Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Black Yeast and Related Fungi : General Characters and Medical Importance

แบล็คยีสต์และกลุ่มเชื้อราใกล้เคียง : ลักษณะทั่วไปและความสำคัญทางการแพทย์ : ตอนที่ 1

Kittipan Samerpitak (กิตติพันธุ์ เสมอพิทักษ์) 1




บทนำ

          แบล็คยีสต์และเชื้อรากลุ่มใกล้เคียง เป็นกลุ่มเชื้อราที่พบตามธรรมชาติ ดำรงชีวิตเป็นตัวกินซาก (saprobe) มีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลาย (decomposer) ที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารดังเช่นจุลินทรีย์ทั่วไป  เดิมเชื้อรากลุ่มนี้ถูกจัดรวมไว้ในกลุ่มของราดำ (dematiaceous fungi) มีบทบาทมานาน ทั้งด้านประโยชน์และโทษ เช่น ใช้ในกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม หรือ การก่อโรคกับคน  แต่ในปัจจุบันด้วยความรู้ วิธีการศึกษา และวิทยาการทางห้องปฏิบัติการที่ก้าวหน้า ทำให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับเชื้อรากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อลักษณะทางอนุกรมวิธานที่เคยจัดจำแนกไว้ รวมไปถึงบทบาทต่อคนโดยเฉพาะการก่อโรคของเชื้อราในกลุ่มนี้ ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

ตอนที่ 1 : ลักษณะทั่วไป

บทนำ

          แบล็คยีสต์และเชื้อรากลุ่มใกล้เคียง เป็นกลุ่มเชื้อราที่พบตามธรรมชาติ ดำรงชีวิตเป็นตัวกินซาก (saprobe) มีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลาย (decomposer) ที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารดังเช่นจุลินทรีย์ทั่วไป  เดิมเชื้อรากลุ่มนี้ถูกจัดรวมไว้ในกลุ่มของราดำ (dematiaceous fungi) มีบทบาทมานาน ทั้งด้านประโยชน์และโทษ เช่น ใช้ในกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม หรือ การก่อโรคกับคน  แต่ในปัจจุบันด้วยความรู้ วิธีการศึกษา และวิทยาการทางห้องปฏิบัติการที่ก้าวหน้า ทำให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับเชื้อรากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อลักษณะทางอนุกรมวิธานที่เคยจัดจำแนกไว้ รวมไปถึงบทบาทต่อคนโดยเฉพาะการก่อโรคของเชื้อราในกลุ่มนี้ ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

อนุกรมวิธานของแบล็คยีสต์และกลุ่มเชื้อราใกล้เคียง

          แบล็คยีสต์ หมายถึง กลุ่มเชื้อราที่สร้างสปอร์ด้วยการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ได้เป็นเซลล์ยีสต์ที่มีสีเข้มเนื่องจากมีเมลานินที่ผนังเซลล์ วิธีการสืบพันธุ์ที่ใช้มีหลายแบบ โดยถ้าใช้วีธีแตกหน่อ(budding) เซลล์ยีสต์หรือสปอร์ที่เกิดขึ้นจะมีส่วนผนังเซลล์เดียวกันกับของเซลล์แม่ ซึ่งเมื่อหลุดออกไปจะเกิดรอยแผลให้เห็นเป็นวงบนเซลล์แม่ และการสร้างสปอร์ใหม่ มักจะเกิดการสร้างจากตำแหน่งเดิมๆ ทำให้เห็นวงของรอยแผล เป็นวงซ้อนๆได้ วิธีการกำเนิดของสปอร์แบบนี้เรียกว่า annellidic conidiogenesis  เชื้อราในกลุ่มแบล็คยีสต์มีวิวัฒนาการชาติพันธุ์ที่หลากหลาย พบถูกจัดอยู่ในภาวะที่ไม่พบการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (anamorph) ในสกุล Moniliella ของไฟลัม Basidiomycota และ ในสกุล Aureobasidium, Hormonema, Hortaea และ Exophiala ของไฟลัม Ascomycota 1

ส่วนกลุ่มเชื้อราใกล้เคียงกับแบล็คยีสต์ หมายถึง กลุ่มเชื้อราที่มีวิวัฒนาการชาติพันธุ์มาจากบรรพบุรุษเดียวกันกับแบล็คยีสต์ โดยทั้งสองกลุ่มจะมีข้อมูลลำดับ DNA ที่ใกล้เคียงกันในจีนของ rRNA ซึ่งอยู่ในหน่วยย่อยขนาดเล็ก (small subunit) ของไรโบโซม1,2  ในภาวะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของเชื้อรากลุ่มนี้ ส่วนมากมักพบโครงสร้างที่เป็นใยรามีผนังกั้นสีเข้มเนื่องจากเมลานิน หรือ มีการสร้างโคนิเดียลักษณะคล้ายเซลล์ยีสต์ โดยวิธีการหลายแบบ เช่น แบบ phialidic conidiogenesis ซึ่งสปอร์หรือเซลล์ยีสต์ที่เกิดขึ้นจะสร้างผนังเซลล์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผนังเซลล์ของเซลล์แม่ หรือ แบบ meristematic conidiogenesis ที่เซลล์แม่จะสร้างสปอร์หรือเซลล์ยีสต์ใหม่โดยการสร้างผนังเซลล์แบ่งเซลล์ของตัวเองออกเป็นส่วนๆ  ตัวอย่างเชื้อราในกลุ่มนี้ ได้แก่ สกุล Cladosporium, Cladophialophora, Fonsecaea, Phialophora, Ramichloridium, Rhinocladiella และ Sarcinomyces เป็นต้น อย่างไรก็ตามพวกราดำที่อยู่ในวงศ์ Dematiaceae ซึ่งสร้างโคนิเดียขนาดใหญ่ เช่น  สกุล Alternaria, Curvularia,  Botryomyces ฯลฯ จะไม่จัดรวมอยู่ในกลุ่มนี้ ลักษณะสำคัญทางอนุกรมวิธานของแบล็คยีสต์และกลุ่มเชื้อราใกล้เคียง (ตารางที่ 1)

 

ตารางที่ 1  แสดงหน่วยอนุกรมวิธานและลักษณะสำคัญของเชื้อรากลุ่มแบล็คยีสต์และกลุ่มใกล้เคียง

Phylum

Order

Family

Genus (Anamorph1)

Characters;

Conidial formation

Basidiomycota

 

 

Moniliella*

Yeast, filamentous when generate;

chain of blasto- and arthroconidia

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Ascomycota

 

 

 

 

 

 

Chaetothyriales

 

 

 

 

 

 

Herpotrichiellaceae

Cladophialophora

Filamentous, conidia ;

 acropetal chain without conidiophores

Exophiala*

Filamentous with annellidic yeast

Fonsecaea

Filamentous ; conidia :short chains,

pale conidiophores

Phialophora

Filamentous ;

phialidic conidia

Ramichloridium

Filamentous with or without yeast ;

conidia : no chains,

stalk-like conidiophores

Rhinocladiella

Filamentous with yeast ;

conidia : no chains, pale and

branched conidiophores

Sarcinomyces

Meristematic yeast

 

 

 

Dothideales

 

 

Dothioraceae

Aureobasidium*

Filamentous with  yeast ;

synchronous conidia

Hormonema*

Filamentous with  yeast ;

no synchronous conidia

Hortaea*

Annellidic yeast with or

without filaments

Mycosphaerellaceae

Cladosporium

Filamentous ;  conidia in

branched chain with

conidiophores

1 = ภาวะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ,    * = แบล็คยีสต์

 

แหล่งอาศัยตามธรรมชาติของแบล็คยีสต์และเชื้อราใกล้เคียง

          แบล็คยีสต์และกลุ่มเชื้อราใกล้เคียงจะพบดำรงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลาย ในรูปแบบของตัวกินซาก อยู่ตามพื้นดิน ต้นไม้ และซากสิ่งมีชีวิต  ดินจัดเป็นแหล่งอาศัยหลักตามธรรมชาติของเชื้อกลุ่มนี้ จากการศึกษาความหลากหลายของประชากรเชื้อราในดินพบว่า สามารถเพาะแยกเชื้อราสกุล Cladosporium ได้ในอัตราความถี่สูงถึง 13 % ของตัวอย่างดินจากทุ่งหญ้า ในขณะที่สามารถเพาะแยก Aureobasidium ได้ในอัตรา 0.3%3  ส่วนการศึกษาในตัวอย่างดินที่มาจากพื้นที่เพาะปลูก มีรายงานว่า  Cladosporium รวมอยู่ในกลุ่มเชื้อราที่เพาะแยกได้บ่อยเช่นกัน4

          มีรายงานการแยก Moniliella suaviolens ได้จากเนย เนยแข็งและมาร์จารีน5  และเนื่องจากมีการนำเชื้อราในกลุ่มนี้บางชนิด เช่น  M. suaviolens, M. tomensa var pollinis และ Aureobasidium pullulans ไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตชูการ์แอลกอฮอล์ สำหรับใช้ในการผลิตลูกกวาดและขนมหวาน6,7 รวมทั้งนำ A. pullulans ไปใช้ในการผลิตสาร pullulan สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร8 จึงมีการพยายามค้นหาเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่า จากแหล่งธรรมชาติที่มีรายงานว่าสามารถตรวจพบเชื้อเหล่านี้ได้ เช่น ละอองเกสรพืช น้ำผึ้ง และ อาหารที่มีน้ำตาลสูง9 ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานการศึกษาเชื้อราประจำถิ่นในผลไม้พวกเบอร์รี่ องุ่น และส้ม ที่พบว่าสกุล Cladosporium และ Aureobasidium จัดอยู่ในกลุ่มของเชื้อราที่พบได้บ่อยเช่นกัน โดยพบได้ในช่วงอัตรา 5-38% ของตัวอย่างผลไม้ดังกล่าว10

          ส่วนการสำรวจหาประชากรเชื้อราจากแหล่งน้ำ มีรายงานการตรวจพบ Exophiala spp., Phialophora spp. และ Cladosporium spp. ได้ทั้งในน้ำประปา11 และ น้ำดื่ม โดยเฉพาะน้ำดื่มที่มาจากแหล่งน้ำใต้ดิน โดยจะพบเชื้อราเหล่านี้รวมกันในอัตราที่สูงถึงกว่า 40% ของตัวอย่างน้ำที่พบว่ามีเชื้อราปนเปื้อน12

          สำหรับการสำรวจปริมาณเชื้อราจากอากาศตามสถานที่ต่างๆ  โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง มีรายงานพบว่า Cladosporium herbanum และ A. pullulans จัดอยู่ในกลุ่มเชื้อราที่พบได้บ่อยที่สุดในอากาศของท้องถนนที่คับคั่งจอแจ ในเขตเมืองอุตสาหกรรมหลายเมืองของประเทศลิทัวเนีย13 สอดคล้องกับรายงานการสำรวจปริมาณเชื้อราและยีสต์จากอากาศในบริเวณโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ประเทศบราซิล14  รวมทั้งรายงานการศึกษาที่สามารถเพาะแยกเชื้อ A. pullulans ที่มีคุณสมบัติต่างๆ กัน ได้โดยตรงจากอากาศในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทย15 แสดงให้เห็นว่าสปอร์ของเชื้อราเหล่านี้น่าจะสามารถตรวจพบได้ในอากาศบริเวณต่างๆ ทั่วโลก

 

          มีรายงานการตรวจพบเชื้อราเหล่านี้ ดำรงชีวิตเป็นเชื้อประจำถิ่น(normal flora) บนผิวหนังของคน1 ซึ่งชนิดที่มีรายงาน ได้แก่  Aureobasidium pullulans , Hortaea (Cladosporium) werneckii  และ Exophiala(Wangiella) dermatitidis16 ส่วนการศึกษาจากเยื่อบุโพรงจมูกของคน พบว่าสกุล Aureobasidium และ Cladosporium  จัดอยู่ในกลุ่มเชื้อราที่พบได้มากที่สุด17  นอกจากนี้มีรายงานการตรวจพบ Exophiala dermatitidis ได้จากอุจจาระของคนปกติบางคน18 คาดว่าเชื้อชนิดนี้น่าจะดำรงชีวิตเป็นเชื้อราประจำถิ่นชั่วคราว (transient fungal flora) ซึ่งคนอาจได้รับเชื้อมาจากสภาพแวดล้อม ด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น การสัมผัสคลุกคลีกับดิน หรือ น้ำ  การดื่มน้ำและกินอาหารที่ปนเปื้อน รวมไปถึง การหายใจเอาสปอร์ของเชื้อจากอากาศเข้าไป

          จากการสำรวจประชากรของเชื้อราในที่อยู่อาศัยพบว่า  A. pullulans เป็นเชื้อราที่พบทั่วไปในชุดอุปกรณ์เครื่องนอน19  และ มีรายงานการพบ Exophiala spp. รวมทั้ง Exophiala dermatitidis ได้จากตัวอย่างน้ำ ทั้งน้ำในอ่างที่ใช้อาบและน้ำทิ้ง ของโรงอาบน้ำแบบตุรกี20 โรงอาบน้ำในประเทศญี่ปุ่น21 และโรงอาบน้ำพุร้อนในประเทศไทย18 คาดว่าเชื้อดังกล่าวอาจมีที่มาจากเชื้อราประจำถิ่นชั่วคราวซึ่งอยู่ในทางเดินอาหารส่วนปลายของคนดังที่กล่าวไปแล้ว และมาจากแหล่งน้ำ โดยเฉพาะน้ำพุร้อนอุณหภูมิสูงจากใต้ดิน เนื่องจากเชื้อชนิดนี้มีความสามารถเจริญเติบโตและรอดชีวิตอยู่ได้ในที่ที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส1

          นอกจากนี้มีรายงานการสำรวจหาแบล็คยีสต์และเชื้อรากลุ่มใกล้เคียงในสิ่งแวดล้อม ในบริเวณคอกไก่ ซึ่งเชื้อที่พบได้ทั่วไป คือ Aureobasidium sp. และ Phialophora sp.22

          มีรายงานว่า Cladosporium และ Aureobasidium สามารถเจริญเติบโตปนเปื้อนได้บนสีที่ทาอยู่บนตัวอาคารบ้านเรือน โดยคำอธิบายความสามารถของเชื้อราดังกล่าว น่าจะเนื่องจากเชื้อเหล่านี้มีคุณสมบัติที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพที่มีเกลือสูงถึง 10 เปอร์เซนต์23 สอดคล้องกับลักษณะของแหล่งธรรมชาติ ที่มีรายงานว่าสามารถตรวจพบเชื้อราเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะเชื้อชนิด Hortaea werneckii และ Aureobasium pullulans ซึ่งแหล่งดังกล่าวคือ น้ำทะเล24 และ น้ำเค็มในนาเกลือ25,26 ยิ่งไปกว่านั้นในสภาพที่มีความทุรกันดารสูง เช่น ทวีปแอนตาร์กติกา  มีรายงานพบว่าเชื้อรา Cladosporium sp. จัดเป็นหนึ่งในเชื้อราที่มีสามารถเพาะแยกได้บ่อย ทั้งจากตัวอย่างของดินและซากไม้เก่าแก่27 ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อรากลุ่มแบล็คยีสต์และกลุ่มใกล้เคียง น่าจะเป็นกลุ่มเชื้อราที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดีกว่าเชื้อราหรือจุลินทรีย์อื่นโดยทั่วไป

สรุป

          แบล็คยีสต์และเชื้อรากลุ่มใกล้เคียง เป็นกลุ่มเชื้อราที่สามารถสร้างเซลล์ยีสต์หรือรูปร่างคล้ายเซลล์ยีสต์สีเข้ม เนื่องจากมีเมลานินที่ผนังเซลล์ ทั้งสองกลุ่มจะที่มีลำดับของ DNA ที่ใกล้เคียงกันในจีนของ rRNA  กลุ่มแบล็คยีสต์มักจะสร้างเซลล์ยีสต์โดยวิธีแบบ annellidic ได้แก่ สกุล Moniliella, Aureobasidium, Hormonema, Hortaea และ Exophiala ส่วนกลุ่มใกล้เคียง ได้แก่ สกุล Cladosporium, Cladophialophora, Fonsecaea, Phialophora, Ramichloridium, Rhinocladiella และ Sarcinomyces ซึ่งมักพบการสร้างโคนิเดียรูปร่างคล้ายยีสต์โดยวิธีอื่น เช่น แบบ phialidic หรือ แบบ meristematic แหล่งอาศัยหลักตามธรรมชาติของเชื้อราเหล่านี้ ได้แก่ ดิน และ น้ำ โดยบางชนิดสามารถพบเป็นเชื้อราประจำถิ่นของพืชและมนุษย์ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจพบสปอร์ของเชื้อเหล่านี้ได้ในอากาศ จัดเป็นกลุ่มเชื้อราที่มีความทนทานสูงเนื่องจากพบได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเจริญของจุลินทรีย์ทั่วไป

 

เอกสารอ้างอิง

1. de Hoog GS, Guarro J, Gene J and  Figueras MJ.  Atlas of clinical fungi. Centraalbureau voor Schimmelcultures/Universitat Rovira I Virgili 2000.

2. Caligiorne RB, Licinio P, Dupont J, de Hoog GS. Internal transcribed spacer rRNA gene-based phylogenetic reconstruction using algorithms with local and global sequence alignment for black yeasts and their relatives. J Clin Microbiol 2005;43:2816-23.

3. Deacon LJ, Pryce-Miller EJ, Frankland JC, Brainbridge BW, Moore PD, Robinson CH. Diversity and function of decomposer fungi from a grassland soil. Soil Bio&Biochem 2006;38:7-20.

4. Nesci A, Barros G, Castillo C, Etcheverry M. Soil fungal population in preharvest maize ecosystem in different tillage practices in Argentina. Soil&Tillage Research 2006;91:143-9.

5. de Hoog GS. Taxonomic review of Moniliella, Trichosporoides and Hylodendron. Stud Mycol 1979;19:1-17.

6. Munro IC, Bernt WO, Borzelleca JF, Flamm G, Lynch BS, Kennepohl E, Bar EA, Modderman J. Erythritol : an interpretive summary of biochemical, metabolic and toxicological and clinical data. Food Chem Toxicol 1998;36:1139-74.

7. Burschapers J, Schustolla D, Schugerl K, Roper H, de Troostembergh JC. Engineering aspects of the production of sugar alcohol with the osmophilic yeast Moniliella tomensa var polinis. Part I. Bacth and fed-batch operation in stirred tank. Process Biochem 2002;38:497-506.

8. Catley BJ. The Biochemistry of some fungal polysaccharides with industrial potential. In Arora DK, Elander RP, Mukerji KG, eds. Handbook of applied Mycology volume 4. New York : Marcel Dekker 1992:259-80.

9. Lin SJ, Wen CY, Liau JC, Chu WS. Screening and production of erythritol by newly isolated osmophilic yeast-like fungi. Process Biochem 2001;36:1249-58.

10. Tournas VH, Katsoudas E. Mould and yeast flora in fresh berries, grapes and citrus fruits. Int J Food Microbiol 2005;105:11-7.

11. Goncalves AB, Paterson RRM, Lima N. Survay and significance of filamentous fungi from tap water. Int J Hyg Environ Health 2006;209:257-64.

12. Gottlich E, van der Lubbe W, Lange B, Fiedler S, Melchert I, Reifenrath M, Flemmming H, de Hoog S. Fungal flora in ground water-derived public drinking water. Int J Hyg Environ Health 2002;205:269-79.

13. Lugauskas A, Sveistyte L, Ulevicius V. Concentration and species diversity of airborne fungi near busy streets in Lithuanian urban areas. Ann Agric Environ Med 2003;10:233-9.

14. Martins-Diniz JN, da Silva RA, Miranda ET, Mendes-Giannini MJ. Monitoring of airborne fungus and yeast species in a hospital unit. Rev Saude Publica 2005;39:398-405.

15. Punnapayak H, Sudhudham M, Prasongsuk S, Pichayangkura S. Characterization of Aureobasidium pullulans isolated from airborne spores in Thailand. I Ind Microbiol Biotechnol 2003;30:89-94.

16. Mok WY, Barreto da Silva MS. Mycoflora of the human dermal surface. Can J Microbiol 1984 ;30:1205-9.

17. Buzina W, Braun H, Freudenschuss K, Lackner A, Habermann W, Stammberger H. Fungal biodiversity—as found in nasal mucus. Med Myco 2003;41:149-61.

18. de Hoog GS, Matos T, Sudhadham M, Luijsterburg KF, Haase G. Intestinal prevalence of the neurotropic black yeast Exophiala(Wangiella) dermatitidis in healthy and impaired individuals. Mycoses 2005;48:142-5.

19. Woodcock AA, Steel N, Moore CB, Howard SJ, Custovic A, Denning DW. Fungal contamination of bedding. Allergy 2006;61:140-2.

20. Matos T, de Hoog GS, de Boer AG, de Crom I, Haase G. High prevalence of the neurotropic black yeast Exophiala(Wangiella) dermatitidis in stream baths. Mycoses 2002;45:373-7.

21. Nishimura K, Miyaji M, Taguchi H, Tanaka R. Fungi in bathwater and sludge of bathroom drainpipes 1. Frequent isolation of Exophiala species. Mycopathologia 1987;97:17-23.

22. Vissiennon T. Fungal flora in chicken stalls and its etiopathogenic importance for humans and animals. Berl Munch Tierarztl Wochenschr 1999;112:104-7

23. Shirakawa MA, Gaylarde CC, Gaylarde PM, John V, Gambale W. Fungal colonization and succession on newly painted buildings and the effect of biocide. FEMS Microbiol Ecology 2002;39:165-73.

24. Iwatsu T, Udogawa S. Hortaea werneckii isolated from sea water. Jpn J Med Mycol 1988;29:142-5.

25. Zalar P, de Hoog GS, Gunde-Cimerman N. Ecology of halotolerant dothideaceous black yeast. Stud Mycol 1999:43:38-48.

26. Kogej T, Ramos J, Plemenitas A, Gunde-Cimerman N. The halophilic fungus Hortaea werneckii and the halotolerant fungus Aureobasidium pullulans maintain low intracellular cation concentration in hypersaline environments. App Environ Microbiol 2005;71:6600-5.

27. Arenz BE, Held BW, Jurgens JA, Farrell RL, Blanchette RA. Fungal diversity in soils and historic wood from the Ross Sea Region of Antarctica. Soil Bio&Biochem 2006;38:3057-64.

 

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Incidence of Positive Culture form Catheter Tip after Endotracheal Tube Suctioning Uning Disposable VS. Sterilized Reusable Gloves (การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเพราะเชื้อได้ผลบวกจากปลายสายดูดเสมหะจากท่อช่วยหายใจเมื่อใช้ถุงมือปราศจากเชื้อในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์)
 
Enterotoxins, TSST-1 Production and Drug Semsitivity Of Staphyrococcus aureus Isolated from Hospital Staffs And Medical Student in Srinagarind Hospital (Enterotoxins, Toxic shock syndrome toxin- 1 และความไวต่อยาของเชื้อ Staphylococcus aureus ที่แยกจากบุคลากรโรงพยาบาลและนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Diarrhea due to Vibrio cholera 0139 in Srinagarind Hospital (โรคอุจจาระร่วงอย่างแรงจากเชื้อ Viabrio cholera 0139ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ )
 
Ebola Virus (อีโบลา)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Microbiology
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0