Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Tranformational Leadership, Work Experiences, and Organizational Commitment of Professional Nurses in Surgery and Orthopedic Department, Srinagarin Hospital

ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ประสบการณ์ในการทำงาน และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์

Suteera Pradubwong (สุธีรา ประดับวงษ์) 1, Marisa Krairiksh (มาริสา ไกรฤกษ์) 2, Wanapa Nivasavat ( วรรณภา นิวาสะวัต) 3




หลักการและเหตุผล :  การลาออก และโอนย้ายของบุคลากรพยาบาลในหน่วยงาน ทำให้ขาดอัตรากำลัง เสียเวลา  และค่าใช้จ่าย ในการสรรหาบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทน  อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการบริการพยาบาล ดังนั้นการสร้างความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการลาออกและโอนย้ายได้  ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและประสบการณ์ในการทำงานจึงมีความสัมพันธ์และเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การได้   แต่ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้  
วัตถุประสงค์ :  ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง  ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป   ประสบการณ์ในการทำงานและความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลประจำการ  แผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์  รพ.ศรีนครินทร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
รูปแบบการศึกษา  เชิงพรรณา
สถานที่วิจัย   แผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ  โรงพยาบาลศรีนครินทร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
กลุ่มตัวอย่าง  พยาบาลประจำการ  ทำงาน 1 ปีขึ้นไป   30  ราย 
การวัดผล  ใช้แบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1. ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2. ปัจจัยด้านพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป  ส่วนที่ 3. ปัจจัยด้านประสบการณ์ในการทำงาน ส่วนที่ 4. ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การเพื่อดูค่า ความถี่  ร้อยละของข้อมูลทั่วไป ดูค่าคะแนนเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในส่วนที่ 2, 3 และ4 และดูความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ
ผลการวิจัย    พยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ มีภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป (X=3.99 , S.D.= 2.51)  ประสบการณ์ในการทำงาน  (`X =4.05 , S.D.= 3.29 )  และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ(`X =3.8 , S.D.= 0.66 ) โดยรวมอยู่ในระดับสูง   ส่วนความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การในด้านภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปโดยรวม( r = 0.436) และด้านประสบการณ์ในการทำงานโดยรวม ( r = 0.648 )  มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
สรุป    ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ประสบการณ์ในการทำงาน  และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการเสริมสร้างความยึดมั่นผูกพันระหว่างบุคลากรและองค์การให้มากขึ้นและคงอยู่ตลอดไป 

Background :   High  turnover  of  nurses  affect  the quality of  patient  care  and    the  cost  of  healthcare.  Nurses' tranformational  leasership  and  work  experiences  correlate to their  retention  or  change  of  employment  status.
Objective:  To  study  the  relationship  among  tranformational  leadership ,  work  experiences  and  organization  commitment.
Design :  Descriptive  correlation  research  Setting  Surgery  and  Orthopedic  Department  in  Srinagarin  Hospital,  Faculty  of  Medicine,  Khon  Kaen  University
Subjects : A  sample of  thirty  professional  nurses  with  working  experiences more than year.
Measurements :  Using the questionaire  consisted  of  four  parts  :  personal  data,  transformation  leadership,  work  experiences  and  organization  commitment.  Analyse the data were used  frequency, percentage,  mean,  standard deviation,  Peason's Product Moment Correlation.
Results :  Mean  scores  of  tranformational  leadership (`X =3.99 , S.D.= 2.51) , work  experiences (`X =4.05 , S.D.= 3.29 )   and  organization  commitment (`X =3.8 , S.D.= 0.66 )  were at high  levels.  Tranformational  leadership   and  work  experiences  were  moderately  positive  correlated  to  organizational  commitment ( r = 0.436, r = 0.648 ) respectively.
Conclusion :  Tranformational  leadership  and  working  experiences  were  essential  factors  that  enhance  organization  commitment.  Nurse  administrators  should  help  their  staff  to  build  leadership  and  should   establish  a  good  organizational  climate.

บทนำ

              ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ หมายถึงการที่สมาชิกขององค์การมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับองค์การ มีค่านิยมที่จะปฏิบัติงานเพื่อองค์การให้บรรลุเป้าหมายและมีความปรารถนาที่จะรักษาความเป็นสมาชิกขององค์การไว้โดยไม่ลาออกหรือโอนย้ายออกจากองค์การ แม้ว่าจะมีงานที่คล้ายคลึงหรือได้รับผลตอบแทนมากกว่า1-4 ดังนั้น จึงเป็นที่คาดหวังว่า หากองค์การสามารถทำให้บุคลากรมีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การได้มากเท่าใด ก็จะทำให้บุคลากรปรารถนาที่จะเป็นสมาชิกขององค์การต่อไป โดยจะทุ่มเทความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ และมีผลการปฏิบัติงานเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อองค์การในที่สุด แต่เมื่อใดที่บุคลากรมีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การน้อย ความต้องการลาออกหรือโอนย้ายจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้องค์การต้องรับภาระทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรต่างๆ ในการสรรหาและฝึกฝนบุคลากรที่เข้ามาปฏิบัติงานใหม่เพื่อทดแทนคนเก่า ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการ และทำให้การดำเนินงานต่างๆชะงักงัน ซึ่งแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง3,5 ก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน

          ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลจะเกิดขึ้นได้เมื่อพยาบาลสามารถแสดงภาวะผู้นำของตนได้อย่างเต็มที่ และภาวะผู้นำที่เหมาะสมในยุคของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ซึ่งประกอบไปด้วย พฤติกรรมที่แสดงออกถึง บุคลิกภาพที่น่านับถือ เป็นคนมีเหตุผลเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ร่วมงานมีความน่าเชื่อถือและซื่อสัตย์ การยอมรับความแตกต่างของบุคคล เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ ให้การยอมรับคุณค่าความต้องการและความแตกต่างของแต่ละบุคคล คอยดูแลและให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้ร่วมงานพัฒนาตนเองได้ประสบผลสำเร็จ การกระตุ้นโดยใช้สติปัญญา ให้ผู้ร่วมงานเกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนางานให้ประสบผลสำเร็จ และการสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ผู้ร่วมงานเกิดความกระตือรือร้น เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความท้าทายอยากทำงานอยากอุทิศตนและทุ่มเทความพยายามเป็นพิเศษในการทำงานอย่างเต็มความสามารถ6-9 หากพยาบาลใช้พฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปในบทบาทของผู้นำที่ไม่เป็นทางการ ในการปฏิบัติงานเป็นหัวหน้าเวร หัวหน้าทีม ผู้นำทีมในการให้การพยาบาลแก่ผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผู้นำผู้ป่วยและญาติ ผู้นำทีมสุขภาพในด้านการดูแลรักษา การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของบุคคล ครอบครัว และชุมชน พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการวางแผนการปฏิบัติงาน วางแผนการจัดระบบงาน การชี้นำ และการควบคุมดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ10-12 ได้ประสบผลสำเร็จจะเป็นการส่งเสริมให้พยาบาลมีกำลังใจในการปฏิบัติงาน รับรู้ว่าตนมีส่วนก่อให้เกิดผลสำเร็จของงาน และตีความได้ว่าผลของงานเป็นที่พึงพอใจทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมงาน เปรียบเสมือนเป็นแรงจูงใจภายใน ( Internal Motivation ) ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจะมีโอกาสก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในการทำงาน เปรียบเสมือนรางวัลที่พยาบาลได้รับจากการทำงานให้องค์การ ซึ่งความรู้สึกนี้จะมีความสัมพันธ์กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ทำให้การลาออกหรือโอนย้ายจากองค์การลดลงได้13-16

             นอกจากการแสดงพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปที่มีอิทธิพลต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การแล้ว ประสบการณ์ในการทำงานยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลร่วมด้วย กล่าวคือ บุคคลเมื่อเข้าปฏิบัติงานในองค์การ จะเกิดการรับรู้ว่า องค์การได้สร้างสภาพแวดล้อมตอบสนองต่อความต้องการของตนได้มากน้อยเพียงใด หรือในช่วงที่ปฏิบัติงานนั้นตนได้รับประสบการณ์ในทางที่เป็นคุณหรือโทษแก่ตนอย่างไรบ้าง ประสบการณ์ในการทำงานนี้เป็นอิทธิพลของการกล่อมเกลาการเรียนรู้ทางสังคม ( Major socializing force )และเป็นความผูกพันทางจิตวิทยาที่องค์การเป็นผู้สร้างขึ้นให้แก่บุคลากร ได้แก่ ทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การ ความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ ความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และการได้รับการพัฒนา ซึ่งการรับรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดจากองค์การได้มองเห็นความสำคัญของบุคลากรและจัดสรรสิ่งต่างๆให้แก่บุคลากรเพื่อเสริมสร้างกำลังใจ สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับบุคลากรและหน่วยงาน เพื่อต้องการความคงอยู่อย่างมีคุณภาพ หากบุคลากรรับรู้ในสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อตนเองแล้วจะส่งผลให้บุคลากรเกิดความไว้วางใจ รู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีโอกาสเกิดความก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อองค์การได้ ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้บุคลากรเกิดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การและคงอยู่กับองค์การตลอดไป10,14,16

             จากนโยบายของรัฐ ด้านสังคมเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี ด้านความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อระบบองค์การพยาบาลอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการลาออก โอนย้ายอยู่เสมอ ถึงแม้จะมีการรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนแต่ก็ไม่สมดุลกับจำนวนที่ลาออก หรือโอนย้ายไป เช่น แผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ ได้มีการลาออก โอนย้ายของพยาบาลปี 46 ทั้งหมด 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และ ปี 47 ทั้งหมด 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.2 ทำให้ขาดอัตรากำลังในการปฏิบัติงาน ต้องขึ้นปฏิบัติงานในวันหยุด ระยะเวลาการปฏิบัติงานที่ยาวนาน และต้องใช้ภาวะผู้นำในการปฏิบัติงานเกือบตลอดเวลา ทั้งงานประจำและงานต่างๆที่ได้รับมอบหมาย ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายในเรื่องการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลและการประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงต้องปฏิบัติงานภายใต้คุณภาพและมาตรฐานที่ถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการรับรู้ที่เปลี่ยนไป บรรยากาศในการทำงานตึงเครียด ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีปัญหาการร้องเรียนเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้เกิดความกดดันจากลักษณะงาน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความอ่อนหล้า เหนื่อยหน่าย ในการปฏิบัติงานและเกิดความคิดอยากออกจากองค์การโดยลาออกหรือโอนย้ายไปอยู่ที่อื่นที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เช่นโอนย้ายหรือลาออกเพื่อไปเป็นอาจารย์พยาบาลในสถานศึกษา ลาออกเพื่อศึกษาต่อและมองหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ลาออกเพื่อไปทำงานในที่ที่ให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที่ดีกว่า ซึ่งแม้แต่ในตะวันตกตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็พบปัญหาการลาออกและเปลี่ยนงานของพยาบาลจำนวน 183 คนด้วยเช่นกัน คิดเป็นร้อยละ 6.8 จากเหตุผลที่ว่า งานหนัก ระยะเวลาในการทำงานที่ยาวนาน และต้องขึ้นปฏิบัติงานในวันหยุด ตอนกลางคืน หรือแม้แต่วันที่ลาพักผ่อน และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ความคับข้องใจของพยาบาลเกี่ยวกับคุณภาพการดูแล ในขณะที่พยาบาลมีจำนวนน้อยแต่ปริมาณงานกลับมีจำนวนมาก ความสามารถอย่างล้นเหลือของพยาบาลคงไม่อาจรองรับปริมาณงานที่มากอย่างไร้ขีดจำกัดได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกปลอดภัยและงานนั้นมีคุณภาพมาตรฐานได้อย่างไร5

            แผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เป็นองค์การหนึ่งที่ต้องการจะสร้างความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การให้เกิดกับพยาบาลทุกคน ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาถึงภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาล และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์

วิธีการ ( Method )

            งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลัก เรื่อง อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปและประสบการณ์ในการทำงานต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โดยเป็นการศึกษานำร่อง ( Pilot study ) เพื่อทดลองใช้เครื่องมือ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย ( Descriptive research ) ในพยาบาลประจำการแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯจำนวน 30 ราย ซึ่งเป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง คือ เป็นพยาบาลประจำการปฏิบัติงานอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป และไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการศึกษาหลัก ตัวแปรในการวิจัย คือ ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ประกอบด้วย บุคลิกภาพที่น่านับถือ การยอมรับความแตกต่างของบุคคล การกระตุ้นโดยใช้สติปัญญา การสร้างแรงบันดาลใจ และตัวแปรด้านประสบการณ์ในการทำงาน ประกอบด้วย ทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การ ความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ ความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การได้รับการพัฒนา และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ

เครื่องมือการวิจัย

         เมื่อผ่านการพิจารณาทางด้านจริยธรรมและได้รับการรับรองจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ผู้วิจัย ได้ดำเนินการเก็บข้อมูล โดยแจกแบบสอบถามด้วยตนเองและนัดรับแบบสอบถามคืนใน 1 สัปดาห์ ติดตามจนครบทั้ง 30 ชุด ซึ่งแบบสอบถามประกอบไปด้วย 4 ส่วน ดังนี้

            ส่วนที่ 1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ตำแหน่ง ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล

           ส่วนที่ 2. แบบสอบถามปัจจัยด้านพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบวัดพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของ ผ่องฉวี เพียรรู้จบ4 ซึ่งใช้วัดภาวะผู้นำของพยาบาลระดับผู้บริหารโดยปรับมาวัดภาวะผู้นำของพยาบาลระดับปฏิบัติการ ซึ่งสร้างขึ้นจากทฤษฎีภาวะผู้นำของ Bass และ Avolio9

           จำนวน 24 ข้อ ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้จากการทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างนี้เท่ากับ 0.86 ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามปลายปิดที่มีข้อคำถามความคิดเห็นทางบวก โดยการตอบแบบสอบถามมีตัวเลือกตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับตามแนวทางของ Likert มีเกณฑ์การแปลผลระดับคะแนนเฉลี่ยการแสดงพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลดังนี้

ระดับคะแนนเฉลี่ย ระดับความคิดเห็นการแสดงพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป

4.50-5.00 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูงมาก

3.50-4.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูง2.50-3.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับปานกลาง

1.50-2.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำ

1.00-1.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำมาก

           ส่วนที่ 3. แบบสอบถามปัจจัยด้านประสบการณ์ในการทำงาน ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบวัด ประสบการณ์ในการทำงานของ วัลภา ศรีบุญพิมพ์สวย2 โดยสร้างขึ้นจากแนวคิดของ Steers5 ซึ่งเดิมมี 38 ข้อ ผู้วิจัยเพิ่มเติมเพื่อความครอบคลุมอีก 2 ข้อรวมเป็น 40 ข้อ ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้จากการทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างนี้เท่ากับ 0.86 ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามปลายปิดที่มีข้อคำถามความคิดเห็นทั้งทางบวกและทางลบ ตอบแบบสอบถามโดยมีตัวเลือกตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับตามแนวทางของ Likert มีเกณฑ์การแปลผลระดับคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ในด้านประสบการณ์ในการทำงาน ดังนี้

คะแนนเฉลี่ย ระดับความคิดเห็นการรับรู้ประสบการณ์ในการทำงาน

4.50-5.00 การรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูงมาก

3.50-4.49 การรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูง

2.50-3.49 การรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับปานกลาง

1.50-2.49 การรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำ

1.00-1.49 การรับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำมาก

          ส่วนที่ 4. แบบสอบถามความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบวัดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของ วัลภา ศรีบุญพิมพ์สวย2 ตามกรอบแนวคิดของ Porter และคณะ15 ซึ่งเดิมมี 14 ข้อ ผู้วิจัยเพิ่มเติมเป็น 15 ข้อ ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้จากการทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่างนี้เท่ากับ 0.85 ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามปลายปิดที่มีข้อคำถามความคิดเห็นทั้งทางบวกและทางลบ ตอบแบบสอบถามโดยมีตัวเลือกตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับตามแนวทางของ Likert มีเกณฑ์การแปลผลระดับคะแนนเฉลี่ยความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ ดังนี้

คะแนนเฉลี่ย ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ

4.50-5.00 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูงมาก
3.50-4.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับสูง
2.50-3.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับปานกลาง
1.50-2.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำ
1.00-1.49 การแสดงพฤติกรรมความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลระดับปฏิบัติการอยู่ในระดับต่ำมาก

การวิเคราะห์ข้อมูล

          วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นในระดับ .05 ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์โดยใช้ความถี่ และร้อยละ ข้อมูลด้านพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ด้านประสบการณ์ในการทำงาน และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ( Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient )

ผลการวิจัย ( Results )

          การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษานำร่องเพื่อทดลองใช้เครื่องมือเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาหลัก และเพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป การรับรู้ในด้านประสบการณ์ในการทำงาน และความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ได้แบบสอบถามครบและสมบูรณ์ทั้ง 30 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ได้ผลการวิจัย ดังนี้

    1. กลุ่มตัวอย่างพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯมีอายุระหว่าง 31-40 ปี จำนวนมากที่สุด ร้อยละ 56.7 สถานภาพสมรสคู่มากที่สุด ร้อยละ 60 ระดับการศึกษาปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 86.7 ตำแหน่งระดับขั้นซี 3-8 มากที่สุดร้อยละ 100 และระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ 6-10 ปี มากที่สุด ร้อยละ 46.7
    2. พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯมีพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ` X = 3.99 , SD = 2.51 ) และในรายด้านพบว่าอยู่ในระดับสูงทั้ง 4 ด้าน
    3. ดังแสดงในตารางที่ 1

      ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นโดยใช้สติปัญญา และด้านบุคลิก

      ภาพที่น่านับถือ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัย

      สำคัญทางสถิติ ( r = 0.436, r = 0.405, r = 0.387, r = 0.365 ตามลำดับ ) และภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ด้านการ

      ยอมรับความแตกต่างของบุคคลมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การอย่างมี

      นัยสำคัญทางสถิติ ( r = 0.191 )

    4. พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯมีการรับรู้ด้านประสบการณ์ในการ

          ทำงานเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( ` X = 4.05 , SD = 3.29 ) และในรายด้าน พบว่า ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน การได้รับการพัฒนา และความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง ( ` X = 3.95 , SD = 3.86 ; ` X = 3.70 , SD = 3.13 ;` X = 3.61 , SD = 3.15 ตามลำดับ ) ส่วนความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้ และทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การ มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ( ` X = 3.37 , SD = 3.01 ;` X = 3.17 , SD = 3.33 ) ดังแสดงในตารางที่ 2

          ประสบการณ์ในการทำงานด้าน ความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ การได้รับการพัฒนาความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( r = 0.648, r = 0.551, r = 0.503, r = 0.475, r = 0.455, r = 0.372 ตามลำดับ )

    1. พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ มีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การโดยรวม

อยู่ในระดับสูง ( ` X = 3.88, S.D. = 0.66 ) และในรายด้าน พบว่า ด้านความเชื่ออย่างแรงกล้า การยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ และด้านความเต็มใจที่จะใช้ความพยายามอย่างมากในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ อยู่ในระดับสูง (` X = 4.27, S.D. = 0.57 , ` X = 4.19, S.D. = 0.68 ) ส่วนด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสมาชิกขององค์การ อยู่ในระดับปานกลาง ( ` X = 3.38, S.D. = 0.75 ) ดังแสดงในตารางที่ 3

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนตัวแปร ด้านภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ จำแนกรายด้านและโดยรวม

( n = 30 )

ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (` X )

ระดับความคิดเห็น

( S.D. )

ด้านบุคลิกภาพที่น่านับถือ

4.33

2.50

สูง

ด้านการยอมรับความแตกต่างของบุคคล

4.02

2.89

สูง

ด้านการกระตุ้นโดยใช้สติปัญญา

4.05

1.78

สูง

ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ

3.52

2.89

สูง

โดยรวม

3.99

2.51

สูง

ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนตัวแปรด้านประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ จำแนกรายด้านและโดยรวม ( n = 30 )

ประสบการณ์ในการทำงาน

ค่าเฉลี่ย

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (` X )

ระดับความคิดเห็น

( S.D. )

- ด้านทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การ

3.17

3.33

ปานกลาง

- ด้านความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ

3.61

3.15

สูง

ด้านความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้

3.37

3.01

ปานกลาง

ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

3.95

3.86

สูง

ด้านการได้รับการพัฒนา

3.70

3.13

สูง

โดยรวม

4.05

3.29

สูง

ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนตัวแปรด้านความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ จำแนกรายด้านและโดยรวม ( n = 30 )

ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ

ค่าเฉลี่ย

(` X )

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( S.D. )

ระดับความคิดเห็น

- ด้านความเชื่องช้าอย่างแรงกล้าการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ

4.27

0.57

สูง

- ความเต็มใจที่จะใช้ความพยายามอย่างมากในการปฏิบัติงานเพ่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ

4.19

0.68

สูง

- ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสมาชิกขององค์การ

3.38

0.75

ปานกลาง

โดยรวม

3.88

0.66

สูง

 

ตารางที่ 4 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป และด้านประสบการณ์ในการทำงาน กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ จำแนกโดยรวมและรายด้าน ( n = 30 )

ตัวแปร

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์

( r )

ระดับ

ความสัมพันธ์

ด้านภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป

- การสร้างแรงบันดาลใจ

- การกระตุ้นโดยใช้สติปัญญา

- บุคลิกภาพที่น่านับถือ

- การยอมรับความแตกต่างของบุคคล

ด้านประสบการณ์ในการทำงาน

-ความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ

-การได้รับการพัฒนา

-ความรู้สึกว่าองค์การเป็นที่พึ่งพิงได้

-ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

-ทัศนคติของกลุ่มต่อองค์การ

0.436*

0.405*

0.387*

0.365*

0.191

0.648**

0.551**

0.503**

0.475**

0.455*

0.372*

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

ต่ำ

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

ปานกลาง

* P < .05 ** P < .01

วิจารณ์

    1. ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯอยู่ในระดับสูงทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับการศึกษาของ จารุวัฒน์ บูรพันธ์6 ที่พบว่า ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในระดับสูงทั้ง 4 ด้านเช่นกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ ทำให้พยาบาลต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาท แนวคิด และการบริการพยาบาลต่างๆให้ทันต่อเหตุการณ์เพื่อพัฒนาคุณภาพของการบริการให้เหมาะสมในบริบทที่เปลี่ยนแปลงนั้น โดยพยาบาลทุกคนต้องพัฒนาภาวะผู้นำโดยตำแหน่งของตนให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้พยาบาลยุคปัจจุบันเป็นพยาบาลที่มีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง6,11,12,17,18,19,20 (Change Agent) เพื่อปรับกระบวนการคิด การทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และเมื่อพยาบาลสามารถปฏิบัติงานโดยใช้ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปได้สำเร็จตามที่คาดหวัง จะทำให้เกิดความมั่นใจ เกิดความภาคภูมิใจ เกิดการยอมรับของเพื่อนร่วมงานและผู้ใช้บริการ1-3, 21 ทำให้บทบาทในการปฏิบัติงานเด่นชัด จึงสามารถประเมินภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของตนเองได้สูงในทุกด้าน และภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวได้ว่า พยาบาลเมื่อใช้ภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปในการปฏิบัติงานได้ประสบผลสำเร็จ จะเกิดการรับรู้ผลงานในด้านบวก เกิดความพึงพอใจ ภูมิใจในงาน เกิดความคาดหวังว่าจะมีโอกาสก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในการทำงาน ส่งผลให้เกิดความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การในที่สุด ซึ่งนักวิชาการหลายท่านกล่าวว่า การสร้างความรู้สึกให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าเขามีโอกาสก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในงานจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะเพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อองค์การได้2,3,13

             2. ประสบการณ์ในการทำงาน ด้านความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และด้านการได้รับการพัฒนาของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯอยู่ในระดับสูง กล่าวได้ว่า ความรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ หรือมีความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากองค์การ เป็นเสมือนรางวัลจากองค์การที่ให้กับผู้ปฏิบัติงานจากการที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับองค์การ6,7 ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ตนสามารถทำประโยชน์ให้กับองค์การได้ และรู้สึกว่าการปฏิบัติงานของตนได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่า องค์การสามารถตอบสนองความต้องการของตนที่จะทำให้ผู้อื่นยกย่องสรรเสริญ ( Self esteem ) ได้ การที่องค์การให้ความสำคัญต่อบุคลกรจะมีผลต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ เมื่อสมาชิกรับรู้ว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การและองค์การต้องการตนนั้น ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การก็จะมีสูงขึ้นด้วย1,3,21 ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหากเกิดขึ้นในทางบวกหรือเป็นมิตรกัน จะทำให้บุคลากรมีความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การเพิ่มขึ้นได้ เพราะการมีความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าประสบการณ์นี้มีความสำคัญมาก และจะสร้างความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การตามมา ส่วนด้านการได้รับการพัฒนานั้น องค์การได้มีการสนับสนุนให้บุคลากร มีการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกอบรม การศึกษาต่อ เป็นต้น ทำให้บุคลากรเกิดความพึงพอใจและตอบแทนหน่วยงานด้วยความรู้สึกผูกพันต่อองค์การเพิ่มขึ้น1,2,3,4,16,21  และประสบการณ์ในการทำงานของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวได้ว่า การที่บุคคลแต่ละคนเข้ามาทำงานในองค์การจะเข้ามาด้วยเป้าหมาย ค่านิยม ความต้องการ ความปรารถนา และอื่นๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้ามาทำงานในสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน โดยใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์กับความพึงพอใจในความต้องการขั้นพื้นฐาน และเมื่อองค์การสามารถตอบสนองสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ เช่น มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี มีกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ดี องค์การสามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ และบุคลากรเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตน รับรู้ว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ และองค์การให้การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เกิดการรับรู้ในสิ่งที่ดี ทำให้เกิดและเพิ่มความรักความผูกพันต่อองค์การในที่สุด1-3,13

3. ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯอยู่ในระดับสูง กล่าวได้ว่า พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯ เป็นผู้ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงานอย่างมาก เนื่องจากงานการพยาบาลในแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯเป็นงานที่ต้องให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยก่อนและหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ต้องมีความรับผิดชอบสูง มีความยินดีและเต็มใจที่จะเสียสละ อุทิศตน ทุ่มเทพลังกาย ความสามารถ สติปัญญา และตั้งใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น จึงทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่าตนมีความสำคัญต่อองค์การ ทำให้รู้สึกยึดมั่นผูกพันต่อองค์การสูงด้วย และแผนกการพยาบาลศัลยกรรมฯซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่เป็นองค์การขนาดใหญ่ มีความมั่นคง มีโอกาสก้าวหน้าในงานและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง จึงทำ ให้บุคลากรรู้สึกยึดมั่นผูกพันต่อองค์การสูงด้วยเช่นกัน3,4,21

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

    1. ศึกษาในบริบทที่กว้างขึ้นในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลการวิจัยในภาพรวมและสามารถนำผลการวิจัยนั้นไปพัฒนาองค์การได้ทั้งประเทศ
    2. ศึกษาภาวะผู้นำและผู้ตามที่พึงประสงค์ของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเพื่อนำผลการวิจัยไปพัฒนาบุคลากร พัฒนางาน และองค์การต่อไป

กิตติกรรมประกาศ ( Acknowledgement )

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก “ ทุนอุดหนุนและส่งเสริมการทำวิทยานิพนธ์สำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษา ” มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เอกสารอ้างอิง

1.   จุรีย์ อุสาหะ. ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลประจำการโรงพยาบาลสังกัดกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต( สาธารณสุขศาสตร์ ) สาขาวิชาเอกการบริหารโรงพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 2542 .

2. วัลภา ศรีบุญพิมพ์สวย. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของ อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนกกระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2543 .

3. สอาด วงศ์อนันต์นนท์. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะงาน ประสบการณ์ในการทำงาน บทบาททางวิชาชีพ กับความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลของรัฐ กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย. 2538 .

4. Strachota E, Normandin P, O’Brien N, Clary M, Krukow B. Reasons registered nurses leave or change employment status J Nurs Adm 2003 ; 33 : 111-7.

5. Steers RM. Antecedents and outcomes of organizational commitment Adm Sci Q 1977; 22 : 46-56.

6. จารุวัฒน์ บูรพันธิ์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลศูนย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2546 .

7. ผ่องฉวี เพียรรู้จบ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชุมชนเขตวิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2546.

8. Bass, BM. Leadership and Performance beyond Expectation. New York : The Free Press. 1985.

9. Bass, BM. & Avolio, B J. Improving Organizational Effectiveness Through Transformational leadership. California : Sage, 1994.

10. ไขแสง ชวศิริ. ภาวะผู้นำทางการพยาบาล. ภาควิชาการบริหารการศึกษา และบริการการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สงขลาฯ : 2528.

11. พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. ขุมปัญญาทางการพยาบาล. กรุงเทพฯ : พระราม 4 ปริ้นติ้ง. 2546 .

12. เรมวล นันท์ศุภวัฒน์. ภาวะผู้นำทางการพยาบาลในองค์การ. ภาควิชาบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่ : 2542.

13. สิทธิโชค วรานุสันติกุล. จิตวิทยาสังคม : ทฤษฎีและการประยุกต์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. 2546.

14. Buchanan, B. Building organizational commitment ; The socialization of managers in work Organizations. Administrative Science Quarterly 1974 ; 19 : 533-46.

15. Porter LW., Steers RM., Mowday RT., and Boulian PV. Organizational commitment, job satisfaction and turnover among psychiatric technicians. Journal of Applied Psychology 1974 ; 59 : 603- 9.

16. Steers, RM. Introduction to Organization Behavior. 2nd ed. The United States of America : Scott, Foresman and Company, 1984 .

17. Chiok Foong Loke J. Leadership behaviours : effects on job satisfaction, productivity and organizational commitment. J Nurs Manag 2001; 9 : 191-204.

18. Jooste K. Leadership : a new perspective. J Nurs Manag 2004; 217-23.

19. Medley F. & Larochelle DR. Transformational leadership and job satisfaction. Nurs Manage 1995 ; 26 : 64 JJ-64 LL, 64 NN.

20. McNeese-Smitb, D. Job satisfaction, productivity, and organizational commitment. The result of leadership. J Nurs Adm. 1995 ; 25 : 17-26.

21. พูลสุข หิงคานนท์. การจูงใจ : ปัจจัยสู่การพยาบาลเชิงรุก. วารสารการศึกษาพยาบาล 2546;14 : 2-9.

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0