริเวณนี้มีขนาดเล็กกว่าที่พบบริเวณด้านท้องและด้านหลัง ชนิดที่ 3 เป็นปุ่มนูน 2-4 ปุ่ม อยู่บนฐานนูน dome shape ขนาดใหญ่เดียวกัน (รูปที่ 2, 3) ฐานกว้างประมาณ 2.90-5.90 ไมโครเมตร แต่ละปุ่มมี cilium ที่มีความยาวแตกต่างกัน cilium ชนิดสั้นมีความยาวประมาณ 0.52 ไมโครเมตร ส่วน  cilium  ชนิดยาวมีความยาวประมาณ 2.28 ไมโครเมตร ขนาดของปุ่ม papilla บนฐานนูนมีขนาดใกล้เคียงกันประมาณ 0.67 ไมโครเมตร  papilla ชนิดนี้เรียงตัวเป็นแนวตามยาวของลำตัวที่ด้านหลังและด้านท้อง  แห่งละ 6-9  ปุ่ม และยังพบที่ด้านข้างลำตัวประมาณ 8-10 ปุ่ม ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่พบบริเวณอื่นๆ ด้านท้องของพยาธิ      มักพบ papilla ชนิดที่ 3 กระจายอยู่ใกล้ๆ  ชนิดที่ 2   ส่วน papilla  ชนิดที่ 4 (รูปที่ 4) เป็นปุ่มนูนรูปกรวยคว่ำเดี่ยวไม่มี cilium (non-ciliated with conical papilla) พบเฉพาะที่ขอบด้านในของ oral และ ventral sucker แห่งละประมาณ 4 ปุ่ม โดยแต่ละปุ่มมีฐานกว้างประมาณ 2.38-3.57 ไมโครเมตร และสูง 2.14 ไมโครเมตร

 

ตารางที่ 1 สรุปชนิด ขนาด และตำแหน่งที่พบ tegumenatry papillae ของ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียจากการศึกษาด้วย SEM

ชนิด

รูปร่างลักษณะ

ความยาวฐาน(ไมโครเมตร)

ตำแหน่งที่พบ

Type I

small papilla with long cilium

 

1.35-1.62

- รอบ ๆ excretory pore

- บริเวณตำแหน่ง 4/5 ของลำตัวจนถึง

   ปลายสุดทางด้านท้าย

Type II

large conical papilla with short cilium

 

0.62-2.50

- บริเวณส่วนหน้าทางด้านท้องและ

   ทางด้านหลัง

-  ตำแหน่งรอบๆ oral sucker

Type III

multiconical papilla on a dome-shaped base with cilia

 

2.90-5.90

- บริเวณส่วนหน้าทางด้านท้องและ

   ทางด้านหลัง

- สองข้างของลำตัว

Type IV

non-ciliate with conical papilla

 

2.38-3.57

- ขอบด้านในของ oral

   sucker และ ventral sucker

 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะของ sensory papilla จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน

พบ sensory papilla ประกอบด้วย bulbous ending มีลักษณะเป็นรูปโดมแทรกตัวผ่านชั้นกล้ามเนื้อ และ basal lamina และอยู่ในชั้นผนังลำตัวชั้นนอก แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดมี  cilium เส้นเดียว (uniciliated papilla) และชนิดไม่มี cilium (non-ciliated papilla) โดยชนิดที่มี cilium  สามารถแบ่งตามโครงสร้างภายในได้ 3 ชนิดย่อย คือ A1, A2 และ A3  ชนิด A1 (รูปที่ 5) พบที่ขอบนอกของ ventral sucker มี  cilium  ยาวยื่นออกมาจาก bulbous ending โดยไม่มี membrane ของ tegument หุ้มอยู่ มี tegument collar ยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากผนังลำตัว พบ electron dense area ที่ปลายของ  cilium  ภายใน bulbous ending พบ septate desmosome เชื่อมระหว่างผนังของ bulbous ending ที่บริเวณ  electron dense collar กับ tegumentary membrane ที่อยู่ตรงกันข้าม พบ cross-striated rootlet ขนาดใหญ่ โดยมี basal body เป็นตัวยึด  cilium  ไว้กับ rootlet มี electron lucent vesicle  จำนวนมากอยู่ใน bulbous ending   บริเวณส่วนล่างของ bulbous ending ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นช่วงต่อระหว่าง bulbous ending กับผนังลำตัวชั้นใน พบโครงสร้างคล้ายปลายประสาทยื่นผ่านชั้นกล้ามเนื้อและ basal lamina ต่อเนื่องกับส่วนปลายของ bulbous ending (รูปที่ 6)  ชนิด A2 มี  cilium  สั้นยื่นผ่านผนังลำตัวชั้นนอกขึ้นมา โดยมี tegument collar ยื่นขึ้นมาล้อมรอบ  cilium  ซึ่งความสูงของ tegument collar เกือบเท่ากับความยาวของ  cilium  ในช่องว่างระหว่าง tegument collar พบ electron lucent vesicle ที่ปลายสุดของ  cilium  มีแถบสีดำเข้ม ภายใน bulbous ending ประกอบด้วย mitochondria, electron lucent vesicle, electron dense collar สองอัน ซึ่งพบว่า electron dense collar อันบนใหญ่กว่าอันที่อยู่ถัดลงมา และพบ basal body ที่ฐานของ  cilium   (รูปที่ 7) ชนิด A3 มี tegument collar ค่อนข้างหนาล้อมรอบ  cilium  ที่ยื่นขึ้นมา ซึ่ง tegument collar ที่ล้อมรอบนี้สูงเพียงครึ่งหนึ่งของความยาวของ  cilium  และมี electron dense area ที่ปลายสุดของ  cilium  ภายใน bulbous ending ประกอบด้วย mitochondria, electron lucent vesicle, electron dense collar ขนาดใหญ่สองอัน และไม่พบ rootlet ภายในกระเปาะ    แต่พบ basal body และ basal plate บางๆ วางตั้งฉากกับ axoneme  ฐานของ  cilium  พบ papilla ชนิดนี้ที่ด้านหลังและด้านท้องบริเวณส่วนหน้าของลำตัวพยาธิ ที่แกนกลางของ  cilium  พบโครงสร้างเป็นลักษณะของ microtubule (รูปที่ 8) ส่วนชนิด B เป็น sensory papilla แบบไม่มี  cilium (non-ciliated papilla) (รูปที่ 9) ผนังลำตัวชั้นนอกของพยาธินูนขึ้นจาก bulbous ending ดันตัวสูงขึ้นจากแนวลำตัวปกติโดยที่ยังมีผนังลำตัวปกคลุมอยู่ จึงไม่มีช่องทางที่ติดกันระหว่างภายในกระเปาะและสิ่งแวดล้อมภายนอก ภายใน bulbous ending ประกอบด้วย electron lucent vesicle, septate desmosome และ electron dense collar สองอันที่ส่วนบนสุดของ bulbous ending พบ  papilla ชนิดนี้ที่บริเวณส่วนหน้าทางด้านหลังของลำตัวพยาธิ

 

วิจารณ์

รูปร่างลักษณะของ tegumentary papilla ที่ศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดของพยาธิมีความแตกต่างกันในแต่ละระยะและสายพันธ์ มีรายงานว่า tequmentary papilla เหล่านี้เป็น sensory papilla ทำหน้าที่เป็น sensory receptor ของพยาธิ เช่น ระยะเซอร์คาเรียของ Creppidostomum sp. พบ sensory papilla 7 ชนิด8, Echinostoma caproni พบ sensory papilla 2 ชนิด9 ในระยะเมตาเซอร์คาเรีย มีการศึกษาใน Metagonimus  miyatai พบ sensory papilla 2 ชนิด10 ส่วนใน Himasthla alincia พบ sensory papilla 2 ชนิด ทั้งในระยะเมตาเซอร์คาเรียและตัวเต็มวัย11  Fujino4 ศึกษา sensory papilla ของพยาธิใบไม้ตับ Clonorchis sinensis ระยะตัวอ่อนที่เพิ่งออกจากถุงหุ้ม, ระยะตัวอ่อน 1 สัปดาห์ และตัวเต็มวัย จากการศึกษาพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียในครั้งนี้พบ tegumentary papilla ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่รายงานว่าเป็น sensory papilla ทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 มี cilium ยาวเส้นเดียวยื่นออกมาจากฐานที่มีลักษณะเป็นปุ่มนูนเล็กมีฐานกว้างประมาณ 1.35-1.62 ไมโครเมตร และ ชนิดที่ 2 เป็นปุ่มนูนใหญ่รูปกรวยคว่ำขนาดฐานกว้างประมาณ 0.62-2.50 ไมโครเมตร ซึ่งทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2  คล้ายกับ ชนิด A ที่มี cilium ยาวเส้นเดี่ยวที่ทำการศึกษาโดย Apinhasmit และคณะ6 แต่มีฐานที่ใหญ่กว่า (3.12 ไมโครเมตร) แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า cilium มีความยาวแตกต่างกัน จึงแบ่ง unicilate papilla เป็น 2 ชนิด  คือ ชนิดที่ 1 มีความยาวประมาณ 1.35-1.62 ไมโครเมตร  และชนิดที่ 2  มีความยาวประมาณ     2.90-5.61 ไมโครเมตร   รูปร่างของ sensory papilla ชนิดที่ 2 เป็นปุ่มนูนใหญ่รูปกรวยคว่ำ คล้ายกับ sensory papilla ที่พบใน Clonorchis sinensis 4  และ Fasciola  hepatica 12,13   ส่วน unicilate papilla ที่มี cilium ยาวเส้นเดี่ยว (ชนิดที่ 1)  พบที่บริเวณรอบๆ  excretory pore  เหมือนกับ ชนิด A ที่ทำการศึกษาโดย Apinhasmit และคณะ6 แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบ unicilate papilla ชนิดนี้ที่ด้านท้องบริเวณ 1/5 ทางด้านท้ายของลำตัวด้วย ส่วนชนิดที่ 2 ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ มีการจัดเรียงตัวเป็นแถวตามแนวยาวของลำตัว พบทั้งด้านหลัง ด้านท้อง และด้านข้างของลำตัว ชนิดที่ 3 tegumentary papilla ที่มีรูปร่างเป็นปุ่มนูน 2-4 ปุ่ม ตั้งอยู่บนฐาน dome shape ขนาดใหญ่อันเดียวกัน มีฐานกว้างประมาณ 2.90-5.90 ไมโครเมตร ซึ่งขนาดและรูปร่างคล้ายกันกับ ชนิด B ที่เป็นกลุ่ม papilla 2-4 ปุ่ม วางอยู่บนฐานที่มีรูปร่าง dome shape (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.41-5.0  ไมโครเมตร)6  นอกจากนี้ tegumentary papilla ชนิดนี้ยังคล้ายกับที่พบในพยาธิใบไม้ตับชนิด  Clonorchis sinensis 4  อีกด้วย ชนิดที่ 4 เป็น tegumentary papilla ที่มีลักษณะเป็นปุ่มนูนเดี่ยวขนาดใหญ่ไม่มี cilium ความกว้างฐานประมาณ 2.38-3.57 ไมโครเมตร รูปร่างคล้ายกับ ชนิด C  (เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 3.21 ไมโครเมตร)  ในการศึกษาของ Apinhasmit และคณะ6 และยังมีรูปร่างคล้ายกับ tegumentary papilla ที่พบในพยาธิใบไม้ตับชนิด Clonorchis sinensis 4 และ F.  hepatica12,13   ในการศึกษาครั้งนี้  tegumentary papilla ชนิดที่ 4 มีการกระจายตัวเป็นวงที่ขอบของ oral และ ventral sucker ขณะที่รายงานการศึกษาอื่นๆ พบเฉพาะที่ ventral sucker เท่านั้น 6,12,13  tegumentary papilla ชนิดที่ 1-3 เป็นชนิดที่มี cilium เชื่อว่า sensory papilla เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น mechanoreceptor และ tangoreceptor สำหรับ light touch6  ในขณะที่ tegumentary papilla ชนิด non-ciliated ซึ่งพบที่ตำแหน่ง oral และ ventral sucker นั้น จึงน่าจะทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับแรงกด และรับความรู้สึกเกี่ยวกับการรับสัมผัสระหว่างพยาธิกับโฮสต์ 6         จากการศึกษาในระยะตัวเต็มวัยของพยาธิ Clonorchis sinensis 4 และ O. viverrini 6  พบว่ามีชนิดของ tegumentary papilla เหมือนในระยะเมตาเซอร์คาเรีย แต่มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนการกระจายและการจัดเรียงตัวของ tegumentary papilla  คงเดิม ซึ่งอาจสรุปได้ว่าการจัดเรียงตัวของ tegumentary papilla ของพยาธิใบไม้ตับ O. viverrini มีรูปแบบที่แน่นอน

การศึกษาจุลกายวิภาคของ sensory papilla ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) ในพยาธิใบไม้ตับ O.  viverrini ในระยะเมตาเซอร์คาเรียยังไม่มีผู้ศึกษามาก่อน ผลการศึกษาครั้งนี้จำแนก sensory papilla ออกเป็น 2 ชนิด คือชนิด A เป็น sensory papilla ที่มี  cilium  เส้นเดียว และชนิด B ซึ่งไม่พบ  cilium  ชนิด A แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีก 3 กลุ่ม ชนิด A1 คล้ายกับ papilla receptor ของ Clonorchis sinensis ชนิด A4   ส่วนชนิด A2 มี cilium สั้นยื่นทะลุผ่านผนังชั้นนอกขึ้นมา ที่ปลายสุดของ cilium มีแถบสีดำเข้ม และพบโครงสร้าง ซึ่งคล้ายกับ Nicolla gallica ในระยะเซอร์คาเรีย13 และ Diplostomum pseudospathaceum ระยะเซอร์คาเรีย15   ชนิด A3 มี tegument collar ค่อนข้างหนาและสูงล้อมรอบ  cilium  มีลักษณะโครงสร้างของ bulbous ending คล้ายกับรายงานการศึกษาใน Diplostomum pseudospathaceum ระยะเซอร์คาเรีย15 และ Bunodera sp.8    ชนิด B เป็น non-ciliated sensory papilla ที่มีลักษณะคล้ายกับนี้ในระยะเมตาเซอร์คาเรียของ Clonorchis sinensis4 และ Diplostomum pseudospathaceum ระยะเซอร์คาเรีย14  จากรายงานใน  Diplostomum pseudospathaceum ระยะเซอร์คาเรีย แยก sensory papilla ได้ถึง 13 ชนิด จากโครงสร้างภายในของ sensory papilla และตำแหน่งที่พบสันนิษฐานได้ว่าโครงสร้างเหล่านี้มีหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับรับความรู้สึกสัมผัส (tangoreceptor) Czubaj 14  

ผลการศึกษาจุลกายวิภาคของ tegumentary papilla ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) จากรูปร่างลักษณะภายนอกของ tegumentary papilla ไม่สามารถบอกความสัมพันธ์ระหว่าง tegumentary papilla ที่พบใน SEM กับที่พบในการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) ได้อย่างชัดเจน ต้องอิงกับตำแหน่งที่พบ tegumentary papilla เป็นจุดสังเกตร่วมด้วย สันนิษฐานได้ว่า tegumentary papilla ชนิดที่ 2 ที่พบใน SEM น่าจะเป็นชนิดเดียวกันกับ uniciliated papilla ชนิด A1 ที่พบใน TEM เนื่องจากพบที่ตำแหน่งเดียวกันคือพบบนขอบของ oral sucker  ส่วนชนิดที่ 4  ที่พบใน SEM  แม้ว่าจะมีลักษณะเป็น non-ciliated คล้ายกันกับชนิด B ที่พบในการศึกษาด้วย TEM แต่ตำแหน่งที่พบไม่สัมพันธ์กันจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็น tegumentary papilla ชนิดเดียวกัน  จากการพบโครงสร้างที่มีลักษณะของ  nerve process  ยื่นต่อเนื่องไปยัง bulbous ending เป็นการบ่งบอกว่า tegumentary papilla เหล่านี้เป็น sensory receptor ที่ทำหน้าที่เป็น mechanoreceptor และ chemoreceptor รับความรู้สึกต่างๆ จากภายนอก6,15  เพื่อนำทางเมตาเซอร์คาเรียเดินทางไปยังท่อน้ำดีภายในตับ ส่วนชนิด non-ciliated papilla ซึ่งไม่มีทางติดต่อต่อกับสิ่งแวดล้อมภายนอก น่าจะเป็น sensory receptor ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ mechanoreceptor รับความรู้สึกต่อแรงกด (pressure)6  

สรุป

ผลการศึกษาด้วย SEM พยาธิใบไม้ตับ O. viverrini ระยะเมตาเซอร์คาเรียที่ออกจากถุงหุ้ม  พบ tegumentary papilla แตกต่างกัน 4 ชนิด แต่ละชนิดพบที่ตำแหน่งแตกต่างกันและมีรูปแบบการกระจายที่เป็นแบบแผน  จากกการศึกษาด้วย TEM สามารถแบ่ง tegumentary papilla ได้เป็น 2 ชนิด คือชนิดที่มี cilium และไม่มี cilium  ชนิดที่มี cilium อาศัยลักษณะโครงสร้างภายในของ bulbous ending  แบ่งได้เป็นอีก 3 กลุ่มย่อย มีเพียง tegumentary papilla ชนิดที่ 2 ที่พบใน SEM ที่สันนิษฐานได้ว่าเป็นชนิดเดียวกับ uniciliated papilla ชนิด A1 ใน TEM เพราะพบที่ตำแหน่งเดียวกัน คือ ที่ขอบนอกของ oral sucker การพบโครงสร้างที่คล้าย nerve process ที่มี bulbous ending ช่วยสนับสนุนว่า tegumentary papilla เป็นโครงสร้างที่รับความรู้สึกจากภายนอก

เอกสารอ้างอิง

1. Preuksaraj S.  Public health aspects of opisthorchiasis in Thailand.  Arzneinmittelforschung 1984;34:1119-20.

2. Le TH, Van De N, Blair D, Sithithaworn P, McManus DP.  Clonorchis sinensis and Opisthorchis viverrini: development of a mitochondrial-based multiplex PCR for their identification and discrimination.  Exp Parasitol 2006;112:109-14.

3. Kaewkes S, Elkins DB, Sithithaworn P, Haswell-Elkins MR.  Comparative studies on the morphology of the eggs of Opisthorchis viverrini and lecithodendrid trematodas.  Southeast Asian J Trop Med Public Health 1991;22:623-30.

4. Fujino T, Ishii Y, Choi DW.  Surface ultrastructure of the tegument of Clonorchis sinensis newly excysted juvenile and adult worms.  J Parasitol 1979; 65: 579-90.

5. Sobhon P, Apinhasmit W.  Opisthorchis viverrini : the tegumental cytoskeleton.  Int J Parasitol 1995; 25: 787-96.

6.  Apinhasmit W, Sobhon P, Saitongdee P, Upatham ES.  Opisthorchis viverrini: changes of the tegumental surface in newly excysted juvenile, first-week and adult flukes.  Int J Parasitol 1993; 23: 829-39.

7. Vajrasthira S, Harinasuta C, Kamiya Y.  The morphology of the metacercariae of Opisthorchis  viverrini with special reference to the excretory system.  Ann Trop Med Parasit.  1961; 55: 413-7.

8. Bogea T, Caira JN.  Ultrastructure and chaetotaxy of seneory receptors in the cercariae of  a species of Allopodocotyle Pritchard 1996 (Digenea: Opecoelidae).  Mem Inst Oswaldo Cruz 2001; 96: 205-14.

9.  Nakano T, Fujino T, Washioka H, Tonosaki A, Goto K, Fried B.  Tegumentary papillae of Echinostoma caproni cercariae (Trematoda: Echinostomatidae).  Parasitol Res 2003; 89: 446-50.

10. Chai JY, Kang YJ, Choi SY, Guk SM, Yu JR, Lee SH.  Surface ultrastructure of

Metaginimus miyatai metacercariae and adults.  Korean J parasitol 1998; 36: 217-25.

11. Han ET, Han KY, Chai JY.  Tegumental ultrastructure of the juvenile and adult Himasthla alincia (Digenea: Echinostomatidae).  Korean J Parasitol  2003; 41: 17-25.

12. Benett CE.  Surface features, sensory structures and movement of the newly excysted juvenile Fasciola hepatica L.  J Parasitol 1975a; 61: 886-91.

          13 Bennett CE.  Scanning electron microscopy of Fasciola hepatica L.  during growth and maturation in the mouse.  J Parasitol 1975; 61: 892-8.

14.  Pariselle A, Matricon-Gondran M.  A new type of ciliated sensory receptor in the

cercariae of Nicolla gallica (Trematoda).  Z Parasitenkd 1985; 71: 353-64.

15. Czubaj A, Niewiadomska K.  Ultrastructure of sensory Endings in Diplostomaum pseudospathaceum Niewiadomska, 1874 Cercaria (Digenea: Diplostomidae).   Int J Parasitol 1996; 26: 1217-25.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Current Roles of Liver Fluke on Occurrence of Cholangiocarcinoma (บทบาทของพยาธิใบไม้ตับต่อการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีในสถานการณ์ปัจจุบัน)
 
Participatory Learning of parent and Primary School Children for Hook worm problem in Chumni district, Burerum Province (กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ต่อปัญหาโรคพยาธิปากขอ อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์)
 
A comparative study of treatments of head with 25% ben benzyl benzoate to 1% gamma benzene hexachloride (การรักษาเหาด้วย 25% benzyl benzoate กับ 1% gamma benzene hexachloride)
 
Albendazole in the treatment of uncomplicated strongyloidiasis by using the agar plate method ()
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Parassiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0