Untitled Document
 
 
 
 
Untitled Document
Home
Current issue
Past issues
Topic collections
Search
e-journal Editor page

Retroesophageal right subclavian artery in Thai: A case report

หลอดเลือดแดง retroesophageal right subclavian ในคนไทย: รายงาน 1 ราย

Yanyong Toomsan (ยรรยง ทุมแสน) 1, Nawaporn Techataweewan ( นวพร เตชาทวีวรรณ) 2, Thanarat Chanta-upalee (ธนรัฐ จันทอุปฬี) 3, Kowit Chaisiwamongkol (โกวิท ไชยศิวามงคล) 4, Kittisak Sripanidkulchai (กิตติศักดิ์ ศรีพานิชกุลชัย) 5





หลักการและเหตุผล :            ความผันแปรของโครงสร้างและรูปแบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเป็นสิ่งที่พบได้ในระหว่างการชำแหละศพในห้องปฏิบัติการมหกายวิภาคศาตร์ การพบความผิดปกติของหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวาก็เป็นความผันแปรที่พบได้เช่นกัน  ปกติหลอดเลือดแดงนี้จะแยกออกจาก brachiocephalic trunk  ซึ่งเป็นแขนงแรกของ arch of aorta  จากการสังเกตระหว่างการชำแหละ mediastinum ของศพเพศชายอายุ 89 ปี  ที่ห้องปฎิบัติการมหกายวิภาคศาสตร์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวาออกจากด้านหลังส่วนปลายของ arch of aorta แล้วทอดผ่านด้านหลังของหลอดอาหาร (esophagus) ออกไปสู่แขนขวาที่เรียกว่า retroesophageal right subclavian artery (RRSA) ซึ่งเป็นการพบรายแรกในห้องปฏิบัติการของเราตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 ถึง 2004 จากจำนวนศพ 480 ศพ   การพบ RRSA เป็นความผันแปรที่พบได้สูงในกลุ่มความผิดปกติของ arch of aorta ในการเจริญระยะเอ็มบริโอ   ดังนั้นความผิดปกตินี้จึงเป็นสิ่งที่ศัลยแพทย์และแพทย์ผู้เกี่ยวข้องพึงระลึกไว้เสมอ
วัตถุประสงค์ :
1.  เพื่อรายงานลักษณะทางกายวิภาคของ RRSA โดยอธิบายตำแหน่งจุดเริ่มต้น เส้นผ่าศูนย์กลาง ความยาวและทางเดินของหลอดเลือดนี้
2. อธิบายลักษณะโครงสร้างอื่นที่มีความสัมพันธ์กับหลอดเลือดแดงนี้
ผลการวิจัย
        จากการชำแหละ mediastinum ของศพเพศชาย อายุ 89 ปี อย่างประณีตเปิดให้เห็นหลอดเลือด arch of aorta พบว่าไม่มีหลอดเลือด brachiocephalic trunk  เลย โดยแขนงแรกของ arch of aorta คือหลอดเลือดแดง common carotid  ข้างขวา  แขนงที่สองคือหลอดเลือดแดง common carotid ข้างซ้าย แขนงที่สามคือหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้าย แขนงที่สี่คือ RRSA ซึ่งออกจากตำแหน่งส่วนปลายของ arch of aorta โดยอยู่ถัดมาจากหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้ายเล็กน้อยและอยู่ทางด้านหลังของ arch of aorta เมื่อติดตามทางเดินของหลอดเลือดนี้พบว่าทอดผ่านทางด้านหลังหลอดอาหารแล้วผ่านออกจากช่องอกออกไปเลี้ยงแขนขวาโดยให้แขนงต่างๆ เช่นเดียวกับในรายปกติ  จากการวัดด้วย digital vernier caliper พบว่ามีความยาวจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด 8.86 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ณ จุดเริ่มต้น 0.99 เซนติเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง ณ จุดสุดท้าย 0.83 เซนติเมตร  จากการศึกษาไม่พบว่ามีเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาลงมาคล้อง RRSA อย่างที่พบในรายปกติ   
สรุป :       การเกิด RRSA นี้เป็นผลมาจากการเสื่อมสลายของหลอดเลือด aortic arch ที่ 4 ข้างขวาและ/หรือส่วนของ dorsal aorta ข้างขวาที่อยู่ระหว่าง aortic arch ที่ 4 ข้างขวากับหลอดเลือดแดง intersegmental ที่ 7 ข้างขวา ความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะเอ็มบริโอ รายงานครั้งนี้เป็นการรายงานการพบ RRSA ครั้งแรกในคนไทย  สำหรับอุบัติการณ์ที่พบความผิดปกติดังกล่าวในคนไทยจะได้ศึกษาต่อไป

Background :  The variable structures and pattern of the organs in the body are normally found during dissection of formalin-embalmed cadavers in the practical class of Gross Anatomy. The variation of the right subclavian artery is one of the variable structures. Normally, this artery is a branch from brachiocephalic trunk, which is the first branch of the arch of aorta. The observation on   mediastinum dissection of the male cadaver, 89 years of age in the Gross Anatomy  Laboratory, Department of Anatomy, Faculty of Medicine, Khon Kaen University,  it has been found that the right subclavian artery is a branch arising from posterior aspect of the distal part of the arch of  aorta, it runs behind esophagus and directly to the right upper extremity, called retroesophageal right subclavian artery (RRSA). This finding is the first case in our laboratory since the year 1997 to 2004  totalled 480 cadavers. The variable of the RRSA is highly investigated in case of abnormal development of the arch of aorta thus, the surgeon and  related physician should be always aware.
Objectives
1. Describe the anatomical characteristics of  the RRSA in these aspects: the position of the origin, the diameter, the length and the course of this artery.
2.    Describes the surrounded structures related to this      
       artery.              
Result :  The observation while carefully dissecting the mediastinum of the male cadaver, 89 years old of age.   It had been found that the brachiocephalic trunk is absent. The first branch of the arch of aorta is the right common carotid artery, the second is the left common carotid artery, the third is the left subclavian artery and the fourth branch is the RRSA.  The RRSA arises from the posterior of the distal part of the arch of aorta, next to the left subclavian artery. The course of this artery is behind the esophagus traversing the mediastinum to supply the right upper extremity. However, there is no variable of the branches from RRSA.  Measurement with the digital vernier caliper was done and revealed the length of the RRSA is 8.86 centimeters, the diameter at the proximal and distal part of RRSA are 0.99 and 0.83 centimeters respectively. Furthermore, from this study, the right recurrent laryngeal nerve does not hook around the RRSA as normal.
Conclusion :        The RRSA is a defective development of the right fourth aortic arch and/or part of the right dorsal aorta, a segment between the right fourth aortic arch and the right seventh intersegmental artery which may be degenerated during embryological development. This is the first report on  the RRSA in Thai. The incidence of this anomaly in Thai should be further researched and accumulated.

บทนำ

         การพบ retroesophageal right subclavian artery (RRSA) ออกจากส่วนปลาย arch of aorta เป็นความผิดปกติทางกายวิภาคที่พบได้ประมาณร้อยละ 0.2-2.51  แม้ว่าการเกิดภาวะนี้อาจไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติในทางคลินิกใดๆ แต่ RRSA  ที่ออกจาก arch of aorta อย่างผิดปกตินี้อาจก่อให้เกิด atherosclerotic plaque หรืออาจเป็นตำแหน่งที่เกิด inflammatory lesion รวมทั้งอาจเป็นตำแหน่งที่เกิด aneurysm ได้ 2  โดยทั่วไปหลอดเลือดที่แยกออกจาก arch of aorta มี 3  แขนงใหญ่  โดยแขนงแรกคือ หลอดเลือดแดง brachiocephalic trunk (innominate  artery) ซึ่งจะให้แขนงหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวาและหลอดเลือดแดง common carotid ข้างขวา แขนงที่สองคือหลอดเลือดแดง common carotid ข้างซ้าย และแขนงที่สามคือ หลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้าย   จากการพบความผิดปกติเช่นนี้จึงทำให้คณะผู้วิจัยสนใจศึกษา RRSA  เนื่องจากยังไม่เคยมีการรายงานการพบลักษณะเช่นนี้ในคนไทยมาก่อน

รายงานการพบ

            ในปี 2004 จากการชำแหละ mediastinum พบว่าหัวใจของศพที่รายงานมีขนาดปกติ  พบ ascending aorta  ทอดขึ้นมาจาก left ventricle จนถึงระดับกระดูกสันหลังระดับอกชิ้นที่ 4 จึงโค้งมาทางซ้ายเป็น arch of aorta  แขนงแรกที่ออกจากส่วนต้นของ arch of aorta คือหลอดเลือดแดง common carotid ข้างขวา  แขนงที่สอง คือหลอดเลือดแดง common carotid ข้างซ้าย แขนงที่สาม คือหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้าย (ดูรูปที่ 1)  และแขนงสุดท้ายที่ออกจากส่วนท้ายและอยู่ทางด้านหลังของ aortic arch คือ RRSA (ดูรูปที่ 2)     
เมื่อชำแหละติดตามทางเดินของหลอดเลือดแขนงต่างๆ ที่ออกจาก arch of aorta จึงได้ทำการวัดความยาวและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดเหล่านี้ด้วย digital vernier caliper ซึ่งมีผลการวัดดังตาราง
ตารางที่ 1 แสดงผลการวัดความยาวและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงที่แยกออกจาก arch of aorta

Right common carotid artery*

RRSA**

Left common carotid artery*

Left subclavian artery**

ความยาว (ซม.)

12.5

8.86

11.74

5.48

เส้นผ่าศูนย์กลาง ณ จุดเริ่มต้น (ซม.)

0.82

0.99

0.87

0.69

เส้นผ่าศูนย์กลาง ณ จุดสุดท้าย (ซม.)

1.01

0.83

1.10

0.74

 

*วัดจากจุดเริ่มต้นจนถึงตำแหน่ง bifurcation ที่แยกออกเป็นหลอดเลือดแดง external carotid และ internal carotid
**วัดจากจุดเริ่มต้นจนถึงตำแหน่งที่เปลี่ยนเป็นหลอดเลือดแดง axillary  (ขอบนอกของกระดูกซี่โครงชิ้นที่ 1)

          จากการติดตามทางเดินของ RRSA  พบว่าหลอดเลือดนี้ออกจากทางด้านหลังส่วนปลายของ arch of aorta ซึ่งอยู่ทางซ้าย จึงนับว่าเป็นแขนงสุดท้ายของ arch of aorta เมื่อออกจากจุดต้นกำเนิดจะทอดมาทางด้านขวาในลักษณะยกตัวขึ้นจากแนวระนาบเล็กน้อยโดยทอดตัวอยู่ทางด้านหลังของหลอดอาหารและผ่านออกมาเหนือต่อขอบนอกของกระดูกซี่โครงชิ้นที่ 1
          เมื่อ RRSA ผ่านพ้นด้านหลังหลอดอาหารมาแล้วพบว่า แนวทางเดินและโครงสร้างใกล้เคียงมีลักษณะปกติ คือมีกล้ามเนื้อ scalenus anterior ปิดทับอยู่ด้านหน้าและแบ่ง RRSA ส่วนที่พ้นออกมาจากหลอดอาหารเป็น 3 ส่วนโดยแตกแขนงต่างๆ เช่นในรายปกติ (ดูรูปที่ 2)
          เมื่อติดตามทางเดินของหลอดเลือดแเดง subclavian ข้างซ้าย พบว่าหลังจากแยกออกจาก arch of aorta แล้วมีทางเดินและแขนงหลอดเลือดเป็นปกติ แต่มีข้อสังเกตว่าหลอดเลือดแดง vertebral ข้างซ้ายที่แยกออกมาจากส่วนที่หนึ่งของหลอดเลือดนี้มีขนาดใหญ่กว่าหลอดเลือดแดง vertebral ข้างขวาที่แยกออกมาจาก RRSA
          การศึกษาครั้งนี้พบว่าเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างซ้ายลงมาคล้องส่วนปลาย arch of aorta โดยอยู่ ด้านข้างต่อ ligamentum arteriosum เช่นเดียวกับที่พบในรายปกติ สำหรับเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาซึ่งตามปกติแล้วลงมาคล้องหลอดเลือด subclavian ข้างขวา แต่ในศพที่ศึกษารายนี้ไม่พบว่ามีเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาลงมาคล้องหลอดเลือดนี้เลย  จึงได้ศึกษาลักษณะของเส้นประสาทที่เข้าไปเลี้ยงกล่องเสียงทางด้านขวาพบว่ามีเส้นประสาทแยกออกจากเส้นประสาท vagus ข้างขวาให้แขนงเข้าไปเลี้ยงกล่องเสียงโดยตรง

วิจารณ์

           การพบ RRSA  ถูกรายงานครั้งแรกโดย Hunauld  ในปี 1735 จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่ามีอัตราการพบประมาณร้อยละ 0.2-2.5 1  โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย3 และในระดับโมเลกุลพบว่ามีความสัมพันธ์กับการขาดหายไปของโครโมโซม 22q 11 4
         ในระยะเอ็มบริโอนั้นพบว่า aortic arch เป็นหลอดเลือดแดงที่เกิดขึ้นเป็นคู่ ๆ ในระหว่างสัปดาห์ที่ 4 มีทั้งหมด 6 คู่ อยู่ใน pharyngeal arches ในระยะ 6-8 สัปดาห์ต่อมา หลอดเลือดเหล่านี้มีการเจริญเปลี่ยนแปลงเป็นหลอดเลือดแดงใหญ่บางเส้นของบริเวณศีรษะ คอ และ ทรวงอก ในผู้ใหญ่ 5
           ปกติหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวา เปลี่ยนแปลงมาจาก 3 แหล่ง คือ (1) จากส่วนต้นของ aortic arch ที่ 4 ข้างขวา (2) ส่วนของ dorsal aorta ข้างขวาที่อยู่ระหว่าง aortic arch ที่ 4 ข้างขวากับหลอดเลือดแดง intersegmental ที่ 7 ข้างขวา และ (3) หลอดเลือดแดง intersegmental ที่ 7 ข้างขวา   ในกรณีที่เกิด RRSA นั้นเกิดเนื่องจาก  aortic arch ที่ 4 ข้างขวาและ/หรือส่วนของ dorsal aorta ข้างขวาที่อยู่ระหว่าง aortic arch ที่ 4 ข้างขวากับหลอดเลือดแดง intersegmental ที่ 7 ข้างขวาสลายไป 6     ดังนั้นส่วนต้นของ RRSA จึงเกิดจากส่วนปลายของ dorsal aorta ข้างขวาและหลอดเลือดแดง intersegmental ที่ 7 ข้างขวา  และในระหว่างที่ arch of aorta กำลังเจริญก่อรูปจะดึงหลอดเลือดแดง  subclavian ข้างขวาไปทางด้านหัวจนกระทั่งมาอยู่ใกล้กับหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้าย 5 (ดูรูปที่ 3) 

          การเกิด RRSA สัมพันธ์กับการมีความผิดปกติของทางเดินของเส้นประสาท recurrent laryngeal  ข้างขวา โดยปกติแล้วเส้นประสาท recurrent laryngeal ที่แยกออกมาจากเส้นประสาท vagus จะลงมาคล้อง aortic arch คู่ที่ 6 ของแต่ละข้าง แต่เนื่องจากส่วนปลายของ aortic arch  ที่ 6 ข้างขวาเสื่อมสลายไปจึงเป็นผลให้เส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาเลื่อนขึ้นไปคล้องหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวา ส่วนเส้นประสาท recurrent laryngeal ด้านซ้ายจะคล้องอยู่รอบ ductus arteriosus ซึ่งเป็นส่วนเจริญมาจากปลายของ aortic arch ที่ 6 ข้างซ้าย และเมื่อ ductus arteriosus ตีบไปหลังคลอดและกลายเป็น ligamentum arteriosum เส้นประสาท recurent laryngeal ซ้ายจึงคล้องโครงสร้างนี้และคล้อง arch of aorta 5  ในกรณีที่เกิด RRSA  ซึ่ง aortic arch ที่ 4 ข้างขวาสลายไปนั้น พบว่าเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาจะแยกออกมาจากเส้นประสาท vagus และทอดเข้าไปสู่กล่องเสียงโดยตรง 6 และในกรณีนี้เช่นกันมักพบว่าเส้นประสาท vagus ไม่มีแขนงเส้นประสาท middle cervical cardiac 7
       โดยทั่วไปการมี RRSA ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการใดๆ ทางคลินิก แต่ในบางรายอาจก่อให้เกิดอาการกลืนลำบากที่เรียกว่า dysphagia lusoria ขึ้นมาได้ ซึ่งเหตุผลในการเกิดอาการกลืนลำบากเป็นผลเนื่องจากหลอดอาหารถูกกดทับจากการที่อยู่ระหว่างหลอดเลือดแดง common carotid ข้างขวาและหลอดลมคอที่อยู่ทางด้านหน้ากับหลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวาที่ทอดอยู่ด้านหลัง 8     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาการทางคลินิกของ RRSA จะพบได้น้อย        แต่ก็ยังมีรายงานการเกิดภาวะเนื้อเยื่อแขนขวาขาดเลือดอย่างเฉียบพลันเนื่องจาก thrombosis ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดแดง subclavian ผิดปกติ 9
อาการแทรกซ้อนอีกประการหนึ่งที่สำคัญแต่พบได้ค่อนข้างน้อยคือภาวะการเกิด arterioesophageal fistula ซึ่งพบได้ในทารก  ซึ่งกลไกในการเกิด fistula เป็นผลจากการที่หลอดเลือดแดง subclavian ข้างขวาทอดอยู่หลังหลอดอาหารทำให้เกิดแรงกดเบียดจากการขยายตัวตามจังหวะชีพจร (pulsatile compression) แล้วก่อให้เกิดภาวะการขาดเลือดในตำแหน่งที่กดเบียดทั้งผนังทางเดินอาหารและผนังหลอดเลือดเอง 10 
          ลักษณะทางกายวิภาคของ RRSA ในศพที่รายงานนี้จัดเป็นชนิด G (type G) ตามคำจำกัดความของความผิดปกติของหลอดเลือดชนิดนี้คือเป็นชนิดที่มีจุดต้นกำเนิดจากส่วนปลายของ arch of aorta และเป็นแขนงสุดท้ายของ aortic arch ด้วยในขณะที่แขนงอื่นอยู่ในตำแหน่งปกติ 11    ในการศึกษาครั้งนี้สิ่งที่พบคล้ายคลึงกับการศึกษาของ Hollinshead  (1968) คือการพบว่าเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างขวาแยกออกมาจากเส้นประสาท vagus และทอดเข้าไปสู่กล่องเสียงโดยตรง    นอกจากนี้ยังพบว่า ductus arteriosus ในศพรายนี้มีโครงสร้างและตำแหน่งปกติโดยมีเส้นประสาท recurrent laryngeal ข้างซ้ายคล้อง arch of aorta และอยู่ด้านนอกต่อ ductus arteriosus
           Kasai12 (1962) ได้กล่าวถึงภาวะการเกิด RRSA ว่ามีความสัมพันธ์กับการที่ thoracic duct เปิดเข้าสู่มุมตรงรอยต่อระหว่างหลอดเลือดดำ internal jugular ข้างขวากับหลอดเลือดดำ subclavian ข้างขวา แต่ในศพที่ศึกษาครั้งนี้พบว่า thoracic duct เปิดเข้าสู่มุมตรงรอยต่อระหว่างหลอดเลือดดำ internal jugular ข้างซ้ายกับ หลอดเลือดดำ subclavian  ข้างซ้ายเหมือนกับรายปกติทั่วไป
          จากการศึกษาแขนงต่างๆ ของ RRSA เปรียบเทียบกับหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้ายพบว่าแบบแผนการให้แขนงของ RRSA เมื่อผ่านพ้นจากด้านหลังของหลอดอาหารจะคล้ายคลึงกับหลอดเลือดแดง subclavian ข้างซ้าย แต่จากการสังเกตพบว่าหลอดเลือดแดง vertebral ที่ออกจากส่วนที่หนึ่งของทั้งสองข้างนั้นข้างซ้ายมีขนาดใหญ่กว่าข้างขวาอย่างชัดเจน และจากการสังเกตเช่นกันพบว่า RRSA ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงส่วนที่อยู่หลังหลอดอาหารไม่ให้แขนงใดๆ เลย
 ศพที่ศึกษาครั้งนี้มีอายุ 89 ปี และถึงแก่กรรมเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวจากภาวะชราภาพ จึงทำให้คาดคะเนว่าการเกิด RRSA ในรายนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนวิกฤติตลอดอายุขัย และอาจไม่กระทบการดำเนินชีวิตปกติแต่อย่างใด

สรุป

            การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นลักษณะทางกายวิภาคของ RRSA โดยได้แสดงรายละเอียดของตำแหน่งจุดเริ่มต้น เส้นผ่าศูนย์กลาง ความยาว ทางเดินของหลอดเลือด รวมทั้งโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กับหลอดเลือดนี้  การพบ RRSA เป็นความผันแปรที่พบได้     ดังนั้นศัลยแพทย์หรือแพทย์ผู้เกี่ยวข้องที่จะทำการผ่าตัดหรือหัตถการบริเวณนี้พึงตระหนักถึงและระมัดระวัง
            รายงานการพบครั้งนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยยึดหลักเกณฑ์ตามคำประกาศเฮลซิงกิ (Helsinki's Declaration)

กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ศาสตราจารย์สมบูรณ์  สรุงบุญมี ที่ได้ประสิทธ์ประสาทความรู้วิชาเอ็มบริโอและกรุณาให้คำชี้แนะแก้ไขรายงานการวิจัยนี้ให้ถูกต้อง

เอกสารอ้างอิง

1. Fazan VP, Cactano AG, Filho OA. Anomalous origin and cervical course of the vertebral artery in the presence of  a retroesophageal right subclavian artery. Clin Anat 2004; 17: 354-7.
2. Tubb RS, Oakes WJ, Salter EG, Zehren SS. Case report : Retroesophageal right subclavian artery with persistent ductus arteriosus. Anat Sci Int 2004; 79: 98-100.
3. Easterbrook JS. Identification of aberrant right subclavian artery on MR images of the cervical spine. J Magn Reson Imaging 1992; 2: 507-9.
4. Momma K, Matsuoka R, Takao A. Aortic arch anomalies associated with chromosome 22q11 deletion (CATCH 22). Pediatr Cardiol 1999; 20: 97-102.
5. Moore KL, Persaud TVN. The developing human clinical oriented embryology. 6thed. Philadelphia: W.B. Saunder, 1998: 389-91.
6. Hollinshead WH. Anatomy for surgeons: The head and neck. New york: Harper & Row, 1968: 282-305.
7. Horiguchi M, Yamada T, Uchiyama Y. A case of retroesophageal right subclavian artery with special reference to the morphology of cardiac nerves. Kaibogaku Zasshi 1982; 57: 1-8.
8. Fuller RW. Dysphagia Lusonia. [serial online] 1996 August 8 [ cited 2005 March 22]. Available from: URL: http// www. Vh. Org/adult/provider/radiology/RCW/080896/080896.html.
9. Eggerstedt JM. Vascular rings. [serial online] 2002 June 10 [cited 2005 March 22]. Available from: URL: http//www. emedicine. com/med/topic 2981.html.
10. Feugier P, Lemoine L, Gruner L, Bertin-Maghit M, Rousselet B, Chevalier JM. Arterioesophageal fistula: A rare complication of retroesophageal subclavian arteries. Ann Vasc Surg 2003; 17: 302-5.
11. Rahman HA, Sakurai A, Dong K, Setsu T, Umetani T, Yamadori T. The retroesophageal subclavian artery- a case report and review. Kaibogaku Zesshi 1993; 68: 281-7.
12. Kasai M, Ishikawa T, Abos, Takahashiy, Terasawa Y, Asakawa H. By pass procedure for superior vena cava obstruction- autogenous vein grafting between the left innominate vein and right auricle. Kyobu Geka 1962; 15: 441-5.
13. Mc Elhinney DB, Mc Donald - Mc Ginn D, Zackai EH, Goldmuntz E, Cardiovascular anomalies in patients diagnosed with a chromosome 22q deletion beyond 6 month. Pediatrics 2001; 108: 104-7.
14. Panicker HK, Tamekar A Dhawane V, Ghosh SK. Anomalous origin of left vertebral artery - embryological basis and applied aspects - A case report. J Anat Soc India 2002; 51: 234-5.
15. Nathan H,Seidel MR. The association of a retroesophageal right subclavian artery, a right -  sided terminating thoracic duct and a left vertebral artery  of aortic origin: anatomical and clinical considerations. Acta Anat 1983; 117: 362-73.
16. Epstein DA, Debord JR. Abnormalities associated with aberrant right subclavian arteries - a case report. Vasc Endovascular surg 2002; 36: 297-303.

Untitled Document
Article Location

Untitled Document
Article Option
       Abstract
       Fulltext
       PDF File
Untitled Document
 
ทำหน้าที่ ดึง Collection ที่เกี่ยวข้อง แสดง บทความ ตามที่ีมีใน collection ที่มีใน list Untitled Document
Another articles
in this topic collection

Obturator Hernia in Thai Cadaver: A Case Report (ไส้เลื่อน Obturator ในศพคนไทย: รายงาน 1 ศพ)
 
Silicone Moulds for Embedding of Tissue for Electron Microscopy (แบบยางซิลิโคนสำหรับฝังเนื้อเยื่อที่ใช้ตัดเพื่อศึกษา ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน )
 
Embryonic Stem Cells in The Treatment of Neurodegenerative Disorders (เซลล์ต้นตอจากเอ็มบริโอกับการรักษาโรคในระบบประสาท)
 
Six lumbar vertebrae in Thai : A case report (กระดูกสันหลังระดับเอว 6 ชิ้นในคนไทย : รายงาน 1 ราย)
 
<More>
Untitled Document
 
This article is under
this collection.

Anatomy
 
 
 
 
Srinagarind Medical Journal,Faculty of Medicine, Khon Kaen University. Copy Right © All Rights Reserved.
 
 
 
 

 


Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0